로그인“ขอรับ!” เหวยตานยิ้มทันที
“แต่ห้ามพูดชื่อข้าและห้ามให้ใครรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับจวนสกุลหู”
เหวยตานพยักหน้า “ข้าจะระวัง”
“ส่วนเจ้าอย่าแสดงพิรุธต่อหน้าหลิงหนาน” เจินจี้หันไปมองเหวยมี่
“เจ้าค่ะ” เหวยมี่ยิ้มอย่างพึงพอใจในที่สุดมารดาก็ตัดสินใจแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น หลิงหนานกำลังนั่งตรวจรายการทรัพย์สินที่จดไว้เมื่อวาน เสี่ยวชิงเดินเข้ามาพร้อมถาดอาหารเช้า
“คุณหนูเจ้าคะ วันนี้ในครัวให้ข้าวต้มกับไข่ต้มมาด้วยเจ้าค่ะ”
หลิงหนานเงยหน้า “แปลกดี”
“อะไรหรือเจ้าคะ”
“เมื่อวานยังให้หมั่นโถวเย็นชืดอยู่เลย วันนี้กลับมีไข่ต้ม”
เสี่ยวชิงยิ้มเล็กน้อย “บางทีฮูหยินอาจเริ่มเห็นใจคุณหนูแล้วก็ได้เจ้าค่ะ”
หลิงหนานไม่ได้ตอบทันที เธอมองอาหารบนถาดอย่างพิจารณา คนอย่างเจินจี้ไม่น่าเปลี่ยนท่าทีภายในคืนเดียว หากอีกฝ่ายเริ่มทำดีกับเธอ ย่อมต้องมีเหตุผลบางอย่าง
“เสี่ยวชิง”
“เจ้าคะ”
“อาหารนี้ใครเป็นคนจัดมา”
“ป้าหวังเจ้าค่ะ”
หลิงหนานพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็กินด้วยกัน”
“แต่…”
“ข้ากินคนเดียวไม่หมด”
เสี่ยวชิงยิ้ม “เจ้าค่ะ”
ทั้งสองนั่งกินอาหารอย่างเรียบง่าย หลังจากนั้นไม่นาน ป้าหวังก็เดินเข้ามาที่เรือน คราวนี้ท่าทางของนางแตกต่างจากเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด
“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ”
หลิงหนานเงยหน้า “ป้าหวังเองหรือ”
“ฮูหยินให้มาตามท่านไปพบเจ้าค่ะ”
“เรื่องอะไร”
“เรื่องกิจการผ้าไหมเจ้าค่ะ”
หลิงหนานวางถ้วยชาลง “กิจการ?”
“เจ้าค่ะ ฮูหยินบอกว่าในเมื่อคุณหนูต้องการเรียนรู้เรื่องการค้า ก็มีงานอย่างหนึ่งให้ท่านลองทำ”
หลิงหนานหรี่ตาลงเล็กน้อย ดูเหมือนเจินจี้จะเริ่มเปลี่ยนวิธีรับมือกับเธอแล้ว
“ได้ ข้าจะไป”
เมื่อหลิงหนานเดินเข้าไปในห้องรับรอง เจินจี้กลับมีสีหน้าอ่อนโยนผิดปกติ
“หลิงหนาน มาแล้วหรือ”
หญิงสาวคำนับตามมารยาท “ฮูหยินเรียกข้ามีเรื่องอะไรเจ้าคะ”
เจินจี้ยิ้ม “เมื่อวานข้าคิดดูแล้ว เจ้าโตพอที่จะเรียนรู้เรื่องกิจการจริง ๆ”
หลิงหนานมองนางอย่างสงบ “ขอบคุณเจ้าค่ะ”
“ข้าจึงอยากให้เจ้าลองทำงานง่าย ๆ สักอย่าง”
“งานอะไรหรือเจ้าคะ”
เจินจี้หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาจากโต๊ะ “ร้านผ้าไหมของเรามีสินค้าที่สั่งจากเมืองชิงเหอ แต่รายการสินค้ายังไม่ได้รับรองให้ครบถ้วน”
