เข้าสู่ระบบทั้งหลิวตงจวิ้นและเจิ้งซูอี้ไม่มีอารมณ์ทานข้าวอีกต่อไปเมื่อได้พบกับการก่อกวนของแม่เฒ่าจาง
“ท่านพ่อท่านจะขึ้นเขาอีกแล้วใช่หรือไม่ ครั้งนี้ให้ข้าไปด้วยเถอะนะ”
เจิ้งซูอี้เดินมาหาหลิวตงจวิ้นในระหว่างที่เขากำลังเตรียมคันธนูและอุปกรณ์เพื่อออกล่าสัตว์ดั่งเช่นทุกที หลิวตงจวิ้นนิ่งไปเล็กน้อยจากนั้นจึงหันมาคุยกับบุตรสาวตรงๆ
“อันอันเมื่อวานมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หมูป่านั่นพวกเจ้าได้มันมาได้อย่างไร”
เมื่อวานเพราะมีหลายเรื่องให้ทำแล้วเจิ้งซูอี้ก็หลับไปก่อนทำให้พวกเขายังไม่ได้คุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ เจิ่งซูอี้กลอกตาคิดหาวิธีเอาตัวรอดแล้วนางก็นึกถึงเรื่องเมื่อเช้าที่แม่เฒ่าจางมาก่อกวนที่นี่แล้วพูดเรื่องสวรรค์นรก
“ท่านพ่อ ถ้าหากว่าข้าเล่าให้ท่านฟังแล้วท่านจะเชื่อข้าหรือไม่”
เจิ้งซูอี้รอดูปฏิกิริยาของหลิวตงจวิ้น เขาพยักหน้ารับท่าทางจริงจัง นางจึงเริ่มเล่าเรื่องที่นางเตรียมเอาไว้ในหัว
“สองวันก่อนข้าทำงานที่เรือนตระกูลหลิวกับซีฮันแล้วทำไม่ถูกใจแม่เฒ่าจาง นางจึงใช้ไม้ไผ่ตีข้าจนสลบท่านขึ้นเขาไปท่านคงจะยังไม่รู้เรื่องนี้กระมัง”
หลิวตงจวิ้นไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ เพราะเขาติดฝนอยู่บนภูเขาจึงกลับมาที่เรือนไม่ได้จนกระทั่งตอนเช้าที่เกิดเรื่องขึ้น เขากำหมัดแน่นแสดงท่าทางเสียใจ เจิ้งซูอี้มองออกว่าเขาโทษตนเองในเรื่องนี้นางจึงเอ่ยปลอบ
“ท่านอย่าได้โทษว่าเป็นความผิดของตนเอง ต้องขอบคุณแม่เฒ่าจางที่ตีข้าเพราะเรื่องนี้จึงทำให้ข้าได้พบท่านปู่”
หลิวตงจวิ้นเงยหน้ามองเจิ้งซูอี้ทันที ตัวเขาเองก็แทบจะจำบิดาไม่ได้เพราะผ่านไปนานถึงสามสิบปีที่เขาไม่ได้พบกัน
“เจ้าพูดจริงหรืออันเอ๋อ เช่นนั้นหมายความว่าท่านพ่อตายไปแล้วจริงๆ สินะ”
เจิ้งซูอี้รู้สึกผิดเล็กน้อยที่ต้องโกหกเขา แต่นี่เป็นวิธีเดียวที่นางนึกขึ้นมาได้ในตอนนี้ พวกชาวบ้านนั้นล้วนเชื่อเรื่องผีสางเทวดาหากนางยกเอาวิญญาณบรรพบุรุษมาเป็นโล่กำบังคงจะไม่เหลือเชื่อเกินไปกระมัง เจิ้งซูอี้ไม่รู้ว่าหลิวตงเฟิงปู่แท้ๆ ของหลิวอันอันตายไปแล้วหรือยัง นางได้แต่เอ่ยขออภัยเขาในใจ
