Se connecterในยามที่เยี่ยหยวนซีกำลังฝึกฝนการต่อสู้อยู่นั้น หลี่ลี่อิงได้นั่งปักผ้าอยู่ไกลๆ แล้วแอบมองเขาเป็นระยะโดยมีเสี่ยวชิงยืนอยู่ด้วย
“คุณหนูไม่ร้อนหรือเจ้าคะ แดดเริ่มส่องแล้ว”
“ไม่หรอก ข้าไม่ได้ร้อนเลยสักนิด” พูดไปนางก็ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อที่ผุดอยู่บนใบหน้าไปด้วย ทำให้เสี่ยวชิงเอ็นดูในความพยายามของนางยิ่งนัก
“ข้าว่าเข้าไปหลบในร่มก่อนเถิดเจ้าค่ะ คุณชายเยี่ยฝึกซ้อมเช่นนั้นคงไม่ได้มองมาทางนี้แน่”
“ข้าไม่ได้อยากให้ต้าเกอมองมาเสียหน่อย” หลี่ลี่อิงรีบปฏิเสธแล้วแสร้งว่าปักผ้าต่อไป
“ถ้าเช่นนั้นก็เข้าไปนั่งพักในร่ม แล้วนำพิณมาบรรเลงจะไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ ได้ยินเสียงพิณจากคุณหนู คุณชายเยี่ยคงหันมามองบ้าง” เสี่ยวชิงแนะวิธีแก่นาง ทำให้หลี่ลี่อิงยอมแพ้แก่ความรู้ใจของสาวใช้คนสนิท
“งั้นเจ้าเอาผ้าไปเก็บแล้วไปเอาพิณมาให้ข้า ข้าจะไปรอที่ด้านโน้น” หลี่ลี่อิงพูดเสียงเบาด้วยความเอียงอาย แล้วลุกเดินไปยังศาลาที่ห่างออกไปอีก
ไม่นานนักเสี่ยวชิงก็เดินกลับมาพร้อมกับพิณของนาง ดรุณีน้อยจึงนึกอยู่ชั่วครู่แล้วเริ่มบรรเลงเพลงพิณขึ้นมา
“คุณหนูเล่นพิณได้ไพเราะนัก” เสี่ยวชิงชมนาง
ยิ่งได้ยินคำชมนั้นหลี่ลี่อิงก็ยิ่งรู้สึกปลาบปลื้มกับฝีมือของตนเองที่พัฒนามาไกลเช่นนี้เพราะมีปรมาจารย์พิณมาสอนให้นางอย่างเข้มงวด
นางเล่นในท่วงทำนองที่ฟังแล้วทำให้รู้สึกเพลิดเพลินจนลืมไปว่าตัวเองนั้นกำลังทำเพื่อให้หยวนซีต้าเกอสนใจ แล้วเล่นในท่วงทำนองที่สนุกสนานให้แก่เสี่ยวชิงฟังเพื่ออวดฝีมือของตนตามคำยกยอนั้น หัวเราะเคล้ากับเสียงพิณที่คิดค้นขึ้นมาเองอย่างสนุกสนาน
“ข้านึกว่าผู้ใดเปิดมหรสพในสวน ที่แท้ก็เป็นเจ้า” เสียงของเยี่ยหยวนซีดังขึ้นมา ทำให้หลี่ลี่อิงรีบเปลี่ยนกิริยาของนางเป็นหญิงสาวที่อ่อนหวานขึ้นมา
“ไม่คิดว่าเสียงพิณของข้าจะรบกวนการฝึกซ้อมของท่าน ต้องขออภัยด้วย”
“ไม่ได้รบกวนเลยสักนิด เสียงพิณของเจ้าช่างไพเราะยิ่งนัก ยกเว้นตอนหลังที่ฟังดูแปลกหูไปหน่อย แต่ก็ให้ความรู้สึกเพลิดเพลินดี” เขากล่าวชมนาง
แท้จริงแล้วเยี่ยหยวนซีเดินมาแอบมองนางอยู่นาน เมื่อเทียบกับหญิงสาวอีกนาง หลี่ลี่อิงดูร่าเริงและมีความเป็นเด็กกว่าอยู่มาก แต่ก็ทำให้มีความสุขทุกครั้งที่อยู่ใกล้
“หากท่านไม่รังเกียจ เชิญนั่งพักที่นี่ก่อนสักครู่ ให้ข้าบรรเลงเพลงสักบทให้ท่านฟังจะได้หรือไม่” นางกล่าวเสียงนุ่มแล้วก้มหน้าอย่างเอียงอาย
เยี่ยหยวนซีจึงนั่งลงตรงข้ามกับนาง หลี่ลี่อิงเริ่มจับพิณขึ้นมาบรรเลงด้วยความเขินอายเล็กน้อย พยายามตั้งสติกับการใช้นิ้วของตน หัวใจเต้นแรงกับสายตาที่เขาจับจ้องมา