หลิงหนานรับกระดาษมาดู บนแผ่นกระดาษมีรายการเส้นไหม ผ้าดิบ และผ้าฝ้ายหลายชนิด จำนวนสินค้าแต่ละรายการค่อนข้างมาก เธออ่านอย่างละเอียด
“เหตุใดต้องไปรับรองรายการสินค้าถึงเมืองชิงเหอเจ้าคะ”
เจินจี้ยิ้ม “เพราะพ่อค้าฝ่ายนั้นต้องการให้คนจากจวนสกุลหูไปตรวจสอบด้วยตัวเอง”
“แล้วปกติใครเป็นคนทำ”
“ผู้ดูแลร้านค้า”
“แล้วเหตุใดครั้งนี้จึงให้ข้าไป”
เจินจี้ชะงักเล็กน้อยก่อนตอบ “เพราะเจ้าอยากเรียนรู้มิใช่หรือ”
หลิงหนานพยักหน้า “จริงเจ้าค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้นก็ถือเป็นโอกาสดี”
หญิงวัยกลางคนพูดต่อ “เจ้าจะได้เห็นว่าการค้าขายไม่ได้มีเพียงตัวเลขในสมุดบัญชี แต่ต้องเดินทาง พบคู่ค้า และตรวจสอบสินค้าด้วย”
คำพูดนั้นฟังดูสมเหตุสมผล หลิงหนานเองก็รู้ดีว่าการทำธุรกิจต้องเข้าใจทั้งระบบแต่เธอยังไม่ไว้วางใจเจินจี้
“ต้องเดินทางเมื่อใดเจ้าคะ”
“อีกสองวัน”
“มีใครไปด้วย”
“คนขับรถม้ากับคนคุ้มกันสองคน”
“แล้วเสี่ยวชิงเล่าเจ้าคะ”
เจินจี้นิ่งไป “นางไม่จำเป็นต้องไป”
หลิงหนานเงยหน้า “ข้าอยากให้นางไปด้วย”
“เจ้าจะพาสาวใช้ไปทำอะไร”
“ช่วยดูแลสัมภาระและจดรายการสินค้า”
เจินจี้ขมวดคิ้ว นางไม่ต้องการให้มีคนติดตามหลิงหนานมากเกินไป “การเดินทางลำบาก ไม่จำเป็นต้องพานางไป”
หลิงหนานมองแม่เลี้ยงอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นข้าขอคิดดูก่อน”
เจินจี้รีบพูด “เจ้าจะคิดอะไรอีก!”
หลิงหนานยิ้มบาง ๆ “ข้าต้องเตรียมตัวเจ้าค่ะ เมืองชิงเหออยู่ไกล ข้ายังไม่เคยเดินทางไป”
“ก็ได้ เจ้าไปเตรียมตัวเถอะ” เจินจี้รู้ตัวว่าตนแสดงอาการร้อนรนเกินไปจึงรีบปรับสีหน้า
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
หลิงหนานคำนับก่อนเดินออกจากห้อง เมื่อพ้นประตูแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็ค่อย ๆ จางหายไป เธอมองกระดาษรายการสินค้าในมือ เมื่อวานยังไม่ยอมให้ข้าดูบัญชี วันนี้กลับอยากให้ข้าออกไปตรวจสอบสินค้าต่างเมือง เจินจี้ เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
ตกค่ำ ภายในเรือนใหญ่ เจินจี้นั่งรอข่าวด้วยความกระวนกระวาย ไม่นานนัก เหวยตานก็เดินเข้ามา
“ท่านแม่”
“เป็นอย่างไร”
ชายหนุ่มยิ้ม “เรียบร้อยแล้วขอรับ”
“เขาตกลงหรือ”
“ตกลงขอรับ แต่ต้องการเงินล่วงหน้า”
เจินจี้ขมวดคิ้ว “เท่าไร”
“ห้าร้อยตำลึงขอรับ”
“มากถึงเพียงนั้น!”
