Home / รักโบราณ / ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์ / ตอนที่ 4 คืนแรกในวังหลัง

Share

ตอนที่ 4 คืนแรกในวังหลัง

last update Petsa ng paglalathala: 2026-05-22 00:58:56

แสงจันทร์นวลตาฉาบไล้ลงบนหลังคากระเบื้องสีหม่นของ ตำหนักมู่ตาน สถานที่ที่ถูกขนานนามว่าเป็น "ตำหนักลืมเลือน" ตั้งอยู่สุดเขตพระราชฐานทิศตะวันตก ความเงียบสงัดของที่นี่แตกต่างจากความคึกคักในตำหนักอื่นราวกับคนละโลก ลมฤดูหนาวพัดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้ส่งเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงคร่ำครวญของเหล่าสตรีที่เคยถูกฝังทั้งเป็นอยู่ในกรงทองแห่งนี้

หลินชิงเยียน นั่งอยู่บนเตียงไม้แคบๆ ที่มีฟูกปูเพียงชั้นเดียว นางมองดูเงาของตัวเองที่สะท้อนบนผนังด้วยแสงเทียนริบหรี่ ในมือถือผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กที่ปักลายดอกเหลียน (บัวหลวง) ซึ่งนางปักเองในวันที่ตัดสินใจจะกลับมาแก้ไขโชคชะตา

"คุณหนูเจ้าคะ... บ่าวเช็ดฝุ่นพอให้เอนหลังได้แล้วเจ้าค่ะ แต่ที่นอนนี้ช่างหยาบกระด้างนัก ผ้าห่มก็บางเหลือเกิน หากเป็นที่จวน ท่านพ่อคงไม่ยอมให้คุณหนูต้องลำบากเช่นนี้" ชุ่ยเอ๋อร์เอ่ยเสียงสั่นขณะจัดวางตะเกียงน้ำมันตัวเก่า

ชิงเยียนคลี่ยิ้มบางเบา นางยื่นมือไปกุมมือที่เย็นเฉียบของสาวใช้คนสนิท "ชุ่ยเอ๋อร์ เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเรามาที่นี่เพื่ออะไร? ความลำบากกายเป็นเรื่องชั่วคราว แต่ความตายในชาติก่อนนั้นเป็นเรื่องนิรันดร์ หากข้าทนความเย็นของผ้าห่มผืนนี้ไม่ได้ ข้าจะทนต่อความอำมหิตของคนในวังได้อย่างไร"

นางลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่บานหน้าต่าง มองออกไปเห็นยอดกำแพงวังที่สูงตระหง่าน บดบังอิสรภาพของนางไปโดยสิ้นเชิง

ในขณะเดียวกัน ณ ตำหนักจิ่งเหริน สถานที่ประทับของ ฉินกุ้ยเฟยผู้ทรงอำนาจ บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานราคาแพงและแสงโคมโชติช่วง ฉินกุ้ยเฟยนั่งอยู่บนตั่งทองคำ สวมชุดแพรไหมสีแดงเพลิงที่ปักลายหงส์ทองคำสลับทับทิม นางกำลังให้พนักงานนวดคลึงที่ฝ่าเท้าอย่างสบายอารมณ์

"นางเด็กตระกูลหลินนั่น... ตอนนี้อยู่ที่ไหน?" กุ้ยเฟยเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเยือกเย็น

"ทูลพระสนม กงกงหลี่จัดให้นางไปอยู่ที่ตำหนักมู่ตานท้ายวังตามคำสั่งของพระนางแล้วเพคะ" นางกำนัลคนสนิทรายงานพร้อมรอยยิ้มประจบ "ที่นั่นไร้ผู้คน ไร้แสงไฟ ฮ่องเต้มิเคยเสด็จผ่านแม้แต่เงา อีกไม่กี่เดือนนางคงจะกลายเป็นคนบ้าที่ถูกลืมไปเองเพคะ"

