เช้าวันถัดมาเป่ยเป่ยปลุกนายหญิงของตัวเองให้ตื่นขึ้น เพื่อทานยาที่หมอหลวงสั่งอย่างเคร่งครัด เว่ยเหยาเองก็ตื่นแต่โดยดี และพยายามทำใจให้ชินกับสิ่งที่ตัวเองเป็น
เป่ยเป่ยมองนายหญิงเหมือนคนปกติ ดวงตานั้นยังกระจ่างใส หากไม่มีรู้ว่ามองไม่เห็นก็ไม่รู้เลยว่านายหญิงเจ็บป่วยอยู่ นางพ่นลมหายใจเบา ๆ แต่ดูเหมือนว่านายหญิงของตนจะได้ยินชัดนัก
“เจ้าหนักใจแทนข้าหรือ ถอนหายใจเสียดังลั่น”
เป่ยเป่ยขมวดคิ้ว นางเพียงพ่นเบา ๆ เหตุใดนายหญิงถึงได้ยินดังนัก
“แล้วนั่นใครเดินมา...เจ้าไปดูสิ” เป่ยเป่ยมองหาล้วนไม่มีคนเดินมา เพียงแต่เดินมาระยะไกลโน้น แต่ทำไม...
“นายหญิงได้ยินเสียงคนเดินหรือเจ้าคะ” เป่ยเป่ยถามเพื่อความแน่ใจ ว่าสิ่งที่นางคิดนั้นถูกต้องหรือไม่ บางทีตามองไม่เห็น ประสาทส่วนอื่นอาจจะรับรู้ได้ดีกว่า
“อื้อ...เสียงดังเพียงนี้เจ้ามิได้ยินหรือ”
“บ่าวชายเดินอยู่หน้าประตูไกล ๆ โน้นเจ้าค่ะ” เป่ยเป่ยบอกนายหญิงของตนเอง แล้วนางก็ขมวดคิ้วชนกันทันที
“หรือว่านายหญิงจะได้ยินเสียงชัดขึ้นใช่ไหมเจ้าคะ”
เว่ยเหยาคิดตามคำพูดของเป่ยเป่ย การที่นางสูญเสียประสาทบางส่วน แต่ประสาทส่วนอื่นทำงานได้ดีอย่างนั้นหรือ น่าตกใจจริง ๆ
“ถ้าเช่นนั้น เดี๋ยวข้าจะลองทดสอบดีหรือไม่นายหญิง”
เว่ยเหยาพยักหน้า เป่ยเป่ยมองหากระดิ่งลม แล้วเอาไปแขวนไว้ที่หน้าประตูเรือน ห่างจะเรือนนอนมากอยู่ แล้วนางก็วิ่งเข้ามาถามนายหญิง
“นายหญิงได้ยินกระดิ่งลมไหมเจ้าคะ” เว่ยเหยานั่งนิ่งสักครู่ก็ยิ้มออกมา
“ข้าได้ยิน...เจ้าเอาไปวางไกลหรือไม่”
“ไกลมากเจ้าค่ะ”
เว่ยเหยาตื่นเต้นกับความสามารถพิเศษที่เพิ่มขึ้นของนาง อย่างน้อยหากผู้ใดคิดร้าย นางได้ยินก่อนก็นับว่าเป็นเรื่องดีไม่น้อยเลยทีเดียว
“ดี ดียิ่ง...เจ้ารีบไปเอาข้าวมาให้ข้ากินเร็ว” นางจะทดสอบว่านางได้ยินเสียงเป่ยเป่ยเดินไปถึงตรงไหน แล้วก็พบว่าความเคลื่อนไหวทั้งหมดในเรือนนางได้ยินไม่ขาดตกแม้แต่เสียงเดียว ความประหลาดนี้นับว่าดีต่อนางยิ่ง
แม้จะสูญเสียดวงตาที่ทำให้มองเห็นไป แต่เหมือนสวรรค์ก็ไม่ใจดำกับนางนักให้ความพิเศษอื่นให้นางได้มีชีวิตต่อไปได้
วันนี้นางรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาทันที จึงทานอาหารได้มาก โจ๊กที่เป่ยเป่ยยกมานางทานได้หมดเลยทีเดียว ทำให้คนป้อนอย่างเป่ยเป่ยดีใจยิ่งนัก
