หน้าหลัก / รักโบราณ / ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์ / ตอนที่ 6 หมากรุกกระดานแรก

แชร์

ตอนที่ 6 หมากรุกกระดานแรก

last update วันที่เผยแพร่: 2026-05-22 00:59:31

ควันจางๆ จากถ่านไม้กฤษณาที่เพิ่งได้รับพระราชทานมาใหม่ช่วยให้ความหนาวเหน็บภายในตำหนักมู่ตานทุเลาลง บรรยากาศที่เคยดูซอมซ่อบัดนี้กลับดูอบอุ่นและมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างประหลาด เสบียงอาหารชั้นเลิศ ผ้าห่มแพรเนื้อหนา และตะเกียงน้ำมันที่ให้แสงสว่างโชติช่วงถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบตามคำสั่งด่วนของฮ่องเต้เมื่อคืนที่ผ่านมา

หลินชิงเยียนนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้ที่บัดนี้มีกระดานหมากรุกไม้ชิงชันวางเด่นอยู่ตรงกลาง นางไม่ได้จับเครื่องดนตรี แต่กลับหยิบเม็ดหมากสีขาวขึ้นมาพิจารณาอย่างตั้งใจ

"คุณหนูเจ้าคะ... เอ้ย แม่นางหลิน" ชุ่ยเอ๋อร์ กระซิบด้วยความตื่นเต้นขณะจัดเตรียมน้ำชาพู่เอ๋อร์ "วันนี้คนจากกรมวังมาที่นี่กันมืดฟ้ามัวดิน พวกเขาแทบจะคลานเข่าเข้ามาหาเราเลยเจ้าค่ะ บ่าวเห็นสีหน้าของกงกงที่เคยดูถูกเรา บัดนี้ซีดเผือดราวกับกระดาษ"

"นั่นคือรสชาติของอำนาจที่ยืมมา ชุ่ยเอ๋อร์" ชิงเยียนวางหมากขาวลงบนกระดานด้วยเสียงดัง แป๊ก "ฝ่าบาททรงมอบสิ่งเหล่านี้ให้ ไม่ใช่เพราะทรงรักใคร่ข้า แต่เพราะทรงต้องการ 'ลองเชิง' ข้าต่างหาก"

ยังไม่ทันที่น้ำชาจะหายร้อน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าปักลายมังกรก็ดังขึ้นที่หน้าตำหนักอีกครั้ง โดยไม่มีเสียงประกาศจากขันทีหน้าห้อง เป็นสัญญาณว่าพระองค์ต้องการเสด็จเป็นการส่วนตัว

เซียวจื่อเซียนก้าวเข้ามาในห้อง พระองค์ทรงสวมฉลองพระองค์สีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆมงคล แววตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ ห้องที่ดูสะอาดตาขึ้นมาก ก่อนจะหยุดลงที่สตรีที่นั่งนิ่งอยู่หลังกระดานหมาก

"เจ้าดูไม่แปลกใจเลยที่ข้ามา" ฮ่องเต้ตรัสเสียงเรียบ พลางทรุดองค์ลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับนาง

ชิงเยียนย่อกายถวายพระพรอย่างอ่อนช้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบพระเนตร "ทูลฝ่าบาท ในเมื่อหม่อมฉันทิ้ง 'เงื่อนงำ' ไว้กลางสายลมเมื่อคืน หากพระองค์ไม่เสด็จมา หม่อมฉันคงต้องผิดหวังในปรีชาญาณของจักรพรรดิแห่งแคว้นชิงเป็นแน่เพคะ"

"เจ้าช่างสามหาวนัก!" ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว แต่แววตาไม่ได้มีความโกรธเคือง "เจ้าเรียกสิ่งที่ทำเมื่อคืนว่าเงื่อนงำงั้นหรือ? การดีดพิณจนสายขาด และการใช้คำพูดกระทบกระเทียบข้า... เจ้าไม่กลัวหัวหลุดจากบ่าหรือไง?"

"หากฝ่าบาททรงต้องการศีรษะของหม่อมฉัน หม่อมฉันคงไม่มีโอกาสได้นั่งจิบชาอยู่ตรงนี้เพคะ" ชิงเยียนเลื่อนตลับหมากสีดำไปทางพระองค์ "ในเมื่อพระองค์ทรงมาเพื่อค้นหาความจริง... เช่นนั้น ให้หมากกระดานนี้เป็นผู้ตอบคำถามดีหรือไม่เพคะ?"

เซียวจื่อเซียนมองกระดานหมากแล้วยกยิ้มที่มุมปาก "เจ้ากล้าท้าทายข้าเดินหมาก? เจ้ารู้หรือไม่ว่าในแผ่นดินนี้ไม่มีใครชนะข้าได้ แม้แต่ราชครูหลิน พ่อของเจ้าเอง"

"นั่นเพราะท่านพ่อทรงเดินหมากด้วยความ 'ยำเกรง' เพคะ แต่หม่อมฉันจะเดินหมากด้วยความ 'จริงใจ' ฝ่าบาททรงเดินก่อนเถิดเพคะ"

การประลองปัญญาเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบเชียบ ทว่ารุนแรงในเชิงกลยุทธ์ ฮ่องเต้ทรงเดินหมากด้วยกระบวนท่าที่ดุดัน เน้นการโจมตีและเข้าควบคุมพื้นที่กลางกระดานอย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือนบุคลิกของพระองค์ที่ปกครองด้วยความเด็ดขาดและเฉียบพลัน

ส่วนชิงเยียน นางกลับเดินหมากด้วยวิธีที่แปลกประหลาด นางไม่ได้ตั้งรับอย่างเหนียวแน่น แต่กลับปล่อยให้ฮ่องเต้รุกเข้ามาในแดนของนางอย่างง่ายดาย จนดูเหมือนนางกำลังจะพ่ายแพ้

"เจ้าเดินหมากแบบนี้ เจ้ากำลังจะตายในอีกไม่กี่ตา" ฮ่องเต้ตรัสพลางวางหมากดำกดดัน "เหมือนชีวิตของเจ้าในวังหลัง... หากเจ้ายังทำตัวโอนอ่อนตามลมเช่นนี้ ฉินกุ้ยเฟยจะกลืนกินเจ้าไม่เหลือซาก"

ชิงเยียนไม่ตอบ นางเพียงแต่ยิ้มแล้ววางหมากขาวลงในจุดที่ดูเหมือนไม่มีความหมาย "ทูลฝ่าบาท การยอมให้ศัตรูรุกเข้ามาจนถึงใจกลาง มิใช่เพราะขลาดเขลา... แต่เพราะต้องการให้ศัตรู 'เผยช่องโหว่' ที่เกิดจากความชะล่าใจเพคะ"

ทันใดนั้นเอง ฮ่องเต้ทรงชะงักเมื่อทอดพระเนตรดูภาพรวมของกระดาน หมากขาวที่ชิงเยียนวางทิ้งไว้ตามจุดต่างๆ ที่ดูเหมือนไร้ค่า บัดนี้กลับเชื่อมโยงกันเป็นข่ายใยที่โอบล้อมหมากดำของพระองค์ไว้ทั้งหมด เพียงเดินอีกตาเดียว หมากของมังกรจะถูกตัดเส้นทางเดินทัพทั้งหมด

พระองค์ทรงนิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเงยพระพักตร์มองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

"เจ้า... เจ้าซ่อนกลยุทธ์นี้ไว้ตั้งแต่เริ่ม" เซียวจื่อเซียนตรัสด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย "เจ้าไม่ได้พยายามจะชนะข้า แต่เจ้ากำลังแสดงให้ข้าเห็นว่า... สิ่งที่เห็นว่ามั่นคงที่สุด อาจจะพังทลายลงได้จากจุดเล็กๆ ที่เรามองข้าม"

"เพคะ" ชิงเยียนลดสายตาลง "เหมือนกับราชสำนักของพระองค์ในตอนนี้ ขุนนางที่ดูจงรักภักดีที่สุดอาจเป็นคนที่กำลังขุดรากถอนโคนบัลลังก์ และสนมที่ดูอ่อนโยนที่สุดอาจเป็นคนที่วางยาพิษในถ้วยชาของพระองค์"

คำพูดที่ตรงไปตรงมาของนางเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงปมในใจของฮ่องเต้ พระองค์ทรงคว้าข้อมือของชิงเยียนไว้ แรงบีบนั้นแรงจนนางรู้สึกเจ็บ แต่ดวงตาของนางยังคงจ้องมองพระองค์อย่างไม่เกรงกลัว

"เจ้าไปรู้อะไรมา? ใครส่งเจ้ามาพูดเช่นนี้?"