ฉินกุ้ยเฟยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ "ดี... นางมีความงามที่อันตรายเกินไป ดวงตาของนางนิ่งสงบจนข้าหงุดหงิด คนอย่างหลินชิงเยียนไม่ควรได้รับโอกาสให้เห็นหน้าฮ่องเต้แม้แต่ครั้งเดียว เจ้าจงสั่งคนให้คอยตัดเบี้ยหวัดและเสบียงของตำหนักมู่ตานเสีย ทำให้พวกนางรู้ว่า... ในวังนี้ ใครคือเจ้าชีวิตที่แท้จริง"

"รับด้วยเกล้าเพคะ"

กลับมาที่ตำหนักมู่ตาน ชิงเยียนรู้ดีว่าคืนแรกนี้คือบททดสอบแรก นางไม่ได้ล้มตัวลงนอนทันที แต่นางกลับหยิบตลับยา ขนาดเล็กที่ซ่อนไว้ในสาบเสื้อออกมา ภายในคือผงสมุนไพรพิเศษที่นางเตรียมมาเพื่อบำรุงผิวพรรณและสร้างกลิ่นกายที่เฉพาะตัว กลิ่นของมันหอมละมุนดุจดอกพุดซ้อนยามค่ำคืน เป็นกลิ่นที่ดูบริสุทธิ์แต่เย้ายวนลึกๆ

"ชุ่ยเอ๋อร์ ช่วยข้าต้มน้ำร้อนสักนิด ข้าจะอาบน้ำ"

"คุณหนู... อากาศหนาวเช่นนี้ น้ำร้อนในครัวหลวงคงถูกตัดไปแล้วเจ้าค่ะ บ่าวเห็นขันทีเฝ้าประตูเดินไปนอนหลับตั้งแต่หัวค่ำแล้ว"

ชิงเยียนพยักหน้าอย่างไม่แปลกใจ "ไม่เป็นไร น้ำเย็นก็ได้ ข้าต้องล้างคราบฝุ่นจากการเดินทางออกไปเสียให้หมด วังหลังคือเวทีการแสดง และข้าต้องพร้อมที่จะปรากฏตัวในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดเสมอ แม้จะมีเพียงนกฮูกเป็นคนดูในตอนนี้ก็ตาม"

นางผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วใช้น้ำเย็นจัดลูบไล้ไปตามผิวกาย ความเย็นสะท้านทำให้ร่างบางสั่นสะท้าน แต่นางกลับกัดฟันสู้ ความเจ็บปวดนี้เทียบไม่ได้เลยกับพิษที่กัดกินลำไส้ในวันนั้น นางนึกถึงใบหน้าของหลินเยี่ยฉือ พี่สาวที่บัดนี้คงกำลังเสวยสุข (หรืออาจจะระทม) อยู่ในจวนโหว

พี่สาว... ท่านส่งข้ามาในที่ที่มืดมิดที่สุด เพราะท่านคิดว่าแสงสว่างจะส่องมาไม่ถึงข้า

แต่ท่านลืมไปว่า... ยิ่งมืดเท่าไหร่ แสงเทียนเพียงเล่มเดียวก็จะยิ่งดูโดดเด่นและมีค่ามากเท่านั้น

หลังจากอาบน้ำเสร็จ ชิงเยียนสวมชุดนอนสีขาวสะอาดตานั่งลงที่โต๊ะไม้ นางหยิบกู่เจิ้ง (พิณจีน) ตัวเก่าที่นางขอติดตัวมาด้วยขึ้นมาวาง แม้สายของมันจะเริ่มเก่าและไม้มีรอยถลอก แต่นางกลับสัมผัสมันด้วยความทะนุถนอม

นางเริ่มขยับปลายนิ้วเบาๆ เสียงพิณกังวานออกมาท่ามกลางความเงียบ บทเพลงที่นางเล่นมิใช่เพลงรื่นเริงหรูหรา แต่มันคือบทเพลง "เหมยฮวาในหิมะ" ซึ่งเป็นเพลงที่พรรณนาถึงความอดทนของดอกไม้ที่เบ่งบานท่ามกลางความหนาวเหน็บเพียงลำพัง

