เข้าสู่ระบบตอนที่ 45 สิ่งที่เริ่มไม่ใช่ข้า
เสียงฝีเท้า... มันดังสะท้อนก้องอยู่ในโถงทางเดินหินที่มืดมิดและหนาวเหน็บเพียงลำพัง ทุกลมหายใจที่พ่นออกมาเป็นไอสีขาวจางๆ บ่งบอกถึงชีวิตที่ยังหลงเหลือ ทว่าในความเงียบงันที่บีบคั้นประสาทนี้ กลับไม่มีเสียงของใครอื่นอีกเลย มีเพียงร่างระหงที่ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างโดดเดี่ยวประหนึ่งวิญญาณที่หลงทางอยู่ในนรกที่ตนเองเป็นคนสร้างขึ้น ทางเดินยาวเหยียดเบื้องหน้ามืดมิดและเย็นเยือกประหนึ่งปากของอสูรกายที่ไม่มีวันอิ่มหนำ หลินเยว่ซิน ก้าวเดินไปตามทางนั้นอย่างสม่ำเสมอ นางไม่ได้เร่งรีบ และไม่ได้หยุดพัก ทุกลมหายใจของนางหนักอึ้งประหนึ่งแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า นางไม่หันกลับไปมองเบื้องหลัง... แม้จะรู้ดีว่า "สิ่งที่อยู่ข้างหลัง" คือซากศพของความรักและลมหายใจสุดท้ายของชายที่นางรักที่สุดที่เพิ่งดับสูญไป แต่นางกลับบังคับตัวเองให้ก้าวเดินต่อประหนึ่งหุ่นเชิดที่ไร้หัวใจ นางรู้ว่าหากหันกลับไปเพียงวินาทีเดียว... เศษเสี้ยวที่เหลืออยู่ของวิญญาณนางจะแตกสลายจนไม่อาจประกอบคืนได้อีกตลอดกาล ความเงียบภายนอกไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย เพราะภายในหัวของนาง... มันไม่เคยเงียบลงแม้เพียงเสี้ยววินาที เสียงกระซิบด่าทอและเยาะหยันนับพันสายดังกึกก้องประหนึ่งพายุคลั่งที่พยายามจะฉีกกระชากสติสัมปชัญญะของนางออกจากกัน “...เจ้าทิ้งเขาไว้ในความหนาวเหน็บนั่น เจ้ามันนังปีศาจเลือดเย็น!” “...ทำดีแล้วเยว่ซิน หากเขาอยู่ต่อ เขาก็จะกลายเป็นคนปลิดชีพเจ้า!” “...ข้าไม่ได้ทิ้ง... ข้าแค่ต้องการให้เขารอด...” “...รอดงั้นรึ? เจ้าฆ่าเขาด้วยมือคู่นี้ไปแล้วต่างหาก!” ถ้อยคำเหล่านั้นซ้อนทับกัน พันเกี่ยวกันจนยุ่งเหยิงประหนึ่งเส้นด้ายที่ขมวดปมจนไม่เหลือจุดเริ่มและจุดจบ นางไม่อาจแยกแยะได้อีกต่อไปว่าเสียงไหนคือความจริง และเสียงไหนคือภาพหลอนที่สร้างขึ้นเพื่อทรมานตัวเอง มือทั้งสองข้างของนางกำเข้าหาฝ่ามือแน่นจนสั่นเทา เล็บคมจิกลึกเข้าไปในเนื้อจนเลือดสีแดงสดซึมออกมาตามง่ามนิ้ว ทว่านางกลับไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดทางกายเลยแม้แต่น้อย เพราะความร้าวรานที่กัดกินอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจนั้นมันลุ่มลึกและทรมานยิ่งกว่าการถูกถลกหนังสดๆ ภาพรอยยิ้มที่แสนอ่อนโยนของเซียวหานพุ่งเข้าจู่โจมนางอย่างไม่หยุดหย่อน เสียงเรียกชื่อ "เยว่ซิน" ที่แฝงไปด้วยความรัก... สายตาที่มองนางประหนึ่งนางคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต... ทั้งหมดนั้นไหลบ่าเข้ามาในมโนสำนึก ก่อนจะถูกกระชากทิ้งด้วยภาพสุดท้ายที่นางเป็นคนสลักไว้ด้วยตัวเอง ภาพเลือดที่สาดกระเซ็น... และลมหายใจสุดท้ายที่ขาดห้วงไปต่อหน้าต่อตา นางชะงักฝีเท้ากะทันหันประหนึ่งถูกกระชากด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น วินาทีนั้นความเงียบเข้าครอบงำชั่วอึดใจ ก่อนที่นางจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาแผ่วเบา... มันเป็นเสียงหัวเราะที่แหบพร่า แตกสลาย และเยือกเย็นจนน่าขนลุก “หึ... สมควรแล้ว...” น้ำเสียงนั้นไม่ได้เป็นของนางเพียงคนเดียว “...