นัยน์ตาคมกริบของบุรุษหนุ่มจับจ้องมาที่นางจนตอนนี้แทบจะเล่นไม่เป็นจังหวะ แล้วในตอนนั้นเองสายพิณที่นางกำลังใช้นิ้วดีดสะบัดอยู่ก็ได้ขาดแล้วตวัดบาดนิ้วของนางเข้า
เยี่ยหยวนซีรีบขยับเข้าไปแล้วดึงมือของนางขึ้นมาดูบาดแผลทำให้หญิงสาวรู้สึกเขินอายยิ่งนัก
เสี่ยวชิงเห็นดังนั้นจึงรีบเดินมาดูนาง ทำให้เยี่ยหยวนซีต้องวางมือของนางลงแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าในแขนเสื้อของตนออกมา พันบาดแผลที่นิ้วของนางเอาไว้ด้วยการพันที่มือให้มั่นก่อนแล้วจึงห้ามโลหิตจากปลายนิ้วที่บาดลึกพอสมควร
หลี่ลี่อิงรู้สึกประทับใจยิ่งนัก ในขณะที่เสี่ยวชิงก็ยิ้มให้กับคุณหนูของตนที่เยี่ยหยวนซีดูจะห่วงใยนางมากถึงขนาดนั้น แต่แล้วรอยยิ้มของดรุณีน้อยก็ต้องลดลง เมื่อเห็นว่าผ้าเช็ดหน้าที่เขานำมาปิดบาดแผลให้แก่นางเป็นผ้าเช็ดหน้าที่หานหลิงหลิงเคยเอาขึ้นมาอวดลายปักดอกโบตั๋นที่แสนงดงามนั้น
“ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ท่านได้มาจากผู้ใด ลายปักสวยงามยิ่งนัก” นางแสร้งถามเหมือนไม่รู้
“หลิงหลิงเป็นคนให้ข้ามาเมื่อวันก่อน”
“ถ้านางรู้เข้าว่าท่านนำสิ่งของที่นางให้แทนใจมาทำแบบนี้นางคงจะรู้สึกเสียใจ”
“ไม่หรอก นางไม่ได้ให้ข้าเช่นนั้น วันก่อนข้าเผลอทำถ้วยน้ำชาแตกแล้วบาดมือเข้านางเลยใช้มันพันบาดแผลให้ข้า ข้าจึงพกติดตัวไว้เพื่อที่จะเอาคืนให้นางแต่ไม่คิดเลยว่าจะได้ใช้มันต่อ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นดรุณีน้อยก็โล่งใจที่มันไม่ใช่ของดูต่างหน้าอย่างที่ตนเข้าใจในคราแรก
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะนำไปคืนนางเอง”
“เช่นนั้นข้าต้องรบกวนเจ้าแล้ว”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าต่างหากที่รบกวนท่าน” นางบอกเสียงหวานแล้วมองมือเขาที่ยังประคองมือของตนอยู่ ทำให้เยี่ยหยวนซีรีบชักมือกลับออกไปแล้วอมยิ้มเล็กน้อย
“เรื่องพิณเจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะนำมันไปจัดการให้แก่เจ้าเอง” เยี่ยหยวนซีเสนอที่จะนำมันไปเปลี่ยนสายให้แก่นาง
“ท่านไม่ต้องลำบากเช่นนั้น”
“ข้าเต็มใจ” เยี่ยหยวนซีบอกเสียงนุ่มทำให้นางอมยิ้มอย่างเขินอายเล็กน้อย
“คุณหนูเข้าไปทำแผลในเรือนก่อนเถิดเจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงบอกนางเมื่อเห็นว่าโลหิตยังไม่หยุดไหลและซึมออกมาที่ผ้าปักลายสวยงามนั้น
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” นางย่อตัวเล็กน้อยอย่างไม่เป็นทางการนัก
ท่าทีดูอ่อนหวานเรียบร้อยของนางทำให้เยี่ยหยวนซีอมยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจ
‘ปีนี้เจ้าก็ครบสิบแปดหนาวแล้วสินะลี่อิง หากเทียบกับตอนนั้นแล้วเจ้าช่างดูอ่อนหวานไม่ต่างจากหลิงหลิงเลยสักนิด’ บุรุษหนุ่มนึกในใจ มองตามหลี่ลี่อิงกับสาวใช้ของนางเดินจากไปด้วยสายตาที่รักใคร่เอ็นดู
สายตาของเขาในยามนี้ไม่แตกต่างจากที่ใช้มองหญิงสาวอีกนางที่ตนเองก็พึงใจไม่น้อยไปกว่ากัน
**********************
ในตอนกลางดึกเยี่ยหยวนซีได้มาฝึกรำดาบท่ามกลางแสงจันทร์ ท่วงท่าของเขานั้นดูหนักแน่น จับดาบอย่างมั่นคง ฟาดฟันไปยังอากาศตรงหน้าด้วยความฉับไวและแม่นยำ
หลังจากที่ฝึกฝนจนครบสามกระบวนท่าแล้วจึงหยุดพักแล้วมองไปยังดวงจันทร์บนท้องฟ้า
“อีกไม่นานข้าก็จะแก้แค้นให้แก่ท่าน ช่วยข้าให้ทำสำเร็จด้วยเถอะท่านปู่” บุรุษหนุ่มพึมพำออกมา
สักพักเขาได้ยินเสียงเหมือนมีคนกำลังฝึกการต่อสู้มาจากอีกฟากหนึ่งของกำแพง
“ตอนนี้สำนักคุ้มกันไม่มีคนอยู่แล้ว แล้วผู้ใดกันเล่ากำลังฝึกวิชาอยู่ในตอนนี้” เยี่ยหยวนซีไม่ปล่อยให้ตนเองสงสัยนาน
บุรุษหนุ่มตัดสินใจปีนป่ายกำแพงในฝั่งเรือนของตัวเองขึ้นไปแอบดูว่ามีใครกำลังฝึกวิชาอยู่ในบ้านสกุลหลี่ ภาพที่เขาเห็นคือชายหนุ่มรูปร่างบอบบางกำลังใช้มีดสั้นในการฝึกต่อสู้ในกระบวนท่าที่ว่องไว แม้จะมีแสงจันทร์สาดส่องแต่ก็มองเห็นหน้าไม่ชัด แต่เยี่ยหยวนซีมั่นใจว่าไม่เคยเห็นบุรุษผู้นี้มาก่อนแน่
ท่าทางการใช้มีดสั้นนั้นคล่องแคล่วเป็นอย่างมากจนนึกสงสัยว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ใดในสำนัก ในเมื่อหัวหน้าเฉินเคยกล่าวไว้ว่าส่วนมากแล้วจะเน้นการใช้ดาบในการต่อสู้แบบประชิดตัวมากกว่า
ในขณะที่เยี่ยหยวนซีมองอีกฝ่ายฝึกการต่อสู้อย่างสนใจอยู่นั้น เขาก็ต้องตกตะลึงที่บุรุษผู้นั้นขว้างมีดสั้นในมือไปยังเป้าเชือกที่ตั้งเอาไว้
หลี่ลี่อิงที่วันนี้แอบมาฝึกที่สวนหลังบ้าน นางยิ้มอย่างพอใจในผลงานของตนแล้วเดินไปหยิบมีดสั้นออกมาเก็บเอาไว้กับตัว นางรู้สึกได้ว่ามีคนจ้องมองนางอยู่ พอเยี่ยหยวนซีขยับตัวเหมือนจะกระโดดลงมา หลี่ลี่อิงจึงใช้ความว่องไวของตนเองในการหลบหนีเข้าไปยังเรือนของตน
แผ่นหลังของบุรุษน้อยผู้นั้นช่างคุ้นตาเขายิ่งนัก เยี่ยหยวนซีพิจารณาท่าทางเขาดูว่าไม่เหมือนผู้ร้าย จึงได้แต่สงสัยไม่กล้าตามเข้าไปเพราะไม่ควรเข้าไปในบ้านผู้อื่นในยามวิกาลเช่นนี้
“พรุ่งนี้ข้าคงต้องพูดเรื่องนี้กับท่านอาหลี่และหัวหน้าเฉินเสียแล้ว” บุรุษหนุ่มคิดเช่นนั้น ก่อนที่จะกระโดดลงจากกำแพงกลับไปยังเรือนของตนด้วยความกังขา
