تسجيل الدخولเมื่อรถมายบัคจอดสนิทที่ลานจอดรถส่วนตัวชั้นใต้ดินเจ้าขาก็ไม่รอช้า เธอคว้ากระเป๋าสะพายแล้วเปิดประตูรถก้าวลงไปทันทีโดยไม่รอให้คนขับมาเปิดให้ หญิงสาวเดินจ้ำอ้าวตรงไปยังลิฟต์ส่วนตัวด้วยความรวดเร็ว หวังเพียงแค่จะได้หนีเข้าไปซ่อนตัวในห้องนอนและร้องไห้ระบายความอึดอัดนี้ออกมา
แต่กวินทร์ไม่ปล่อยให้เธอหนีไปได้ง่าย ๆ ขายาว ๆ ของเขาก้าวตามมาติด ๆ ก่อนที่ประตูลิฟต์จะปิดลง ร่างสูงใหญ่ก็แทรกตัวเข้ามาภายในกล่องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ นั้นได้ทันเวลา
เจ้าขาขยับตัวหนีไปชิดผนังลิฟต์อีกฝั่งทันที เธอก้มหน้ามองปลายรองเท้าตัวเอง ไม่ยอมสบตาเขา
“หนีทำไม” กวินทร์ถามเสียงเรียบ ขยับตัวเข้ามาใกล้เธออีกนิด พื้นที่ในลิฟต์ที่กว้างขวางกลับดูคับแคบลงถนัดตาเมื่อมีผู้ชายตัวโตอย่างเขายืนอยู่
“หนูไม่ได้หนีค่ะ หนูแค่เหนื่อย อยากพักผ่อน” เธอตอบห้วน ๆ
“เหนื่อยหรือโกรธที่อาขัดจังหวะความสุขของเธอกับไอ้เด็กนั่น” กวินทร์ยังคงจี้จุดเดิมไม่เลิก ความหึงหวงที่ยังไม่มอดดับทำให้เขาเผลอพูดจาร้ายกาจออกไป “ถ้าชอบมันมากขนาดนั้น ทีหลังก็บอกอาตรง ๆ อาจะได้ไม่ต้องเสียเวลากลับไปรับ ปล่อยให้มันไปส่งถึงห้องเลยดีไหม”
ความอดทนของเจ้าขาขาดสะบั้น หญิงสาวเงยหน้าขึ้นขวับ นัยน์ตากลมโตเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความน้อยใจและกรุ่นโกรธ
“ใช่ค่ะ! พี่ท็อปเขาดีกว่าคุณอาทุกอย่าง! อย่างน้อยเขาก็มีความกล้าพอที่จะบอกว่าคิดยังไงกับหนู ไม่ใช่เอาแต่ทำตัวเป็นหมาหวงก้าง อ้างคำว่าผู้ปกครองมาบังหน้า แต่การกระทำลุ่ม ๆ ดอน ๆ แบบคุณอา!”
“จิณณพัต!”
กวินทร์ตวาดเสียงลั่นลิฟต์ ความโกรธที่ถูกท้าทายทำให้เขาสติขาดผึง ชายหนุ่มคว้าต้นแขนทั้งสองข้างของหญิงสาว รวบร่างบางเข้ามากระแทกกับผนังลิฟต์อย่างแรงจนเจ้าขาสะดุ้งเฮือก
ติ๊ง!