เจ้าเป็นคนฆ่าเขาเองกับมือนะเยว่ซิน”อีกเสียงหนึ่งกระซิบสำทับอย่างสะใจ “...ไม่ใช่ข้า! ข้าไม่ได้อยากทำ!” นางตะโกนตอบโต้ตัวเองในใจอย่างบ้าคลั่ง “...งั้นรึ? แล้วมือที่เปื้อนเลือดอยู่นี่เป็นของใครกันล่ะ?” นางนิ่งอึ้งไป... เพราะคำตอบนั้นชัดเจนเสียจนนางอยากจะควักหัวใจตัวเองทิ้ง มันคือ "ข้า" เหมือนกัน... ไม่ว่าจะเป็นด้านที่รักเขา หรือด้านที่ฆ่าเขา ทั้งหมดนั้นคือตัวตนที่บิดเบี้ยวของนางเอง นางกุมศีรษะไว้แน่นพลางทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้นหิน เสียงกรีดร้องที่แสนทรมานดังอัดอั้นอยู่ในลำคอ ทว่าครั้งนี้นางไม่ได้ร้องเพราะเจ็บปวด แต่นางร้องเพราะนางกำลัง "สูญเสียการควบคุม" ต่อตัวเองอย่างสมบูรณ์ ดวงตาข้างหนึ่งของนางเอ่อล้นไปด้วยน้ำตาที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ ทว่าดวงตาอีกข้างกลับแห้งผากและว่างเปล่าประหนึ่งก้นบึ้งของขุมนรกที่ไร้ความสงสาร สองขั้วแห่งตัวตนกำลังห้ำหั่นกันเองเพื่อช่วงชิงพื้นที่ในร่างเนื้อนี้ ช้าๆ... ทว่าชัดเจน ตัวตนหนึ่งเริ่มเด่นชัดขึ้นมา มันคือตัวตนที่เย็นเยียบ นิ่งสงบ และไร้ซึ่งความลังเลใจใดๆ ในขณะที่ตัวตนเดิมที่เต็มไปด้วยความอ่อนไหวกลับค่อยๆ จางหายไปประหนึ่งหมอกควันที่ถูกลมพัดปลิว “...อย่า... อย่าหายไปนะ...” เสียงแผ่วเบาโหยหาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะถูกความมืดมิดกลืนกินเข้าไปจนสิ้น หลินเยว่ซินค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่าทางการเคลื่อนไหวของนางมั่นคงและแข็งแกร่งกว่าครั้งใดๆ สีหน้าของนางบัดนี้นิ่งสนิทราวกับหน้ากากหินสลัก ไม่มีหยาดน้ำตาไหลริน และไม่มีอาการสั่นเทาที่แสดงถึงความอ่อนแอหลงเหลืออยู่อีกต่อไป นางไม่ใช่หลินเยว่ซินคนเดิมที่เคยร้องไห้เพื่อใครอีกแล้ว “...จบสิ้นเสียที” เสียงหนึ่งเอ่ยออกมาอย่างเย็นชา “...เริ่มต้นบทละครใหม่ที่แท้จริง” อีกเสียงรับคำอย่างอำมหิต นางก้าวเดินต่อไปในทางเดินที่เริ่มมีแสงสว่างรำไรปรากฏขึ้นที่ปลายทาง ทุกย่างก้าวของนางเต็มไปด้วยเจตจำนงที่เด็ดขาดและปราศจากความโศกเศร้า ที่ปลายโถงทางเดิน ประตูหินบานยักษ์เลื่อนเปิดออกเองอย่างเงียบเชียบ ภายในห้องนั้นกว้างขวางและมืดสลัว ชายชุดดำผู้พิทักษ์ประตูยืนตระหง่านรอคอยอยู่ก่อนแล้ว เขามองดูหลินเยว่ซินที่เดินเข้ามาด้วยสายตาที่สงบนิ่งและลุ่มลึก “ในที่สุด... เจ้าก็เลือกเส้นทางที่ถูกต้องเสียทีนะเยว่ซิน” เขาก้าวเข้ามาหาเพียงก้าวเดียว แรงกดดันในห้องพลันพุ่งสูงขึ้นจนน่าอึดอัด “ยามนี้... เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้างกับสิ่งที่เจ้าได้ละทิ้งไว้เบื้องหลัง?” นางหยุดนิ่งต่อหน้าเขา แววตามืดมิดจับจ้องไปยังศัตรูประหนึ่งจะมองให้ทะลุถึงวิญญาณ “...