**********************
“นั่นเจ้าจะทำอะไรกับดอกไม้ของข้า” เสียงของลู่เยว่เอ๋อร์ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้หลี่ลี่อิงที่อยู่ในคราบบุรุษชะงักมือ แล้วหันกลับไปมองนาง“ข้าต้องขออภัย ข้าเห็นว่าเหมยกุยฮวาดอกนี้ช่างงดงามยิ่งนัก จึงอยากจะสัมผัสกลีบนุ่มของมัน มิได้คิดจะทำลายมันสักนิด”“คุณชายเยี่ยนี่เอง ข้าต้องขออภัยด้วยที่พูดจาล่วงเกินท่านไป” หญิงสาวพูดเสียงนุ่มและวางตัวอ่อนหวานเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร“ข้าต่างหากเล่าที่ต้องขออภัย ไม่คิดว่าจะเดินหลงเข้ามาจนถึงเรือนฝั่งนี้ของคุณหนูลู่” เสียงนุ่มทุ้มที่หลี่ลี่อิงพยายามพูดให้เหมือนบุรุษ ดรุณีตรงหน้าอมยิ้มด้วยความขัดเขิน“เหตุใดคุณชายจึงมิได้เข้าไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ที่เรือนใหญ่ร่วมกับผู้อื่น”“ข้าไม่ชอบเสียงมหรสพและกลิ่นของสุรา” หลี่ลี่อิงตอบเสียงทุ้ม พยายามจะไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะเกรงหลุดกิริยาของสตรีออกไป“ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้คุณชายคงมิได้อยู่ฟังเสียงกู่เจิงของข้า”คุณหนูสกุลลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูผิดหวัง ราวกับว่าต้องการให้เยี่ยเทียนหมิงเข้าร่วมงานเลี้ยงที่นางจะบรรเลงกู่เจิงในวันพรุ่งนี้“ข้าคงไม่ได้เข้าร่วมงานฉลอง เสียดายยิ่งนักที่ไม่ได้ฟังคุณหนูลู่บร
ในยามเช้าหลี่ลี่อิงรู้สึกตัวว่าตอนนี้กำลังถูกกุมมือโดยใครสักคนอยู่ พอลืมตาขึ้นก็พบว่าเป็นเยี่ยหยวนซีมืออุ่นหนากุมมือประสานกันไว้ ซบศีรษะลงกับเตียงราวกับว่าเมื่อคืนเขามานอนเฝ้าอยู่ตรงนี้เอาไว้ทั้งคืน หัวใจของดรุณีน้อยเต้นแรงแทบจะหลุดออกมาจากร่างลมหายใจของหยวนซีต้าเกอรดรินที่แขนของตนจนหญิงสาวเริ่มหน้าเห่อร้อนด้วยความขัดเขิน เพราะไม่เคยใกล้ชิดกับบุรุษขนาดนี้มาก่อนจึงทำให้รู้สึกหวั่นไหวและเขินอายเป็นอย่างมาก แม้จะยังรู้สึกขุ่นเคืองอีกฝ่ายอยู่ในใจแต่ก็ไม่สามารถระงับความตื่นเต้นนี้ได้เยี่ยหยวนซีรู้สึกว่าถูกจ้องอยู่จึงเริ่มบิดตัวเบาๆ หลี่ลี่อิงจึงรีบหลับตาลงแกล้งนอนต่อเพื่อรอให้เขาเป็นฝ่ายตื่นก่อน เพราะทำตัวไม่ถูกบุรุษหนุ่มตื่นขึ้นมาเห็นว่ามือของตนยังคงเกาะกุมกับอีกฝ่ายอยู่ก็อดยิ้มไม่ได้ แต่พอนึกได้ว่าตนนั้นเป็นบุรุษและยังไม่ได้แต่งงานกันจึงค่อยๆ ปล่อยมือออก แล้วจึงลุกขึ้นรีบเดินออกไปนอกห้องก่อนที่หลี่ลี่อิงจะรู้สึกตัวเมื่อเสียงประตูปิดลงดรุณีน้อยก็ลืมตาขึ้นมาอมยิ้ม“คุณชายเยี่ย ข้าเฉินอี้” เฉินอี้เรียกนางเช่นนั้นเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย“รอก่อน” หลี่ลี่อิงลุกขึ้นสวมเสื้อตัวนอกให้เรียบร้
