Se connecter“แต่ว่าผมหิวข้าวมากเลย เราสั่งอะไรมากินกันดีปะ”
“แต่ร้านเราก็มีอาหารเยอะแยะเลยนะ ซื้อที่ร้านกินก็ได้”
“หูย! ไม่เอาอะ ของที่ร้านผมกินมาตั้งแต่แม่เปิดร้านเลยนะ เบื่อจะตาย”
“งั้นคุณภัทรก็สั่งเถอะครับ ผมไปซื้อในร้านนี่แหละ ง่ายดี”
“ไม่กินด้วยกันหรอพี่ พิซซ่าปะ หรือเบอร์เกอร์ดี แต่ถ้าพี่ไม่ชอบ คิมบับมั้ย”
“ไม่เอา”
“ซูซิมั้ย หรือง่าย ๆ ข้าวมันไก่ร้านดัง หรือผัดไทยแต่เช้าดี”
“คุณภัทรสั่งทานเลยครับ ผมจะซื้อในร้านนี่แหละ”
“งั้นพี่กรกินอะไรอะ”
“นั่น”
พี่กรเดินเข้าไปในร้าน และผมเองก็เห็นว่ามัดหมี่เองมาเตรียมเปิดร้านแล้วเช่นกัน พี่กรเดินมาหยุดยืนหน้าตู้อาหารแช่แข็งที่กว้างขนาดมากกว่าแปดบานใหญ่ และหยุดยืนชี้อาหารแช่แข็งกล่องหนึ่งที่มีลักษณะเป็นถ้วยขนาดค่อนข้างใหญ่
ด้านหน้ากล่องมีรูปผักและเนื้อสัตว์รวมถึงเนื้อของสัตว์ทะเล พร้อมน้ำจิ้มสีส้มที่ผสมงาขาว ผมมองหน้ากล่องนั้นไล่ตามนิ้วของพี่กรที่ชี้อยู่ก่อนจะมาหยุดที่ใบหน้าของพี่กรที่กำลังมองหน้าผมเช่นกัน
พี่กรยักคิ้วให้ผมหนึ่งทีแล้วเดินไปเปิดตู้หยิบเจ้ากล่องนั้นออกมาแล้วเดินไปส่งให้มัดหมี่อุ่นให้ทันที ผมยืนเต็มความสูงมองเจ้ากล่องอาหารนี้ สลับกับหันไปมองพี่กรที่กำลังยืนจ่ายเงินที่แคชเชียร์ ผมเปิดตู้หยิบเจ้ากล่องแบบเดียวกันของพี่กรออกมาแล้วเดินมายื่นให้มัดหมี่อุ่นให้เช่นเดียวกัน
“พี่จ่ายเอง”
“อ๋อ..ค่ะ ๆ”
“มัดหมี่ ไทไท แล้วก็ขนุนจะกินอะไรก็ไปหยิบมาเลยนะ มื้อนี้พี่เลี้ยงเอง”
“คุณภัทรเลี้ยง?”
“ก็ใช่นะสิ แปลกขนาดนั้นเลยหรอ”
“อ๋อ..เปล่าค่ะ เปล่า ๆ .. ไทไท!ขนุน!คุณภัทรเลี้ยงข้าวจะกินอะไร!”
