Masukตอนที่ 46 สิ่งที่ตื่นใต้เงา
ลมหายใจ... ในวินาทีนี้ มันไม่ใช่ของนางอีกต่อไป บรรยากาศภายในห้องลับของสำนักเงามรณะพลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเงียบที่เคยนิ่งสนิทบัดนี้กลับ "หนักอึ้ง" จนได้ยินเสียงกระดูกลั่นเกรียวเพียงแค่ขยับกาย อากาศโดยรอบบิดเบี้ยวและควบแน่นประหนึ่งกลายเป็นเหล็กกล้าที่มองไม่เห็น กดทับทุกสรรพสิ่งให้จมดิ่งลงสู่กรงขังแห่งเงามืดที่มืดมิดที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จัก ชายชุดดำผู้ลึกลับยังคงยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แววตาของเขาจ้องมองมาที่หลินเยว่ซินด้วยความสงบนิ่งทว่าเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังที่น่าสยดสยอง เขาไม่ได้ขยับเขยื้อน ราวกับกำลัง “รอคอย” วินาทีที่กลไกแห่งหายนะจะเริ่มต้นทำงานอย่างสมบูรณ์ หลินเยว่ซินยืนหยัดอยู่กลางห้องด้วยท่วงท่าที่แข็งกร้าวทว่าไร้ซึ่งความมั่นคง ลมหายใจของนางเริ่มถี่รัวและไม่สม่ำเสมอ ประสาทสัมผัสทุกส่วนถูกจู่โจมด้วยแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ “...ภาชนะ” ถ้อยคำนั้นสะท้อนก้องอยู่ในหัวของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าประหนึ่งเสียงระฆังใบสุดท้ายที่ประกาศจุดจบของความเป็นมนุษย์ ครืน... ครืน... ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะทันได้โต้ตอบ เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นมา... มันไม่ใช่เสียงของนาง และไม่ใช่เสียงของใครในที่แห่งนี้ แต่มันคือเสียงที่ทุ้มต่ำ ลุ่มลึก และเย็นเยียบประหนึ่งมาจาก "ใต้ดิน" ที่ลึกที่สุด “ในที่สุด... เวลาของข้าก็มาถึงเสียที” น้ำเสียงนั้นกึกก้องอยู่ในโสตประสาทของนางประหนึ่งสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางดวงใจ ร่างกายของหลินเยว่ซินกระตุกอย่างรุนแรงประหนึ่งถูกชักใยด้วยเส้นลวดหนามที่แหลมคม มือทั้งสองข้างบิดเกรี้ยวไปเองอย่างผิดรูป เส้นเลือดสีดำปูดโปนขึ้นตามลำคอและใบหน้า ลามเลียขึ้นไปจนถึงดวงตาที่เคยเป็นหยกงาม... บัดนี้สีดำทมิฬเริ่ม “กลืนกิน” นัยน์ตาของนางจนเกือบหมดสิ้น ชายชุดดำคลี่ยิ้มจางๆ พึมพำออกมาแผ่วเบาด้วยความพึงพอใจ “เริ่มแล้วสินะ... การตื่นขึ้นที่แท้จริง” ปัง! พื้นหินที่เคยมั่นคงเริ่มสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นประหนึ่งแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เสียงแตกหักของชั้นหินใต้สำนักดังลึกลงไปนับร้อยวา รอยแยกสีดำพุ่งทะยานขึ้นมาจากพื้นดินประหนึ่งรากของต้นไม้ปีศาจ ควันดำทมิฬที่หนาแน่นจนเกือบกลายเป็นของเหลวทะลักออกมาตามรอยแตกนั้น กลิ่นคาวเลือดเก่าแก่ที่ถูกฝังไว้นับพันปีคละคลุ้งไปทั่วบรรยากาศจนชวนให้คลื่นไส้ เสียงในหัวของนางชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสียงคำรามที่สั่นประสาท “เจ้า... คือข้า... และข้า... ก็คือเจ้า!” “ไม่ใช่! ออกไปจากร่างข้าเดี๋ยวนี้!” หลินเยว่ซินเค้นเสียงออกมาผ่านไรฟันที่ขบกันจนแน่น พลังมารในร่างของนางปะทุออกมาอย่างบ้าคลั่งเพื่อพยายามกดทับเจตจำนงที่แปลกปลอมนั้น ทว่านางกลับพบแต่ความพ่ายแพ้ เสียงหัวเราะที่บิดเบี้ยวและเย็นยะเยือกดังก้องขึ้นสวนกลับมาในทันที “เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า... ในยามนี้เจ้ายังเหลือสิทธิ์ที่จะเลือกสิ่งใดได้อีก?” แรงกดดันมหาศาลพุ่งกระแทกลงมาที่ไหล่ของนางประหนึ่งขุนเขาถล่ม ร่างของหลินเยว่ซินทรุดฮวบลงคุกเข่ากระแทกพื้นหินอย่างรุนแรงจนเลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากปาก ทว่าสิ่งที่น่าสยดสยองยิ่งกว่าคือมือข้างหนึ่งของนางค่อยๆ ยกขึ้นช้าๆ... โดยที่นางไม่ได้ขยับ! ดวงตาของนางบัดนี้ดับวูบลงครึ่งหนึ่งกลายเป็นความมืดที่ไร้ก้นบึ้ง ทว่าอีกครึ่งหนึ่งยังคงฉายชัดถึงความเจ็บปวดและการดิ้นรนเพื่อคงความเป็นคนไว้ “...ออกไป... ได้โปรด...” น้ำเสียงของนางแผ่วเบาและแหบพร่าประหนึ่งเศษแก้วที่ถูกบดละเอียด ทว่าเสียงนั้นกลับถูกกลืนหายไปในความมืดที่ยิ่งใหญ่กว่าอย่างรวดเร็ว “สายไปเสียแล้วสาวน้อย... เจ้าคือเจ้าของบ้านที่ยกกุญแจให้ข้าเองกับมือ!” ปัง!!! แรงระเบิดของพลังสีดำสนิทพุ่งออกจากร่างของนางประหนึ่งคลื่นยักษ์ที่ทำลายล้างทุกสรรพสิ่ง มันกวาดล้างห้องลับจนกำแพงหินแตกร้าวถล่มลงมา ชายชุดดำผู้ยิ่งใหญ่ถึงกับต้องพุ่งตัวถอยหลังไปหลายก้าวเป็นครั้งแรก แววตาของเขามิใช่เพียงความสนใจอีกต่อไป ทว่ามันคือความ “ระแวดระวัง” ถึงขีดสุด หลินเยว่ซินค่อยๆ หยัดยืนขึ้นช้าๆ ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของนางสง่างามทว่าดูผิดมนุษย์มนา สีหน้าที่แสดงออกมาไม่ใช่ความเจ็บปวด และไม่ใช่ความโกรธแค้น ทว่ามันคือความนิ่งสงบที่อำมหิตที่สุด ดวงตาคู่สวยบัดนี้ดำสนิทไร้ซึ่งนัยน์ตาขาวประหนึ่งหลุมดำที่กลืนกินแสงสว่าง ไม่เหลือเศษเสี้ยวของหลินเยว่ซินคนเดิมอีกต่อไป “...อ่อนแอเหลือเกิน” น้ำเสียงที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของนางนั้นไม่ใช่เสียงของนางอีกต่อไป แต่มันคือเสียงของ “มัน” ที่สิงสถิตอยู่เบื้องล่างมานับพันปี นางก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเนิบนาบ ทว่าทุกย่างก้าวกลับทำให้พื้นหินที่หนาหนักแตกละเอียดเป็นผุยผง รังสีอำนาจที่แผ่ออกมาบดขยี้อากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวแหลมสูง ชายชุดดำสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า “เจ้า... เจ้าคือตัวอะไรกันแน่?” รอยยิ้มจางๆ ที่บิดเบี้ยวปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสตรีเบื้องหน้า “ข้าคือสิ่งที่พวกเจ้าเพียรพยายามจะกักขังไว้ใต้พันธนาการโง่ๆ มาตลอดนับร้อยปี... ข้าคือความสัตย์จริงที่ถูกซ่อนไว้ใต้รากฐานของทั้ง 5 