Se connecter“นี่คุณทำอะไร” เขาลุกขึ้นยืนค้ำหัวหล่อนแล้วตวาดเสียงดัง... แต่หล่อนก็มองหน้าเขาอย่างไม่หวาดกลัวสักนิด
“ขอโทษค่ะ” หล่อนบอก แต่หน้าไม่ได้สำนึกผิดสักนิด “คุณอยากให้ขอโทษไม่ใช่หรือคะ เมื่อครู่ฉันไม่ได้ผิดขอโทษไม่ออก แต่ตอนนี้ฉันทำผิดแล้วเลยขอโทษได้ไงคะ”
“อยากตายหรือไง... อย่าคิดนะว่าคุณไม่ได้เป็นลูกน้องผมแล้วผมจะเล่นงานคุณไม่ได้หรือ ผมอยากรู้นักว่าคุณพงศกรรับคุณเข้ามาทำงานได้ยังไง”
“ถ้าคุณจะฟ้องไปที่ต้นสังกัดก็เชิญตามสบาย... อย่าลืมบอกด้วยว่าชื่อฉันคือรินรดา อโณทัย โคลล์ ลูกสาวคนโตของคนที่คุณเพิ่งพูดถึงนั่นแหละ...” ปรกติหล่อนทำงานจะไม่เคยเบ่งกับผู้โดยสารเลย แต่นายนี่เบ่งมาก่อนว่ารู้จักเจ้าของบริษัทและจะเล่นงานหล่อน... ก็เลยประกาศเลยว่ายังไงเขาก็ทำอะไรไม่ได้ มีไม่มีใครไล่หล่อนออกได้นอกจากหล่อนจะลาออกเอง
“อยากกินอะไรก็กินเอง ไม่มีอารมณ์ เก็บรถเข้าที่ด้วย”
หล่อนบอกแล้วก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้ท้ายเครื่องอย่างสบายอารมณ์
ลูกน้องหันมามองที่คุณใหญ่แห่งอมรกรุ๊ป พวกเขานึกว่าคุณชายจะซัดหญิงสาวไม่เลี้ยงที่บังอาจทำอย่างนี้ แต่คุณชายกลับยืนนิ่ง ดวงตาวาวโรจน์ของเขามองคนที่นั่งเอาผ้าปิดตาแล้วกอดอกนอนโดยที่ไม่ทำอะไรหล่อนมากไปกว่านั้น... แต่สิ่งที่พวกเขาเห็นแล้วกลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอก็คือหนังสือพิมพ์ในมือเจ้านายหนุ่มที่ถูกกำแน่นจนยับยู่ยี่ไม่เหลือชิ้นดี
อาการแบบนี้.. บอกได้ว่า คุณใหญ่ของพวกเขากำลังโกรธ โกรธมากเสียด้วย ยิ่งมือเขากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน... แบบนี้ยิ่งทำให้รู้ว่าถ้าเกิดหล่อนเป็นผู้ชายคงได้จบชีวิตกลางอากาศเพราะฝีมือคุณใหญ่
เลขาผู้รู้ใจเจ้านายดีกว่าใครเพราะทำงานด้วยกันมานานนั้นรู้สึกดีใจแทนหญิงสาวคนนั้นที่เจ้านายเขาไม่ลงมือทำอะไรไม่อย่างนั้นหล่อนอาจจะชะตาขาดได้
ตอนนี้ คุณใหญ่กำลังข่มอารมณ์ให้ถึงที่สุด... พวกเขารู้
อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมนายหนุ่มถึงไม่ได้ทำอะไร เพราะคนที่ทำแบบนี้ถือว่าหยามเกียรติของเขามาก คนที่ทำความผิดเล็กน้อยกว่านี้เขายังเคยซัดไม่ยั้งมือมาแล้ว... แต่นี่โกรธมากจนตัวสั่นหากไม่ทำอะไร...