“นายหญิงเก่งมากเจ้าค่ะทานได้หมดถ้วยเลย นายหญิงนอนอีกหน่อยนะเจ้าคะ จะได้แข็งแรงเร็ว ๆ” เมื่อนายหญิงใบหน้าแช่มชื่น ความหวังของนางก็มีมากขึ้น ไม่แน่ว่ากินยาขับเลือดที่ขัดขวางการมองเห็นได้ นายหญิงจะกลับมาเป็นปกติ
จวิ้นอ๋องมาเยี่ยมนางในตอนเช้า แต่มาแล้วนางยังหลับอยู่จึงได้สอบถามสาวใช้แทน
“นางเป็นอย่างไรบ้าง” ปากพูดกับสาวใช้ แต่ว่าดวงตามองไปยังร่างของนางบนเตียงนอน
“นายหญิงตื่นเช้ามาดื่มยาและทานอาหารแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้เพิ่งหลับไปหลังจากทานอาหาร” เป่ยเป่ยไม่ได้บอกว่านายหญิงมีความสามารถใดเพิ่มขึ้นมา เพียงแต่พูดแค่สิ่งที่ควรจะพูดก็เท่านั้น
“เช่นนั้นก็ดี เราจะเข้าวังไปเฝ้าฝ่าบาท เจ้าก็ดูแลนางให้ดี ขาดเหลือสิ่งใดก็แจ้งพ่อบ้านหลี่ ข้าจะไม่ให้ใครมารบกวนพวกเจ้า” จวิ้นอ๋องกล่าวแล้วเดินออกไป ที่ไม่ให้ใครมารบกวน กลัวว่านางจะสะเทือนใจไปมากกว่านี้ ให้นางสุขภาพแข็งแรงกว่านี้เสียก่อน หากใครจะเยี่ยมก็แล้วแต่นางจะพิจารณาเป็นรายบุคคลไป
ถ้อยคำของจวิ้นอ๋อง เว่ยเหยาได้ยินชัดเจน นางอนาถใจนัก เหตุใดเขาเพิ่งมาทำดีกับนางตอนนี้ ทำดีกับนางตอนที่นางมีประโยชน์เช่นนี้ นางทุกข์ใจนัก เมื่อสองเดือนก่อนที่คิดว่าตัดใจจากรักเขาข้างเดียวได้แล้ว ตอนนี้ทุกข์ใจว่าเขาคิดจะหาประโยชน์จากนาง นางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งเพื่อขึ้นสู่อำนาจอย่างนั้นหรือ
ในหัวใจของเว่ยเหยารู้สึกปวดร้าวรุนแรง ตอนนางหลับนางฝันถึงพี่อาหง ฝันถึงเรื่องราวตอนเด็ก ฝันถึงท่านแม่ ทุกคนยิ้มให้นาง แต่เมื่อนางเอื้อมมือหมายจะจับพวกเขาไว้ พวกเขาก็หายวับไปกับตา นางยืนร้องไห้เพียงลำพังเท่านั้น
บางทีการไม่ต้องเติบโตมารับรู้เรื่องอันใดก็ดีกว่าสินะ
ไฉ่กั๋วกง วันนี้ได้รับคำสั่งให้ไปดูนางยามที่เข้าประชุม หนึ่งคืออยากรู้ว่าหากจวิ้นอ๋องและไท่จื่อไม่อยู่ นางจะได้รับการดูแลดีหรือไม่ ไฉ่เฉินยิ่งกว่าเต็มใจเสียอีก รถม้าของไฉ่เฉินจอดที่หน้าประตูจวนจวิ้นอ๋อง เมื่อคนเฝ้าประตูเห็นป้ายจากฝ่าบาทก็รีบเปิดประตูทันที พ่อบ้านหลี่ไม่กล้าเสียมารยาท ด้วยรู้ว่าบุรุษผู้นี้มาเพื่ออันใด
“คารวะท่านกั๋วกง มิทราบว่ามีอันใดให้ข้าน้อยรับใช้หรือไม่” พ่อบ้านหลี่กล่าวอย่างนอบน้อม