เสียงลิฟต์เปิดออกที่ชั้นเพนต์เฮาส์พอดี กวินทร์ไม่สนใจว่าใครจะมาเห็น เขาลากร่างของเจ้าขาออกจากลิฟต์ตรงดิ่งเข้าไปในห้องโถงของเพนต์เฮาส์ทันที ป้าแจ่มที่กำลังจัดโต๊ะอาหารอยู่ถึงกับสะดุ้งตกใจ รีบหลบฉากเข้าครัวไปอย่างรู้หน้าที่ว่าไม่ควรเข้ามายุ่ง
“โอ๊ย! อาวิน! ปล่อยหนูนะ! หนูเจ็บ!” เจ้าขาพยายามสะบัดแขนออก แต่แรงคีมเหล็กของเขาก็รัดแน่นเสียจนกระดูกแทบจะร้าว
กวินทร์เหวี่ยงร่างของเธอลงบนโซฟาตัวใหญ่กลางห้องอย่างไม่ออมแรงนัก ก่อนที่เขาจะโน้มตัวลงมาคร่อมกักขังเธอไว้ด้วยแขนทั้งสองข้างที่ยันกับพนักพิงโซฟา ใบหน้าดุดันและแดงก่ำด้วยความโกรธอยู่ห่างจากเธอเพียงคืบ
“อย่าลองดีกับอา เจ้าขา...” น้ำเสียงของเขากดต่ำและเย็นเยียบจนน่ากลัว นัยน์ตาสีดำสนิทลุกโชนไปด้วยไฟโทสะที่ผสมปนเปกับความใคร่ “เธอคิดว่าตัวเองโตแล้ว ปีกกล้าขาแข็งแล้ว จะทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ เธอคิดว่าไอ้ความกล้าของไอ้เด็กนั่น มันจะปกป้องเธอได้ถ้าอาจะเอาจริงขึ้นมา?”
ลมหายใจร้อนผ่าวของเขารดรินลงบนผิวหน้าของเธอ เจ้าขาตัวสั่นเทา ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะอัตราการเต้นของหัวใจที่รัวเร็วราวกับกลองศึก กลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ ผสมกับกลิ่นไม้จันทน์ของเขาทำลายสติสัมปชัญญะของเธอไปจนหมด
เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา และเห็นมันชัดเจน ความปรารถนาอันบ้าคลั่งที่เขาพยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากผู้ปกครอง มันกำลังจะระเบิดออกมา
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าหาญทั้งหมดที่มี ยกมือขึ้นผลักอกแกร่งของเขาอย่างแรง แม้จะไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด แต่ก็เป็นการประกาศจุดยืนของเธอ
“หนูไม่ได้ลองดีค่ะ” เจ้าขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่เด็ดเดี่ยว “หนูแค่กำลังใช้ชีวิตของหนู ชีวิตที่อาเคยสัญญากับคุณพ่อว่าจะให้หนูมีความสุข”
นัยน์ตากลมโตสบตากับเขาอย่างไม่ลดละ หยาดน้ำตาที่คลอหน่วยไหลรินลงมาอาบแก้มหนึ่งหยด
“แต่อาต่างหาก ที่กำลังล้ำเส้นความสุขของหนูอยู่ อาต่างหาก...ที่กำลังทำลายสัญญานั้นด้วยมือของอาเอง”
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดที่สาดโครมเข้าใส่ใบหน้าของกวินทร์ ชายหนุ่มชะงักงัน แรงบีบที่เกร็งอยู่บนแขนของเธอลดลงทันที ภาพของเพื่อนรักในวันฝนพรำเมื่อสิบเอ็ดปีก่อนผุดขึ้นมาเตือนสติเขาอีกครั้ง
‘กูสัญญา กูจะดูแลแก้วตาดวงใจของมึงให้ดีที่สุด จะไม่ยอมให้ใครมารังแก หรือทำให้เธอต้องร้องไห้’
แต่ตอนนี้...คนที่ทำให้เธอร้องไห้ คือตัวเขาเอง
กวินทร์ก้มมองหยาดน้ำตาบนแก้มใส ความรู้สึกผิดและขยะแขยงตัวเองตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก เขากำลังทำบ้าอะไรอยู่ เขากำลังใช้กำลังและความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ข่มเหงเด็กผู้หญิงที่เขาควรจะปกป้องด้วยชีวิตงั้นหรือ