เสียงพิณแว่วไปตามสายลม พุ่งผ่านกำแพงที่ชำรุดออกไปสู่เขตอุทยานหลวงที่อยู่ไม่ไกล

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เซียวจื่อเซียน ฮ่องเต้ผู้มีฉายาทรราชหน้าตาย ทรงดำเนินเล่นในอุทยานหลวงเพียงลำพัง องครักษ์เงาติดตามอยู่ไกลๆ ตามพระราชประสงค์ พระองค์มักจะใช้ความมืดและความเงียบเพื่อสงบสติจากความวุ่นวายในราชสำนักและการแก่งแย่งของเหล่าขุนนาง

จู่ๆ เสียงพิณที่แฝงไปด้วยความเหงาและเยือกเย็นก็ลอยมากระทบโสตประสาท

พระองค์ทรงหยุดนิ่ง แววตาคมปลาบดุจพยัคฆ์หันไปทางทิศตะวันตก "นั่นคือทิศของตำหนักมู่ตานมิใช่หรือ?"

"พะยะค่ะฝ่าบาท" องครักษ์เงาปรากฏตัวขึ้นทูลตอบ "เป็นตำหนักร้างที่ใช้พำนักของเหล่านางสนมใหม่ที่ถูกลืมพะยะค่ะ"

เซียวจื่อเซียนขมวดคิ้ว บทเพลงนี้ไม่มีความประจบประแจงเหมือนที่พระองค์มักจะได้ยินจากเหล่าสนมโปรด มันมีความหยิ่งทะนงและความเศร้าที่ลึกซึ้ง ราวกับผู้เล่นกำลังระบายความในใจกับดวงจันทร์มากกว่าที่จะเรียกร้องความสนใจจากใคร

"ใครพำนักอยู่ที่นั่น?"

"ทูลฝ่าบาท... คือแม่นางหลินชิงเยียน บุตรสาวราชครูหลินพะยะค่ะ"

ชื่อนี้ทำให้ฮ่องเต้หนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง พระองค์ทรงจำได้ว่าราชครูหลินมีบุตรสาวสองคน คนพี่คือเยี่ยฉือที่เคยมีท่าทีทะเยอทะยานจนพระองค์ทรงรำคาญใจ แต่นี่คือคนน้อง... คนที่ถูกส่งมาอยู่ในที่รกร้างแห่งนี้ตั้งแต่วันแรก

"หลินชิงเยียนงั้นหรือ..." พระองค์พึมพำ มุมปากที่เคยเรียบตึงกลับขยับเพียงนิด "น่าสนใจ เพลงของนาง... มีกลิ่นอายของความตายและความหวังผสมกันอยู่อย่างประหลาด"

แต่พระองค์มิได้เสด็จไปที่นั่นทันที ฮ่องเต้ผู้ระแวดระวังทรงรู้ดีว่าสตรีในวังมักจะมีอุบายร้อยแปด พระองค์เพียงแต่ยืนสดับฟังจนจบเพลง ก่อนจะดำเนินกลับตำหนักที่ประทับโดยมิได้ตรัสอะไรอีก

ชิงเยียนหยุดมือจากการเล่นพิณ นางสัมผัสได้ถึงกระแสลมที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย แม้จะไม่เห็นใคร แต่นางก็เดาได้ว่าเสียงพิณของนางคงจะเดินทางไปถึงใครบางคนแล้ว

"คุณหนูเจ้าคะ ดึกมากแล้ว พักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ" ชุ่ยเอ๋อร์เอ่ยเตือน

ชิงเยียนพยักหน้า นางดับเทียนแล้วล้มตัวลงนอนบนฟูกที่แข็งกระด้าง ความมืดมิดเข้าปกคลุมห้อง แต่ในหัวของนางกลับแจ่มชัดด้วยแผนการขั้นต่อไป

คืนแรกผ่านไปแล้ว... ข้าได้วางหมากตัวแรกทิ้งไว้ในสายลม

พรุ่งนี้ ความลำบากจะเริ่มต้นขึ้นจริงๆ และข้า... จะแสดงให้ฉินกุ้ยเฟยเห็นว่า ยิ่งนางกดข้าให้ต่ำเพียงใด ข้าก็จะยิ่งถีบตัวขึ้นสูงได้แรงเพียงนั้น

