로그인เจินจี้มองบุตรชาย “เจ้ารู้หรือไม่ว่าหูหลิงหนานกำลังทำอะไร”
เหวยตานหัวเราะ “นางทำอะไรได้ด้วยหรือขอรับ นอกจากร้องไห้กับซักผ้า”
เหวยมี่รีบพูด “เจ้าไม่รู้อะไรเสียแล้ว!”
“มีอะไรหรือพี่หญิง”
“วันนี้นางกล้าขัดคำสั่งท่านแม่ แล้วยังบังคับให้ท่านแม่ยอมรับว่าพินัยกรรมของท่านหูยังอยู่!”
เหวยตานชะงัก “อะไรนะ”
เจินจี้ถอนหายใจ “ไม่เพียงเท่านั้น นางยังต้องการตรวจสอบบัญชีการค้าทั้งหมด”
“บัญชีการค้า?” เหวยตานหน้าเปลี่ยนสีทันที
“ใช่”
“แล้วเรื่องเงินที่ข้า…” เขาหยุดพูดกลางคัน
เจินจี้หันขวับ “เงินอะไร!”
เหวยตานรีบหลบสายตา “ไม่มีอะไรขอรับ”
เหวยมี่หัวเราะเยาะ “เจ้าคงหมายถึงเงินที่ยืมจากร้านผ้าไหมไปใช้หนี้พนันกระมัง”
“พี่หญิง!”
“ข้าพูดผิดหรือ”
“พอได้แล้ว!” เจินจี้ตวาด
ทั้งสองเงียบลงทันที
นางมองบุตรชายด้วยสายตาไม่พอใจ “ข้าเคยบอกแล้วว่าอย่าไปยุ่งกับการพนันอีก!”
เหวยตานรีบแก้ตัว “ข้าไม่ได้ไปแล้วขอรับ”
“อย่าให้ข้ารู้ว่าเจ้าโกหก”
“ขอรับ”
เจินจี้ถอนหายใจ ก่อนกล่าวต่อ “ตอนนี้เรื่องสำคัญไม่ใช่การพนันของเจ้า แต่เป็นหูหลิงหนาน”
เหวยมี่ขยับเข้ามาใกล้ “ท่านแม่จะทำอย่างไรเจ้าคะ”
“ข้ากำลังคิด”
“จะให้คนขังนางอีกหรือ”
เจินจี้ส่ายหน้า “ไม่ได้”
เหวยมี่ขมวดคิ้ว “เหตุใดเล่าเจ้าคะ”
“เพราะวันนี้นางพูดเรื่องพินัยกรรมต่อหน้าบ่าวรับใช้หลายคนแล้ว หากจู่ ๆ นางหายตัวไปหรือถูกลงโทษหนักเกินไป คนอาจเริ่มสงสัย”
เหวยตานพยักหน้า “จริงขอรับ”
เจินจี้มองลูกทั้งสอง “เราต้องทำให้นางออกจากจวนด้วยเหตุผลที่ฟังขึ้น”
เหวยมี่นิ่งคิด “ส่งนางไปอยู่บ้านญาติหรือเจ้าคะ”
“นางไม่มีญาติสนิทที่ข้าควบคุมได้”
“ถ้าเช่นนั้นส่งไปวัด?”
“นางเพิ่งประกาศจะตรวจสอบบัญชี หากข้าส่งนางไปวัดทันที ก็ยิ่งทำให้คนสงสัย”
เหวยตานเอนหลังพิงเก้าอี้ “ถ้าอย่างนั้นก็ส่งนางออกไปทำงานนอกเมืองสิขอรับ”
เจินจี้หันมองบุตรชาย “หมายความว่าอย่างไร”
“ร้านผ้าไหมของท่านหูมีคู่ค้าอยู่ต่างเมืองไม่ใช่หรือขอรับ”
“ก็มีแหละ”
“เช่นนั้นก็ให้นางไปติดต่อคู่ค้าเสียเลย” เหวยตานยิ้มเจ้าเล่ห์ “ในเมื่อนางอยากเรียนรู้เรื่องกิจการนัก ท่านแม่ก็ให้นางไปเรียนรู้ด้วยตัวเอง”
เจินจี้นิ่งไป ความคิดนี้ไม่เลว หากส่งหลิงหนานออกไปทำงานเกี่ยวกับการค้า ย่อมดูสมเหตุสมผลกว่าการไล่ออกจากจวน ยิ่งไปกว่านั้น หากเกิดปัญหาระหว่างทาง ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นอุบัติเหตุ
“มีรายการสินค้าจากเมืองชิงเหอที่ยังไม่ได้รับรองอยู่” เจินจี้พึมพำ “ร้านผ้าไหมของเราสั่งผ้าดิบกับเส้นไหมจากพ่อค้าทางนั้น”
เหวยตานรีบพูด “นั่นแหละขอรับ!”
