เข้าสู่ระบบวันนี้หล่อนมีไฟลท์พิเศษ ลูกค้าจองเครื่องบินลำเล็กเพื่อเดินทางเป็นส่วนตัวโดยจองแบบเช่าเหมาลำ รินรดาชอบการเป็นแอร์ให้เที่ยวบินแบบนี้เพราะว่าหล่อนจะได้ไม่ต้องวุ่นวายกับคนให้มากนัก... หล่อนอุตส่าห์คิดว่าวันนี้ตัวเองโชคดีแล้วที่ได้ทำงานสบายๆ สุดท้ายหล่อนก็มาซวยที่ต้องมาเกิดอุบัติเหตุ... ทำให้เสียเวลาซ้ำต้องเอารถไปซ่อมเองอีกต่างหาก แล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะต้องออกเงินเองหรือเปล่าด้วยเพราะเช็คที่ได้มาง่ายดายทำให้ไม่ค่อยมั่นใจว่ามันจะใช้ได้หรือเปล่า เผลอๆ อาจจะเป็นเช็คเด้งด้วยซ้ำ
“วันนี้มันวันซวยอะไรของเธอนะเนี่ยหนูดี” รินรดาขับรถไปเซ็งไปตลอดตั้งแต่จุดเกิดเหตุจนไปถึงสนามบิน...
ร่างสูงใหญ่ในชุดสีเทาเดินเข้ามาที่อาคารผู้โดยสารที่เมื่อก่อนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย หากแต่ตอนนี้มีการเปิดใช้สนามบินแห่งใหม่ สนามบินดอนเมืองจึงมีเที่ยวบินน้อยลง สำหรับเขานั้นเขาชอบขึ้นเครื่องบินที่สนามบินดอนเมืองมากกว่าเพราะรู้สึกคุ้นเคยกับที่นี่ ก่อนหน้านั้นเทียวบินไปโน่นมานี่ตั้งแต่ยังเด็กจนรู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้านอีกหลังไปแล้ว ดีที่ตอนนี้สายการบินต้นทุนต่ำและสายการบินชาร์เตอร์ไฟลท์ย้ายฐานมาบินที่ดอนเมืองทำให้สนามบินคึกคักไม่เงียบเหงา
ลูกน้องสองสามคนที่จะตามไปประชุมด้วยกันนั้นรอเขาอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ดูเหมือนว่าทุกคนจะพร้อมใจกันใส่สูทสีดำจนดูเหมือนว่าเป็นแก๊งมาเฟียแล้วมีเขาที่ใส่สูทสีต่างเพื่อนเป็นหัวหน้า ทั้งที่จริงแล้วเขาเป็นแค่ผู้บริหารโรงแรมเท่านั้น...
เคยมีคนบอกเขาว่าหน้าตาเรียบๆ ของเขานั้นดูน่าเกรงขาม แล้วยิ่งนิสัยเขาเป็นคนที่เคร่งขรึมยิ้มยากยิ่งทำให้น่ากลัวเข้าไปใหญ่ ผิดกับน้องชายของเขาที่ละม้ายคล้ายกันจนมีใครหลายคนทักว่าเป็นคู่แฝด แต่อีกฝ่ายนั้นหน้าตาเป็นมิตรยิ้มแย้มแจ่มใส จึงเป็นขวัญใจ เด็ก สตรี และคนชรา ดังนั้นคนที่รู้จักกันนานมากขึ้นจะรู้ว่านิสัยเขากับน้องชายแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว... จึงจำได้ว่าใครเป็นใคร ไม่ได้จำสลับกันเหมือนบางคนที่รู้จักกันผิวเผิน
น้องชายเขาร่าเริง ยิ้มง่าย มองโลกในแง่ดี หากเปรียบกับผ้าก็คงเป็นสีขาว ส่วนเขา... เงียบขรึม ชอบความสงบ และมองโลกในแง่ลบ แถมไม่ได้ใจดีเหมือนน้องชาย ถ้าหากเปรียบแล้วก็คงเหมือนผ้าสีดำ
แต่ความแตกต่างนี้ไม่ได้ทำลายความสามัคคีของพวกเขาสองพี่น้องแต่อย่างใด พวกเขายังรักกันดีเพราะมีกันอยู่แค่สองคน เนื่องจากบิดามารดาของเขาและน้องชายนั้นเสียชีวิตไปเพราะอุบัติเหตุเมื่อสมัยที่พวกเขาเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยกันใหม่ๆ ทั้งสองฝ่าฟันธุรกิจและทำงานร่วมกันมาอย่างยากลำบาก จึงไม่เคยทิ้งกันเลย...