เหวยตานยักไหล่ “เขาบอกว่างานนี้เสี่ยง หากต้องจัดการให้แนบเนียนก็ต้องใช้คนหลายคน”
เจินจี้นิ่งคิด เงินห้าร้อยตำลึงไม่ใช่จำนวนเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่นางอาจสูญเสีย ก็ถือว่าไม่มากนัก
“เขาจะทำอย่างไร”
“ดักรถม้าบริเวณป่าหินดำขอรับ”
“แล้วคนขับรถกับคนคุ้มกันเล่า”
“เถาหู่บอกว่าจะจัดการเอง”
เจินจี้มองบุตรชาย “เจ้าบอกเขาหรือไม่ว่าต้องไม่ให้เรื่องโยงมาถึงเรา”
“บอกแล้วขอรับ”
“ดี” นางถอนหายใจ
เหวยตานขยับเข้ามาใกล้ “ท่านแม่จะให้ข้านำเงินไปส่งพรุ่งนี้หรือไม่”
เจินจี้ส่ายหน้า “ไม่”
“เหตุใดขอรับ”
“ข้าจะไปพบเขาเอง”
“ท่านแม่!” เหวยตานตกใจ
“ข้าต้องแน่ใจว่าเขาเข้าใจสิ่งที่ต้องทำ”
“แต่หากมีคนเห็น…”
“ข้าจะระวัง” เจินจี้ลุกขึ้น “เจ้าจัดรถม้าให้ข้า”
“ขอรับ” เหวยตานไม่กล้าขัดคำสั่ง
อาเซียงมองภาพตรงหน้าเงียบ ๆ เขาไม่เคยคิดว่าหญิงสาวที่มีฐานะเป็นคุณหนูใหญ่ของจวน จะต้องแบ่งหมั่นโถวแข็ง ๆ กับสาวใช้และชายแปลกหน้าเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น นางยังเป็นฝ่ายแบ่งอาหารให้คนอื่นก่อนตัวเองชายหนุ่มก้มมองหมั่นโถวในมือ ความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นภายในใจ เขาไม่รู้ว่าตัวเองเคยใช้ชีวิตอย่างไร แต่สัญชาตญาณกลับบอกว่าอาหารเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาคุ้นเคย ถึงกระนั้น เมื่อเห็นหลิงหนานกัดหมั่นโถวด้วยสีหน้าสงบ เขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีกหลังอาหารเช้า หลิงหนานนำสมุดเล่มเล็กออกมาจากหีบ เป็นสมุดที่นางเย็บขึ้นเองจากกระดาษเหลือใช้ บนหน้ากระดาษมีรายการค่าใช้จ่ายและทรัพย์สินที่ต้องตรวจสอบอาเซียงนั่งพิงหมอนอยู่บนเตียง เมื่อเห็นนางจดอะไรบางอย่างอยู่นาน จึงถามขึ้นด้วยความสงสัย“เจ้ากำลังเขียนอะไร”“ข้ากำลังเขียนบัญชี”“บัญชีอะไร”“ค่าใช้จ่ายในเรือน”ชายหนุ่มเลิกคิ้ว “เจ้าต้องจดด้วยหรือ”“ต้องจดสิเพราะเงินทุกเหรียญมีค่า” หลิงหนานพยักหน้าอาเซียงมองนางอย่างสนใ