เหวยมี่กลับขมวดคิ้ว “แต่หากนางไปแล้วกลับมาเล่าเจ้าคะ”
เจินจี้เงียบลง นี่คือสิ่งที่นางกำลังกังวล หากหลิงหนานกลับมาพร้อมเอกสารการค้า นางอาจยิ่งมีข้ออ้างเข้าไปยุ่งกับกิจการ
เหวยมี่มองมารดา ก่อนลดเสียงลง “ท่านแม่…ข้ามีความคิดหนึ่ง”
เจินจี้หันไปมอง เหวยมี่เหลือบมองประตูที่ปิดสนิทก่อนขยับเข้าไปใกล้มารดา
“ระหว่างทางไปเมืองชิงเหอมีเส้นทางผ่านป่าหินดำใช่หรือไม่เจ้าคะ”
เจินจี้พยักหน้า
“ข้าได้ยินว่าช่วงนี้มีโจรออกปล้นพ่อค้าอยู่บ่อยครั้ง”
เหวยตานเริ่มสนใจ “พี่หญิงหมายความว่า…”
เหวยมี่แสยะยิ้ม “หากหูหลิงหนานถูกโจรปล้นระหว่างทาง ใครจะไปสงสัยพวกเราเล่า”
ห้องรับรองเงียบลงทันที เจินจี้จ้องบุตรสาว
“เจ้ากำลังเสนออะไร”
เหวยมี่ตอบด้วยน้ำเสียงเบา แต่ชัดเจน “จ้างคนไปดักปล้นนางเจ้าค่ะ”
เหวยตานหัวเราะออกมา “ความคิดดี!”
เจินจี้กลับไม่ได้หัวเราะ นางมองบุตรสาวอยู่ครู่หนึ่ง “เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังพูดเรื่องอะไร”
เหวยมี่พยักหน้า “รู้เจ้าค่ะ”
“หากเรื่องถูกเปิดเผย พวกเราอาจเดือดร้อนทั้งหมด”
“แต่หากไม่ทำอะไรเลย พวกเราก็จะเสียทุกอย่างอยู่ดี!” เหวยมี่พูดด้วยความไม่พอใจ “ท่านแม่คิดดูสิ หากหลิงหนานได้ทรัพย์สินคืน ข้ากับเหวยตานจะเหลืออะไร”
เหวยตานรีบพยักหน้า “จริงขอรับ!”