นางหลับตาลงพร้อมกับความแค้นที่เปลี่ยนเป็นพลังขับเคลื่อน ในความมืดมิดของคืนแรกในวังหลวง หลินชิงเยียนไม่ได้ฝันร้ายเหมือนที่เคยเป็นมาตลอดหลายปี แต่นางฝันถึงวันที่นางจะได้ยืนอยู่เหนือทุกคนในวังแห่งนี้ วันที่ความยุติธรรมจะถูกทวงคืนด้วยน้ำมือของนางเอง

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 30 เงาสะท้อนในกาลเวลา (ตอนจบ)

    สิบปีผ่านไป...ท่ามกลางความเงียบสงบของ 'ศาลาคืนวาร' ที่ตั้งอยู่ลึกที่สุดในอุทยานหลวง หลินชิงเยียนในวัยสามสิบเศษยังคงความงดงามไว้อย่างน่าอัศจรรย์ ท่วงท่าของนางบัดนี้เต็มไปด้วยความสุขุมของมารดาแห่งแผ่นดิน นางกำลังนั่งมองเซียวหมิงอวี่ รัชทายาทวัยสิบห้าปีที่กำลังขะมักเขม้นกับการคัดอักษร และบุตรสาวคนเล็ก องค์หญิงเซียวหลิงเอ๋อร์ วัยแปดขวบที่กำลังวิ่งเล่นไล่จับผีเสื้ออยู่ไม่ไกล"เสด็จแม่พะยะค่ะ..." หมิงอวี่วางพู่กันลงแล้วเงยหน้าขึ้น "ลูกสงสัยนัก ในตำราประวัติศาสตร์ราชวงศ์บันทึกไว้เพียงว่าเสด็จแม่ทรงฝ่าฟันอุปสรรคมามากมายจนได้ครองบัลลังก์หงส์ แต่เหตุใด... ในแววตาของเสด็จแม่ยามมองไปยังตำหนักเย็น หรือจวนตระกูลหลินที่ร้างผู้คน ถึงได้ดูเศร้าสร้อยและลึกซึ้งเพียงนั้น?"ชิงเยียนนิ่งไปครู่หนึ่ง นางวางถ้วยชาลงช้าๆ แล้วกวักมือเรียกบุตรชายเข้ามาใกล้ "หมิงอวี่... โลกนี้ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยง่าย ความสงบที่เจ้าเห็นในวันนี้ แลกมาด้วยหยดเลือด น้ำตา และการตัดสินใจที่ยากลำบากในอดีต""ลูกอยากรู้พะยะค่ะ... ว่าแท้จริงแล้ว 'ชัยชนะ' ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคืออะไร? คือการกำจัดศัตรูให้พินาศสิ้น หรือคือการครอบครองอำนาจ?"ชิงเย