เสียงเจื้อยแจ้วของมัดหมี่ไม่ได้เข้ามาในหัวของผมเลยแม้แต่น้อย ผมยืนมองพี่กรอย่างไม่ละสายตา พี่กรเองก็คงจะรู้สึกได้ว่าผมจ้องอยู่ละมั้ง พี่เขาหันกลับมามองผมเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าเดินเข้าไปห้องพนักงานหลังร้าน ผมเองก็ยังคงมองพี่กรเดินเข้าห้องพนักงานไปอย่างไม่ละสายตา ก่อนจะต้องสะดุ้งเพราะเสียงกระแอมของมัดหมี่ที่กำลังยืนมองผมกับพี่กรด้วยสายตาล้อเลียน
“มองขนาดนั้น กลัวผู้จัดการหายหรอคะคุณภัทร”
“อะแห่ม!พี่มองอะไร พี่ก็มองไปตามปกตินั่นแหละ”
“ใช่อะป๊าววววว”
“อย่าแซว!ว่าแต่มัดหมี่ ไอ้อาหารที่อุ่นของพี่กับคุณกรน่ะ มันเรียกว่าอะไร มีแต่ผักใช่ปะ”
“สุกี้รวมนั่นน่ะหรอ”
“ใช่ ๆ มันอร่อยหรอ”
“อร่อยมากค่ะ ผู้จัดการนี่กินทุกเช้า อย่างชอบ!”
“งั้นต้องอร่อยแน่ ๆ โอเค”
แม้จะไม่ค่อยถูกกับผักสักเท่าไหร่ แต่ถ้าพี่กรชอบแสดงว่าต้องอร่อยแน่นอน ถึงจะไม่อร่อย แต่ถ้าพี่กรอร่อย อะไรก็อร่อย! ผมเดินรอบร้านเพื่อดูความเรียบร้อยของร้านก่อนที่จะเปิดให้บริการกับลูกค้าสักพัก
เมื่อเห็นว่ามัดหมี่ ไทไท และขนุนทำงานกันเรียบร้อยดีก็สบายใจหายห่วง ทั้งสามคนนี้ก็ทำงานมานานพอ ๆ กับพี่กรก็ว่าได้ เพราะก่อนที่จะมารับงานดูแลร้านนี้ผมได้ยินแม่พูดชมทั้งสามสี่คนอยู่บ่อย ๆ เรียกได้ว่าอยู่กันแบบครอบครัวกันมานานหลายปีเลยก็ว่าได้
ถึงแม้ผมเองจะเพิ่งเข้ามาดูแลร้านได้ไม่นานแต่กลับรู้สึกถูกชะตากับทุกคนเป็นอย่างมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมสบายใจและทำงานได้อย่างหายห่วง ถึงแม้จะมีเรื่องของพี่กรเข้ามาให้ผมชะงักนิดหน่อย แต่อะไรที่เป็นพี่กร ผมยินดีทุกอย่าง
“ได้แล้วค่ะคุณภัทร ให้ขนุนยกไปให้ที่หลังร้านแล้วนะคะ”
“แล้วของผู้จัดการเธอละ เสร็จหรือยัง”
“เรียบร้อยค่ะ ไทไทยกไปให้ผู้จัดการหลังร้านแล้ว”
“ขอบใจมาก”
“...”“ผ่านไปสองวัน กว่าเจ้าหน้าที่จะพบภัทรก็กลายเป็นศพไปแล้ว ตอนนั้นน้าเสียใจมาก และระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังนำร่างของภัทรที่เสียชีวิต จะขึ้นรถเพื่อจะนำไปชันสูตรที่โรงพยาบาล”“...”“กรเชื่อไหม ตอนนั้นจู่ๆก็เกิดเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าที่ดังมาก น้าจำเหตุการณ์นั้นได้ติดตา และมันมีพายุเข้าแบบแทบจะพัดทุกอย่างหายไปเลยจนทุกคนที่อยู่ตรงนั้นรวมถึงไทยมุงแตกตื่นวิ่งหายกันไปหมดเลย และจู่ๆ ภัทรที่น้าและทุกคนคิดว่าตายไปแล้ว..”