สำนักใหญ่!” ชายชุดดำเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง “สิ่งใต้สำนัก... มันตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แล้วจริงๆ งั้นรึ!” นางยกมือขึ้นช้าๆ พลังงานสีดำเข้มข้นมหาศาลรวมตัวกันที่ใจกลางฝ่ามือประหนึ่งดวงอาทิตย์ที่แตกดับ ก่อนที่นางจะปลดปล่อยมันออกมาโดยไร้การยั้งมือ บึ้ม!!! แรงระเบิดมหาศาลฉีกกระชากกำแพงและเพดานสำนักเงามรณะจนพังทลายลงมาประหนึ่งปราสาททราย ทั้งขุนเขาสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นประหนึ่งโลกจะดับสูญ เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังระงมไปทั่วทุกสารทิศ ผู้คนในสำนักต่างล้มระเนระนาดด้วยแรงกดดันที่เหนือธรรมชาติ ลึกลงไปในก้นบึ้งของจิตใจที่ถูกจองจำ เสียงเล็กๆ ของหลินเยว่ซินยังคงสะอื้นไห้ออกมาแผ่วเบา “...หยุดเถอะ... ได้โปรดหยุดการเข่นฆ่านี้เสียที...” ทว่าเสียงอ้อนวอนนั้นกลับถูกเหยียบย่ำและกดทับลงสู่หลุมดำที่ลึกที่สุดอย่างไร้ความเมตตา ท่ามกลางซากปรักหักพังที่กำลังลุกไหม้ด้วยเพลิงมารสีดำ หลินเยว่ซิน (หรือสิ่งที่อยู่ในร่างนาง) ยืนตระหง่านอยู่เพียงลำพังดุจราชินีแห่งหายนะ ดวงตามืดมิดจับจ้องไปยังขอบฟ้าที่ห่างไกลออกไป ทิศทางที่ตั้งของสำนักใหญ่ที่เหลือ นางขยับริมฝีปากเอ่ยประโยคสุดท้ายที่สั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจของเทพเจ้าทุกองค์บนสวรรค์ “...ถึงเวลา... เริ่มการล่าที่แท้จริงเสียที” ความมืดมิดปกคลุมโลกใบนี้อย่างเป็นทางการ และคราวนี้... จะไม่มีแสงสว่างใดที่สามารถหยุดยั้งกรงเล็บของนางได้อีกต่อไป!ตอนที่ 49 สิ่งที่เหลืออยู่ควันธูปและเขม่าดินปืนที่พวยพุ่งจากการระเบิดค่อยๆ จางหายไปอย่างเชื่องช้า ทิ้งไว้เพียงทัศนียภาพของความพินาศที่เงียบสงัด... สนามรบที่เคยเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงโลหะปะทะกัน บัดนี้กลับนิ่งงันประหนึ่งสุสานที่ไร้เสียงวิญญาณไม่มีเสียงโหยหาจากผู้บาดเจ็บ ไม่มีเสียงคำรามจากผู้ล่า มีเพียง "ความนิ่งที่ผิดปกติ" ที่กดทับบรรยากาศจนรู้สึกอึดอัดประหนึ่งหายใจเอาก้อนน้ำแข็งเข้าไปในปอด ทุกสรรพสิ่งดูเหมือนจะยอมสยบต่อตัวตนใหม่ที่กำลังยืนหยัดอยู่ ณ ใจกลางซากปรักหักพังนั้นท่ามกลางเศษหินและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง ปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่หลินเยว่ซิน... หรือหากจะกล่าวให้ถูกต้อง คือ "สิ่งที่เคยเป็นนาง"บัดนี้ดวงตาที่เคยแปรเปลี่ยนระหว่างสีแดงคลั่งและสีดำมืดกลับคืนสู่สภาวะสงบ ทว่ามันไม่ใช่ความสงบของมนุษย์ ดวงตาคู่นั้นไม่แดงและไม่ดำ แต่มันกลับ "ว่างเปล่า" ประหนึ่งหลุมมืดที่ไร้แสงสะท้อน ไม่มีแววแห่งอารมณ์ ไม่มีความลังเลใจ และไม่มีรอยร้าวแห่งความทรมานเหลืออยู่แม้เพียงนิดนางยืนนิ่งประหนึ่งรูปสลักน้ำแข็งที่ไม่มีวันหลอมละลาย ทุกลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอและนิ่งสงบผิดธรร