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างไม้เก่าของเรือนหลังเล็ก กลิ่นยาสมุนไพรอ่อน ๆ ลอยคลุ้งอยู่ภายในห้อง เสียงนกร้องจากต้นเหมยด้านนอกดังเป็นระยะ ทว่าบรรยากาศอันสงบกลับถูกทำลายด้วยเสียงของบุรุษผู้หนึ่ง“ข้าบอกแล้วว่าเดินเองได้”“แล้วข้าก็บอกแล้วว่าอย่าเพิ่งเดิน!”หูหลิงหนานยืนกอดอกมองชายหนุ่มในชุดผ้าฝ้ายสีเทาอ่อนด้วยสายตาไม่พอใจ อาเซียงยืนอยู่ข้างเตียง มือข้างหนึ่งจับขอบโต๊ะเพื่อพยุงตัว ใบหน้าหล่อเหลาซีดเซียวเล็กน้อย แต่แววตากลับดื้อรั้นอย่างเห็นได้ชัดผ่านมาสามวันแล้วนับตั้งแต่เขาฟื้นขึ้นมา บาดแผลบริเวณชายโครงเริ่มสมานตัว แต่ยังเจ็บทุกครั้งที่ขยับแรง ๆ ส่วนอาการปวดศีรษะยังเกิดขึ้นเป็นบางช่วง โดยเฉพาะเวลาที่พยายามนึกถึงอดีตหมอเฉินกำชับให้เขาพักผ่อนและค่อย ๆ ฟื้นกำลัง แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่ชอบการนอนอยู่เฉย ๆ“ข้านอนมาหลายวันแล้ว ข้าไม่ได้เป็นคนพิการ” อาเซียงกล่าวเสียงเรียบหลิงหนานเลิกคิ้ว “ข้าก็ไม่ได้บอกว่าท่านพิการ”“แล้วเหตุใดจึงห้ามข้าเดิน”“เพราะเมื่อครู่ท่าน
“นั้นสิ” นางพึมพำ“เจ้าจะตั้งชื่อให้ข้าหรือ” ชายหนุ่มมองนาง“ถ้าท่านไม่รังเกียจ” หลิงหนานยิ้มเขานิ่งคิดก่อนตอบ “ตามใจเจ้า”หลิงหนานวางผ้าสะอาดลง นางมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มอย่างพิจารณา เขาดูเป็นคนหยิ่งทะนง แม้ความทรงจำหายไป แต่ท่าทางและน้ำเสียงยังมีความเด็ดขาดอย่างประหลาด จะตั้งชื่อธรรมดาเกินไปก็ดูไม่เหมาะ แต่หากตั้งชื่อสูงส่งเกินไปก็อาจฟังแปลก หลิงหนานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องผ่านหน้าต่างลมอ่อนพัดเข้ามา ทำให้ม่านผ้าสีขาวขยับเบา ๆ นางนึกถึงความหมายของคำว่า เซียง ที่อาจสื่อถึงความเป็นมงคล ชายคนนี้ปรากฏตัวในวันที่นางเกือบเสียชีวิต แม้เขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่การพบกันครั้งนั้นก็ทำให้นางมีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง หากมองในอีกแง่หนึ่ง เขาอาจเป็นโชคดีท่ามกลางเคราะห์ร้ายของนาง“ข้าคิดออกแล้ว” หลิงหนานกล่าวชายหนุ่มเงยหน้า “ชื่ออะไร”นางยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “อาเซียง”เขาขมวดคิ้ว “อาเซียง?”