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 29 ใต้ร่มเงาแห่งรัก

    เวลาผันผ่านไปราวกับสายน้ำที่ไหลรินอย่างสงบ ห้าปีผ่านไปนับตั้งแต่พิธีสถาปนาฮองเฮาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ บัดนี้แผ่นดินชิงก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความมั่งคั่งและร่มเย็นอย่างถึงขีดสุด ราษฎรต่างสรรเสริญการปกครองของมังกรผู้ปรีชาและหงส์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาภายในอุทยานหลวงที่เต็มไปด้วยดอกเหมยสีแดงบานสะพรั่งท่ามกลางหิมะโปรยปราย หลินชิงเยียนในวัยที่สง่างามและสุขุมยิ่งกว่าครั้งใด ประทับนั่งอยู่บนศาลาไม้หอม ทอดพระเนตรดูเด็กชายตัวน้อยวัยห้าขวบที่กำลังฝึกยิงธนูไม้เล็กๆ อย่างขะมักเขม้น โดยมีมังกรหนุ่มอย่าง เซียวจื่อเซียนคอยประคองแขนสอนท่วงท่าอยู่ไม่ห่าง"เสด็จแม่! ลูกยิงถูกเป้าแล้วพะยะค่ะ!" เซียวหมิงอวี่ร้องเรียกด้วยความดีใจพลางวิ่งเข้ามากอดเอวชิงเยียน ใบหน้าถอดแบบมาจากฮ่องเต้ราวกับพิมพ์เดียว แต่ดวงตาคู่นั้นกลับใสซื่อและเฉลียวฉลาดเหมือนมารดาชิงเยียนใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อบนหน้าผากของบุตรชายอย่างอ่อนโยน "เก่งมากหมิงอวี่ แต่จำไว้นะลูก ธนูมีไว้เพื่อปกป้อง มิใช่เพื่อทำลาย ยิ่งเจ้ามีอำนาจมากเท่าใด ใจของเจ้าต้องอ่อนน้อมต่อราษฎรมากเท่านั้น""ลูกจะจำไว้พะยะค่ะ" เด็กน้อยรับคำอย่างแข็งขันก่อนจะวิ่งไปหา

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 28 สถาปนาฮองเฮา

    รุ่งอรุณแห่งประวัติศาสตร์มาถึง ท้องฟ้าเหนือพระราชวังหลวงถูกย้อมด้วยสีทองละมุน เสียงแตรสังข์และกลองศึกดังประโคมกึกก้องไปทั่วทั้งพระนคร เป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นพระราชพิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ — พิธีสถาปนาฮองเฮาคู่บัลลังก์ภายในตำหนักฉีเสียง บรรยากาศเต็มไปด้วยความปีติและสำรวม หลินชิงเยียนนั่งสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ นางกำนัลอาวุโสนับสิบคนกำลังปรนนิบัติแต่งกายให้นางด้วยความประณีตสูงสุด ชุดพิธีการสีแดงเข้มที่ปักลวดลายหงส์ทองผงาดฟ้าด้วยดิ้นทองคำแท้ดูงดงามราวกับมีชีวิต ทุกฝีเข็มที่ปักลงบนอาภรณ์ชุดนี้เปรียบเสมือนรอยจารึกแห่งการต่อสู้และการดิ้นรนที่ชิงเยียนผ่านมาตลอดสองชาติภพ"พระนางทรงงดงามเหลือเกินเพคะ" ชุ่ยเอ๋อร์ เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขณะบรรจงสวมฉลองพระบาทปักลายมงคลให้นาง "จากคุณหนูในเรือนร้าง สู่มารดาแห่งแผ่นดิน... หม่อมฉันดีใจที่ได้อยู่รับใช้พระนางมาจนถึงวันนี้เพคะ"ชิงเยียนยิ้มบางๆ ผ่านคันฉ่อง แววตาของนางมิได้มีความเย่อหยิ่งทระนงทว่าเปี่ยมไปด้วยความสุขุมลุ่มลึก "ชุ่ยเอ๋อร์... ตำแหน่งนี้มิใช่รางวัลของข้าเพียงคนเดียว แต่มันคือชัยชนะของพวกเราทุกคนที่เชื่อม