ตอนที่ 48 ระหว่างฆ่า…หรือช่วยสายลมที่เคยพัดกรรโชกแรงพลันหยุดนิ่งลงกะทันหันประหนึ่งถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากทิ้ง เสียงกรีดร้องและเสียงอาวุธปะทะกันรอบด้านเลือนหายไปในความสลัว เหลือเพียงความเงียบงัดที่น่าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ราวกับว่าทั้งโลกกำลัง "กลั้นหายใจ" เพื่อเฝ้ามองเหตุการณ์ที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้ายุทธภพไปตลอดกาลเบื้องหน้าของสำนักที่พังทลาย ชายชุดดำลึกลับยืนตระหง่านอยู่กลางวงล้อมของซากปรักหักพัง ดวงตาของเขานิ่งสนิททว่าลุ่มลึกประหนึ่งมหาสมุทรที่ยากจะหยั่งถึง ตรงข้ามกันนั้นคือ หลินเยว่ซิน สตรีผู้ถูกพันธนาการด้วยพลังที่มืดมิดที่สุดเท่าที่เคยมีมา นางยืนอยู่ตรงนั้น ร่างกายสั่นระริกด้วยแรงขับเคลื่อนของสิ่งที่สิงสู่อยู่ภายในคนทั้งสองยืนห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว ทว่าความรู้สึกกลับดูเหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นกลางไว้ มันคือเส้นแบ่งระหว่างความเป็นมนุษย์และความวิปลาสที่กำลังจะพังทลายลงในไม่ช้าชายชุดดำจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ดำมืดของนาง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบทว่าหนักแน่นประหนึ่งขุนเขา“ข้าจะถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย...”เสียงของเขาดังกังวานไปทั่วบริเวณที่เงียบสงัด “...เจ้า
ตอนที่ 47 เป้าหมายของทั้งใต้หล้าเสียงระเบิดกัมปนาทที่ฉีกกระชากสำนักเงามรณะยังไม่ทันมอดดับลงสนิท ทว่ากระแสแห่งความตื่นตระหนกกลับแพร่กระจายออกไปไกลยิ่งกว่าเปลวเพลิง ข่าวลือที่น่าสะพรึงกลัวถูกหอบไปตามสายลม พัดผ่านโรงน้ำชา ตรอกซอกซอย และหออำนาจของทุกสำนักใหญ่ประหนึ่งโรคระบาดที่ไร้ทางรักษา"สำนักศูนย์กลางถูกถล่มยับเยิน... ปราการหินที่แข็งแกร่งที่สุดพังทลายลงในคืนเดียว!""พลังมืดจากบรรพกาลตื่นขึ้นแล้ว... มันสิงสถิตอยู่ในร่างสตรีนางหนึ่ง!""นางผู้นั้น... เสียสิ้นสติสัมปชัญญะและกลายเป็นปีศาจที่ไม่มีใครควบคุมได้อีกต่อไป!"จากทายาทตระกูลหลินผู้สูงส่ง บัดนี้ชื่อของ "หลินเยว่ซิน" ถูกจารึกไว้ในฐานะ "ภัยพิบัติสีดำ" ที่ต้องถูกกำจัดออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ชื่อของนางถูกพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความหวาดกลัว และนั่นนำไปสู่การขยับเขยื้อนของกลไกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกยุทธภพเหล่าเจ้าสำนักจากทั้ง 5 ทิศส่งคำสั่งสั้นกระชับทว่าเด็ดขาดออกไปพร้อมกันประหนึ่งนัดหมาย ไม่มีคำว่า "จับกุม" ไม่มีคำว่า "เจรจา" และไม่มีที่ว่างสำหรับความเมตตา คำสั่งเดียวที่เหล่ายอดฝีมือและมือสังหารรับทราบคือ "ฆ่า" นักล่าค่าหัว ยอดฝีมือสั