“พาข้าไปเยี่ยมพระชายาก็พอ ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ส่งเครื่องบำรุงมาให้พระชายา” เขากล่าวไปตามที่สิ่งได้รับบัญชาจากฝ่าบาทมาไม่ให้ขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่น้อย พ่อบ้านหลี่จึงนำท่านกั๋วกงไปยังเรือนของพระชายา แต่เมื่อเห็นว่าเป่ยเป่ย สาวใช้ข้างกายของนางกำลังจะออกไปด้านนอกเขาจึงเรียกไว้
“เจ้าคือสาวใช้ของพระชายาใช่หรือไม่”
“คารวะท่านกั๋วกง เป็นข้าน้อยเองเจ้าค่ะ” เป่ยเป่ย กล่าวอย่างนอบน้อมเช่นกันวันนี้ท่านกั๋วกงมาเพียงลำพัง ดังนั้นนางจึงต้องรั้งอยู่ก่อน มิสามารถออกไปด้านนอกอย่างที่ใจคิดได้แล้ว
“แล้วเจ้าจะไปที่ใด”
เป่ยเป่ยมองเหลือบตาไปที่พ่อบ้านแล้วก็ก้มหน้า เท่านั้นกั๋วกงก็เข้าใจดีว่า คงจะไปทำบางสิ่งที่บอกใครไม่ได้กระมัง จึงอำนวยความสะดวกให้นาง
“ท่านพ่อบ้านหลี่ ช่วยไปแจ้งห้องครัวของท่านจัดเครื่องบำรุงของฝ่าบาทมาให้พระชายาด้วย” เขาให้คนยกของที่นำมาส่งให้พ่อบ้านหลี่
เป่ยเป่ยรับรู้ทันทีว่าท่านกั๋วกงคงอ่านใจนางออก การออกไปครั้งนี้นางไม่อยากให้ผู้ใดล่วงรู้ เมื่อท่านพ่อบ้านออกไปแล้ว เขาจึงเริ่มถามขึ้น
“บอกข้าได้หรือไม่เจ้าจะไปที่ใด”
“เรียนท่านกั๋วกง...เอ่อ...ข้า...” เป่ยเป่ยไม่รู้ว่าจะบอกคนผู้นี้ได้ไหม แล้วก็ไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของผู้ที่มาด้วย
“บอกมาเถิดข้ามิใช่คนของผู้ใด ฝ่าบาทเพียงห่วงใยนายเจ้าด้วยใจจริง ส่งข้ามาดูทุกวันไม่ให้ขาดแม้แต่วันเดียว”
เมื่อได้ฟังแล้วก็ทราบทันทีว่าท่านกั๋วกงไม่ใช่คนของใครในตำหนักหรือขององค์รัชทายาท จึงกล้าพูดออกมา
“เอ่อ...ท่านกั๋วกง นายหญิงให้ข้าไปหาสาวใช้ที่ไว้ใจได้มาเพิ่มอีกเจ้าค่ะ ข้ากำลังจะไปรับน้องสาว”
ไฉ่เฉินฟังเท่านั้นก็รับรู้แล้วว่า มีบางอย่างที่ไม่ถูกนักในจวนแห่งนี้ นางคงไม่สะดวกใจจะใช้คนของจวิ้นอ๋องกระมัง เช่นนั้นควรเป็นเขาที่หาให้นางเองจะดีกว่า
“เจ้าอย่าลำบาก ข้าจะให้สาวใช้ของข้ามารับใช้นายเจ้ามิต้องเป็นห่วง” เขาหันไปพยักหน้ากับคนของตัวเอง แล้วก็จากไป เหลือเพียงกั๋วกงที่ยังอยู่ที่เรือนแห่งนี้ เขาอยากพบหน้านางสักนิด อยากดูให้แน่ใจว่านางไม่เป็นอันใด
เว่ยเหยาลืมตาขึ้นนางยังคงไม่เห็นเช่นเดิม แต่ได้ยินสิ่งที่เป่ยเป่ยพูดกับชายคนหนึ่ง นางไม่เคยได้ยินเสียงมาก่อน จึงเดินลงมาใช้มือปัดป่ายจับอากาศแล้วก็มาถึงประตูห้องนอน