"ไม่มีใครส่งหม่อมฉันมาเพคะ ชาติก่อน... เอ้ย หม่อมฉันหมายถึง ประสบการณ์ที่หม่อมฉันพบเจอมา สอนให้รู้ว่าความตายมักมาในรูปแบบของรอยยิ้ม" ชิงเยียนเอ่ยเสียงนิ่ง "ฝ่าบาททรงอ้างว้างเพราะทรงไม่กล้าไว้ใจใคร แต่หากพระองค์ทรงต้องการหมากสักตัวที่พร้อมจะพลีชีพเพื่อรักษาขุนบนกระดาน... หม่อมฉันขอเสนอตัวเป็นหมากตัวนั้นเพคะ"

เซียวจื่อเซียนค่อยๆ ปล่อยมือ แววตาที่เคยแข็งกร้าวราวกับน้ำแข็งเริ่มสั่นคลอน "เจ้าต้องการอะไรเป็นสิ่งตอบแทน? อำนาจ? ยศถาบรรดาศักดิ์? หรือหัวใจของข้า?"

ชิงเยียนคลี่ยิ้มขื่น "หม่อมฉันต้องการเพียง 'ชีวิต' เพคะ ชีวิตที่หม่อมฉันสามารถกุมชะตาของตนเองได้ โดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับความเมตตาที่จอมปลอมของผู้อื่น และเพื่อสิ่งนั้น... หม่อมฉันจะถวายทั้งชีวิตและสติปัญญาให้เป็นอาวุธในพระหัตถ์ของพระองค์"

คืนนั้น ฮ่องเต้ไม่ได้ทรงร่วมเรียงเคียงหมอนกับนางในฐานะนางสนม แต่พระองค์กลับประทับอยู่ที่ตำหนักมู่ตานจนเกือบถึงรุ่งสาง ทั้งสองพูดคุยกันถึงสถานการณ์บ้านเมืองและการคานอำนาจในวังหลวงอย่างลึกซึ้ง

นี่คือครั้งแรกที่เซียวจื่อเซียนทรงรู้สึกว่าพระองค์ไม่ได้อยู่เพียงลำพังบนบัลลังก์ที่หนาวเหน็บ

ตัดภาพมาที่จวนโหว (หลินเยี่ยฉือ)

ในเวลาเดียวกัน ความสงบสุขในจวนโหวที่เยี่ยฉือใฝ่ฝันถึงกลับกลายเป็นฝันร้ายที่เริ่มจะชัดเจนขึ้น เยี่ยฉือนั่งอยู่กลางลานจวนที่มืดมิด มือของนางแดงก่ำจากการคุกเข่าล้างถาดน้ำชาที่แม่สามีแกล้งสั่งให้ทำซ้ำไปซ้ำมา

"ท่านโหว... ท่านโหวกลับมาหรือยัง?" นางถามสาวใช้อย่างอ่อนแรง

"ทูลฮูหยิน... ท่านโหวเพิ่งเสด็จกลับมาเจ้าค่ะ แต่... แต่ท่านตรงไปที่เรือนอนุหวังทันที เห็นว่าอนุหวังทรงฝันร้ายและมีอาการปวดท้อง ท่านโหวจึงสั่งว่าคืนนี้ห้ามใครรบกวนเจ้าค่ะ"

เยี่ยฉือกรีดร้องในใจด้วยความโศกเศร้า นางจำได้ว่าชาติที่แล้วชิงเยียนเคยเล่าว่าเซี่ยจวินเป็นคนรักครอบครัวและให้เกียรติภรรยาเอกเป็นที่สุด แต่นางไม่เคยรู้เลยว่า 'เกียรติ' นั้น ชิงเยียนต้องแลกมาด้วยการยอมก้มหัวให้แม่สามีจนแทบไม่มีศักดิ์ศรี และการจัดการกับอนุภรรยาด้วยความใจเย็น

"ทำไม... ทำไมมันไม่เป็นอย่างที่ข้าคิด!" เยี่ยฉือขว้างถ้วยชาลงบนพื้นจนแตกกระจาย "ข้ายอมทิ้งตำแหน่งพระสนมเพื่อมาที่นี่ เพื่อความสบาย... แต่ข้ากลับต้องมาตกระกำลำบากยิ่งกว่าตอนอยู่ที่จวนราชครูเสียอีก!"