เหวยมี่พูดต่อ “เรือนชิงหลันที่ข้าอยู่ เครื่องประดับของข้า เงินที่เหวยตานใช้ ทุกอย่างล้วนมาจากกิจการสกุลหู หากนางเอาคืนทั้งหมด พวกเราจะทำอย่างไร”
เจินจี้นิ่งไป คำพูดของบุตรสาวตรงกับสิ่งที่นางหวาดกลัวที่สุด นางใช้ชีวิตเป็นฮูหยินผู้มั่งคั่งมาหลายปี เคยชินกับการมีบ่าวรับใช้คอยปรนนิบัติ เคยชินกับเครื่องประดับราคาแพงและการได้รับความเคารพจากคนในเมือง หากวันหนึ่งต้องกลับไปใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก นางคงรับไม่ได้
เหวยตานขยับเข้ามาใกล้ “ท่านแม่ ข้ารู้จักคนที่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้”
เจินจี้หันขวับ “ใคร”
“ชายชื่อเถาหู่ขอรับ คนที่เคยคุมพวกนักเลงตามท่าเรือ ตอนนี้รับงานคุ้มกันสินค้าอยู่บ้าง”
เหวยมี่หัวเราะเบา ๆ “คุ้มกันสินค้าหรือปล้นสินค้ากันแน่”
เหวยตานยักไหล่ “ข้าไม่รู้รายละเอียด แต่เขามีคนอยู่ในมือหลายคน”
เจินจี้ขมวดคิ้ว “เจ้ารู้จักคนเช่นนี้ได้อย่างไร”
เหวยตานหลบสายตา “เคยพบกันที่โรงน้ำชาขอรับ”
เจินจี้มองบุตรชายอย่างไม่พอใจ แต่ไม่ได้ซักถามต่อ ตอนนี้นางสนใจเรื่องอื่นมากกว่า “เขาไว้ใจได้หรือ”
เหวยตานพยักหน้า “หากได้เงินมากพอ เขาไม่ถามอะไรทั้งนั้น”
เหวยมี่รีบพูด “ถ้าเช่นนั้นก็เหมาะแล้วเจ้าค่ะ”
เจินจี้เงียบไปนาน นางมองเปลวไฟจากตะเกียงที่สั่นไหวอยู่บนโต๊ะ ในใจยังมีความลังเล แม้นางเคยทำร้ายและกดขี่หลิงหนานมาหลายปี แต่การส่งคนไปดักปล้นระหว่างทางอาจทำให้เกิดเรื่องร้ายแรงเกินควบคุม อย่างไรก็ตาม ภาพสมุดบัญชีและยอดเงินสองหมื่นแปดพันตำลึงกลับผุดขึ้นมาในความคิด หากเรื่องถูกเปิดเผย นางอาจไม่ได้สูญเสียเพียงทรัพย์สิน แต่อาจต้องถูกดำเนินคดีฐานยักยอกเงินจากกิจการที่อยู่ในความดูแลด้วย
เจินจี้ค่อย ๆ หลับตาลงก่อนลืมขึ้นอีกครั้ง แววตาเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว
“เหวยตาน”
“ขอรับ ท่านแม่”
“พรุ่งนี้เจ้าไปพบชายคนนั้น”
อาเซียงมองภาพตรงหน้าเงียบ ๆ เขาไม่เคยคิดว่าหญิงสาวที่มีฐานะเป็นคุณหนูใหญ่ของจวน จะต้องแบ่งหมั่นโถวแข็ง ๆ กับสาวใช้และชายแปลกหน้าเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น นางยังเป็นฝ่ายแบ่งอาหารให้คนอื่นก่อนตัวเองชายหนุ่มก้มมองหมั่นโถวในมือ ความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นภายในใจ เขาไม่รู้ว่าตัวเองเคยใช้ชีวิตอย่างไร แต่สัญชาตญาณกลับบอกว่าอาหารเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาคุ้นเคย ถึงกระนั้น เมื่อเห็นหลิงหนานกัดหมั่นโถวด้วยสีหน้าสงบ เขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีกหลังอาหารเช้า หลิงหนานนำสมุดเล่มเล็กออกมาจากหีบ เป็นสมุดที่นางเย็บขึ้นเองจากกระดาษเหลือใช้ บนหน้ากระดาษมีรายการค่าใช้จ่ายและทรัพย์สินที่ต้องตรวจสอบอาเซียงนั่งพิงหมอนอยู่บนเตียง เมื่อเห็นนางจดอะไรบางอย่างอยู่นาน จึงถามขึ้นด้วยความสงสัย“เจ้ากำลังเขียนอะไร”“ข้ากำลังเขียนบัญชี”“บัญชีอะไร”“ค่าใช้จ่ายในเรือน”ชายหนุ่มเลิกคิ้ว “เจ้าต้องจดด้วยหรือ”“ต้องจดสิเพราะเงินทุกเหรียญมีค่า” หลิงหนานพยักหน้าอาเซียงมองนางอย่างสนใ
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างไม้เก่าของเรือนหลังเล็ก กลิ่นยาสมุนไพรอ่อน ๆ ลอยคลุ้งอยู่ภายในห้อง เสียงนกร้องจากต้นเหมยด้านนอกดังเป็นระยะ ทว่าบรรยากาศอันสงบกลับถูกทำลายด้วยเสียงของบุรุษผู้หนึ่ง“ข้าบอกแล้วว่าเดินเองได้”“แล้วข้าก็บอกแล้วว่าอย่าเพิ่งเดิน!”หูหลิงหนานยืนกอดอกมองชายหนุ่มในชุดผ้าฝ้ายสีเทาอ่อนด้วยสายตาไม่พอใจ อาเซียงยืนอยู่ข้างเตียง มือข้างหนึ่งจับขอบโต๊ะเพื่อพยุงตัว ใบหน้าหล่อเหลาซีดเซียวเล็กน้อย แต่แววตากลับดื้อรั้นอย่างเห็นได้ชัดผ่านมาสามวันแล้วนับตั้งแต่เขาฟื้นขึ้นมา บาดแผลบริเวณชายโครงเริ่มสมานตัว แต่ยังเจ็บทุกครั้งที่ขยับแรง ๆ ส่วนอาการปวดศีรษะยังเกิดขึ้นเป็นบางช่วง โดยเฉพาะเวลาที่พยายามนึกถึงอดีตหมอเฉินกำชับให้เขาพักผ่อนและค่อย ๆ ฟื้นกำลัง แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่ชอบการนอนอยู่เฉย ๆ“ข้านอนมาหลายวันแล้ว ข้าไม่ได้เป็นคนพิการ” อาเซียงกล่าวเสียงเรียบหลิงหนานเลิกคิ้ว “ข้าก็ไม่ได้บอกว่าท่านพิการ”“แล้วเหตุใดจึงห้ามข้าเดิน”“เพราะเมื่อครู่ท่าน
“นั้นสิ” นางพึมพำ“เจ้าจะตั้งชื่อให้ข้าหรือ” ชายหนุ่มมองนาง“ถ้าท่านไม่รังเกียจ” หลิงหนานยิ้มเขานิ่งคิดก่อนตอบ “ตามใจเจ้า”หลิงหนานวางผ้าสะอาดลง นางมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มอย่างพิจารณา เขาดูเป็นคนหยิ่งทะนง แม้ความทรงจำหายไป แต่ท่าทางและน้ำเสียงยังมีความเด็ดขาดอย่างประหลาด จะตั้งชื่อธรรมดาเกินไปก็ดูไม่เหมาะ แต่หากตั้งชื่อสูงส่งเกินไปก็อาจฟังแปลก หลิงหนานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องผ่านหน้าต่างลมอ่อนพัดเข้ามา ทำให้ม่านผ้าสีขาวขยับเบา ๆ นางนึกถึงความหมายของคำว่า เซียง ที่อาจสื่อถึงความเป็นมงคล ชายคนนี้ปรากฏตัวในวันที่นางเกือบเสียชีวิต แม้เขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่การพบกันครั้งนั้นก็ทำให้นางมีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง หากมองในอีกแง่หนึ่ง เขาอาจเป็นโชคดีท่ามกลางเคราะห์ร้ายของนาง“ข้าคิดออกแล้ว” หลิงหนานกล่าวชายหนุ่มเงยหน้า “ชื่ออะไร”นางยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “อาเซียง”เขาขมวดคิ้ว “อาเซียง?”