ชายหนุ่มมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามอีกครั้ง “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะเป็นคนไม่ดีหรือ”หลิงหนานหัวเราะเบา ๆ “เสี่ยวชิงก็ถามข้าเช่นนี้ ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็นคนดีหรือไม่”ชายหนุ่มเลิกคิ้วหลิงหนานพูดต่อ “แต่ข้ารู้ว่าท่านช่วยข้าไว้” นางหยุดเล็กน้อย “หากวันหนึ่งพบว่าท่านเป็นคนไม่ดีจริง ๆ ข้าค่อยไล่ท่านออกไปก็ยังไม่สาย”“เจ้าพูดจาตรงดี” ชายหนุ่มชะงักก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย“ข้าถือว่าเป็นคำชม”เขามองนางอีกครั้ง แววตาที่เคยระแวดระวังเริ่มอ่อนลงเล็กน้อยแต่เมื่อมองไปรอบห้อง ความสับสนก็กลับมาอีกครั้ง“แล้วข้าจะไปที่ไหน”หลิงหนานนิ่งไป คำถามนั้นตอบยากกว่าที่คิด ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้ว่ามาจากไหน และไม่มีใครรู้ว่าคนที่กำลังตามหาเขาเป็นมิตรหรือศัตรู หากปล่อยให้ออกไปในสภาพเช่นนี้ อาจเกิดอันตรายอีก“ตอนนี้ท่านยังไปไหนไม่ได้” นางตอบ“เหตุใด” ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันที“เพราะท่านบาดเจ็บ”“แ
หลิงหนานหันมามองแล้วส่งยิ้มบาง ๆ “ข้าไม่ได้จะเฝ้าเขาตลอดทั้งคืน เจ้าพักก่อน อีกสักพักเราค่อยผลัดกัน”เด็กสาวจึงยอมไปเอนตัวพักบนตั่งเล็กอีกมุมหนึ่งของห้องหลิงหนานหันกลับมามองชายหนุ่ม เขายังคงหลับสนิท ใบหน้าซีดเซียวกว่าเมื่อตอนพบกันกลางป่าแต่ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอขึ้น นางค่อย ๆ วางผ้าสะอาดลง“ท่านนี่ช่างทำให้คนอื่นลำบากจริง ๆ ข้ากำลังยุ่งกับเรื่องพินัยกรรมอยู่แท้ ๆ” เสียงของนางเบามากไม่มีคำตอบหลิงหนานถอนหายใจ “แต่จะโทษท่านก็ไม่ได้ หากไม่มีท่าน ข้าคงไม่ได้กลับมานั่งบ่นอยู่ตรงนี้”ความทรงจำตอนที่ชายหนุ่มพุ่งเข้ามาขวางคมดาบย้อนกลับมา นางยังจำแววตาของเขาในตอนนั้นได้ เย็นชา เด็ดขาด และไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทั้งที่ตัวเองบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หลิงหนานไม่เข้าใจว่าคนคนหนึ่งจะยอมเสี่ยงชีวิตช่วยคนแปลกหน้าได้อย่างไรในโลกเดิม เธอพบผู้คนมากมายที่เข้าหาเพราะผลประโยชน์ บางคนยิ้มต่อหน้า แต่พร้อมหักหลังทันทีที่มีโอกาส เธอจึงเรียนรู้ว่าการไว้ใจใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าชายหนุ่มคนนี้กลับช่วยชีวิตเธอโดยไม่รู้แม้แต่ชื่อ
หลิงหนานมองแม่เลี้ยงอย่างพิจารณา เมื่อครู่เจินจี้กล่าวว่าเป็นห่วงชื่อเสียงแต่กลับไม่ยอมให้ส่งคนบาดเจ็บไปโรงหมอ ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการแก้ปัญหา เพียงต้องการหาข้ออ้างลงโทษนางเท่านั้น“ถ้าเช่นนั้นฮูหยินต้องการให้ข้าทำอย่างไร” หลิงหนานถามเจินจี้เงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวเสียงแข็ง “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าห้ามออกจากเรือนเล็กโดยไม่ได้รับอนุญาต!”เสี่ยวชิงเบิกตากว้าง “ฮูหยินเจ้าคะ!”“ส่วนบุรุษผู้นั้นก็ห้ามออกจากบริเวณเรือนเช่นกัน!”“เขายังไม่ได้สติ จะออกไปไหนได้เจ้าคะ” หลิงหนานขมวดคิ้วเหวยมี่หัวเราะเยาะ “เจ้าก็พูดเก่งนัก!”เจินจี้ชี้หน้าหลิงหนาน “ข้าจะให้คนเฝ้าประตูเรือน หากเจ้ายังกล้าฝ่าฝืน ข้าจะส่งเรื่องนี้ให้ผู้ใหญ่ในตระกูลตัดสิน!”“แล้วหมอเล่าเจ้าคะ” หลิงหนานมองนางนิ่ง“เจ้าพูดเรื่องอะไร”“ท่านจะให้หมอเข้ามารักษาเขาหรือไม่”“หมอเข้ามาได้เพียงครั้งนี้” เจินจี้เม้มปาก นางไม