อีกด้านชายชราผมขาวอายุราวห้าสิบกว่าปีกำลังนั่งเช็ดทวนคู่ใจอยู่ เขาจามออกมาเสียงดังหลายครั้งติดกันจนทหารที่อยู่ใกล้ๆ หันมอง
“ท่านแม่ทัพไม่สบายแล้วกระมัง”
ชายชราผมขาวส่ายหน้าไปมา เขาไม่เคยไม่สบายมาสิบกว่าปีหวัดแค่นี้ไม่สามารถทำอันใดเขาได้หรอก ที่จามออกมาเมื่อตะกี๊เกรงว่าจะมีคนแอบนินทาเขาในใจซะมากกว่า ชายชรากลอกตามมองเหล่าทหารที่อยู่ไม่ไกลด้วยสายตาอำมหิต พวกทหารใต้บัญชาเห็นเช่นนั้นจึงรีบถอยห่างจากเขาไปเพราะกลัวว่าตนจะโดนลงโทษให้วิ่งรอบกองทัพอีก
“ท่านปู่ของลูกว่าอย่างไรบ้างอันเอ๋อ”
หลิวตงจวิ้นถามเจิ้งซูอี้ออกมาอย่างร้อนรน
“เปล่าเจ้าค่ะ ท่านแค่มาสอนสิ่งต่างๆ ให้กับข้าเท่านั้น ที่จริงข้าสลบไปหนึ่งวันแต่เหมือนกับมันนานหลายปี ข้าติดอยู่ที่นั่นกับท่านปู่ฝึกฝนวิชาจนกระทั่งลืมตาตื่น ท่านพ่อดูนี่นะเจ้าคะ”
เจิ้งซูอี้หยิบลูกธนูของหลิวตงจวิ้นขึ้นมา นางพาดมันไปบนสายธนูจากนั้นจึงง้างมันแล้วยิ่งไปที่ต้นอู๋ถงที่อยู่ห่างออกไปหลายจั้งนางสามารถยิงมันโดนได้อย่างแม่นยำหลิวตงจวิ้นเบิกตาโตด้วยความตะลึง
“อันเอ๋อเจ้า...หรือว่าเรื่องก้อนหินเมื่อวานเองก็เป็นฝีมือของเจ้า”
เจิ้งซูอี้พยักหน้ารับ หลิวตงจวิ้นที่กำลังตื่นเต้นก็ห่อเหี่ยวลงทันใด
“ท่านพ่อมาหาเจ้าแล้วเหตุใดหลายปีมานี้เขาถึงไม่มาเข้าฝันข้าเลยสักครั้ง ข้าอยากถามเขาอยู่เหมือนกันว่าเหตุใดเขาถึงได้ทิ้งข้าเอาไว้ที่นี่แล้วหายตัวไป”
เจิ้งซูอี้ไม่คิดว่าหลิวตงจวิ้นจะคิดมากเรื่องนี้ทั้งที่ผ่านไปสามสิบปีแล้วทำให้นางรู้สึกผิดต่อเขาที่ต้องโกหก เจิ้งซูอี้ไม่รู้ว่าบิดาของหลิวตงจวิ้นเป็นคนเช่นไรแต่นางเพียงเดาเอาจากรูปร่างลักษณ์สูงใหญ่ของหลิวตงจวิ้นเขาจะต้องได้มาจากบิดาแน่นอน อีกทั้งชาวบ้านต่างพูดกันว่าเขามีทรัพย์สินเงินทองและที่ดินเหลือเอาไว้ให้หลิวตงจวิ้นมากมายทั้งที่เขาตัวคนเดียว นั่นแสดงว่าเขาย่อมไม่ใช่คนไร้ความสามารถ แต่เหตุใดเขาถึงทิ้งบุตรชายคนเดียวเอาไว้ให้พี่ชายเลี้ยงแล้วหายตัวไปอันนี้นางเดาไม่ออก
“ท่านปู่มาพบข้าเพราะว่าตอนนั้นจิตใจของข้าอ่อนแอและข้าถูกทำร้ายท่านจำได้หรือไม่ อาจเป็นเพราะข้าบาดเจ็บและอาจเป็นพรหมลิขิตจึงทำให้ข้าและท่านปู่สื่อถึงกันได้ ข้าคิดว่าเขาเองก็คงต้องการมาพบท่านเช่นกันเพียงแต่ทำไม่ได้เท่านั้น”