ชายหนุ่มมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามอีกครั้ง “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะเป็นคนไม่ดีหรือ”หลิงหนานหัวเราะเบา ๆ “เสี่ยวชิงก็ถามข้าเช่นนี้ ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็นคนดีหรือไม่”ชายหนุ่มเลิกคิ้วหลิงหนานพูดต่อ “แต่ข้ารู้ว่าท่านช่วยข้าไว้” นางหยุดเล็กน้อย “หากวันหนึ่งพบว่าท่านเป็นคนไม่ดีจริง ๆ ข้าค่อยไล่ท่านออกไปก็ยังไม่สาย”“เจ้าพูดจาตรงดี” ชายหนุ่มชะงักก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย“ข้าถือว่าเป็นคำชม”เขามองนางอีกครั้ง แววตาที่เคยระแวดระวังเริ่มอ่อนลงเล็กน้อยแต่เมื่อมองไปรอบห้อง ความสับสนก็กลับมาอีกครั้ง“แล้วข้าจะไปที่ไหน”หลิงหนานนิ่งไป คำถามนั้นตอบยากกว่าที่คิด ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้ว่ามาจากไหน และไม่มีใครรู้ว่าคนที่กำลังตามหาเขาเป็นมิตรหรือศัตรู หากปล่อยให้ออกไปในสภาพเช่นนี้ อาจเกิดอันตรายอีก“ตอนนี้ท่านยังไปไหนไม่ได้” นางตอบ“เหตุใด” ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันที“เพราะท่านบาดเจ็บ”“แ
หลิงหนานหันมามองแล้วส่งยิ้มบาง ๆ “ข้าไม่ได้จะเฝ้าเขาตลอดทั้งคืน เจ้าพักก่อน อีกสักพักเราค่อยผลัดกัน”เด็กสาวจึงยอมไปเอนตัวพักบนตั่งเล็กอีกมุมหนึ่งของห้องหลิงหนานหันกลับมามองชายหนุ่ม เขายังคงหลับสนิท ใบหน้าซีดเซียวกว่าเมื่อตอนพบกันกลางป่าแต่ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอขึ้น นางค่อย ๆ วางผ้าสะอาดลง“ท่านนี่ช่างทำให้คนอื่นลำบากจริง ๆ ข้ากำลังยุ่งกับเรื่องพินัยกรรมอยู่แท้ ๆ” เสียงของนางเบามากไม่มีคำตอบหลิงหนานถอนหายใจ “แต่จะโทษท่านก็ไม่ได้ หากไม่มีท่าน ข้าคงไม่ได้กลับมานั่งบ่นอยู่ตรงนี้”ความทรงจำตอนที่ชายหนุ่มพุ่งเข้ามาขวางคมดาบย้อนกลับมา นางยังจำแววตาของเขาในตอนนั้นได้ เย็นชา เด็ดขาด และไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทั้งที่ตัวเองบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หลิงหนานไม่เข้าใจว่าคนคนหนึ่งจะยอมเสี่ยงชีวิตช่วยคนแปลกหน้าได้อย่างไรในโลกเดิม เธอพบผู้คนมากมายที่เข้าหาเพราะผลประโยชน์ บางคนยิ้มต่อหน้า แต่พร้อมหักหลังทันทีที่มีโอกาส เธอจึงเรียนรู้ว่าการไว้ใจใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าชายหนุ่มคนนี้กลับช่วยชีวิตเธอโดยไม่รู้แม้แต่ชื่อ
หลิงหนานมองแม่เลี้ยงอย่างพิจารณา เมื่อครู่เจินจี้กล่าวว่าเป็นห่วงชื่อเสียงแต่กลับไม่ยอมให้ส่งคนบาดเจ็บไปโรงหมอ ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการแก้ปัญหา เพียงต้องการหาข้ออ้างลงโทษนางเท่านั้น“ถ้าเช่นนั้นฮูหยินต้องการให้ข้าทำอย่างไร” หลิงหนานถามเจินจี้เงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวเสียงแข็ง “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าห้ามออกจากเรือนเล็กโดยไม่ได้รับอนุญาต!”เสี่ยวชิงเบิกตากว้าง “ฮูหยินเจ้าคะ!”“ส่วนบุรุษผู้นั้นก็ห้ามออกจากบริเวณเรือนเช่นกัน!”“เขายังไม่ได้สติ จะออกไปไหนได้เจ้าคะ” หลิงหนานขมวดคิ้วเหวยมี่หัวเราะเยาะ “เจ้าก็พูดเก่งนัก!”เจินจี้ชี้หน้าหลิงหนาน “ข้าจะให้คนเฝ้าประตูเรือน หากเจ้ายังกล้าฝ่าฝืน ข้าจะส่งเรื่องนี้ให้ผู้ใหญ่ในตระกูลตัดสิน!”“แล้วหมอเล่าเจ้าคะ” หลิงหนานมองนางนิ่ง“เจ้าพูดเรื่องอะไร”“ท่านจะให้หมอเข้ามารักษาเขาหรือไม่”“หมอเข้ามาได้เพียงครั้งนี้” เจินจี้เม้มปาก นางไม