“นายเล็กบินหรือยังล่ะ” เขาหันไปถามเตวิชญ์ซึ่งเป็นเลขาคู่ใจที่ทำงานด้วยกันมาหลายปี ก่อนที่จะมาที่นี่เขากับน้องชายยังประชุมงานด้วยกันอยู่ แต่เลขาของน้องชายเขาจัดตารางงานซ้อนกัน เขตแดนจึงรีบออกมาก่อน ส่วนเขาที่ต้องขึ้นไปดูโรงแรมที่ทางเหนือนั้นตามมาทีหลัง...
“บินไปแล้วเรียบร้อยครับ เห็นบอกว่าจะอ่านเอกสารที่จะต้องพูดในที่ประชุมตอนอยู่บนเครื่อง ผมคำนวณดูเวลาแล้วน่าจะทันครับ”
“เลขานายเล็กยังทำงานไม่คล่องเท่าไหร่ ขนาดว่าเป็นเด็กจบเกียรตินิยมมหาวิทยาลัยดัง ซื้อตัวมาด้วยราคาสูงแต่ทำงานไม่ได้เรื่องเลย... ถ้าว่างนายก็สอนเขาหน่อยก็แล้วกัน” หม่อมราชวงศ์อรรถากรบอกลูกน้องก่อนจะพากันเดินมาที่ประตูทางออกเพื่อรอขึ้นเครื่องบินลำเล็กที่ปลายหางเครื่องมีสัญลักษณ์ของสายการบินเอเชียแอร์ไลน์ สายการบินที่ผูกพันกันทางธุรกิจกับกิจการในเครืออมรกรุ๊ปอย่างแน่นแฟ้น
ร่างสูงสง่าผ่าเผยไม่ได้มีเพียงสัดส่วนเท่านั้นที่โดดเด่น หากแต่ใบหน้าคมเคร่งขรึมและดวงตาคมกริบประดุจมีดโกนนั้นก็ดูดีไม่แพ้กัน... เขาได้เชื้อสายเจ้ามาจากปู่ ได้สายเลือดยุโรปมาจากย่า เมื่อพ่อเขาเกิดมาก็ใช้นามสกุลของย่าและปู่ร่วมกันเพื่อเป็นการให้เกียรติทั้งสองท่าน และมาถึงรุ่นเขาก็ต้องใช้สืบต่อกันตามมา ด้วยความที่มีเลือดยุโรปในตัวนี้ทำให้รูปร่างของเขาสูงใหญ่กว่าชายไทยทั่วไป และใบหน้าที่หล่อเหลาหาตัวจับได้ยากไม่มีใครเหมือน (ยกเว้นน้องชาย) นั้นบ่งบอกได้ถึงความเป็นคนสายเลือดผสมสองชาติอย่างเขา
หม่อมราชวงศ์หนุ่มเดินหน้าเรียบไร้ความรู้สึกขึ้นเครื่องบินไปโดยที่ไม่ค่อยสนใจใครนัก ไม่สนใจแม้กระทั่งแอร์โฮสเตสสาวหน้าหวานที่ยืนมอบพวงมาลัยต้อนรับเขาตามหน้าที่อยู่ เขาแค่หันมามองหล่อนแวบหนึ่งก่อนจะเดินเข้าไป ปล่อยให้หญิงสาวยื่นมาลัยให้เขาเก้อ
“คัท คัท คัท คัททท ว้อยยย” เสียงผู้กำกับหน้าหล่อสุดติสร้องโหวกเหวกโวยวายขึ้นพร้อมกับเขวี้ยงโทรโข่งในมือทิ้งอย่างมีโมโห เมื่อฉากง่ายๆ ที่สั่งถ่ายนั้นไม่ผ่านแม้ถ่ายซ้ำจนหลายรอบ...“พักกองสามสิบนาที” ผู้กำกับคนเดิมยังกล่าวท่ามกลางความเงียบ และความเซ็งของคนทั้งกองถ่าย...