ชายหนุ่มค่อย ๆ ถอนแขนออกจากการกักขังร่างบาง เขายืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง หันหลังให้เธอเพื่อซ่อนความอ่อนแอและความรู้สึกที่พังทลายของตัวเอง
“ไปทานข้าวซะ แล้วคืนนี้ไม่ต้องออกมารออา อาจะกลับไปเคลียร์งานที่บริษัท”
เขาเอ่ยเสียงแหบแห้ง โดยไม่หันกลับมามองเธออีกแม้แต่เสี้ยววินาที ก่อนจะสาวเท้าเดินออกจากเพนต์เฮาส์ไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ความเงียบและความเหน็บหนาวเข้าครอบงำพื้นที่ที่เคยร้อนระอุเมื่อครู่
เจ้าขานั่งนิ่งอยู่บนโซฟา มือบางยกขึ้นกุมตำแหน่งหัวใจที่ยังคงเต้นรัวแรง น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลทะลักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
เธอชนะในสงครามประสาทครั้งนี้ เธอใช้คำสัญญาของคุณพ่อมาเป็นโล่ป้องกันตัวและผลักเขาออกไปได้สำเร็จ
แต่ทำไมชัยชนะครั้งนี้ มันถึงทำให้หัวใจของเธอปวดร้าวและอ้างว้างได้ถึงเพียงนี้
เจ้าขาก้มลงมองข้อมือของตัวเองที่เริ่มมีรอยแดงจาง ๆ จากแรงบีบของเขา สัมผัสที่ดุดันแต่แฝงไปด้วยความปรารถนานั้น ยังคงตราตรึงอยู่ที่ผิวหนัง
“คนขี้ขลาด” หญิงสาวสะอื้นไห้เบา ๆ ในความเงียบสงัด “คุณอาเป็นคนขี้ขลาดที่สุดเลย”
ความรักที่ถูกกั้นขวางด้วยเส้นศีลธรรมและช่องว่างระหว่างวัย บัดนี้เส้นกั้นบาง ๆ นั้นได้ถูกแรงอารมณ์สั่นคลอนจนเกิดรอยร้าวลึก และรอเพียงแค่วันที่มันจะพังทลายลงมาทับถมคนทั้งคู่ให้จมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความปรารถนาที่ไม่อาจหวนกลับได้อีกต่อไป
สิบสี่ปีที่แล้ว…โลกของเด็กผู้หญิงวัยสิบขวบที่ชื่อเจ้าขา พังทลายลงพร้อมกับสายฝนที่โหมกระหน่ำในวันเผาศพคุณพ่อ ฉันยังจำความรู้สึกโดดเดี่ยว หนาวเหน็บ และหวาดกลัวจับใจในวันนั้นได้ดี ญาติพี่น้องที่เคยยิ้มแย้มใจดี บัดนี้กลับกลายร่างเป็นฝูงแร้งกาที่จ้องจะรุมทึ้งสมบัติชิ้นสุดท้ายที่พ่อทิ้งไว้ให้ ฉันกอดรูปหน้าศพพ่อแน่น ร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหล ตัวสั่นเทาอยู่มุมศาลา ในหัวคิดแค่ว่าชีวิตนี้ฉันคงไม่เหลือใครอีกแล้ว โลกทั้งใบมันมืดมิดไปหมด จนกระทั่งผู้ชายร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำสนิท ก้าวเข้ามาบังหน้าฉันเอาไว้ ‘กวินทร์ อัครกุล’ นั่นคือชื่อของผู้ชายที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตฉัน เขาเปรียบเสมือนกำแพงหินผาที่แข็งแกร่งและเย็นชา เขาตอกหน้าญาติพวกนั้นจนหน้าหงายด้วยอำนาจและเงินตรา ก่อนจะประกาศรับฉันไปดูแลในฐานะ ‘เด็