ตอนที่ 46 สิ่งที่ตื่นใต้เงาลมหายใจ...ในวินาทีนี้ มันไม่ใช่ของนางอีกต่อไปบรรยากาศภายในห้องลับของสำนักเงามรณะพลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเงียบที่เคยนิ่งสนิทบัดนี้กลับ "หนักอึ้ง" จนได้ยินเสียงกระดูกลั่นเกรียวเพียงแค่ขยับกาย อากาศโดยรอบบิดเบี้ยวและควบแน่นประหนึ่งกลายเป็นเหล็กกล้าที่มองไม่เห็น กดทับทุกสรรพสิ่งให้จมดิ่งลงสู่กรงขังแห่งเงามืดที่มืดมิดที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จักชายชุดดำผู้ลึกลับยังคงยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แววตาของเขาจ้องมองมาที่หลินเยว่ซินด้วยความสงบนิ่งทว่าเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังที่น่าสยดสยอง เขาไม่ได้ขยับเขยื้อน ราวกับกำลัง “รอคอย” วินาทีที่กลไกแห่งหายนะจะเริ่มต้นทำงานอย่างสมบูรณ์หลินเยว่ซินยืนหยัดอยู่กลางห้องด้วยท่วงท่าที่แข็งกร้าวทว่าไร้ซึ่งความมั่นคง ลมหายใจของนางเริ่มถี่รัวและไม่สม่ำเสมอ ประสาทสัมผัสทุกส่วนถูกจู่โจมด้วยแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ“...ภาชนะ”ถ้อยคำนั้นสะท้อนก้องอยู่ในหัวของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าประหนึ่งเสียงระฆังใบสุดท้ายที่ประกาศจุดจบของความเป็นมนุษย์ครืน... ครืน...ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะทันได้โต้ตอบ เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นมา... มัน
ตอนที่ 45 สิ่งที่เริ่มไม่ใช่ข้าเสียงฝีเท้า...มันดังสะท้อนก้องอยู่ในโถงทางเดินหินที่มืดมิดและหนาวเหน็บเพียงลำพัง ทุกลมหายใจที่พ่นออกมาเป็นไอสีขาวจางๆ บ่งบอกถึงชีวิตที่ยังหลงเหลือ ทว่าในความเงียบงันที่บีบคั้นประสาทนี้ กลับไม่มีเสียงของใครอื่นอีกเลย มีเพียงร่างระหงที่ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างโดดเดี่ยวประหนึ่งวิญญาณที่หลงทางอยู่ในนรกที่ตนเองเป็นคนสร้างขึ้นทางเดินยาวเหยียดเบื้องหน้ามืดมิดและเย็นเยือกประหนึ่งปากของอสูรกายที่ไม่มีวันอิ่มหนำ หลินเยว่ซิน ก้าวเดินไปตามทางนั้นอย่างสม่ำเสมอ นางไม่ได้เร่งรีบ และไม่ได้หยุดพัก ทุกลมหายใจของนางหนักอึ้งประหนึ่งแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่านางไม่หันกลับไปมองเบื้องหลัง...แม้จะรู้ดีว่า "สิ่งที่อยู่ข้างหลัง" คือซากศพของความรักและลมหายใจสุดท้ายของชายที่นางรักที่สุดที่เพิ่งดับสูญไป แต่นางกลับบังคับตัวเองให้ก้าวเดินต่อประหนึ่งหุ่นเชิดที่ไร้หัวใจ นางรู้ว่าหากหันกลับไปเพียงวินาทีเดียว... เศษเสี้ยวที่เหลืออยู่ของวิญญาณนางจะแตกสลายจนไม่อาจประกอบคืนได้อีกตลอดกาลความเงียบภายนอกไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย เพราะภายในหัวของนาง... มันไม่เคยเงียบลงแม้เพียงเสี้ยววินาที เสีย