ดาราชายหญิงสองคนที่อยู่หน้ากล้องมองหน้ากันไม่มีคำพูดอะไร ดาราหญิงหันไปมองคนที่นั่งรอตัวเองหน้าตึงอยู่อย่างเกรงใจเพราะเขามารอแต่เช้าส่วนดาราหนุ่มนั้นก็หัวเสียและไม่มีสมาธิมาแต่แรกแล้ว ต้นเหตุที่ผู้กำกับต้องเสียอารมณ์นั่นก็เพราะเขา... เขาทำใจจูบรินรดาไม่ได้ให้ตายเถอะ! ศตายุส่ายหัวให้กับความไม่เอาไหนของตัวเอง“เดี๋ยวพี่ไปหาคุณใหญ่ก่อนนะ ทำสมาธิให้ได้นะนายไทด์รีบถ่ายให้เสร็จเราจะได้เราจะได้เลิกกองสักที ฉากสุดท้ายของวันนี้แล้วแต่เสียเวลาถ่ายตั้งนาน ดีนะที่เป็นนายถ้าเป็นคนอื่นพี่วีนจนขนหัวลุกแล้วนะยะ” รินรดาพูดกับนักแสดงรุ่นน้องแล้วเดินเลี่ยงออกมาพ้นร่างรินรดาซึ่งเป็นตัวประกอบของเรื่อง อิงกมลนางเอกตัวจริงก็เดินมาหาศตายุด้วยใบหน้าที่หงุดหงิดไม่แพ้กันหล่อนจะกลับบ้านไม่ได้เลยถ้าถ่ายฉากนี้ไม่จบ เพราะหล่อนต้องกลับบ้านกับศตายุ และ
ใครที่ทำกรรมชั่วเอาไว้ต่างก็ได้รับกรรมเหล่านั้น อย่างเช่นมาลาตีและมานัสที่ถึงแม้จะหายเจ็บแต่ก็ต้องถูกดำเนินคดีและเข้าไปรับใช้กรรมในคุก ถึงแม้ว่าจะมีลูกกตัญญูไปเยี่ยมเยียนเสมอหากแต่มาลาตีกลับยิ่งทุกข์ทนทรมานเมื่อเห็นลูกเติบโตละได้สิ่งที่ดีๆ แต่ต้องมารับรู้ว่ามีแม่ชั่วๆ อย่างนางมานัสเองแม้จะได้รับการอโหสิจากรติพงษ์แต่เขาก็อยู่ในคุกด้วยความรู้สึกเหมือนว่าชีวิตนี้ได้จบสิ้นลงไปแล้ว เขาเสียใจที่ทำเรื่องเลวร้ายมาจนสูญเสียอิสรภาพไปอย่างที่ไม่มีวันเรียกร้องกลับมาได้อีก เพราะกรรมที่เขาทำไว้มันย้อนมาสนองอย่างที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน...รติพงษ์ลาออกจากงานแล้วมาเปิดบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของตัวเองโดยการสนับสนุนของเจ้านายเก่าและกำลังจะเป็นน้องเขยอย่างเขตแดน แนวโน้มกิจการค่อนข้างไปได้ดีเพราะชายหนุ่มมีหัวทางนี้อยู่มากจึงนับว่าเขามาถูกทาง...ระรินทิพย์เองก็ถูกขอร้องให้อยู่ในบ้านอโณทัยตามเดิมเพราะบ้านนั้นคงไม่เป็นบ้านหากขาดหญิงสาว... แรกๆ นั้นระรินทิพย์ก็รู้สึกละอาย แต่ผู้เป็นย่าและพี่สาวไม่เคยถือโทษเรื่องที่มารดาหล่อนทำเพราะทุกคนก็ต่างปลดปลง พงศกรเองก็ยังรักหล่อนเหมือนลูกสาวเช่นเดิมแถมตอนนี้ยังมีน้องสาวคน