ผมยังจำวันแรกที่สายฝนโปรยปรายลงมาตอกย้ำความสูญเสียในศาลาวัดเก่า ๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้ดี ในวัยสามสิบเอ็ดปี โลกของ ‘กวินทร์ อัครกุล’ มีแค่การเจรจาธุรกิจ ตัวเลขหลักพันล้าน และการขยายอำนาจ ผมเป็นผู้ชายที่ใช้ชีวิตด้วยเหตุผลและความเด็ดขาด ไม่เคยมีความอ่อนโยน ไม่เคยรู้จักความหมายของคำว่าครอบครัว จนกระทั่งไอ้พล...เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของผมด่วนจากไป ทิ้งสายเลือดเพียงคนเดียวของมันเอาไว้ท่ามกลางฝูงแร้งกาที่จ้องจะฮุบสมบัติ เด็กผู้หญิงวัยสิบขวบ ตัวผอมบาง สวมชุดกระโปรงสีดำยืนร้องไห้กอดรูปหน้าศพพ่อแน่น แววตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวแต่ก็แฝงความหยิ่งทะนงไม่ยอมแพ้ใคร วินาทีที่ผมก้าวเข้าไปบังหน้าญาติหน้าเงินพวกนั้น แล้วประกาศตัวรับอุปการะเธอในฐานะ ‘ผู้ปกครอง’ ผมสาบานกับตัวเองแค่ว่า ผมจะเลี้ยงดูเด็กคนนี้ให้ดีที่สุดเพื่อตอบแทนเพื่อนรัก 
เสียงเกลียวคลื่นกระทบหาดทรายสีขาวละเอียด ผสานกับสายลมเอื่อยที่พัดพากลิ่นอายของท้องทะเลเข้ามาทางบานกระจกที่เปิดกว้าง บรรยากาศของพูลวิลล่าส่วนตัวสุดหรูบนเกาะมัลดีฟส์ ช่างเงียบสงบและเป็นใจสำหรับการพักผ่อน ทว่าสำหรับกวินทร์ อัครกุล แล้ว ทริปนี้ไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่มันคือการทวงคืนเวลาฮันนีมูนที่เขาเฝ้ารอคอยมาถึงสามปีเต็ม หลังจากยอมใจแข็งทิ้งยัยหนูจันทร์เจ้าไว้ในความดูแลของคุณหญิงแขไขได้สำเร็จ ท่านประธานจอมหวงก็รีบจัดการจองเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว พาภรรยาคนสวยบินลัดฟ้ามาฮันนีมูนย้อนหลังแบบสองต่อสองทันที เพื่อชดเชยช่วงเวลาที่ขาดหายไปตั้งแต่ตอนที่เจ้าขาเริ่มตั้งครรภ์ ทว่าดูเหมือนว่าเป้าหมายของเขาจะไม่ได้ให้ความร่วมมือสักเท่าไหร่ กวินทร์ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ เดินนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวออกมาจากห้องน
ความเจ็บปวดจากการบีบรัดตัวของมดลูกกินเวลายาวนานกว่าแปดชั่วโมง ภายในห้องคลอดระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำเต็มไปด้วยความตึงเครียด ไม่ใช่จากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่มาจากรังสีอำมหิตปนความตื่นตระหนกของประธานอัครกุล กรุ๊ป ที่สวมชุดปลอดเชื้อสีเขียวยืนเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง “อ๊ะ...พี่วิน...หนูเจ็บ...” เจ้าขานิ่วหน้า เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายเต็มกรอบหน้าหวาน มือบางจิกทึ้งผ้าปูเตียงสลับกับบีบฝ่ามือหนาของสามีแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ทว่ากวินทร์กลับไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด ความกลัวสูญเสียและความสงสารภรรยาจับขั้วหัวใจจนมาเฟียหนุ่มผู้กุมบังเหียนธุรกิจหมื่นล้านถึงกับน้ำตารื้น “อดทนอีกนิดนะคนดี พี่อยู่นี่แล้ว พี่อยู่ตรงนี้” กวินทร์เสียงสั่นพร่า ยกมืออีกข้างขึ้นลูบผมชื้นเหงื่อของภรรยาอย่างทะนุถนอม เ