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 27 บ่วงกรรมที่สิ้นสุด

    กลิ่นธูปหอมจางๆ อบอวลอยู่ภายในห้องพระลับของตำหนักฉีเสียง หลินชิงเยียนในชุดคลุมสีทองเรียบง่ายนั่งสงบนิ่งอยู่หน้าป้ายวิญญาณของมารดาที่นางแอบนำมาประดิษฐานไว้ บัดนี้เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนเต็มหลังจากที่องค์ชายน้อยหมิงอวี่ลืมตาดูโลก ร่างกายของนางกลับมาแข็งแรงและผุดผ่องยิ่งกว่าครั้งใด ทว่าในใจของนางกลับโหยหาความสงบเพื่อปิดฉาก "บ่วงกรรม" ทั้งหมดอย่างแท้จริง"ท่านแม่เพคะ... วันนี้ลูกนำความสำเร็จมาบอกท่าน" ชิงเยียนพึมพำพลางวางดอกบัวขาวลงหน้าป้ายวิญญาณ "ศัตรูที่เคยทำร้ายเราพินาศสิ้นแล้ว เลือดเนื้อเชื้อไขของลูกได้กลายเป็นรัชทายาทแห่งแผ่นดิน บ่วงแค้นที่ลูกแบกมาจากชาติปางก่อน... บัดนี้ลูกขอวางมันลงที่นี่เพคะ"นางหลับตาลง ภาพเหตุการณ์นองเลือดในอดีต ภาพใบหน้าอันบิดเบี้ยวของเยี่ยฉือ และภาพความโหดร้ายของฉินกุ้ยเฟยค่อยๆ จางหายไปจากห้วงคำนึงราวกับถูกสายน้ำแห่งกาลเวลาชะล้างจนสะอาดณ ลานประหารหน้าประตูเมืองในวันเดียวกันนั้นเอง ราชโองการฉบับสุดท้ายถูกอ่านออกเสียงท่ามกลางพยานนับพัน หลินกั๋วตง อดีตบิดาผู้ทรยศต่อคุณธรรม บัดนี้ร่างกายซูบผอมเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกจากการตรากตรำแรงงานหนักที่ชายแดน เขาถูกคุมตัวกลับ

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 26 การประสูติของมังกร

    ลมสารทฤดูพัดโบกผ่านยอดตำหนักฉีเสียง นำพาความเย็นสดชื่นมาสู่บรรยากาศที่แสนจะตึงเครียด ภายในห้องบรรทมที่ถูกเตรียมพร้อมไว้อย่างแน่นหนา กลิ่นสมุนไพรอุ่นๆ และน้ำอุ่นถูกจัดเตรียมไว้โดยนางกำนัลที่คัดเลือกมาอย่างดีที่สุด บัดนี้ถึงเวลาที่ทั่วทั้งแผ่นดินต่างเฝ้ารอคอย — การประสูติของทายาทมังกรหลินชิงเยียนนอนบนแท่นบรรทม ใบหน้าของนางชุ่มไปด้วยเหงื่อและความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามาเป็นระลอก มือบางกำผ้าปูที่นอนแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด แม้นางจะเคยผ่านความตายมาแล้ว แต่ความเจ็บปวดจากการให้กำเนิดชีวิตใหม่นั้นช่างเหนือคำบรรยาย"พระสนมเพคะ ทรงอดทนอีกนิดนะเพคะ เห็นพระเศียรแล้วเพคะ!" หมอหลวงซ่งและแม่หมอหลวงตำแยต่างให้กำลังใจด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือด้วยความตื่นเต้นณ โถงด้านหน้าตำหนักเซียวจื่อเซียนทรงดำเนินกลับไปกลับมาด้วยความกระวนกระวายใจ พระองค์มิอาจนั่งนิ่งบนบัลลังก์ได้ในยามที่สตรีอันเป็นที่รักกำลังเสี่ยงชีวิตเพื่อบุตรของพระองค์ ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของชิงเยียนเล็ดลอดออกมา หัวใจของมังกรผู้เกรียงไกรกลับรู้สึกเหมือนถูกบีบคั้นจนแทบแหลกสลาย"ฝ่าบาททรงใจเย็นลงเถิดพะยะค่ะ หวงกุ้ยเฟยทรงมีบุญบารม