ข้าไม่รู้สึกสิ่งใดเลย” คำตอบนั้นสั้น มั่นคง และนิ่งสนิทประหนึ่งผิวน้ำที่ตายซาก ไร้ซึ่งร่องรอยของการสั่นไหวใดๆ ทั้งสิ้น ชายชุดดำคลี่ยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจในความพินาศของความเป็นมนุษย์ “ดี... เยี่ยมยอดที่สุด เมื่อเจ้าไร้ความรู้สึก เจ้าก็พร้อมแล้วที่จะแบกรับภาระที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า” หลินเยว่ซินหรี่ตาลงเล็กน้อย ไอสังหารรอบกายเริ่มเข้มข้นขึ้น “...พร้อมสำหรับสิ่งใด?” “พร้อมสำหรับหน้าที่เดียวที่เจ้าถูกสร้างมา...” เขาโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูนางด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบประหนึ่งเสียงของมัจจุราช “พร้อมสำหรับการเป็น ‘ภาชนะ’ที่สมบูรณ์แบบเพียงหนึ่งเดียว!” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องลับไปชั่วขณะ ก่อนที่ชายชุดดำจะเอ่ยขยายความต่อ “พิธีกรรมเชื่อมวิญญาณที่เจ้าเพิ่งทำลงไป... มันไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ช่วยยื้อชีวิตเศษเสี้ยววิญญาณของเจ้านั่นหรอก แต่มันคือการเปิดประตูที่ถูกปิดตายมานานนับพันปี!” “บางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังอำนาจ... บางสิ่งที่หลับใหลอยู่ภายใต้รากฐานของทั้ง 5 สำนักใหญ่... บัดนี้มันกำลังตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลเพราะเลือดและเจตจำนงของเจ้า!” ชายชุดดำจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเลือดของนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง “และในยามนี้... ท่ามกลางความล่มสลายของตัวตนและความเป็นมนุษย์ของเจ้า...” เขาลดน้ำเสียงลงจนดูน่าขนลุก “...แกนกลางบรรพกาลนั่น... มันกำลังเลือกเจ้าให้เป็นผู้ที่ถือครองพลังที่จะทำลายล้างและสร้างโลกใหม่ขึ้นมาด้วยมือคู่นี้!” ดวงตาของหลินเยว่ซินสั่นไหวเพียงเล็กน้อย ทว่ามันไม่ใช่ความกลัว แต่มันคือความกระหายอำนาจที่เริ่มกัดกินวิญญาณของนางอย่างช้าๆ สงครามที่แท้จริงเพื่อชิงความเป็นหนึ่งเหนือทุกสำนักกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และคราวนี้... นางจะเป็นคนนำพาหายนะไปสู่ทุกคนที่บังอาจขวางทางนาง!ตอนที่ 49 สิ่งที่เหลืออยู่ควันธูปและเขม่าดินปืนที่พวยพุ่งจากการระเบิดค่อยๆ จางหายไปอย่างเชื่องช้า ทิ้งไว้เพียงทัศนียภาพของความพินาศที่เงียบสงัด... สนามรบที่เคยเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงโลหะปะทะกัน บัดนี้กลับนิ่งงันประหนึ่งสุสานที่ไร้เสียงวิญญาณไม่มีเสียงโหยหาจากผู้บาดเจ็บ ไม่มีเสียงคำรามจากผู้ล่า มีเพียง "ความนิ่งที่ผิดปกติ" ที่กดทับบรรยากาศจนรู้สึกอึดอัดประหนึ่งหายใจเอาก้อนน้ำแข็งเข้าไปในปอด ทุกสรรพสิ่งดูเหมือนจะยอมสยบต่อตัวตนใหม่ที่กำลังยืนหยัดอยู่ ณ ใจกลางซากปรักหักพังนั้นท่ามกลางเศษหินและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง ปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่หลินเยว่ซิน... หรือหากจะกล่าวให้ถูกต้อง คือ "สิ่งที่เคยเป็นนาง"บัดนี้ดวงตาที่เคยแปรเปลี่ยนระหว่างสีแดงคลั่งและสีดำมืดกลับคืนสู่สภาวะสงบ ทว่ามันไม่ใช่ความสงบของมนุษย์ ดวงตาคู่นั้นไม่แดงและไม่ดำ แต่มันกลับ "ว่างเปล่า" ประหนึ่งหลุมมืดที่ไร้แสงสะท้อน ไม่มีแววแห่งอารมณ์ ไม่มีความลังเลใจ และไม่มีรอยร้าวแห่งความทรมานเหลืออยู่แม้เพียงนิดนางยืนนิ่งประหนึ่งรูปสลักน้ำแข็งที่ไม่มีวันหลอมละลาย ทุกลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอและนิ่งสงบผิดธรร
ตอนที่ 48 ระหว่างฆ่า…หรือช่วยสายลมที่เคยพัดกรรโชกแรงพลันหยุดนิ่งลงกะทันหันประหนึ่งถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากทิ้ง เสียงกรีดร้องและเสียงอาวุธปะทะกันรอบด้านเลือนหายไปในความสลัว เหลือเพียงความเงียบงัดที่น่าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ราวกับว่าทั้งโลกกำลัง "กลั้นหายใจ" เพื่อเฝ้ามองเหตุการณ์ที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้ายุทธภพไปตลอดกาลเบื้องหน้าของสำนักที่พังทลาย ชายชุดดำลึกลับยืนตระหง่านอยู่กลางวงล้อมของซากปรักหักพัง ดวงตาของเขานิ่งสนิททว่าลุ่มลึกประหนึ่งมหาสมุทรที่ยากจะหยั่งถึง ตรงข้ามกันนั้นคือ หลินเยว่ซิน สตรีผู้ถูกพันธนาการด้วยพลังที่มืดมิดที่สุดเท่าที่เคยมีมา นางยืนอยู่ตรงนั้น ร่างกายสั่นระริกด้วยแรงขับเคลื่อนของสิ่งที่สิงสู่อยู่ภายในคนทั้งสองยืนห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว ทว่าความรู้สึกกลับดูเหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นกลางไว้ มันคือเส้นแบ่งระหว่างความเป็นมนุษย์และความวิปลาสที่กำลังจะพังทลายลงในไม่ช้าชายชุดดำจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ดำมืดของนาง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบทว่าหนักแน่นประหนึ่งขุนเขา“ข้าจะถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย...”เสียงของเขาดังกังวานไปทั่วบริเวณที่เงียบสงัด “...เจ้า
ตอนที่ 47 เป้าหมายของทั้งใต้หล้าเสียงระเบิดกัมปนาทที่ฉีกกระชากสำนักเงามรณะยังไม่ทันมอดดับลงสนิท ทว่ากระแสแห่งความตื่นตระหนกกลับแพร่กระจายออกไปไกลยิ่งกว่าเปลวเพลิง ข่าวลือที่น่าสะพรึงกลัวถูกหอบไปตามสายลม พัดผ่านโรงน้ำชา ตรอกซอกซอย และหออำนาจของทุกสำนักใหญ่ประหนึ่งโรคระบาดที่ไร้ทางรักษา"สำนักศูนย์กลางถูกถล่มยับเยิน... ปราการหินที่แข็งแกร่งที่สุดพังทลายลงในคืนเดียว!""พลังมืดจากบรรพกาลตื่นขึ้นแล้ว... มันสิงสถิตอยู่ในร่างสตรีนางหนึ่ง!""นางผู้นั้น... เสียสิ้นสติสัมปชัญญะและกลายเป็นปีศาจที่ไม่มีใครควบคุมได้อีกต่อไป!"จากทายาทตระกูลหลินผู้สูงส่ง บัดนี้ชื่อของ "หลินเยว่ซิน" ถูกจารึกไว้ในฐานะ "ภัยพิบัติสีดำ" ที่ต้องถูกกำจัดออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ชื่อของนางถูกพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความหวาดกลัว และนั่นนำไปสู่การขยับเขยื้อนของกลไกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกยุทธภพเหล่าเจ้าสำนักจากทั้ง 5 ทิศส่งคำสั่งสั้นกระชับทว่าเด็ดขาดออกไปพร้อมกันประหนึ่งนัดหมาย ไม่มีคำว่า "จับกุม" ไม่มีคำว่า "เจรจา" และไม่มีที่ว่างสำหรับความเมตตา คำสั่งเดียวที่เหล่ายอดฝีมือและมือสังหารรับทราบคือ "ฆ่า" นักล่าค่าหัว ยอดฝีมือสั