“...”“น้าได้ยินเสียงจริงนะ น้าได้ยินว่า เก้าสิบวัน”“...”“ตอนนั้นน้าจำได้เลยว่ามันคือเสียงภัทร..กรเชื่อไหมน้าคลานฝ่าลมที่พัดกรรโชกนั้นไปเปิดห่อผ้าดิบดู มันคือภัทร ภัทรที่ลืมตามองน้าอยู่จริงๆ”“มีเรื่องเหลือเชื่อขนาดนี้เลยหรอครับ”“ถ้าน้าไม่เจอกับตัว น้าก็คงคิดเหมือนกรนั่นแหละ..แต่นี่มันเกิดกับภัทรขึ้นมาจริงๆ”“แล้วเป็นยังไงต่อหรอครับน้า”“กู้ภัยก็ตกใจ เขายัง
ถึงแม้ผมไม่อยากจะเชื่อ แต่ต้องยอมรับว่ามันคือเรื่องจริง ภัทรเสียแล้วจริง ๆ และผมได้ช่วยงานศพของภัปฏิเสธจริงๆ มันเป็นการสูญสียที่กะทันหัน จนผมเองรู้สึกช็อกและไม่รู้เลยว่าน้าชมจันทร์จะช็อกมากแค่ไหนแต่ในระหว่างที่จัดงานศพของภัทร ผมเองก็ไม่เห็นว่าน้าชมจันทร์จะร้องไห้ในงาน แต่ทุกเช้าที่ผมมาช่วยงานจะเห็นดวงตาที่ถูกปกปิดด้วยเครื่องสำอางนั้นบวมเล็กน้อย ซึ่งนั่นเป็นหลักฐานชั้นดีว่าน้าชมจันทร์เองก็เจ็บปวดไม่ใช่น้อยจนเมื่อผ่านพ้นเรื่องงานศพของภัทรไปได้หลายสัปดาห์ ผมยังคงต้องทำงานเช่นเดิม ชีวิตกลับมาวนลูบ ตื่นนอน ไปทำงาน กลับบ้าน นอน แบบเดิมอย่างเบื่อหน่าย หลายครั้งที่ผมมีความรู้สึกคิดถึงอิริยาบถทร อยากคุยอยากเจอ แต่ก็ไม่เคยได้สัมผัสถึงการมีอยู่นั้น หลายครั้งที่อยู่บ้านคนเดียวแล้วรู้สึกเหมือนมีใครมองอยู่ แต่ก็คงเป็นไปแค่เรื่องที่คิดไปเอง และหลายครั้งที่ผมพูดลอย ๆ ขึ้นมาว่าคิดถึง อยากเจอ .. แต่ก็ไร้ซึ่งภาพ เสียง กลิ่น สัมผัส หรือแม้แต่ความฝัน ผมขับรถมาจอดที่หน้าบ้านหลังใหญ่ที่ไม่เคยมาเลยสักครั้ง ผมเปิดแชตที่น้าชมจันทร์ส่งโลเคชั่นมาให้อีกครั
เราสามคนหัวเราะร่าราวกับว่ามันเป็นเรื่องสนุกสนาน ผมอยู่คุยจิปาถะกับน้าชมจันทร์และภัทรจนค่ำ ก็ขอตัวกลับเพราะวันนี้น้าชมจันทร์ขอเฝ้าภัทรเอง และผมต้องเร่งเคลียร์เอกสารเพราะกำลังจะปิดยอดขายรายปีด้วย ผมคอยช่วยน้าชมจันทร์สลับกันเฝ้าภัทรที่อาการเริ่มดีขึ้นมามากแล้ว อยู่แบบนั้น และฟังภัทรบ่นอยากกลับบ้านหลายต่อหลายรอบ จนแทบจะเป็นเรื่องปกติ“พี่กร”“ว่าไงภัทร”“ผมชอบพี่นะ”“พี่ก็ชอบภัทรนะ ภัทรเป็นน้องที่ดีที่สุดที่พี่เจอมาเลย”“แต่ผมไม่ได้อยากเป็นน้องนี่หว่า”“ภัทร..”