เข้าสู่ระบบตอนที่ 41 พิธีที่ไม่มีคนรอด ความเงียบที่เคยปกคลุมห้องหินบัดนี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบนิ่งอีกต่อไป แต่มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นความกดดันที่รุนแรงประหนึ่งพายุกำลังจะตั้งเค้า บรรยากาศรอบด้านสั่นสะเทือนด้วยแรงกดอากาศที่มองไม่เห็น ราวกับว่าสำนักเงามรณะทั้งสำนักกำลังเปิดดวงตาปีศาจนับหมื่นคู่เพื่อ “เฝ้ามอง” การตัดสินใจที่บ้าบิ่นที่สุดของมนุษย์คนหนึ่ง “ข้าจะเอาทั้งสอง” ถ้อยคำนั้นยังคงลอยค้างอยู่ในมวลอากาศที่เหน็บหนาวประหนึ่งคำสาปที่ไม่มีวันเลือนหาย ท่ามกลางวงล้อมของความมืด ไม่มีใครส่งเสียงหัวเราะเยาะหยัน และไม่มีใครเอ่ยปากคัดค้านแม้แต่ครึ่งคำ เพราะทุกคนในที่แห่งนี้ต่างรู้ดีว่า... นั่นไม่ใช่เพียงคำกล่าวที่เย่อหยิ่ง แต่มันคือ “คำตัดสินประหารชีวิตตัวเอง” ของหลินเยว่ซิน ชายชุดดำผู้ลึกลับก้าวเดินออกมาจากเงามืดช้าๆ ฝีเท้าของเขานิ่งสงบจนน่าขนลุก เขาหยุดลงเบื้องหน้าหลินเยว่ซินในระยะที่สัมผัสได้ถึงรังสีสังหารที่แผ่ออกมา “ถ้าเจ้าคิดจะฝืนกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ... ถ้าเจ้าปรารถนาจะรวมเศษเสี้ยววิญญาณที่แตกสลายให้หวนคืนมาเป็นหนึ่งเดียว...” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและเยือกเย็นประหนึ่งเสียงกระซิบจากหลุมศพ “งั้นเจ้าก็จงเตรียมใจรับบททดสอบที่โหดเหี้ยมที่สุด... ‘พิธีเชื่อมวิญญาณสัตตบงกช’” เซวี่ยอิงที่ยืนคุมเชิงอยู่ถึงกับขยับกายเข้าไปหมายจะห้ามปรามทันที “อย่าทำนะเยว่ซิน! พิธีนั้นมัน...” ทว่าคำเตือนของนางกลับมาช้าเกินไปเสียแล้ว เมื่อเจตจำนงของหลินเยว่ซินได้พุ่งตรงไปข้างหน้าจนยากจะถอนตัว “พิธีนี้...” ชายชุดดำเอ่ยขยายความช้าๆ ชัดเจนทุกถ้อยคำเพื่อกรีดลึกเข้าไปในใจคนฟัง “มันจะใช้ ‘ตัวตน’ และ ‘ดวงวิญญาณ’ ของเจ้าเป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างสองความจริงที่ขัดแย้งกัน เจ้าจะต้องกลายเป็นภาชนะที่รองรับทุกสิ่งอย่างที่หลั่งไหลออกมาจากตัวเขา” “ความทรงจำที่ขมขื่นจนแทบจะเสียสติ... ความเจ็บปวดจากการถูกฉีกกระชากวิญญาณ... และความว่างเปล่าที่มืดมิดไร้ก้นบึ้งของร่างที่ไร้หัวใจ... ทั้งหมดนั้นจะไหลผ่านร่างของเจ้าประหนึ่งลาวาเดือดที่ราดลงบนแผลสด!” เขามองจ้องลึกเข้าไปในตาที่สั่นระริกของนาง “ถ้าเจ้าแข็งแกร่งพอที่จะไม่พังทลายลงไปเสียก่อน... เขาจะกลับมาเป็นหนึ่งเดียว ทว่าหากเจ้าพ่ายแพ้ต่อแรงกดดันนั้น...” เขาลดน้ำเสียงลงจนดูน่าสะพรึงกลัว “เจ้าจะสูญเสียตัวตนและหายไปจากโลกใบนี้... แทนที่เขา!” ความเงียบสงัดครั้งใหม่เข้าปกคลุมห้องหิน เซวี่ยอิงกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อจนเลือดซึม นางเอ่ยเสียงต่ำที่สั่นเครือด้วยโทสะ “นี่มันไม่ใช่พิธีเพื่อช่วยใครหรอก... นี่มันคือพิธีกรรมฆ่าตัวตายชัดๆ!” ชายชุดดำเบนสายตาไปมองเซวี่ยอิงเพียงครู่เดียว ก่อนจะหันกลับมามองหลินเยว่ซินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความท้าทาย “แล้วเจ้าเห็นว่า... สตรีผู้นี้ดูเหมือนคนที่กำลังจะถอยหลังกลับงั้นหรือ?” หลินเยว่ซินก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างมั่นคงและเด็ดขาด ไม่มีร่องรอยของความลังเลใจปรากฏบนใบหน้าที่ซีดเซียว แววตาของนางนิ่งสงบประหนึ่งน้ำแข็งขั้วโลกที่ไม่มีวันละลาย “เริ่มพิธีได้เลย” สิ้นคำสั่ง พื้นหินที่เย็นเฉียบพลันเรืองแสงสีม่วงคล้ำออกมาอย่างน่าประหลาด วงอักขระโบราณนับพันตัวอักษรผุดขึ้นมาจากความมืดมิดรอบกายพวกนาง มันเป็นสีดำเข้มข้นประหนึ่งน้ำหมึกที่กำลังดูดกลืนแสงสว่าง กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งผสมกับกลิ่นควันไหม้ของวิญญาณเริ่มอบอวลไปทั่วทั้งห้องลับ “เจ้าทั้งสอง... จงก้าวเข้าไปในวงอักขระเสีย” ชายชุดดำสั่งด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจ เซียวหานทั้งสองคนก้าวเดินเข้าไปในวงล้อมมรณะโดยไร้ซึ่งคำพูดใดๆ เซียวหานคนที่ “จำได้” ทอดสายตามองหลินเยว่ซินเป็นครั้งสุดท้าย รอยยิ้มเศร้าสร้อยและเจ็บปวดปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา เขาอยากจะเอ่ยห้ามทว่าริมฝีปากกลับสั่นเกินกว่าจะเปล่งเสียง ส่วนเซียวหานคนที่ “ว่างเปล่า” ยังคงยืนนิ่งสนิทประหนึ่งหุ่นเชิดที่ไร้ชีวิต จ้องมองความตายที่อยู่ตรงหน้าด้วยสายตาที่เฉยเมย หลินเยว่ซินก้าวเข้าสู่จุดศูนย์กลางของวงอักขระ นางหลับตาลงรวบรวมเรี่ยวแรงสุดท้ายที่มี “ปิดประสาทรับรู้... เปิดจิตวิญญาณสู่ความมืด!” ปัง!!! ในวินาทีที่พิธีเริ่มต้นขึ้น โลกทั้งใบของหลินเยว่ซินพลันแตกสลายกลายเป็นเสี่ยงๆ ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากวิญญาณออกจากร่างดั่งการถลกหนังสดๆ ทำให้นางแทบจะกรีดร้องออกมาด้วยความทรมาน พลังงานมหาศาลเริ่มไหลบ่าเข้าสู่นางประหนึ่งเขื่อนที่พังทลาย ความทรงจำของเซียวหานพุ่งเข้าจู่โจมนางอย่างรุนแรงประหนึ่งคลื่นยักษ์ เสียงหัวเราะแผ่วเบาในวัยเยาว์... เสียงร้องโหยหวนท่ามกลางกองเลือด... ภาพการเข่นฆ่าที่แสนโหดเหี้ยม... ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ความจำของนาง แต่มันกลับแจ่มชัดในมโนสำนึกประหนึ่งนางเป็นคนลงมือเอง ความเจ็บปวดจากการถูกทรมานในห้องลับของสำนักเงามรณะไหลผ่านเส้นประสาทของนางทุกลมหายใจ การถูกกรีดผิวหนังด้วยมีดอาบยาพิษ... การถูกเผาด้วยไฟมาร... การถูกบดกระดูกทีละข้อจนไร้เสียงร้อง... ทุกอย่างถาโถมเข้าใส่จนนางแทบจะขาดใจตาย ทว่าสิ่งที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าความเจ็บปวด คือ “ความว่างเปล่า” ที่ตามมาติดๆ มันเป็นมวลสารที่หนักอึ้ง เย็นยะเยือก และมืดมนเสียจนแสงสว่างใดๆ ก็ไม่อาจเข้าถึงได้ มันเริ่มกัดกินตัวตนของหลินเยว่ซินอย่างช้าๆ ทำให้นางเริ่มหลงลืมว่าตัวเองคือใคร... ลืมว่านางกำลังทำสิ่งนี้เพื่อใคร ร่างระหงของนางทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นหิน มือที่สั่นเทาพยายามคว้าหาอากาศหายใจที่กำลังจะหมดไป “ปล่อย... จงปล่อยมือจากเขาเสีย...” เสียงหนึ่งดังระงมอยู่ในหัวประหนึ่งเสียงของปิศาจ “ถ้าเจ้าไม่หยุดตอนนี้... เจ้าจะดับสูญไปพร้อมกับความว่างเปล่านี้!” ทว่าอีกเสียงหนึ่งกลับสะอื้นไห้ออกมาด้วยความหวังอันริบหรี่ “อยู่... ได้โปรดอย่าปล่อยมือข้า... อย่าทิ้งข้าไว้ในความมืดเพียงลำพังอีกเลย...” เสียงของสองตัวตนของเซียวหานกำลังฉีกกระชากจิตวิญญาณของนางไปคนละทิศละทาง ร่างกายของหลินเยว่ซินเริ่มมีรอยร้าวและเลือดไหลซึมออกมาจากดวงตาและริมฝีปากประหนึ่งแก้วที่กำลังจะแตกละเอียด พลังมารในร่างปะทุออกมาอย่างบ้าคลั่งจนวงอักขระสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น “พอแล้ว! หยุดพิธีเดี๋ยวนี้!” เซวี่ยอิงตะโกนก้องพรัอมพุ่งเข้าใส่ ทว่ากลับถูกกำแพงพลังงานลึกลับซัดจนกระเด็นออกมา ชายชุดดำยังคงยืนมองเหตุการณ์อย่างนิ่งเฉย แววตาของเขาเยือกเย็นประหนึ่งเพชฌฆาต “ถ้าเจ้าหยุดตอนนี้... ทุกอย่างที่นางยอมเสียสละไปจะสูญเปล่า และทั้งสามคนจะต้องตกนรกไปพร้อมๆ กัน!” หลินเยว่ซินลืมตาขึ้นช้าๆ... ทว่าดวงตาของนางในยามนี้กลับแดงฉานประหนึ่งอาบด้วยเลือดและแตกร้าวประหนึ่งกระจกที่ถูกทุบ นางเค้นเสียงออกมาแผ่วเบาจนแทบไม่เป็นคำพูด “ข้า... จะไม่... หยุด...” ปัง!!! พลังมหาศาลระเบิดออกอย่างรุนแรงเป็นครั้งสุดท้าย แสงสว่างสีดำแดงสาดกระจายไปทั่วห้องลับก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงสู่ความมืดมิดที่ลึกที่สุด... ความเงียบงันกลับมาครองพื้นที่อีกครั้ง ทว่าคราวนี้มันคือความเงียบที่อาจจะไม่มีใครได้กลับออกมามีลมหายใจอีกเลยตลอดกาล!