เยี่ยหยวนซีและเฉินอี้ได้นำสินค้าไปส่งให้แก่คหบดีค้าข้าวในเมืองจี้เฉินตามที่ได้ทำการติดต่อซื้อขายด้วยกันเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีและได้ทำสัญญาผูกขาดซื้อขายแก่กันหลังจากที่เยี่ยหยวนซีกลายเป็นวีรบุรุษของจี้เฉินหลังจากนั้นเจ้าเมืองจี้เฉินจึงให้คนมาเชิญคณะของเยี่ยหยวนซีไปพักที่จวนของตน เพื่อตอบแทนในฐานะวีรบุรุษที่กำจัดเหอหลางได้กลุ่มโจรที่มีเหอหลางเป็นผู้นำได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่เมืองจี้เฉินมานานกว่าสิบปี ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าใช้เส้นทางสายนั้น และหากมีคนหลงเข้าไปก็ถูกดักปล้น หากเป็นหญิงก็ถูกฉุดคร่า ครั้นเมื่อเสบียงหมดก็ออกปล้นในตัวเมืองดังนั้นเยี่ยหยวนซีจึงมีความดีความชอบในครั้งนี้ รวมถึงสร้างชื่อให้สำนักคุ้มกันสกุลหลี่ไปในตัวด้วยเช่นกันทุกคนเดินทางไปพักที่จวนของลู่จ้าวเหมินที่ได้เตรียมการต้อนรับเอาไว้แล้ว โดยเยี่ยหยวนซีได้แนะนำว่าหลี่ลี่อิงคือเยี่ยเทียนหมิงน้องชายของตน เพื่อให้นางได้รับห้องพักไม่ต้องไปพักรวมกับคนอื่นในตอนนี้ที่จวนลู่จ้าวเหมินได้จัดให้มีงานเลี้ยงต้อนรับคณะเดินทางของเยี่ยหยวนซี บนโต๊ะอาหารใหญ่นอกจากเจ้าเมืองลู่ มีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้น คนอื่นๆ แยกไปทานกันในโรงครัวและพ
สมุนของกลุ่มโจรนั้นบาดเจ็บไปมากกว่าครึ่ง ในขณะที่คนของขบวนคุ้มกันบาดเจ็บไม่กี่คน แต่ว่าเยี่ยหยวนซีและหลี่ลี่อิงในตอนนี้กำลังถูกล้อมโดยเหอหลางและสมุนของเขาทั้งคู่หันหลังชนกัน ส่วนเฉินอี้กำลังต่อสู้อยู่กับสมุนมือซ้ายและมือขวาของเหอหลางที่ฝีมือนั้นสูสีกับตน“คุณชายเยี่ยโปรดระวังตัวด้วย” เขาตะโกนบอกขณะที่ต่อสู้ไปด้วย“ลี่อิงเจ้าจงหนีไป ข้าจะล่อพวกมันไปอีกทาง” เยี่ยหยวนซีพูดเสียงเบา“ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่ต่อสู้กับท่าน”“เหอหลางเก่งกาจมากกว่าที่ข้าคิด ข้าอาจต้านทานได้อีกไม่นาน เจ้าจงหนีไปในตอนนี้”“ไม่มีวัน” หลี่ลี่อิงกล่าวเสียงหนักแน่น นึกในใจว่าโดนล้อมขนาดนี้ถึงหาโอกาสหนีไปได้ เขาเองนั่นแหละที่ต้องบาดเจ็บ“เจ้ากำลังเป็นภาระของข้าอยู่รู้ตัวหรือไม่ หากไม่มีเจ้าข้าอาจจะเอาชนะเขาได้” เยี่ยหยวนซีกล่าวโทษให้นางรู้สึกเสียใจจะได้รีบหนีไป แต่หลี่ลี่อิงในตอนนี้นางไม่สนใจอะไรแล้ว เพราะเมื่อได้ลงมือต่อสู้นางก็รู้สึกถึงอิสระที่นางตามหามานานหลายปี“ข้าเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อผู้อื่นมานานแล้ว คราวนี้ข้าขอตามใจตัวเองบ้าง” ดรุณีน้อยผู้กล้าหาญกล่าวแล้วพุ่งเข้าหาสมุนโจรข้างหน้า ใช้มีดสั้นในการต่อสู้อย่างชำนาญเ