“ผมรู้แล้ว..ก็แค่หยอกเล่นไหมล่ะ”“มา..ทานผลไม้หน่อยพี่ปอกแอปเปิลให้แล้ว”“ครับ..แต่ว่านะพี่กร ภัทรอาจจะได้กลับบ้านเร็ว ๆ นี้แล้วนะ”“กลับก็ดีนะสิ ที่บ้านไม่มีกลิ่นยา ไม่ใช่ที่สะสมเชื้อโรคด้วย จะได้หายไวไว”“แต่ผมอะ..อาจจะไม่ได้เจอพี่อีกแล้วนะ”“จะลาออกจากการเป็นเจ้าของร้าน แล้วหนีไปต่างประเท
- ธนากร - หลังจากวันที่ผมตัดขาดความสัมพันธ์ของผมกับอั๋น ก็ไม่มีการคุกคามหรือติดต่อมาจากเขาอีกเลย และเหมือนกับว่าอั๋นก็ไม่ได้มาเก็บของที่ผมเอาออกไว้ที่หน้าบ้านด้วย ซึ่งมันก็แปลกและน่าสงสัย แต่ด้วยความที่คิดว่าจะตัดออกแล้ว ผมก็ไม่อยากยุ่งกับเขาแล้วจริง ๆ ผมใช้ชีวิตไปทำงาน กลับบ้านนอน อยู่แบบนี้ก็สบายดีไม่ได้ทุกข์ได้ร้อนอะไร และรู้สึกว่าผมก็ไม่ได้โวยวายหรือเสียดายอะไรมากมาย นอกจากเวลา..“คุณภัทร! คุณภัทรได้ยินหมี่ไหมคะ”“...”“คุณภัทร!ผู้จัดการคะคุณภัทรเป็นลม” ผมลุกออกจากเก้าอีกทำงานเดินไปหน้าร้านที่มีเสียงของมัดหมี่มาเรียกด้วยความตกใจ พักหลังมานี้ผมรู้สึกถึงความผิดปกติของภัทร ที่ทั้งโทรมและดูอิดโรยมาก ความสดใส ขี้แกล้งของภัทรหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมเองก็จำไม่ได้ รู้ตัวอีกทีภัทรก็กลายเป็นคนที่ไม่มีชีวิตชีวาไปแล้ว“ภัทร ได้ยินกรมั้ย”“...”“ภัทร
“ไม่ได้!” ผมพูดแทรกเข้าไปอย่างทันควัน ทำให้ผมเห็นสีหน้าของภัทรเองที่ดูแปลกใจเล็กน้อย แต่ผมคิดดีแล้ว ผมจะไม่ทำให้ภัทรมาเดือดร้อนเรื่องอั๋นเพราะผมอีกเด็ดขาด เงินก้อนที่แล้วผมยังไม่มีปัญญาคืน ครั้งนี้อั๋นมาเรียกร้องขอเป็นล้าน ผมหรืออั๋นก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับความช่วยเหลือนี้แม้สักนิด“กร แต่อั๋นต้องใช้เงิน”“เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นอั๋น เราเป็นแค่เพื่อนกันคุณจำได้ไหม”“กร..อั๋นขอโทษ แต่ถ้ากรไม่ช่วยอั๋น อั๋นต้องตายแน่ ๆ”“ผมว่ามันก็เรื่องของคุณนะ ครั้งที่แล้วผมช่วยแล้วคุณยังไม่มีสมองคิด ครั้งนี้ก็แล้วแต่เวรแต่กรรมของคุณเถอะ อ่อ..เสื้อผ้าข้าวของ ผมจะเก็บโยนไว้ให้หน้าบ้าน ถ้าพรุ่งนี้เช้าคุณไม่มาเอา ก็ไปตามเก็บที่รถขยะแล้วกันนะ ต่อไปนี้เป็นต้นไป ผมกับคุณ ไม่รู้จักกัน” ผมร่ายยาวก่อนจะตัดสายนั้นทิ้งอย่างไม่ไยดี ความรู้สึกหนักอกที่แบกจนอึดอัดมาหลายวัน วันนี้รู้สึกโล่งขึ้นมามากอย่างบอกไม่ถูก“พี่แน่