เงาสะท้อนในกระจกบานใหญ่สูงจรดเพดาน เผยให้เห็นร่างอรชรในชุดเจ้าสาวที่งดงามราวกับภาพวาดฝัน ชุดผ้าไหมเครปสีขาวมุกนำเข้าจากฝรั่งเศส ถูกออกแบบเป็นทรงปาดไหล่ เผยให้เห็นช่วงบอดี้สูทที่ตัดเย็บเข้ารูปอย่างประณีต ไร้ซึ่งคริสตัลระยิบระยับหรือลูกไม้ฟู่ฟ่าให้ดูรกรุงรัง ทว่าความเรียบหรูของการจับจีบผ้าและการทิ้งตัวของชายกระโปรงยาวลากพื้น กลับขับเน้นให้เจ้าสาวดูสง่างาม เลอค่า และที่สำคัญมันช่วยพรางหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นเล็กน้อยในสัปดาห์ที่สิบเอ็ดได้อย่างแนบเนียน เจ้าขายืนนิ่งงัน ดวงตากลมโตที่ถูกแต่งแต้มอย่างงดงามสั่นระริกขณะจ้องมองภาพตัวเองในกระจก สัมผัสอุ่น ๆ จากฝ่ามือของสตรีสูงวัยที่กำลังช่วยจัดระเบียบชายกระโปรงและผ้าคลุมผมอยู่ด้านหลัง ทำเอาหัวใจของหญิงสาวพองโตด้วยความตื้นตันจนจุกอยู่ที่ลำคอ “พอดีเป๊ะเลย ฝีมือการวาดแพตเทิร์นและการขึ้นโครงของฉันยังไม่ตกสินะ” ค
“โห!” เจไดกับยิหวาร้องประสานเสียงกันด้วยความทึ่ง “คุณหญิงแม่ยอมรับแกแบบร้อยเปอร์เซ็นต์แถมยังเอ็นดูสุด ๆ ไปเลยนะเนี่ย ยินดีด้วยนะเจ้าขา” ยิหวายิ้มกว้างให้เพื่อนอย่างจริงใจ “คุณแม่ท่านตื่นเต้นยิ่งกว่าพี่อีก ท่านหมกตัวอยู่ในห้องตัดเสื้อมาหลายวันแล้ว” กวินทร์ยิ้มกริ่ม ดึงมือเล็กมากุมไว้ “เห็นว่าแอบสั่งนำเข้าผ้าไหมมาเพื่อหนูโดยเฉพาะเลยนะ พี่เองก็ยังไม่เห็นเหมือนกันว่าชุดจะออกมาเป็นแบบไหน” “แล้วดูสิคะนายหญิง มีชุดเจ้าสาวสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีชุดเดียวในโลกแล้ว เรามาดูการ์ดกันต่อเลย” เจไดกางแค็ตตาล็อกการ์ดแต่งงานแบบต่าง ๆ ลงบนโต๊ะ “จะเอาธีมหรูหราหมาเห่า ธีมมินิมอล หรือธีมแกสบี้ เชิญจิ้มเลยค่ะ” เจ้าขากวาดสายตามองการ์ดสวยงามนับสิบแบบด้วยความตื่นเต้น หญิงสาวหยิบการ์ดสีขาวมุกที่ประดับด้วยริบบิ้นสีน้
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป...เพนต์เฮาส์หรูบนชั้นสูงสุดของ The Cloud Residence ที่เคยกว้างขวาง บัดนี้กลับดูเวิ้งว้างและอ้างว้างจนน่าใจหาย ความเงียบสงัด
เวลาเที่ยงคืนสิบห้านาที ประตูดิจิทัลของเพนต์เฮาส์ถูกปลดล็อค ร่างบางของเจ้าขาเดินลากเท้าเข้ามาภายในห้องอย่างหมดสภาพ ความเหนื่อยล้าจากการเรียนและการยืนทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง ทำให้เธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่ หญิงสาวทิ้งกระเป๋าสะพายลงบนชั้นว
กลิ่นเมล็ดกาแฟคั่วบดหอมกรุ่นลอยอบอวลไปทั่วบริเวณร้านอาหารกึ่งคาเฟ่สไตล์ฝรั่งเศสย่านทองหล่อที่ขึ้นชื่อเรื่องความหรูหราและราคาที่แพงหูฉี่ บรรยากาศในช่วงเย็นวันศุกร์คลาคล่ำไปด้วยลูกค้าระดับไฮเอนด์ ทั้งนักธุรกิจหนุ่มสาวและกลุ่มโซเชียลไลต์
“มึงหลอกคนทั้งโลกได้กวินทร์ แต่มึงหลอกตัวมึงเองไม่ได้หรอก” หมอภัคถอนหายใจยาว เมื่อเห็นเพื่อนรักเงียบไปและมีสีหน้าเจ็บปวด “กูเตือนมึงในฐานะเพื่อนนะ เส้นกั้นระหว่างคำว่าผู้ปกครองกับผู้ชายคนหนึ่ง มันบางมาก และถ้ามึงข้ามมันไปเมื่อไห