คุณนายมาลาตีพ้นขีดอันตรายมาได้อย่างอัศจรรย์เพราะกระสุนนั้นไม่ได้ทำลายอวัยวะสำคัญทำให้นางรอดมาได้ แต่การผ่าตัดเอากระสุนออกนั้นทำให้นางต้องอยู่รักษาตัวในโรงพยาบาล นางตื่นมาและมีอาการคลุ้มคลั่งจนต้องให้ยาคลายประสาทอยู่เนืองๆ ถึงจะสงบลงบ้าง ทั้งลูกชายและลูกสาวแสนกตัญญูนั้นต่างเข้าเยี่ยมและดูแลมารดาด้วยน้ำตาแห่งความเศร้าเสียใจเพราะรู้ว่าหากมารดาหายแล้วก็ต้องถูกคุมขังเสียอิสระเพราะความผิดมากมายที่ก่อไว้ แต่ทั้งสองก็ยังยอมรับได้เพราะดีกว่าจะปล่อยให้มารดาเสียชีวิตไปและหมดโอกาสพบเจอกันอีกเลย... ส่วนนางเพียงใจอาการสาหัสยังไม่ฟื้นและยังคงรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู พงศกรและรินรดาก็เข้าไปเยี่ยมอยู่ทุกวันและหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับผู้เป็นย่า รินรดาไม่โกรธเกลียดท่านเลยแม้แต่น้อยนิดและยิ่งสงสารเมื่อนางต้องมาเจ็บตัวขนาดนี้ในยามที่อายุมากแล้ว วันนี้รินรดานัดอรรถากรให้เขาไปรับจิด้าที่โรงเรียนแล้วมาพบกันที่โรงพยาบาล หญิงสาวรอไม่นานเห็นอรรถากรเดินมาและมีจิด้าขี่หลังอยู่ก็อมยิ้มที่สองพ่อลูกคู่นี้สนิทกันมากเพราะอรรถากรมีเวลาว่างดูแลจิด้ามากขึ้น ในขณะที่หล่อนอยู่กับเด็กหญิงน้อยลงเ
หม่อมราชวงศ์เขตแดนวางโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งคุยกับพี่ชายลงแล้วหันมามองทอดสายตาอ่อนโยนไปยังระรินทิพย์ หญิงสาวนอนหลับเพราะฤทธิ์ยาที่ถูกผสมน้ำให้ทานตอนที่มาแต่งตัวแล้ว ช่างทั้งหลายก็ไปแต่งตัวให้รินรดาเหลือเพียงหล่อนอยู่กับเขาสองคน เขานึกห่วงหญิงสาวจะต้องตื่นขึ้นมาพบเรื่องราวหลายอย่างที่กระทบต่อชีวิตและจิตใจจนเขาไม่รู้ว่าหล่อนจะรับได้มากมายสักเพียงไหน แต่เขาก็คิดว่าเขาคงจะอยู่เคียงข้างหล่อนต่อไปหากว่าหล่อน... ต้องการเขา “ระรินชอบคุณใหญ่” น้ำคำที่บอกพร้อมกับดวงตาว่างเปล่าไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความรักที่เขาได้รับวันนั้นมันมาเสียดแทงใจตลอดจนเขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวอะไรกับหล่อนเพราะผิดหวังและเสียใจกับสิ่งที่ได้ยิน จนบัดนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าจะเชื่อพี่ชายเขาที่บอกว่าหล่อนโกหกหรือว่าเชื่อคำพูดหล่อนดี... “คุณเล็ก” น้ำเสียงตกใจเล็กน้อยเอ่ยเรียกเขาเมื่อเห็นหน้าคนที่นั่งจ้องหล่อนอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงที่หล่อนนอน