ตอนที่ 46 สิ่งที่ตื่นใต้เงาลมหายใจ...ในวินาทีนี้ มันไม่ใช่ของนางอีกต่อไปบรรยากาศภายในห้องลับของสำนักเงามรณะพลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเงียบที่เคยนิ่งสนิทบัดนี้กลับ "หนักอึ้ง" จนได้ยินเสียงกระดูกลั่นเกรียวเพียงแค่ขยับกาย อากาศโดยรอบบิดเบี้ยวและควบแน่นประหนึ่งกลายเป็นเหล็กกล้าที่มองไม่เห็น กดทับทุกสรรพสิ่งให้จมดิ่งลงสู่กรงขังแห่งเงามืดที่มืดมิดที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จักชายชุดดำผู้ลึกลับยังคงยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แววตาของเขาจ้องมองมาที่หลินเยว่ซินด้วยความสงบนิ่งทว่าเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังที่น่าสยดสยอง เขาไม่ได้ขยับเขยื้อน ราวกับกำลัง “รอคอย” วินาทีที่กลไกแห่งหายนะจะเริ่มต้นทำงานอย่างสมบูรณ์หลินเยว่ซินยืนหยัดอยู่กลางห้องด้วยท่วงท่าที่แข็งกร้าวทว่าไร้ซึ่งความมั่นคง ลมหายใจของนางเริ่มถี่รัวและไม่สม่ำเสมอ ประสาทสัมผัสทุกส่วนถูกจู่โจมด้วยแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ“...ภาชนะ”ถ้อยคำนั้นสะท้อนก้องอยู่ในหัวของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าประหนึ่งเสียงระฆังใบสุดท้ายที่ประกาศจุดจบของความเป็นมนุษย์ครืน... ครืน...ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะทันได้โต้ตอบ เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นมา... มัน
ตอนที่ 45 สิ่งที่เริ่มไม่ใช่ข้าเสียงฝีเท้า...มันดังสะท้อนก้องอยู่ในโถงทางเดินหินที่มืดมิดและหนาวเหน็บเพียงลำพัง ทุกลมหายใจที่พ่นออกมาเป็นไอสีขาวจางๆ บ่งบอกถึงชีวิตที่ยังหลงเหลือ ทว่าในความเงียบงันที่บีบคั้นประสาทนี้ กลับไม่มีเสียงของใครอื่นอีกเลย มีเพียงร่างระหงที่ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างโดดเดี่ยวประหนึ่งวิญญาณที่หลงทางอยู่ในนรกที่ตนเองเป็นคนสร้างขึ้นทางเดินยาวเหยียดเบื้องหน้ามืดมิดและเย็นเยือกประหนึ่งปากของอสูรกายที่ไม่มีวันอิ่มหนำ หลินเยว่ซิน ก้าวเดินไปตามทางนั้นอย่างสม่ำเสมอ นางไม่ได้เร่งรีบ และไม่ได้หยุดพัก ทุกลมหายใจของนางหนักอึ้งประหนึ่งแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่านางไม่หันกลับไปมองเบื้องหลัง...แม้จะรู้ดีว่า "สิ่งที่อยู่ข้างหลัง" คือซากศพของความรักและลมหายใจสุดท้ายของชายที่นางรักที่สุดที่เพิ่งดับสูญไป แต่นางกลับบังคับตัวเองให้ก้าวเดินต่อประหนึ่งหุ่นเชิดที่ไร้หัวใจ นางรู้ว่าหากหันกลับไปเพียงวินาทีเดียว... เศษเสี้ยวที่เหลืออยู่ของวิญญาณนางจะแตกสลายจนไม่อาจประกอบคืนได้อีกตลอดกาลความเงียบภายนอกไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย เพราะภายในหัวของนาง... มันไม่เคยเงียบลงแม้เพียงเสี้ยววินาที เสีย