“งั้นก๋วยเตี๋ยว”“โห..พี่ก็ไม่เขินตัวบิดอะไรแบบนี้หน่อยหรอ”“ไม่เอาหรอก เขินมากเดี๋ยวปวดแก้ม”ผมยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าทำไม แต่ผมรู้สึกมาตลอดว่า เวลาที่ภัทรอยู่ใกล้ๆ ผมรู้สึกสบายใจแบบมากที่สุด เหมือนไม่ต้องคิดอะไร เป็นตัวของตัวเองที่สุด เป็นความรู้สึกที่ผมรู้สึกดีมากที่สุดจริง ๆ“ไม่อยากคบกับผมจริงอะ ผมหล่อนะ”” คนอะไรหลงตัวเองขนาดนี้”“นี่ไม่ได้หลงตัวเองนะ..แต่อยากบอกว่านอกจากผมจะหล่อแล้ว ยังอร่อยด้วย”“ไม่ต้องโฆษณา พี่ไม่หลงคำโฆษณาเกินเชื่อแน่นอน”“ว้า..เสียใจจังตกพี่กรไม่ติด”“มัวเล่นอยู่นั่นแหละ ภัทรจะกินอะไรคิดได้ยัง”“อ่าว..นึกว่าจะไปกินก๋วยเตี๋ยว”“ก๋วยเตี๋ยวกลับไปกินที่นนก็ได้ ไหนๆ ก็มาทะเลทั้งทีต้องซีฟู้ดละมั้ย”“อะไรก็ได้อะตอนนี้ ผมหิ๊วหิว..แทบจะกินพี่ได้ทั้งตัวละ”“เกินไป..ภัทรจอดรถไว้ไหนหรอ”“ผม.
- ธนากร -สองเท้าก้าวเข้ามาในห้องพัก ทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาตัวใหญ่ เหลือบมองนาฬิกาพบว่าขณะนี้เป็นเวลาเกือบจะหกโมงเช้า ผมดันตัวเองลุกขึ้นจากโซฟาดูดวิญญาณที่พร้อมจะสูบผมให้ลงไปนอนอย่างหิวกระหาย ผมต้องตัดใจมองโซฟาตัวนุ่มนั้นด้วยสายตาละห้อย หันหลั
“แล้วเขาก็ปล่อยให้พี่มา?”“ครับ”ทำไมกันนะ ยิ่งผู้ชายตรงหน้าถามออกมาแต่ละประโยค ยิ่งทำให้ผมกับรู้สึกคิดตามไปกับคำถามของเขา ราวกับว่าผู้ชายคนนี้กำลังชี้นำให้ผมคิดอะไรบางอย่างและใช่! ตอนนี้ผมเริ่มคิดแล้
วาเลนไทน์ เมื่อเจ็ดปีที่แล้วผมที่ยืนอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งแถวบ้านของ ธนากร กำลังยืนหล่อยื่นดอกกุหลาบสีแดงดอกใหญ่ให้กับผู้ชายที่รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นที่ทำหน้าเหวออยู่ด้านหน้า“เอามาให้เราทำไม”“ผมชอบพี่นะ”“ชอ
"มีอะไรจะแก้ตัวไหม""ม..ไม่มีครับ""งั้นเราไปคุยกันที่โรงพัก""เอ่อคือ..""ว่าไง?!""ผมขอโทษนะครับคุณภัทร แต่ไม่ไปโรงพักได้ไหมครับ""งั้นคุณก็ชดใช้มาสิ""คือตอนนี้ผมไม่มีเงินเลยครับ""งั้น..ก็จะลองชดใช้ด้วยร่างกายของคุณมั้ยละ"ผมเบิกตากว้างตกใจกับคำพูด ที่ได้ยินจากปากผู้ชายหน้าตาดีที่กำลังยืนกอดอกม