ตอนที่ 49 สิ่งที่เหลืออยู่ควันธูปและเขม่าดินปืนที่พวยพุ่งจากการระเบิดค่อยๆ จางหายไปอย่างเชื่องช้า ทิ้งไว้เพียงทัศนียภาพของความพินาศที่เงียบสงัด... สนามรบที่เคยเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงโลหะปะทะกัน บัดนี้กลับนิ่งงันประหนึ่งสุสานที่ไร้เสียงวิญญาณไม่มีเสียงโหยหาจากผู้บาดเจ็บ ไม่มีเสียงคำรามจากผู้ล่า มีเพียง "ความนิ่งที่ผิดปกติ" ที่กดทับบรรยากาศจนรู้สึกอึดอัดประหนึ่งหายใจเอาก้อนน้ำแข็งเข้าไปในปอด ทุกสรรพสิ่งดูเหมือนจะยอมสยบต่อตัวตนใหม่ที่กำลังยืนหยัดอยู่ ณ ใจกลางซากปรักหักพังนั้นท่ามกลางเศษหินและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง ปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่หลินเยว่ซิน... หรือหากจะกล่าวให้ถูกต้อง คือ "สิ่งที่เคยเป็นนาง"บัดนี้ดวงตาที่เคยแปรเปลี่ยนระหว่างสีแดงคลั่งและสีดำมืดกลับคืนสู่สภาวะสงบ ทว่ามันไม่ใช่ความสงบของมนุษย์ ดวงตาคู่นั้นไม่แดงและไม่ดำ แต่มันกลับ "ว่างเปล่า" ประหนึ่งหลุมมืดที่ไร้แสงสะท้อน ไม่มีแววแห่งอารมณ์ ไม่มีความลังเลใจ และไม่มีรอยร้าวแห่งความทรมานเหลืออยู่แม้เพียงนิดนางยืนนิ่งประหนึ่งรูปสลักน้ำแข็งที่ไม่มีวันหลอมละลาย ทุกลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอและนิ่งสงบผิดธรร
ตอนที่ 48 ระหว่างฆ่า…หรือช่วยสายลมที่เคยพัดกรรโชกแรงพลันหยุดนิ่งลงกะทันหันประหนึ่งถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากทิ้ง เสียงกรีดร้องและเสียงอาวุธปะทะกันรอบด้านเลือนหายไปในความสลัว เหลือเพียงความเงียบงัดที่น่าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ราวกับว่าทั้งโลกกำลัง "กลั้นหายใจ" เพื่อเฝ้ามองเหตุการณ์ที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้ายุทธภพไปตลอดกาลเบื้องหน้าของสำนักที่พังทลาย ชายชุดดำลึกลับยืนตระหง่านอยู่กลางวงล้อมของซากปรักหักพัง ดวงตาของเขานิ่งสนิททว่าลุ่มลึกประหนึ่งมหาสมุทรที่ยากจะหยั่งถึง ตรงข้ามกันนั้นคือ หลินเยว่ซิน สตรีผู้ถูกพันธนาการด้วยพลังที่มืดมิดที่สุดเท่าที่เคยมีมา นางยืนอยู่ตรงนั้น ร่างกายสั่นระริกด้วยแรงขับเคลื่อนของสิ่งที่สิงสู่อยู่ภายในคนทั้งสองยืนห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว ทว่าความรู้สึกกลับดูเหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นกลางไว้ มันคือเส้นแบ่งระหว่างความเป็นมนุษย์และความวิปลาสที่กำลังจะพังทลายลงในไม่ช้าชายชุดดำจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ดำมืดของนาง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบทว่าหนักแน่นประหนึ่งขุนเขา“ข้าจะถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย...”เสียงของเขาดังกังวานไปทั่วบริเวณที่เงียบสงัด “...เจ้า