ตอนที่ 44 มือที่ต้องปล่อยหยาดโลหิตสีแดงฉานยังคงไหลรินออกมาจากบาดแผลที่หน้าอกของเขา... มันไหลซึมผ่านง่ามนิ้วของเซวี่ยอิงที่พยายามกดห้ามเลือดเอาไว้ ทว่ากลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนิ่ง กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายเย็นเยือกของสำนักเงามรณะ ยิ่งตอกย้ำถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาทักทายชายหนุ่มผู้เป็นดั่งดวงใจเซียวหาน นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นหินที่หนาวเหน็บ ใบหน้าที่เคยคมคายบัดนี้ซีดเผือดประหนึ่งกระดาษขาว ลมหายใจของเขาแผ่วเบาและขาดห้วงจนแทบสัมผัสไม่ได้ ทุกลมเข้าออกคือความทรมานที่แสนสาหัสความเงียบที่ปกคลุมห้องหินในยามนี้ช่างหนักอึ้งและบีบคั้นประสาทจนแทบคลั่ง หลินเยว่ซินยืนตระหง่านอยู่ไม่ไกล ร่างระหงของนางนิ่งค้างประหนึ่งถูกสาปด้วยมนต์ดำ มือนางยังคงสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้... และนางรู้ดีว่าเหตุใดมันจึงสั่นเช่นนั้นเพราะมันคือ 'มือที่เพิ่งจะแทงเขาด้วยตัวเอง'เซวี่ยอิงคุกเข่าลงข้างกายเซียวหาน มือหนึ่งกดแผล อีกมือหนึ่งวางลงบนชีพจรที่ลำคอเพื่อตรวจสอบร่องรอยของชีวิตที่หลงเหลืออยู่ ใบหน้าของนางตึงเครียดและเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“เขายังไม่ตาย...” เซวี่ยอิงเอ่ยน้ำเสียงสั่นพร่า ท
ตอนที่ 43 มือที่ไม่ใช่ของข้าความเงียบที่เคยใช้เป็นโล่กำบังจิตใจ บัดนี้มันไม่ช่วยอะไรได้อีกต่อไป...บรรยากาศภายในห้องลับของสำนักเงามรณะสั่นสะเทือนด้วยกระแสพลังที่บิดเบี้ยว ทุกลมหายใจที่พ่นออกมาคือไอสังหารที่เข้มข้นจนพร่ามัว เพราะในยามนี้ "ตัวตน" ของผู้ที่ยืนอยู่ใจกลางความมืด ไม่ได้สถิตอยู่ในที่ที่ม
ตอนที่ 42 สิ่งที่กลับมา…ไม่ครบความมืดมิดที่เข้าปกคลุมหลังการระเบิดของพลังวิญญาณนั้นช่างเงียบสงัด... มันเป็นความนิ่งที่ลุ่มลึกและเยือกเย็นประหนึ่งทุกสรรพสิ่งในห้องหินแห่งนี้ถูกแช่แข็งไว้ใต้กาลเวลาที่หยุดหมุน ไร้ซึ่งเสียงลมหายใจ ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว มีเพียงความว่างเปล่าที่หนักอึ้งราวกับภูเขาเหล็กที่
ตอนที่ 41 พิธีที่ไม่มีคนรอดความเงียบที่เคยปกคลุมห้องหินบัดนี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบนิ่งอีกต่อไป แต่มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นความกดดันที่รุนแรงประหนึ่งพายุกำลังจะตั้งเค้า บรรยากาศรอบด้านสั่นสะเทือนด้วยแรงกดอากาศที่มองไม่เห็น ราวกับว่าสำนักเงามรณะทั้งสำนักกำลังเปิดดวงตาปีศาจนับหมื่นคู่เพื่อ “เฝ้ามอง” ก
ตอนที่ 47 เป้าหมายของทั้งใต้หล้าเสียงระเบิดกัมปนาทที่ฉีกกระชากสำนักเงามรณะยังไม่ทันมอดดับลงสนิท ทว่ากระแสแห่งความตื่นตระหนกกลับแพร่กระจายออกไปไกลยิ่งกว่าเปลวเพลิง ข่าวลือที่น่าสะพรึงกลัวถูกหอบไปตามสายลม พัดผ่านโรงน้ำชา ตรอกซอกซอย และหออำนาจของทุกสำนักใหญ่ประหนึ่งโรคระบาดที่ไร้ทางรักษา"สำนักศูนย์