ขบวนคุ้มกันเดินทางได้ผ่านเมืองชิงฟงและใช้เส้นทางออกไปยังนอกเมืองจนกระทั่งใกล้ถึงเขตเมืองจี้เฉินแล้วเฉินอี้จึงสั่งให้ทุกคนหยุดพักในเขตชายป่าของเมืองชิงฟงก่อน“เราจะพักที่นี่ในคืนนี้แล้วค่อยเดินทางไปยังจี้เฉินในยามกลางวันเพื่อไม่ให้เหอหลางซุ่มเล่นงานเราได้ ที่นี่เป็นเขตเมืองชิงฟง พวกนั้นไม่ข้ามมาแน่”ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยแล้วพากันหยุดพักตรงนั้นแล้วเริ่มแจกจ่ายเสบียงให้ทุกคนตามปกติเยี่ยหยวนซีโกรธไม่แม้แต่จะเดินมาถามหรือว่าสนใจหลี่ลี่อิง เพราะความดื้อดึงของนางทำให้เขารู้สึกลำบากใจ ซึ่งมันอาจจะมีผลทำให้เขาไม่มีสมาธิที่จะจัดการกับเหอหลางได้“ดูคุณชายไม่ค่อยมีสมาธิเลย ท่านกังวลเกี่ยวกับเหอหลางเช่นนั้นหรือ” เฉินอี้นำสุราในน้ำเต้ายื่นให้แก่เยี่ยหยวนซี“ข้าไม่ได้กังวลเรื่องนั้น แต่มีเรื่องอื่นมากวนใจข้า” เยี่ยหยวนซีปรายตามองไปยังหลี่ลี่อิงที่นั่งพิงกระสอบข้าวอยู่บนเกวียน แล้วหันมาถอนหายใจด้วยเป็นห่วงความปลอดภัยของนาง“เกี่ยวกับบุรุษน้อยอู๋หมิงผู้นั้นใช่หรือไม่” เฉินอี้ถามอย่างคนที่ผ่านโลกมานานแล้ว“ใช่แล้ว ข้ารู้ตัวตนของอู๋หมิงแล้ว รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย”“หรือว่าอู๋หมิงไม่ได้อยู่ฝ่ายเ
หลังจากเดินทางมาได้สามชั่วยามขบวนเดินทางก็ได้หยุดพักที่บริเวณชายป่าแห่งหนึ่งเฉินอี้ให้คนแจกจ่ายเสบียงให้แก่ทุกคน หลี่ลี่อิงก้มหน้าทานอาหารที่ได้รับมาด้วยความหิวก่อนจะรีบปิดหน้าเอาไว้ดังเดิม แม้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและปวดร้าวไปทั่วทั้งตัวแต่ก็ไม่ได้ปริปากบ่นให้ต้องถูกสงสัย“ได้ยินว่าเจ้าเป็นคนของคุณชายเยี่ย และไม่ประสงค์บอกชื่อแซ่” เฉินอี้เดินเข้ามาทักทายนางทำให้หลี่ลี่อิงตกใจเล็กน้อย“ข้าต้องขออภัยที่ต้องปิดบังตัวตน แต่ข้ามีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกแก่ใครได้” นางกล่าวเสียงทุ้มด้วยความตื่นเต้น“ข้าเข้าใจดี แต่ปิดหน้าปิดตาเช่นนี้เจ้าจะหายใจสะดวกหรือ ดูท่าเจ้าเหมือนจะเหนื่อยกว่าคนอื่น ถ้าเช่นนั้นเจ้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนก็ได้” เฉินอี้บอกเช่นนั้นทำให้นางดีใจเป็นอย่างมาก“ให้ข้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนสินค้าได้จริงหรือ”“คุณชายเยี่ยบอกข้ามาเช่นนั้น เจ้าเพิ่งเดินทางครั้งแรกคงยังไม่คุ้นชินกับการเดินเท้าในระยะไกล ขึ้นไปนั่งคุมสินค้าน่าจะเหมาะกว่า” เฉินอี้บอกแล้วเดินจากไปนางหันไปทางเยี่ยหยวนซีที่เขากำลังพูดคุยกับคนอื่นๆ แล้วแอบอมยิ้มด้วยความดีใจที่เขาเป็นห่วงแม้ไม่รู้ว่านางเป็นใครเมื่อทุกคนพักหายเหน