“เป่ยเป่ยเจ้าคุยกับผู้ใด”
เสียงของนายหญิงทำให้เป่ยเป่ยหันกลับมาตาโต นายหญิงมองไม่เห็นมายืนอยู่ตรงหน้าประตูอันตรายยิ่ง
“นายหญิงอยู่นิ่ง ๆ เจ้าค่ะ เป่ยเป่ยจะไปเดี๋ยวนี้” เป่ยเป่ยรีบวิ่งเข้าไปหานาง แต่ทว่าช้ากว่าคนที่คุยด้วยกันเมื่อครู่ เขาก้าวเพียงสองสามก้าวราวกับบินได้ไปถึงตัวของนายหญิงแล้ว
“ออกมาเช่นนี้ได้อย่างไร ยังไม่หายดี” เสียงดุของเขาทำให้เว่ยเหยาไม่แน่ใจว่าคนที่มาคือผู้ใด
“ท่าน...ท่านคือผู้ใด” นางหันหน้าไปตามเสียงที่ได้ยินขมวดคิ้วเป็นปม จำได้ว่าจวิ้นอ๋องจะไม่ให้ผู้ใดมารบกวน
“ไฉ่กั๋วกง” เขาตอบสั้น ๆ ไม่ได้ขยายความนัก
“เป็นท่านกั๋วกง เว่ยเหยาคารวะท่านกั๋วกง” นางเป็นผู้น้อยจึงค้อมกายคารวะ แม้ว่าพระชายาจวิ้นอ๋องตำแหน่งเหมือนดูน่าเคารพแต่นั่นเป็นเพียงหน้ากากที่นางสวม เพราะเมื่อหน้ากากนี้ถูกเปลี่ยนมือให้กับผู้อื่น นางก็เป็นเพียงแค่สตรีแต่งงานแล้วนามว่าเว่ยเหยาเท่านั้น
“ท่านอย่าคารวะข้าเช่นนี้ ข้าต่ำต้อยกว่าท่าน”
เว่ยเหยายิ้มให้กับความใจดีของท่านกั๋วกง ท่านคงจะเป็นผู้ใหญ่ที่ใจดีสินะ
“น่าเสียดายที่ข้ามองไม่เห็น ท่านผิดกับเหล่าขุนนางอื่นที่อวดเบ่งอำนาจนัก แต่ข้าจะจดจำท่านไว้”
“ข้าเคยพบท่านแล้ว แต่ไม่เคยสนทนา ไม่คิดว่าพบกันอีกครั้ง ท่านก็ไม่อาจมองเห็นข้าเสียแล้ว” ไฉ่เฉินจำแววตาเศร้าคู่นั้นได้ดี นางสวดมนต์เพียงลำพัง แม้ไม่ยิ้มแย้มแต่ทำให้เขารู้สึกว่าละสายตาจากนางได้ยากยิ่งนัก
“พบที่ใดอย่างนั้นหรือ ตัวท่านมีกลิ่นของเหม่ยฮวา ในจวนท่านปลูกใช่หรือไม่” แม้กลิ่นจะจาง ๆ แต่นางก็รับรู้ได้นี่คงเป็นอีกอย่างกระมังที่นางได้มาหลังจากตาบอด
“เจ้าได้กลิ่นด้วยหรือ”
“อื้อ...” นางพยักหน้า แล้วรู้สึกว่าการสนทนากับบุรุษแปลกหน้าผู้นี้ก็ไม่เลวนัก มันทำให้รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
“เจ้าชอบดอกเหม่ยฮวาหรือ” เขาถามเมื่อช่วยเป่ยเป่ยพยุงนางให้นั่งที่เก้าอี้
“ไม่ข้าไม่ได้ชอบ เพียงแต่ได้กลิ่น ข้าชอบกลิ่นของโม่ลี่ฮวา มันหอมชื่นใจกว่า” นางชอบดอกไม้เพียงบางชนิด แม้ว่าโมลี่ฮวาจะเป็นดอกไม้สีขาว แต่นางกลับชอบกลิ่นของมันยิ่งนัก
“เอาไว้คราวหน้าข้าจะเอามาฝาก” อย่างน้อยเขาก็รู้แล้วว่านางชอบดอกอะไร