นางยังไม่รู้เลยว่า ความเจ็บปวดที่นางได้รับในตอนนี้ เป็นเพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่นางเคยทำไว้กับชิงเยียน และหมากกระดานแรกที่ชิงเยียนเริ่มเดินในวังหลวงนั้น... กำลังจะส่งผลกระทบวงกว้างมาถึงตัวนางในไม่ช้า

ยามรุ่งสาง ณ วังหลวง

ราชโองการฉบับหนึ่งถูกประกาศออกมาท่ามกลางความตกตะลึงของวังหลัง

"ฉางไจ้หลินชิงเยียนมีความดีความชอบในการปรนนิบัติและมีสติปัญญาเป็นที่พึงพระทัย สถาปนาขึ้นเป็น 'หลินเหริน' พร้อมประทานตำหนักฉีเสียงให้เป็นที่พำนัก!"

การเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วทั้งที่เพิ่งเข้าวังได้ไม่กี่วัน และการประทานตำหนักใหม่ที่อยู่ใกล้ตำหนักทรงงานของฮ่องเต้ ทำให้ชื่อของหลินชิงเยียนกลายเป็นเป้าหมายที่ทุกคนในวังหลังต้องจับตามอง

ในตำหนักจิ่งเหริน ฉินกุ้ยเฟยถึงกับเขวี้ยงแจกันล้ำค่าลงบนพื้น แววตาของนางเต็มไปด้วยความเคียดแค้น

"หลินชิงเยียน... ข้าประมาทเจ้าเกินไปจริงๆ เจ้าไม่ได้เป็นแค่ดอกไม้ป่า แต่มันคือวัชพืชที่ต้องถอนรากถอนโคน!"

หมากกระดานแรกจบลงด้วยชัยชนะของชิงเยียน แต่นี่เป็นเพียงบทเริ่มต้นของสงครามที่แท้จริง!

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 30 เงาสะท้อนในกาลเวลา (ตอนจบ)

    สิบปีผ่านไป...ท่ามกลางความเงียบสงบของ 'ศาลาคืนวาร' ที่ตั้งอยู่ลึกที่สุดในอุทยานหลวง หลินชิงเยียนในวัยสามสิบเศษยังคงความงดงามไว้อย่างน่าอัศจรรย์ ท่วงท่าของนางบัดนี้เต็มไปด้วยความสุขุมของมารดาแห่งแผ่นดิน นางกำลังนั่งมองเซียวหมิงอวี่ รัชทายาทวัยสิบห้าปีที่กำลังขะมักเขม้นกับการคัดอักษร และบุตรสาวคนเล็ก องค์หญิงเซียวหลิงเอ๋อร์ วัยแปดขวบที่กำลังวิ่งเล่นไล่จับผีเสื้ออยู่ไม่ไกล"เสด็จแม่พะยะค่ะ..." หมิงอวี่วางพู่กันลงแล้วเงยหน้าขึ้น "ลูกสงสัยนัก ในตำราประวัติศาสตร์ราชวงศ์บันทึกไว้เพียงว่าเสด็จแม่ทรงฝ่าฟันอุปสรรคมามากมายจนได้ครองบัลลังก์หงส์ แต่เหตุใด... ในแววตาของเสด็จแม่ยามมองไปยังตำหนักเย็น หรือจวนตระกูลหลินที่ร้างผู้คน ถึงได้ดูเศร้าสร้อยและลึกซึ้งเพียงนั้น?"ชิงเยียนนิ่งไปครู่หนึ่ง นางวางถ้วยชาลงช้าๆ แล้วกวักมือเรียกบุตรชายเข้ามาใกล้ "หมิงอวี่... โลกนี้ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยง่าย ความสงบที่เจ้าเห็นในวันนี้ แลกมาด้วยหยดเลือด น้ำตา และการตัดสินใจที่ยากลำบากในอดีต""ลูกอยากรู้พะยะค่ะ... ว่าแท้จริงแล้ว 'ชัยชนะ' ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคืออะไร? คือการกำจัดศัตรูให้พินาศสิ้น หรือคือการครอบครองอำนาจ?"ชิงเย