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 25 ศึกนอกวังหลัง

    แม้ลมพายุภายในวังหลังจะสงบลงด้วยความตายของพี่สาวและแม่เลี้ยง ทว่าท้องฟ้าเบื้องบนแผ่นดินชิงกลับมิได้ปลอดโปร่งอย่างที่คิด เมื่อข่าวการตั้งครรภ์ของหลินหวงกุ้ยเฟยแพร่สะพัดออกไปนอกกำแพงวังหลวง บรรดาขุนนางเฒ่าหัวแข็งและขั้วอำนาจเก่าที่เหลืออยู่กลับนั่งไม่ติดพื้น พวกเขามองว่าหากชิงเยียนประสูติพระโอรส อำนาจของตระกูลขุนนางดั้งเดิมจะถูกกวาดล้างจนสิ้นซากด้วยน้ำมือของฮ่องเต้ที่ลุ่มหลงในตัวนางณ จวนใต้เท้าเว่ยเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้กุมกำลังพลบางส่วนและเป็นแกนนำขุนนางฝ่ายอนุรักษ์นิยม บรรยากาศภายในห้องลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด"เราปล่อยให้สตรีไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างนางนั่งบัลลังก์หงส์ไม่ได้!" ใต้เท้าเว่ยทุบโต๊ะเสียงดัง "หากนางมีองค์ชาย ฝ่าบาทจะทรงสถาปนานางเป็นฮองเฮาทันที และเมื่อนั้นหัวของพวกเราคงหลุดจากบ่าด้วยข้อหา 'กังฉิน' ที่นางคอยเป่าหูฝ่าบาททุกวัน""แต่ใต้เท้าพะยะค่ะ กองกำลังองครักษ์เงาของหวงกุ้ยเฟยนั้นเข้มงวดนัก เราเข้าไม่ถึงตัวนางเลย" ขุนนางผู้น้อยเอ่ยเสียงสั่น"ในเมื่อเข้าทางตรงไม่ได้ ก็ต้องเข้าทางอ้อม" ใต้เท้าเว่ยแสยะยิ้ม "ประกาศออกไปว่าชายแดนทิศเหนือถูกเผ่าเร่ร่อนโจมตี และให้กลุ่มพ่อค้าที่เราร

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 24 การเผชิญหน้าครั้งสุดท้าย

    ในคืนที่พระจันทร์ถูกบดบังด้วยหมู่เมฆดำมืด บรรยากาศภายในวังหลังกลับเงียบสงัดผิดปกติ หลินชิงเยียนนั่งลืมตาโพลงอยู่บนแท่นบรรทม สัญชาตญาณของการเป็นแม่และการเคยผ่านความตายมาก่อนบอกนางว่าภยันตรายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ นางลูบหน้าท้องอย่างแผ่วเบาด้วยมือที่เย็นเฉียบ"ชุ่ยเอ๋อร์... ดับไฟในห้องโถงด้านนอกให้หม

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 23 เยี่ยฉือผู้บ้าคลั่ง

    พายุฝนกระหน่ำซัดชายป่าเมืองหลวงจนกระท่อมดินซอมซ่อสั่นคลอนราวกับจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ ภายในห้องที่อับชื้นและมืดมิด มีเพียงแสงสว่างจากสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบลอดผ่านรอยแตกของผนัง เผยให้เห็นร่างของสตรีที่ดูไม่ต่างจากภูตผี — หลินเยี่ยฉือนางนั่งอยู่บนพื้นดินที่แฉะชื้น ผมเผ้ายาวพะรุงพะรังสีนวลขาวเพราะฝุ่

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 22 จุดจบของแม่เลี้ยงและบิดา

    หลังจากกลิ่นอายความตายของฉินกุ้ยเฟยจางหายไปจากวังหลวง หลินชิงเยียนในฐานะหวงกุ้ยเฟยผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ก็ถึงเวลาที่นางจะชำระบัญชีแค้นที่ค้างคามาตั้งแต่เยาว์วัย บัญชีที่เริ่มต้นจากจวนตระกูลหลิน... บ้านที่ควรจะเป็นที่พักพิง แต่กลับเป็นนรกที่แผดเผานางและมารดาผู้ล่วงลับในเช้าที่อากาศขมุกขมัว ชิงเยียนน

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 21 ข่าวดีที่รอคอย

    หลังจากพายุการล้างบางนางสนมฝ่ายร้ายสงบลง วังหลังก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบที่แท้จริงเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยกลิ่นอายของแผนการร้ายถูกแทนที่ด้วยความร่มเย็นของพันธุ์ไม้ที่เบ่งบานตามฤดูกาล ทว่าท่ามกลางความสงบนั้นกลับมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นภายในตำหนักฉีเสียงหลินชิงเยี

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status