หลิวตงจวิ้นยกมือขึ้นลูบผมนุ่มของบุตรสาวที่เอ่ยปลอบใจเขาเหมือนผู้ใหญ่ด้วยสายตาอ่อนโยน เจิ้งซูอี้ไม่เคยชินกับสายตาเช่นนี้ของหลิวตงจวิ้นเพราะนางใช้ชีวิตเยี่ยงบุรุษตลอดมา จึงรู้สึกเกร็งและขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
“เช่นนั้นพวกเราก็ไปด้วยกันเถอะนี่ก็สายมากแล้ว จะได้รีบกลับมาให้ทันมื้อเย็น”
เจิ้งซูอี้พยักหน้าให้หลิวตงจวิ้นจากนั้นทั้งสองก็ขึ้นเขาไป หวังเจียอี๋มองตามสองพ่อลูกไปด้วยความเป็นห่วง เมื่อขึ้นเขามาได้สักพักเจิ้งซูอี้จึงพาหลิวตงจวิ้นมาดูหลุมดักสัตว์ที่นางและหลิวซีฮันขุดเมื่อวาน หลิวตงจวิ้นมองรอยเลือดที่แห้งกรังข้างหลุมขนาดไม่ใหญ่นัก เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะฝีมือหรือดวงของบุตรสาวของเขาที่มันดีมากกันแน่ ถึงได้จับหมูป่าได้ทั้งที่ใช้แค่หลุมเล็กๆ เท่านั้น
“อันเอ๋อ ครั้งหน้าลูกอย่าเข้ามาในป่าลึกเช่นนี้คนเดียวอีกถึงแม้ลูกจะบอกว่าลูกมั่นใจในฝีมือตนเองแต่พ่อก็ยังเป็นห่วงอยู่ดี เคยได้ยินหรือไม่ว่านายพรานมักจะพลาดเพราะสัตว์ป่าที่ตนเองล่า”
เจิ้งซูอี้เข้าใจที่เขาเป็นห่วงหลิวอันอัน นางพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง
“เจ้าค่ะ ข้าเข้าใจแล้ว”
ช่วงเย็นตะวันคล้อยใกล้ลาลับ หวังเจียอี๋ยืนอยู่หน้าเรือนอย่างกระวนกระวายใจรอคอยคนที่นางเป็นห่วงทั้งสอง สองร่างที่มองเห็นอยู่ไกลๆ คนหนึ่งสูงใหญ่อีกคนตัวเล็กเดินตามกันออกมาจากภูเขา บนไหล่ของหลิวตงจวิ้นมีกวางกำลังแตกหนุ่มตัวใหญ่ ด้านหลังของเขามีเจิ้งซูอี้สะพายตะกร้าตามมา ในตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่มีไก่ป่าที่ถูกยิงด้วยธนูหลายตัว สองพ่อลูกวางสัตว์ที่พวกเขาล่าเอาไว้หลังบ้านเพราะเจิ้งซูอี้ไม่อยากให้เป็นข่าวลือเหมือนครั้งหมูป่า นางรำคาญคนตระกูลหลิวเกรงว่าหากพวกเขารู้แล้วจะกลับมาก่อกวนที่นี่อีก
“ว้าว!!ท่านแม่มาดูสิ ไก่ป่าเต็มเลย”
หลิวซีฮันกระโดดโลดเต้นไปมาด้วยความดีใจ เขาไม่เคยเห็นท่านพ่อล่าสัตว์ได้มากมายขนาดนี้มาก่อนเลย ครั้งนี้หลิวตงจวิ้นไม่ได้ไปตามสหายให้มาช่วย เขากับเจิ้งซูอี้ทำกันแค่สองคน