“ไม่มีอะไร พวกนายนั่งเถอะ” เขาบอกลูกน้อง ก่อนจะย้ายไปนั่งเก้าอี้ตัวใหม่... เลขาของเขาเอาผ้าเช็ดหน้าให้เจ้านาย และรับสูทเปียกๆ ของเขามาวางพาดไว้
แล้วหลังจากนั้นคุณชายอรรถากรก็นั่งเงียบนิ่งไปตลอดทาง ไม่มีการปรึกษาหารือเรื่องธุรกิจกับลูกน้องเหมือนทุกคราที่อยู่บนเครื่องบินด้วยกัน
และลูกน้องเขาทุกคนก็พร้อมใจกันปิดปากเงียบ ปิดผ้าคาดตาทำตัวเหมือนว่าง่วงนอนอยากพักผ่อนเสียเต็มประดา เพราะไม่อยากรับรู้การเคลื่อนไหวใดๆ ต่อไปอีก
หลังจากทุกอย่างสงบลงรินรดาเปิดผ้าปิดตาแล้วหรี่ตามองฝ่ายตรงข้ามอย่างมีชัยแล้วจึงยักไหล่เมื่อเห็นว่าตนเป็นฝ่ายชนะ... หล่อนปิดตาลงใหม่ เวลาไม่นานนักแต่หล่อนก็สามารถพักผ่อนได้ ดีกว่าต้องไปเดินมองหน้าผู้โดยสารที่ทำตัวให้หล่อนไม่ถูกชะตาด้วย
แต่ยังผ่านไปไม่ถึงห้านาทีดีรินรดาก็รู้สึกว่าที่แขนของหล่อนมีแรงมหาศาลดึงมันขึ้นจนร่างกายหล่อนผวาลอยขึ้นสูงไปปะทะกำแพงอะไรที่แข็งแกร่งมากและกำแพงนั้นแสนอุ่นและเคลื่อนไหวได้ด้วยต่างหาก... หล่อนเปิดผ้าปิดตาออกแล้วก็แทบจะร้องกรี๊ดออกมาเมื่อเห็นใบหน้าของนายมาเฟียชุดเทาอยู่ห่างกันไม่ถึงเซนติเมตร...
รินรดาตกใจจนเผลอกระชากแขนออกแล้วตวัดมือตบเขาเสียหน้าหัน ดวงตาของเขาวาวโรจน์น่ากลัว กรามขบเป็นสันนูน เขาโกรธหล่อนจนตัวสั่นไปเสียแล้ว อรรถากรกระชากหล่อนมาหาอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้หล่อนจะกรีดร้องหรือจะทำอะไรก็ไม่ทันเพราะเขาเอามือปิดปากหล่อนแน่น มือของเขาใหญ่และก็หนาจนมันพลอยปิดจมูกหล่อนไปด้วยจนหายใจแทบไม่ออก หล่อนเริ่มดิ้นขลุกขลักสู้แรงและการกระทำอันอุกอาจของเขา พยายามหนีเขาด้วยแรงตนเองแต่ไม่อาจสู้แรงคนที่ตัวสูงใหญ่กว่าหล่อนได้...
“เคยมีคนบอกคุณมั้ยว่าการทำให้ผู้ชายที่ขี้โมโหมากๆ โกรธ อาจจะทำให้คุณตายได้... ผู้ชายที่เป็นสุภาพบุรุษไม่รังแกผู้หญิงมีแต่ในนิยายน้ำเน่าประโลมโลกเท่านั้นแหละ” เขากระซิบบอกหล่อนเสียงห้าว...
รินรดาตาโต พยายามส่งเสียงอู้อี้ขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครหันมามองสักคน ลูกน้องเขาแกล้งหลับหรือว่าหลับจริงก็ไม่อาจทราบได้ หล่อนรู้แต่ว่าไม่มีใครช่วยหล่อนได้ เหมือนหัวใจตกไปที่ตาตุ่ม หล่อนกล้าไม่กลัวใครเมื่อหล่อนไม่ได้ทำผิดก็จริง แต่มาเจอคนที่จริงกว่าและพร้อมที่จะทำร้ายใครตามอารมณ์โดยที่ไม่คิดถึงความถูกผิดอย่างนี้ก็สู้ไม่ไหวเหมือนกัน
เขาใช้แรงที่มากกว่าพาหล่อนเข้ามาที่ห้องน้ำคับแคบได้... มือหนาปล่อยหล่อนรินรดาที่ดิ้นรนฮึดฮัดอยู่ก็หมุนคว้างจากวงแขนเขาชนประตูดังโครม
หล่อนไม่พูดพล่ามทำเพลงอะไร รีบหันหลังไปเปิดกลอนประตูเพื่อจะออกไปขอความช่วยเหลือจากนักบิน แต่ทว่าเขาไวกว่า เขาคว้าตัวหล่อนจากด้านหลังเอาไว้...
“ปล่อยฉันนะ”
“ไม่ เก่งมากไม่ใช่เหรอ ทำไมจะต้องหนี” เขาพูดเยาะเย้ยหล่อน... ตอนแรกจะเอาคืนหล่อนทำอะไรสักอย่างที่ให้หล่อนได้เจ็บปวดและเข็ดหลาบกับความอาจหาญของหล่อนที่กล้าต่อกรกับเขา แต่เห็นท่าทางตื่นกลัวเหมือนกวางหลงป่า หมดมาดผู้หญิงที่กวนโมโหนั้นทำให้เขาค่อยๆ ลดความโกรธลงเพราะเห็นว่าหล่อนไม่ได้เก่งจริงสักนิด แค่เขาเอาจริงเข้าหน่อยก็หนีหน้าซีดหน้าเผือด อย่างนี้ใช้ความรุนแรงไปก็เปล่าประโยชน์ เขามีวิธีเด็ดปีกของหล่อนตามแบบของเขาเองมากกว่า
“คัท คัท คัท คัททท ว้อยยย” เสียงผู้กำกับหน้าหล่อสุดติสร้องโหวกเหวกโวยวายขึ้นพร้อมกับเขวี้ยงโทรโข่งในมือทิ้งอย่างมีโมโห เมื่อฉากง่ายๆ ที่สั่งถ่ายนั้นไม่ผ่านแม้ถ่ายซ้ำจนหลายรอบ...“พักกองสามสิบนาที” ผู้กำกับคนเดิมยังกล่าวท่ามกลางความเงียบ และความเซ็งของคนทั้งกองถ่าย...ดาราชายหญิงสองคนที่อยู่หน้ากล้องมองหน้ากันไม่มีคำพูดอะไร ดาราหญิงหันไปมองคนที่นั่งรอตัวเองหน้าตึงอยู่อย่างเกรงใจเพราะเขามารอแต่เช้าส่วนดาราหนุ่มนั้นก็หัวเสียและไม่มีสมาธิมาแต่แรกแล้ว ต้นเหตุที่ผู้กำกับต้องเสียอารมณ์นั่นก็เพราะเขา... เขาทำใจจูบรินรดาไม่ได้ให้ตายเถอะ! ศตายุส่ายหัวให้กับความไม่เอาไหนของตัวเอง“เดี๋ยวพี่ไปหาคุณใหญ่ก่อนนะ ทำสมาธิให้ได้นะนายไทด์รีบถ่ายให้เสร็จเราจะได้เราจะได้เลิกกองสักที ฉากสุดท้ายของวันนี้แล้วแต่เสียเวลาถ่ายตั้งนาน ดีนะที่เป็นนายถ้าเป็นคนอื่นพี่วีนจนขนหัวลุกแล้วนะยะ” รินรดาพูดกับนักแสดงรุ่นน้องแล้วเดินเลี่ยงออกมาพ้นร่างรินรดาซึ่งเป็นตัวประกอบของเรื่อง อิงกมลนางเอกตัวจริงก็เดินมาหาศตายุด้วยใบหน้าที่หงุดหงิดไม่แพ้กันหล่อนจะกลับบ้านไม่ได้เลยถ้าถ่ายฉากนี้ไม่จบ เพราะหล่อนต้องกลับบ้านกับศตายุ และ
ใครที่ทำกรรมชั่วเอาไว้ต่างก็ได้รับกรรมเหล่านั้น อย่างเช่นมาลาตีและมานัสที่ถึงแม้จะหายเจ็บแต่ก็ต้องถูกดำเนินคดีและเข้าไปรับใช้กรรมในคุก ถึงแม้ว่าจะมีลูกกตัญญูไปเยี่ยมเยียนเสมอหากแต่มาลาตีกลับยิ่งทุกข์ทนทรมานเมื่อเห็นลูกเติบโตละได้สิ่งที่ดีๆ แต่ต้องมารับรู้ว่ามีแม่ชั่วๆ อย่างนางมานัสเองแม้จะได้รับการอโหสิจากรติพงษ์แต่เขาก็อยู่ในคุกด้วยความรู้สึกเหมือนว่าชีวิตนี้ได้จบสิ้นลงไปแล้ว เขาเสียใจที่ทำเรื่องเลวร้ายมาจนสูญเสียอิสรภาพไปอย่างที่ไม่มีวันเรียกร้องกลับมาได้อีก เพราะกรรมที่เขาทำไว้มันย้อนมาสนองอย่างที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน...รติพงษ์ลาออกจากงานแล้วมาเปิดบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของตัวเองโดยการสนับสนุนของเจ้านายเก่าและกำลังจะเป็นน้องเขยอย่างเขตแดน แนวโน้มกิจการค่อนข้างไปได้ดีเพราะชายหนุ่มมีหัวทางนี้อยู่มากจึงนับว่าเขามาถูกทาง...ระรินทิพย์เองก็ถูกขอร้องให้อยู่ในบ้านอโณทัยตามเดิมเพราะบ้านนั้นคงไม่เป็นบ้านหากขาดหญิงสาว... แรกๆ นั้นระรินทิพย์ก็รู้สึกละอาย แต่ผู้เป็นย่าและพี่สาวไม่เคยถือโทษเรื่องที่มารดาหล่อนทำเพราะทุกคนก็ต่างปลดปลง พงศกรเองก็ยังรักหล่อนเหมือนลูกสาวเช่นเดิมแถมตอนนี้ยังมีน้องสาวคน
คุณนายมาลาตีพ้นขีดอันตรายมาได้อย่างอัศจรรย์เพราะกระสุนนั้นไม่ได้ทำลายอวัยวะสำคัญทำให้นางรอดมาได้ แต่การผ่าตัดเอากระสุนออกนั้นทำให้นางต้องอยู่รักษาตัวในโรงพยาบาล นางตื่นมาและมีอาการคลุ้มคลั่งจนต้องให้ยาคลายประสาทอยู่เนืองๆ ถึงจะสงบลงบ้าง ทั้งลูกชายและลูกสาวแสนกตัญญูนั้นต่างเข้าเยี่ยมและดูแลมารดาด้วยน้ำตาแห่งความเศร้าเสียใจเพราะรู้ว่าหากมารดาหายแล้วก็ต้องถูกคุมขังเสียอิสระเพราะความผิดมากมายที่ก่อไว้ แต่ทั้งสองก็ยังยอมรับได้เพราะดีกว่าจะปล่อยให้มารดาเสียชีวิตไปและหมดโอกาสพบเจอกันอีกเลย... ส่วนนางเพียงใจอาการสาหัสยังไม่ฟื้นและยังคงรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู พงศกรและรินรดาก็เข้าไปเยี่ยมอยู่ทุกวันและหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับผู้เป็นย่า รินรดาไม่โกรธเกลียดท่านเลยแม้แต่น้อยนิดและยิ่งสงสารเมื่อนางต้องมาเจ็บตัวขนาดนี้ในยามที่อายุมากแล้ว วันนี้รินรดานัดอรรถากรให้เขาไปรับจิด้าที่โรงเรียนแล้วมาพบกันที่โรงพยาบาล หญิงสาวรอไม่นานเห็นอรรถากรเดินมาและมีจิด้าขี่หลังอยู่ก็อมยิ้มที่สองพ่อลูกคู่นี้สนิทกันมากเพราะอรรถากรมีเวลาว่างดูแลจิด้ามากขึ้น ในขณะที่หล่อนอยู่กับเด็กหญิงน้อยลงเ
หม่อมราชวงศ์เขตแดนวางโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งคุยกับพี่ชายลงแล้วหันมามองทอดสายตาอ่อนโยนไปยังระรินทิพย์ หญิงสาวนอนหลับเพราะฤทธิ์ยาที่ถูกผสมน้ำให้ทานตอนที่มาแต่งตัวแล้ว ช่างทั้งหลายก็ไปแต่งตัวให้รินรดาเหลือเพียงหล่อนอยู่กับเขาสองคน เขานึกห่วงหญิงสาวจะต้องตื่นขึ้นมาพบเรื่องราวหลายอย่างที่กระทบต่อชีวิตและจิตใจจนเขาไม่รู้ว่าหล่อนจะรับได้มากมายสักเพียงไหน แต่เขาก็คิดว่าเขาคงจะอยู่เคียงข้างหล่อนต่อไปหากว่าหล่อน... ต้องการเขา “ระรินชอบคุณใหญ่” น้ำคำที่บอกพร้อมกับดวงตาว่างเปล่าไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความรักที่เขาได้รับวันนั้นมันมาเสียดแทงใจตลอดจนเขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวอะไรกับหล่อนเพราะผิดหวังและเสียใจกับสิ่งที่ได้ยิน จนบัดนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าจะเชื่อพี่ชายเขาที่บอกว่าหล่อนโกหกหรือว่าเชื่อคำพูดหล่อนดี... “คุณเล็ก” น้ำเสียงตกใจเล็กน้อยเอ่ยเรียกเขาเมื่อเห็นหน้าคนที่นั่งจ้องหล่อนอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงที่หล่อนนอน ระรินทิพย์ผุดลุกขึ้นมา หล่อนจำได้ว่ามาที่ห้องนี้เพื่อแต่งตัวเพื่อเตรียมเข้าพิธีหมั้น หากพอหล่อนสวมชุดเสร็จหล่อนก็ง่วงนอนมากจนคิดว่าตัวเองคงหลับล้มตัวลงนอนไม่รู้เรื่อง
ตอนที่ผลตรวจเลือดของรินรดาออกมา มาลาตีปลอบใจนางที่เสียใจว่ารินรดาไม่ใช่หลานและขอให้เก็บไว้เป็นความลับเพราะว่าสงสารพงศกรและรินรดาและแสดงท่าทีเห็นใจรินรดาอย่างแนบเนียน นางเองก็หลงเชื่อและสัญญาว่าจะไม่บอกใครและเก็บเรื่องนี้เอาไว้มาตลอด ถ้าไม่เกรงว่าพงศกรจะยกทุกอย่างให้ รินรดามากกว่าคนที่ตนคิดว่าเป็นหลานเพียงคนเดียวอย่างระรินทิพย์แล้วพูดเรื่องดีเอ็นเอออกมา นางคงจะเข้าใจผิดไปจนชั่วชีวิต “แกรักฉันที่ไหน แกรักตัวเองต่างหาก แกเอาใจฉันก็เพราะอยากได้ลูกสะใภ้ที่ว่าง่าย ฉันเกลียดแค่ไหนแกไม่รู้หรอกที่ต้องคอยอยู่เอาอกเอาใจนังแก่ งี่เง่าอย่างแก และเพราะแกคนเดียว ถ้าไม่เอาเรื่องดีเอ็นเอมาพูดมันก็ไม่จบลงอย่างนี้...” มาลาตีตวาดเสียงใส่... ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้นางเพราะมีปืน ตอนนี้นางกำลังเริ่มคลุ้มคลั่งเพราะความหวาดกลัวและความโกรธ “ฉันอุตส่าห์เขี่ยนังโรเชลีน่าออกไปแล้วเขี่ยนังหนูดีให้พ้นทาง ไอ้ผัวเฮงซวยที่รักแต่พวกฝรั่งไม่สนใจฉันฉันก็วางแผนจะจัดการมันหลังงานหมั้นยัยระรินแล้วรอเปลี่ยนพินัยกรรมกับทนายให้เป็นของยัยระรินคนเดียว แล้วหลังจากนั้นฉันถึงจะฆ่าแก แต่แกทำให้แผนทุกอย่างฉัน