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 29 ใต้ร่มเงาแห่งรัก

    เวลาผันผ่านไปราวกับสายน้ำที่ไหลรินอย่างสงบ ห้าปีผ่านไปนับตั้งแต่พิธีสถาปนาฮองเฮาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ บัดนี้แผ่นดินชิงก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความมั่งคั่งและร่มเย็นอย่างถึงขีดสุด ราษฎรต่างสรรเสริญการปกครองของมังกรผู้ปรีชาและหงส์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาภายในอุทยานหลวงที่เต็มไปด้วยดอกเหมยสีแดงบานสะพรั่งท่ามกลางหิมะโปรยปราย หลินชิงเยียนในวัยที่สง่างามและสุขุมยิ่งกว่าครั้งใด ประทับนั่งอยู่บนศาลาไม้หอม ทอดพระเนตรดูเด็กชายตัวน้อยวัยห้าขวบที่กำลังฝึกยิงธนูไม้เล็กๆ อย่างขะมักเขม้น โดยมีมังกรหนุ่มอย่าง เซียวจื่อเซียนคอยประคองแขนสอนท่วงท่าอยู่ไม่ห่าง"เสด็จแม่! ลูกยิงถูกเป้าแล้วพะยะค่ะ!" เซียวหมิงอวี่ร้องเรียกด้วยความดีใจพลางวิ่งเข้ามากอดเอวชิงเยียน ใบหน้าถอดแบบมาจากฮ่องเต้ราวกับพิมพ์เดียว แต่ดวงตาคู่นั้นกลับใสซื่อและเฉลียวฉลาดเหมือนมารดาชิงเยียนใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อบนหน้าผากของบุตรชายอย่างอ่อนโยน "เก่งมากหมิงอวี่ แต่จำไว้นะลูก ธนูมีไว้เพื่อปกป้อง มิใช่เพื่อทำลาย ยิ่งเจ้ามีอำนาจมากเท่าใด ใจของเจ้าต้องอ่อนน้อมต่อราษฎรมากเท่านั้น""ลูกจะจำไว้พะยะค่ะ" เด็กน้อยรับคำอย่างแข็งขันก่อนจะวิ่งไปหา

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 28 สถาปนาฮองเฮา

    รุ่งอรุณแห่งประวัติศาสตร์มาถึง ท้องฟ้าเหนือพระราชวังหลวงถูกย้อมด้วยสีทองละมุน เสียงแตรสังข์และกลองศึกดังประโคมกึกก้องไปทั่วทั้งพระนคร เป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นพระราชพิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ — พิธีสถาปนาฮองเฮาคู่บัลลังก์ภายในตำหนักฉีเสียง บรรยากาศเต็มไปด้วยความปีติและสำรวม หลินชิงเยียนนั่งสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ นางกำนัลอาวุโสนับสิบคนกำลังปรนนิบัติแต่งกายให้นางด้วยความประณีตสูงสุด ชุดพิธีการสีแดงเข้มที่ปักลวดลายหงส์ทองผงาดฟ้าด้วยดิ้นทองคำแท้ดูงดงามราวกับมีชีวิต ทุกฝีเข็มที่ปักลงบนอาภรณ์ชุดนี้เปรียบเสมือนรอยจารึกแห่งการต่อสู้และการดิ้นรนที่ชิงเยียนผ่านมาตลอดสองชาติภพ"พระนางทรงงดงามเหลือเกินเพคะ" ชุ่ยเอ๋อร์ เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขณะบรรจงสวมฉลองพระบาทปักลายมงคลให้นาง "จากคุณหนูในเรือนร้าง สู่มารดาแห่งแผ่นดิน... หม่อมฉันดีใจที่ได้อยู่รับใช้พระนางมาจนถึงวันนี้เพคะ"ชิงเยียนยิ้มบางๆ ผ่านคันฉ่อง แววตาของนางมิได้มีความเย่อหยิ่งทระนงทว่าเปี่ยมไปด้วยความสุขุมลุ่มลึก "ชุ่ยเอ๋อร์... ตำแหน่งนี้มิใช่รางวัลของข้าเพียงคนเดียว แต่มันคือชัยชนะของพวกเราทุกคนที่เชื่อม