ระรินทิพย์ผุดลุกขึ้นมา หล่อนจำได้ว่ามาที่ห้องนี้เพื่อแต่งตัวเพื่อเตรียมเข้าพิธีหมั้น หากพอหล่อนสวมชุดเสร็จหล่อนก็ง่วงนอนมากจนคิดว่าตัวเองคงหลับล้มตัวลงนอนไม่รู้เรื่อง
ตอนที่ผลตรวจเลือดของรินรดาออกมา มาลาตีปลอบใจนางที่เสียใจว่ารินรดาไม่ใช่หลานและขอให้เก็บไว้เป็นความลับเพราะว่าสงสารพงศกรและรินรดาและแสดงท่าทีเห็นใจรินรดาอย่างแนบเนียน นางเองก็หลงเชื่อและสัญญาว่าจะไม่บอกใครและเก็บเรื่องนี้เอาไว้มาตลอด ถ้าไม่เกรงว่าพงศกรจะยกทุกอย่างให้ รินรดามากกว่าคนที่ตนคิดว่าเป็นหลานเพียงคนเดียวอย่างระรินทิพย์แล้วพูดเรื่องดีเอ็นเอออกมา นางคงจะเข้าใจผิดไปจนชั่วชีวิต “แกรักฉันที่ไหน แกรักตัวเองต่างหาก แกเอาใจฉันก็เพราะอยากได้ลูกสะใภ้ที่ว่าง่าย ฉันเกลียดแค่ไหนแกไม่รู้หรอกที่ต้องคอยอยู่เอาอกเอาใจนังแก่ งี่เง่าอย่างแก และเพราะแกคนเดียว ถ้าไม่เอาเรื่องดีเอ็นเอมาพูดมันก็ไม่จบลงอย่างนี้...” มาลาตีตวาดเสียงใส่... ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้นางเพราะมีปืน ตอนนี้นางกำลังเริ่มคลุ้มคลั่งเพราะความหวาดกลัวและความโกรธ “ฉันอุตส่าห์เขี่ยนังโรเชลีน่าออกไปแล้วเขี่ยนังหนูดีให้พ้นทาง ไอ้ผัวเฮงซวยที่รักแต่พวกฝรั่งไม่สนใจฉันฉันก็วางแผนจะจัดการมันหลังงานหมั้นยัยระรินแล้วรอเปลี่ยนพินัยกรรมกับทนายให้เป็นของยัยระรินคนเดียว แล้วหลังจากนั้นฉันถึงจะฆ่าแก แต่แกทำให้แผนทุกอย่างฉัน
งานนี้นับว่าเป็นงานที่มีบรรยากาศอึมครึมและหลายคนมีสีหน้ากระอักกระอ่วน แม้แต่ตัวรินรดาเองก็ยังกังวลใจจนลืมความตื่นเต้นไปหมดได้แต่ทำตามที่ผู้ใหญ่กระซิบบอกจนกระทั่งอรรถากรจับมือหล่อนเอาไว้และสวมแหวนอันทรงคุณค่าที่นิ้วนางข้างซ้าย หล่อนถึงได้มองใบหน้าคู่หมั้นที่กำลังก้มมองนิ้วมือของหล่อนอยู่และเงยหน้าขึ้นมาสบตากัน...ณ วิณาทีนี้หล่อนกลายเป็นคู่หมั้นของเขาไปแล้ว ความรู้สึกอิ่มเอมตื้นตัวหัวใจไหลเวียนวนอยู่ในความรู้สึกของหญิงสาว ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น...“มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเปลี่ยนตัวกันอย่างนี้...แกเอาลูกสาวฉันไปไว้ไหน หานังหนูดี แกถึงได้มาชุบมือเปิบแทนลูกสาวฉัน” คุณนายมาลาตีถลึงตาถามด้วยน้ำเสียงร้อนรนเมื่อพิธีการเสร็จสิ้นลงและหม่อมเจ้าภานุรุจรัศมีกับญาติๆ กลับวังแล้วเพราะท่านมีพลานามัยไม่แข็งแรงนักจึงต้องรีบกลับไปพักผ่อน นักข่าวได้ถ่ายรูปทำข่าวหมั้นและสัมภาษณ์อรรถากรกับรินรดาเล็กน้อยและก็ไปแล้ว คนที่เหลืออยู่ก็มีแต่คนกันเอง นางจึงออกลวดลายได้เต็มที่“นั่นน่ะสิคุณใหญ่... ทำไมถึงทำอย่างนี้... คุณใหญ่มาขอหมั้นระรินกับย่าไม่ใช่หรือแล้วทำไมถึงต้องเปลี่ยนมาเป็นแม่หนูดีถ้าจะหม
บรรยากาศอันเงียบเชียบในห้องของนางเพียงใจผู้เป็นย่าของรินรดาดูน่าครั่นคร้ามมากเมื่อยามกลางคืน การตกแต่งห้องด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สักทองแบบโบราณกับผ้าม่านสีน้ำตาลเข้ม กลิ่นกำยานที่คนจุดจงใจให้หอมแต่มันทำให้ห้องดูอึมครึมได้อย่างไม่น่าเชื่อ แล้วยามเมื่อผู้เป็นย่านั่งหน้าเคร่งรอต้อนรับหล่อนอยู่บนเก้าอี้โยก
หลังจากที่ไม่ยอมกลับบ้านเลยนอกจากจะมีเรื่องคอขาดบาดตาย รินรดาก็ถูกผู้เป็นย่าเรียกตัวกลับบ้านด้วยถ้อยคำที่ทำให้หล่อนงงมาก ไม่มีคำว่าคิดถึง ไม่มีถ้อยคำที่คนเป็นย่าควรจะพูดดีๆ กับหลานที่นานๆ ถึงจะพบกันครั้งหนึ่ง... ท่านโทรศัพท์มาบอกเพียงแค่ประโยคเดียวที่ทำให้หล่อนงง แล้วก็วางสายไป“แกจะไม่อยากมาเหยียบ
หญิงสาวเปิดตู้เย็นหาอะไรมาทำเรื่อยเปื่อย ผลไม้ที่มีก็เอามาปอกแล้วเรียงใส่จานอย่างสวยงามจนคนที่นั่งมองหล่อนทำอยู่เพลินๆ นั้นต้องเอ่ยชวนหล่อนคุยขึ้นมาเพราะหล่อนทำเพลินจนไม่สนใจเขาจริงๆ “หิวแล้ว” “เดี๋ยวเด็กก็จัดของขึ้นโต๊ะแล้วล่ะค่ะ ใกล้ถึงเวลาแล้ว” หล่อนบอกเขายิ้มๆ ใบหน้าหล่อเห
กริ๊งงงงง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น... รินรดาค่อยๆ ขยับร่างลุกขึ้นนั่ง หล่อนยังรู้สึกเมื่อยขบปวดระบมบางส่วนในร่างกายหลังจากที่กลับเข้ามาสำรวจตัวเองในห้องแล้วว่าไม่มีอะไรร้ายแรงมาก นอกจากรอยช้ำนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น... หล่อนก็ค่อยหลับลงพร้อมกับความคิดที่ว่าจะไม่ออกไปเที่ยวอีกแล้วจนเสียงโทรศัพท์บ