ตอนที่ 47 เป้าหมายของทั้งใต้หล้าเสียงระเบิดกัมปนาทที่ฉีกกระชากสำนักเงามรณะยังไม่ทันมอดดับลงสนิท ทว่ากระแสแห่งความตื่นตระหนกกลับแพร่กระจายออกไปไกลยิ่งกว่าเปลวเพลิง ข่าวลือที่น่าสะพรึงกลัวถูกหอบไปตามสายลม พัดผ่านโรงน้ำชา ตรอกซอกซอย และหออำนาจของทุกสำนักใหญ่ประหนึ่งโรคระบาดที่ไร้ทางรักษา"สำนักศูนย์กลางถูกถล่มยับเยิน... ปราการหินที่แข็งแกร่งที่สุดพังทลายลงในคืนเดียว!""พลังมืดจากบรรพกาลตื่นขึ้นแล้ว... มันสิงสถิตอยู่ในร่างสตรีนางหนึ่ง!""นางผู้นั้น... เสียสิ้นสติสัมปชัญญะและกลายเป็นปีศาจที่ไม่มีใครควบคุมได้อีกต่อไป!"จากทายาทตระกูลหลินผู้สูงส่ง บัดนี้ชื่อของ "หลินเยว่ซิน" ถูกจารึกไว้ในฐานะ "ภัยพิบัติสีดำ" ที่ต้องถูกกำจัดออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ชื่อของนางถูกพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความหวาดกลัว และนั่นนำไปสู่การขยับเขยื้อนของกลไกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกยุทธภพเหล่าเจ้าสำนักจากทั้ง 5 ทิศส่งคำสั่งสั้นกระชับทว่าเด็ดขาดออกไปพร้อมกันประหนึ่งนัดหมาย ไม่มีคำว่า "จับกุม" ไม่มีคำว่า "เจรจา" และไม่มีที่ว่างสำหรับความเมตตา คำสั่งเดียวที่เหล่ายอดฝีมือและมือสังหารรับทราบคือ "ฆ่า" นักล่าค่าหัว ยอดฝีมือสั
ตอนที่ 46 สิ่งที่ตื่นใต้เงาลมหายใจ...ในวินาทีนี้ มันไม่ใช่ของนางอีกต่อไปบรรยากาศภายในห้องลับของสำนักเงามรณะพลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเงียบที่เคยนิ่งสนิทบัดนี้กลับ "หนักอึ้ง" จนได้ยินเสียงกระดูกลั่นเกรียวเพียงแค่ขยับกาย อากาศโดยรอบบิดเบี้ยวและควบแน่นประหนึ่งกลายเป็นเหล็กกล้าที่มองไม่เห็น กดทับทุกสรรพสิ่งให้จมดิ่งลงสู่กรงขังแห่งเงามืดที่มืดมิดที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จักชายชุดดำผู้ลึกลับยังคงยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แววตาของเขาจ้องมองมาที่หลินเยว่ซินด้วยความสงบนิ่งทว่าเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังที่น่าสยดสยอง เขาไม่ได้ขยับเขยื้อน ราวกับกำลัง “รอคอย” วินาทีที่กลไกแห่งหายนะจะเริ่มต้นทำงานอย่างสมบูรณ์หลินเยว่ซินยืนหยัดอยู่กลางห้องด้วยท่วงท่าที่แข็งกร้าวทว่าไร้ซึ่งความมั่นคง ลมหายใจของนางเริ่มถี่รัวและไม่สม่ำเสมอ ประสาทสัมผัสทุกส่วนถูกจู่โจมด้วยแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ“...ภาชนะ”ถ้อยคำนั้นสะท้อนก้องอยู่ในหัวของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าประหนึ่งเสียงระฆังใบสุดท้ายที่ประกาศจุดจบของความเป็นมนุษย์ครืน... ครืน...ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะทันได้โต้ตอบ เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นมา... มัน
ตอนที่ 45 สิ่งที่เริ่มไม่ใช่ข้าเสียงฝีเท้า...มันดังสะท้อนก้องอยู่ในโถงทางเดินหินที่มืดมิดและหนาวเหน็บเพียงลำพัง ทุกลมหายใจที่พ่นออกมาเป็นไอสีขาวจางๆ บ่งบอกถึงชีวิตที่ยังหลงเหลือ ทว่าในความเงียบงันที่บีบคั้นประสาทนี้ กลับไม่มีเสียงของใครอื่นอีกเลย มีเพียงร่างระหงที่ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างโดดเดี่ยวประหนึ่งวิญญาณที่หลงทางอยู่ในนรกที่ตนเองเป็นคนสร้างขึ้นทางเดินยาวเหยียดเบื้องหน้ามืดมิดและเย็นเยือกประหนึ่งปากของอสูรกายที่ไม่มีวันอิ่มหนำ หลินเยว่ซิน ก้าวเดินไปตามทางนั้นอย่างสม่ำเสมอ นางไม่ได้เร่งรีบ และไม่ได้หยุดพัก ทุกลมหายใจของนางหนักอึ้งประหนึ่งแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่านางไม่หันกลับไปมองเบื้องหลัง...แม้จะรู้ดีว่า "สิ่งที่อยู่ข้างหลัง" คือซากศพของความรักและลมหายใจสุดท้ายของชายที่นางรักที่สุดที่เพิ่งดับสูญไป แต่นางกลับบังคับตัวเองให้ก้าวเดินต่อประหนึ่งหุ่นเชิดที่ไร้หัวใจ นางรู้ว่าหากหันกลับไปเพียงวินาทีเดียว... เศษเสี้ยวที่เหลืออยู่ของวิญญาณนางจะแตกสลายจนไม่อาจประกอบคืนได้อีกตลอดกาลความเงียบภายนอกไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย เพราะภายในหัวของนาง... มันไม่เคยเงียบลงแม้เพียงเสี้ยววินาที เสีย