“ท่านเป็นคนของฝ่าบาทใช่หรือไม่” เป่ยเป่ยเล่าให้นางฟังแล้วว่ามีผู้ใดเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง ฝ่าบาททรงมีเมตตานัก ยังคิดถึงนางซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับราชวงศ์แล้วด้วยซ้ำ
“แน่นอนว่าฝ่าบาทใส่ใจทุกคน” หากแต่นางไม่รู้ว่าฝ่าบาทใส่ใจไม่เพราะนางเป็นบุตรสาวขององค์หญิงเกาหยางเท่านั้น เพียงตรวจสอบความเคลื่อนไหวของทุกคนในราชวงศ์ว่าคิดก่อการอันใดหรือไม่
“ช่างเป็นฝ่าบาทที่ใส่ใจคนตัวเล็ก ๆ อย่างข้านัก ฝากท่านขอบพระทัยแทนข้าด้วย”
“มีสิ่งใดขาดอีกหรือไม่ ข้าจะได้นำมาให้ในคราวหน้า” นอกจากสาวใช้เขาก็อยากรู้เช่นกันว่านางขาดเหลือสิ่งใดหรือไม่กันนะ
“ย่อมไม่มี อื่นใดล้วนมีพร้อม ขาดก็แต่...” เมื่อคิดว่าตัวเองที่มองไม่เห็นความทุกข์ก็กัดกินหัวใจขึ้นมาดื้อ ๆ นางพยายามหักห้ามใจแล้ว แต่ทว่ากลับห้ามดวงตาไม่ให้มันเอ่อไหลน้ำใส ๆ ออกมาได้
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะนายหญิง ข้าจะเป็นตาให้ท่านเอง” เป่ยเป่ยเห็นดวงตาของนายหญิงเศร้าเช่นนี้ก็อดที่จะน้ำตาไหลไม่ได้ ร้อยวันพันปีจวิ้นอ๋องไม่เคยเสด็จมายังเรือนของเจ้านาย มิรู้อะไรดลใจเขาให้มาทำร้ายนายของตน
“ขออภัยท่านกั๋วกง เสียมารยาทแล้ว” นางยกมือขึ้นปาดน้ำตา แล้วก็ยิ้มให้
‘นางมองมายังเขาตรง ๆ เช่นนี้ทำเอาเขาใจสั่น เขาอยากให้นางมองเห็นเขาบ้างจัง จะมีวันนั้นไหมนะ...’
“มิเป็นอันใด สาวใช้ข้าจะจัดมาให้เจ้าอย่าห่วง และพวกนางไว้ใจได้” แน่นอนว่าเป็นสาวใช้ขั้น 1 ในจวนของกั๋วกง และย่อมรายงานทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้กับเขาฟังเช่นกัน
“ขอบคุณท่านกั๋วกง หากไม่รบกวนช่วยปิดเรื่องนี้เป็นความลับได้หรือไม่ ข้าไม่อยากให้ผู้ใดรับรู้”
“ย่อมได้” เขารับปากนาง เมื่อพ่อบ้านนำขบวนสาวใช้ยกของบำรุงมาวางเรียงราย เขาก็ขอตัวกลับทันที เพราะมารั้งอยู่ที่นี่นานแล้ว
“สมควรแก่เวลาแล้ว ข้ากลับก่อน ไว้ทูลฝ่าบาทให้ทราบถึงอาการท่าน หากมีคำสั่งฝ่าบาทข้าจะมาเยี่ยมใหม่” เขาอ้างคำของฝ่าบาทเพื่อให้พ่อบ้านที่ใบหน้าสงสัยครามครันคลายใจ
“ลำบากท่านกั๋วกงแล้ว ข้าคงส่งท่านมิได้ขอให้เดินทางปลอดภัย” เว่ยเหยากล่าวด้วยความสุขภาพ เมื่อมีคนอื่นนางก็รักษาระยะห่างกับท่านกั๋วกง ไม่รู้ว่าเขาไว้ใจได้ไหม แต่หัวใจนางสั่งว่าเขาเป็นคนดี