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 27 บ่วงกรรมที่สิ้นสุด

    กลิ่นธูปหอมจางๆ อบอวลอยู่ภายในห้องพระลับของตำหนักฉีเสียง หลินชิงเยียนในชุดคลุมสีทองเรียบง่ายนั่งสงบนิ่งอยู่หน้าป้ายวิญญาณของมารดาที่นางแอบนำมาประดิษฐานไว้ บัดนี้เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนเต็มหลังจากที่องค์ชายน้อยหมิงอวี่ลืมตาดูโลก ร่างกายของนางกลับมาแข็งแรงและผุดผ่องยิ่งกว่าครั้งใด ทว่าในใจของนางกลับโหยหาความสงบเพื่อปิดฉาก "บ่วงกรรม" ทั้งหมดอย่างแท้จริง"ท่านแม่เพคะ... วันนี้ลูกนำความสำเร็จมาบอกท่าน" ชิงเยียนพึมพำพลางวางดอกบัวขาวลงหน้าป้ายวิญญาณ "ศัตรูที่เคยทำร้ายเราพินาศสิ้นแล้ว เลือดเนื้อเชื้อไขของลูกได้กลายเป็นรัชทายาทแห่งแผ่นดิน บ่วงแค้นที่ลูกแบกมาจากชาติปางก่อน... บัดนี้ลูกขอวางมันลงที่นี่เพคะ"นางหลับตาลง ภาพเหตุการณ์นองเลือดในอดีต ภาพใบหน้าอันบิดเบี้ยวของเยี่ยฉือ และภาพความโหดร้ายของฉินกุ้ยเฟยค่อยๆ จางหายไปจากห้วงคำนึงราวกับถูกสายน้ำแห่งกาลเวลาชะล้างจนสะอาดณ ลานประหารหน้าประตูเมืองในวันเดียวกันนั้นเอง ราชโองการฉบับสุดท้ายถูกอ่านออกเสียงท่ามกลางพยานนับพัน หลินกั๋วตง อดีตบิดาผู้ทรยศต่อคุณธรรม บัดนี้ร่างกายซูบผอมเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกจากการตรากตรำแรงงานหนักที่ชายแดน เขาถูกคุมตัวกลับ

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 26 การประสูติของมังกร

    ลมสารทฤดูพัดโบกผ่านยอดตำหนักฉีเสียง นำพาความเย็นสดชื่นมาสู่บรรยากาศที่แสนจะตึงเครียด ภายในห้องบรรทมที่ถูกเตรียมพร้อมไว้อย่างแน่นหนา กลิ่นสมุนไพรอุ่นๆ และน้ำอุ่นถูกจัดเตรียมไว้โดยนางกำนัลที่คัดเลือกมาอย่างดีที่สุด บัดนี้ถึงเวลาที่ทั่วทั้งแผ่นดินต่างเฝ้ารอคอย — การประสูติของทายาทมังกรหลินชิงเยียนนอนบนแท่นบรรทม ใบหน้าของนางชุ่มไปด้วยเหงื่อและความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามาเป็นระลอก มือบางกำผ้าปูที่นอนแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด แม้นางจะเคยผ่านความตายมาแล้ว แต่ความเจ็บปวดจากการให้กำเนิดชีวิตใหม่นั้นช่างเหนือคำบรรยาย"พระสนมเพคะ ทรงอดทนอีกนิดนะเพคะ เห็นพระเศียรแล้วเพคะ!" หมอหลวงซ่งและแม่หมอหลวงตำแยต่างให้กำลังใจด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือด้วยความตื่นเต้นณ โถงด้านหน้าตำหนักเซียวจื่อเซียนทรงดำเนินกลับไปกลับมาด้วยความกระวนกระวายใจ พระองค์มิอาจนั่งนิ่งบนบัลลังก์ได้ในยามที่สตรีอันเป็นที่รักกำลังเสี่ยงชีวิตเพื่อบุตรของพระองค์ ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของชิงเยียนเล็ดลอดออกมา หัวใจของมังกรผู้เกรียงไกรกลับรู้สึกเหมือนถูกบีบคั้นจนแทบแหลกสลาย"ฝ่าบาททรงใจเย็นลงเถิดพะยะค่ะ หวงกุ้ยเฟยทรงมีบุญบารม