ตอนที่ 44 มือที่ต้องปล่อยหยาดโลหิตสีแดงฉานยังคงไหลรินออกมาจากบาดแผลที่หน้าอกของเขา... มันไหลซึมผ่านง่ามนิ้วของเซวี่ยอิงที่พยายามกดห้ามเลือดเอาไว้ ทว่ากลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนิ่ง กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายเย็นเยือกของสำนักเงามรณะ ยิ่งตอกย้ำถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาทักทายชายหนุ่มผู้เป็นดั่งดวงใจเซียวหาน นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นหินที่หนาวเหน็บ ใบหน้าที่เคยคมคายบัดนี้ซีดเผือดประหนึ่งกระดาษขาว ลมหายใจของเขาแผ่วเบาและขาดห้วงจนแทบสัมผัสไม่ได้ ทุกลมเข้าออกคือความทรมานที่แสนสาหัสความเงียบที่ปกคลุมห้องหินในยามนี้ช่างหนักอึ้งและบีบคั้นประสาทจนแทบคลั่ง หลินเยว่ซินยืนตระหง่านอยู่ไม่ไกล ร่างระหงของนางนิ่งค้างประหนึ่งถูกสาปด้วยมนต์ดำ มือนางยังคงสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้... และนางรู้ดีว่าเหตุใดมันจึงสั่นเช่นนั้นเพราะมันคือ 'มือที่เพิ่งจะแทงเขาด้วยตัวเอง'เซวี่ยอิงคุกเข่าลงข้างกายเซียวหาน มือหนึ่งกดแผล อีกมือหนึ่งวางลงบนชีพจรที่ลำคอเพื่อตรวจสอบร่องรอยของชีวิตที่หลงเหลืออยู่ ใบหน้าของนางตึงเครียดและเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“เขายังไม่ตาย...” เซวี่ยอิงเอ่ยน้ำเสียงสั่นพร่า ท
ตอนที่ 43 มือที่ไม่ใช่ของข้าความเงียบที่เคยใช้เป็นโล่กำบังจิตใจ บัดนี้มันไม่ช่วยอะไรได้อีกต่อไป...บรรยากาศภายในห้องลับของสำนักเงามรณะสั่นสะเทือนด้วยกระแสพลังที่บิดเบี้ยว ทุกลมหายใจที่พ่นออกมาคือไอสังหารที่เข้มข้นจนพร่ามัว เพราะในยามนี้ "ตัวตน" ของผู้ที่ยืนอยู่ใจกลางความมืด ไม่ได้สถิตอยู่ในที่ที่ม
ตอนที่ 42 สิ่งที่กลับมา…ไม่ครบความมืดมิดที่เข้าปกคลุมหลังการระเบิดของพลังวิญญาณนั้นช่างเงียบสงัด... มันเป็นความนิ่งที่ลุ่มลึกและเยือกเย็นประหนึ่งทุกสรรพสิ่งในห้องหินแห่งนี้ถูกแช่แข็งไว้ใต้กาลเวลาที่หยุดหมุน ไร้ซึ่งเสียงลมหายใจ ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว มีเพียงความว่างเปล่าที่หนักอึ้งราวกับภูเขาเหล็กที่
ตอนที่ 47 เป้าหมายของทั้งใต้หล้าเสียงระเบิดกัมปนาทที่ฉีกกระชากสำนักเงามรณะยังไม่ทันมอดดับลงสนิท ทว่ากระแสแห่งความตื่นตระหนกกลับแพร่กระจายออกไปไกลยิ่งกว่าเปลวเพลิง ข่าวลือที่น่าสะพรึงกลัวถูกหอบไปตามสายลม พัดผ่านโรงน้ำชา ตรอกซอกซอย และหออำนาจของทุกสำนักใหญ่ประหนึ่งโรคระบาดที่ไร้ทางรักษา"สำนักศูนย์
ตอนที่ 40 คนที่ไม่มีสิทธิ์ถูกจำ ความเงียบงันภายในห้องหินของสำนักเงามรณะในยามนี้ไม่ใช่เพียงความสงัด แต่มันคือแรงกดดันมหาศาลที่มองไม่เห็น บรรยากาศรอบด้านหนักอึ้งจนประหนึ่งอากาศธาตุกลายเป็นของแข็ง ลมหายใจของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ถูกรั้งรอไว้ที่ลำคอ ราวกับโลกทั้งใบกำลังหยุดหมุนเพื่อเฝ้ามองโศกนาฏกรรม