ตอนที่ 44 มือที่ต้องปล่อยหยาดโลหิตสีแดงฉานยังคงไหลรินออกมาจากบาดแผลที่หน้าอกของเขา... มันไหลซึมผ่านง่ามนิ้วของเซวี่ยอิงที่พยายามกดห้ามเลือดเอาไว้ ทว่ากลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนิ่ง กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายเย็นเยือกของสำนักเงามรณะ ยิ่งตอกย้ำถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาทักทายชายหนุ่มผู้เป็นดั่งดวงใจเซียวหาน นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นหินที่หนาวเหน็บ ใบหน้าที่เคยคมคายบัดนี้ซีดเผือดประหนึ่งกระดาษขาว ลมหายใจของเขาแผ่วเบาและขาดห้วงจนแทบสัมผัสไม่ได้ ทุกลมเข้าออกคือความทรมานที่แสนสาหัสความเงียบที่ปกคลุมห้องหินในยามนี้ช่างหนักอึ้งและบีบคั้นประสาทจนแทบคลั่ง หลินเยว่ซินยืนตระหง่านอยู่ไม่ไกล ร่างระหงของนางนิ่งค้างประหนึ่งถูกสาปด้วยมนต์ดำ มือนางยังคงสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้... และนางรู้ดีว่าเหตุใดมันจึงสั่นเช่นนั้นเพราะมันคือ 'มือที่เพิ่งจะแทงเขาด้วยตัวเอง'เซวี่ยอิงคุกเข่าลงข้างกายเซียวหาน มือหนึ่งกดแผล อีกมือหนึ่งวางลงบนชีพจรที่ลำคอเพื่อตรวจสอบร่องรอยของชีวิตที่หลงเหลืออยู่ ใบหน้าของนางตึงเครียดและเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“เขายังไม่ตาย...” เซวี่ยอิงเอ่ยน้ำเสียงสั่นพร่า ท
ตอนที่ 40 คนที่ไม่มีสิทธิ์ถูกจำ ความเงียบงันภายในห้องหินของสำนักเงามรณะในยามนี้ไม่ใช่เพียงความสงัด แต่มันคือแรงกดดันมหาศาลที่มองไม่เห็น บรรยากาศรอบด้านหนักอึ้งจนประหนึ่งอากาศธาตุกลายเป็นของแข็ง ลมหายใจของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ถูกรั้งรอไว้ที่ลำคอ ราวกับโลกทั้งใบกำลังหยุดหมุนเพื่อเฝ้ามองโศกนาฏกรรม
ตอนที่ 39 สิ่งที่ต้องทิ้ง ความเงียบสงัดภายในห้องหินยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ มันกดทับบรรยากาศรอบกายจนอึดอัดประหนึ่งหายใจเอาไอเย็นจัดเข้าไปในปอด หยาดเลือดสีแดงเข้มจากบาดแผลของหลินเยว่ซินหยดลงกระทบพื้นหินเสียงดัง แหมะ... แหมะ... ชัดเจนท่ามกลางความสงัดปานป่าช้า ทุกลมหายใจที่พ่นออกมาเป็นไอขา
ตอนที่ 38 คนที่ไม่ใช่เขา หิมะภายนอกยังคงโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย ประหนึ่งหยาดน้ำตาจากสรวงสวรรค์ที่แข็งตัวเป็นผลึกแก้ว มันร่วงหล่นลงมาอย่างเชื่องช้า เงียบเชียบ และเยือกเย็น จนทำให้โลกทั้งใบตกอยู่ในภวังค์แห่งความเหน็บหนาวที่กัดกินไปถึงขั้วหัวใจ ทว่าภายในกำแพงหินอันหนาทึบของสำนักเงามรณะ ความหนาวเห
ตอนที่ 37 ดินแดนที่ไม่มีชื่อ สายลมเหนือพัดกรรโชกหอบเอาไอเย็นจัดกรีดผ่านผิวหนังประหนึ่งใบมีดอาบยาพิษ มันไม่ได้เพียงแค่หนาว แต่มันคือความ "เจ็บ" ที่ซึมลึกเข้าสู่กระดูก ยิ่งพวกนางก้าวเดินลึกเข้าไปในเขตหุบเขาไร้รัก อุณหภูมิรอบกายก็ยิ่งดิ่งวูบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอขาวหนาทึบ เบื้องหน้าคือเทือกเขาสูงตระ