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 25 ศึกนอกวังหลัง

    แม้ลมพายุภายในวังหลังจะสงบลงด้วยความตายของพี่สาวและแม่เลี้ยง ทว่าท้องฟ้าเบื้องบนแผ่นดินชิงกลับมิได้ปลอดโปร่งอย่างที่คิด เมื่อข่าวการตั้งครรภ์ของหลินหวงกุ้ยเฟยแพร่สะพัดออกไปนอกกำแพงวังหลวง บรรดาขุนนางเฒ่าหัวแข็งและขั้วอำนาจเก่าที่เหลืออยู่กลับนั่งไม่ติดพื้น พวกเขามองว่าหากชิงเยียนประสูติพระโอรส อำนาจของตระกูลขุนนางดั้งเดิมจะถูกกวาดล้างจนสิ้นซากด้วยน้ำมือของฮ่องเต้ที่ลุ่มหลงในตัวนางณ จวนใต้เท้าเว่ยเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้กุมกำลังพลบางส่วนและเป็นแกนนำขุนนางฝ่ายอนุรักษ์นิยม บรรยากาศภายในห้องลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด"เราปล่อยให้สตรีไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างนางนั่งบัลลังก์หงส์ไม่ได้!" ใต้เท้าเว่ยทุบโต๊ะเสียงดัง "หากนางมีองค์ชาย ฝ่าบาทจะทรงสถาปนานางเป็นฮองเฮาทันที และเมื่อนั้นหัวของพวกเราคงหลุดจากบ่าด้วยข้อหา 'กังฉิน' ที่นางคอยเป่าหูฝ่าบาททุกวัน""แต่ใต้เท้าพะยะค่ะ กองกำลังองครักษ์เงาของหวงกุ้ยเฟยนั้นเข้มงวดนัก เราเข้าไม่ถึงตัวนางเลย" ขุนนางผู้น้อยเอ่ยเสียงสั่น"ในเมื่อเข้าทางตรงไม่ได้ ก็ต้องเข้าทางอ้อม" ใต้เท้าเว่ยแสยะยิ้ม "ประกาศออกไปว่าชายแดนทิศเหนือถูกเผ่าเร่ร่อนโจมตี และให้กลุ่มพ่อค้าที่เราร

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 24 การเผชิญหน้าครั้งสุดท้าย

    ในคืนที่พระจันทร์ถูกบดบังด้วยหมู่เมฆดำมืด บรรยากาศภายในวังหลังกลับเงียบสงัดผิดปกติ หลินชิงเยียนนั่งลืมตาโพลงอยู่บนแท่นบรรทม สัญชาตญาณของการเป็นแม่และการเคยผ่านความตายมาก่อนบอกนางว่าภยันตรายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ นางลูบหน้าท้องอย่างแผ่วเบาด้วยมือที่เย็นเฉียบ"ชุ่ยเอ๋อร์... ดับไฟในห้องโถงด้านนอกให้หม

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 23 เยี่ยฉือผู้บ้าคลั่ง

    พายุฝนกระหน่ำซัดชายป่าเมืองหลวงจนกระท่อมดินซอมซ่อสั่นคลอนราวกับจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ ภายในห้องที่อับชื้นและมืดมิด มีเพียงแสงสว่างจากสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบลอดผ่านรอยแตกของผนัง เผยให้เห็นร่างของสตรีที่ดูไม่ต่างจากภูตผี — หลินเยี่ยฉือนางนั่งอยู่บนพื้นดินที่แฉะชื้น ผมเผ้ายาวพะรุงพะรังสีนวลขาวเพราะฝุ่

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 22 จุดจบของแม่เลี้ยงและบิดา

    หลังจากกลิ่นอายความตายของฉินกุ้ยเฟยจางหายไปจากวังหลวง หลินชิงเยียนในฐานะหวงกุ้ยเฟยผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ก็ถึงเวลาที่นางจะชำระบัญชีแค้นที่ค้างคามาตั้งแต่เยาว์วัย บัญชีที่เริ่มต้นจากจวนตระกูลหลิน... บ้านที่ควรจะเป็นที่พักพิง แต่กลับเป็นนรกที่แผดเผานางและมารดาผู้ล่วงลับในเช้าที่อากาศขมุกขมัว ชิงเยียนน

  • ชาตินี้ข้าขอเป็นหงส์   ตอนที่ 21 ข่าวดีที่รอคอย

    หลังจากพายุการล้างบางนางสนมฝ่ายร้ายสงบลง วังหลังก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบที่แท้จริงเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยกลิ่นอายของแผนการร้ายถูกแทนที่ด้วยความร่มเย็นของพันธุ์ไม้ที่เบ่งบานตามฤดูกาล ทว่าท่ามกลางความสงบนั้นกลับมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นภายในตำหนักฉีเสียงหลินชิงเยี

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status