งานนี้นับว่าเป็นงานที่มีบรรยากาศอึมครึมและหลายคนมีสีหน้ากระอักกระอ่วน แม้แต่ตัวรินรดาเองก็ยังกังวลใจจนลืมความตื่นเต้นไปหมดได้แต่ทำตามที่ผู้ใหญ่กระซิบบอกจนกระทั่งอรรถากรจับมือหล่อนเอาไว้และสวมแหวนอันทรงคุณค่าที่นิ้วนางข้างซ้าย หล่อนถึงได้มองใบหน้าคู่หมั้นที่กำลังก้มมองนิ้วมือของหล่อนอยู่และเงยหน้าขึ้นมาสบตากัน...ณ วิณาทีนี้หล่อนกลายเป็นคู่หมั้นของเขาไปแล้ว ความรู้สึกอิ่มเอมตื้นตัวหัวใจไหลเวียนวนอยู่ในความรู้สึกของหญิงสาว ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น...“มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเปลี่ยนตัวกันอย่างนี้...แกเอาลูกสาวฉันไปไว้ไหน หานังหนูดี แกถึงได้มาชุบมือเปิบแทนลูกสาวฉัน” คุณนายมาลาตีถลึงตาถามด้วยน้ำเสียงร้อนรนเมื่อพิธีการเสร็จสิ้นลงและหม่อมเจ้าภานุรุจรัศมีกับญาติๆ กลับวังแล้วเพราะท่านมีพลานามัยไม่แข็งแรงนักจึงต้องรีบกลับไปพักผ่อน นักข่าวได้ถ่ายรูปทำข่าวหมั้นและสัมภาษณ์อรรถากรกับรินรดาเล็กน้อยและก็ไปแล้ว คนที่เหลืออยู่ก็มีแต่คนกันเอง นางจึงออกลวดลายได้เต็มที่“นั่นน่ะสิคุณใหญ่... ทำไมถึงทำอย่างนี้... คุณใหญ่มาขอหมั้นระรินกับย่าไม่ใช่หรือแล้วทำไมถึงต้องเปลี่ยนมาเป็นแม่หนูดีถ้าจะหม
บรรยากาศอันเงียบเชียบในห้องของนางเพียงใจผู้เป็นย่าของรินรดาดูน่าครั่นคร้ามมากเมื่อยามกลางคืน การตกแต่งห้องด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สักทองแบบโบราณกับผ้าม่านสีน้ำตาลเข้ม กลิ่นกำยานที่คนจุดจงใจให้หอมแต่มันทำให้ห้องดูอึมครึมได้อย่างไม่น่าเชื่อ แล้วยามเมื่อผู้เป็นย่านั่งหน้าเคร่งรอต้อนรับหล่อนอยู่บนเก้าอี้โยก
หลังจากที่ไม่ยอมกลับบ้านเลยนอกจากจะมีเรื่องคอขาดบาดตาย รินรดาก็ถูกผู้เป็นย่าเรียกตัวกลับบ้านด้วยถ้อยคำที่ทำให้หล่อนงงมาก ไม่มีคำว่าคิดถึง ไม่มีถ้อยคำที่คนเป็นย่าควรจะพูดดีๆ กับหลานที่นานๆ ถึงจะพบกันครั้งหนึ่ง... ท่านโทรศัพท์มาบอกเพียงแค่ประโยคเดียวที่ทำให้หล่อนงง แล้วก็วางสายไป“แกจะไม่อยากมาเหยียบ
หญิงสาวเปิดตู้เย็นหาอะไรมาทำเรื่อยเปื่อย ผลไม้ที่มีก็เอามาปอกแล้วเรียงใส่จานอย่างสวยงามจนคนที่นั่งมองหล่อนทำอยู่เพลินๆ นั้นต้องเอ่ยชวนหล่อนคุยขึ้นมาเพราะหล่อนทำเพลินจนไม่สนใจเขาจริงๆ “หิวแล้ว” “เดี๋ยวเด็กก็จัดของขึ้นโต๊ะแล้วล่ะค่ะ ใกล้ถึงเวลาแล้ว” หล่อนบอกเขายิ้มๆ ใบหน้าหล่อเห
เวลาสิบเจ็ดนาฬิกาเป็นฤกษ์งามยามดีที่รินรดาจะออกจากห้องไปเดินเล่นข้างนอก หล่อนสั่งอาหารง่ายๆ ของทางโรงแรมรองท้องมาก่อนแล้วเพื่อว่าจะได้ไม่หิวเกินไปนัก วันนี้หล่อนนึกครึ้มอยากได้เครื่องเงินกับเครื่องประดับขึ้นมาเฉยๆ เลยตั้งใจว่าจะจ้างรถโรงแรมไปส่งที่ร้านเพชรอันขึ้นชื่อของที่นี่แล้วค่อยกลับมาผลงานศิล