เจิ้งซูอี้เมื่อครั้งอยู่ที่กองทัพนางเคยขึ้นเขาล่าสัตว์กับคนสนิทที่ติดตามนางบ่อยครั้ง เมื่อต้องชำแหละเนื้อกวางนางจึงชำนาญกว่าหลิวตงจวิ้นนัก ไม่นานกวางทั้งตัวก็ถูกแยกชิ้นส่วนออกอย่างสวยงาม หลิวตงจวิ้นหวังเจียอี๋และหลิวซีฮันไม่เคยเห็นเนื้อมากมายขนาดนี้มาก่อน พวกเขามองมันด้วยสายตาตกตะลึง
“ขอแสดงความยินดีกับคุณชายเหยียนและฮูหยินน้อยเหยียนด้วย ตอนนี้นางกำลังตั้งครรภ์อีกครั้ง”“จะ...จริงหรือขอรับท่านหมอหลวง”เหยียนอี้เฟยถึงกับติดอ่าง หลังจากที่ลูกคนแรกได้สามเดือนเขาก็รีบทำเวลา เคี่ยวกรำฮูหยินของตนทั้งเช้าค่ำเพราะได้ข่าวว่ารุ่ยอ๋องได้ลูกแฝด เขาที่เป็นคู่ปรับจะยอมน้อยหน้าได้อย่างไร เขากอดภรรยาของตนด้วยความยินดี ไม่หลงเหลือความสุขุมใดใดให้เห็นอีกแล้วเรื่องมงคลได้เกิดขึ้นในวันเดียวกันถึงสองเรื่อง ฮ่องเต้ที่ได้หลานชายฝาแฝด สั่งให้มีการเฉลิมฉลองทั่วเมืองหลวงถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน แม้จะเป็นช่วงอยู่เดือนของเจิ้งซูอี้แต่ซีหยวนไห่หนานก็คลอเคลียอยู่ข้างกายนางไม่ห่างแม้กระทั่งตอนที่ให้นมบุตรชายทั้งสองของตน ท่าทางเช่นนั้นของคนเห่อเมียสร้างความหมั่นไส้ให้แก่บ่าวไพร่ยิ่งนักน้ำนมของเจิ้งซูอี้คนเดียวไม่พอต่อความต้องการของเด็กทั้งสอง ฮองเฮาจึงหาแม่นมเพิ่มอีกสองคนมาให้นาง หลังจากที่พาต้าเป่าและเอ้อเป่ามาดื่มนมจากเจิ้งซูอี้ เขาก็ให้แม่นมรีบพาบุตรชายทั้งสองออกจากห้องไป“ท่านทำอย่างนั้นทำไม วันนี้ข้าพึ่งจะได้เห็นหน้าของพวกเขาเองนะ”ซีหยวนไห่หนานหน้ามุ่ยแต่ไม่ยอมตอบคำถามของนาง แต่มีหรือที่นางจะไม
ผ่านไปสามเดือน ตำหนักรุ่ยอ๋องก็ได้รับข่าวดีว่าพระชายากำลังตั้งครรภ์ สร้างความยินดีให้แก่เจ้านายที่อยู่ภายในวังและแต่คนตระกูลโจวยิ่งนัก อาหารบำรุงครรภ์มากมายถูกส่งมายังตำหนักรุ่ยอ๋องไม่เว้นแต่ละวัน องค์ชายเก้าที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาทหมาดๆ เพราะรุ่ยอ๋องปฏิเสธตำแหน่งนี้ มาเยือนที่ตำหนักรุ่ยอ๋องด้วยตนเอง“พี่ห้าพี่สะใภ้ข้ามาเยี่ยมพวกท่านแล้ว”ซีหยวนเหวินเฮ่ายังคนมีนิสัยขี้เล่นไม่ต่างจากเดิม ถึงแม้ตนเองจะได้รับการแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาทแล้วก็ตาม ตอนนี้หลิงฮองเฮากำลังมองหาบุตรสาวของขุนนางเพื่อที่จะแต่งให้เป็นพระชายาเอกและพระชายารองแก่เขา แต่องค์รัชทายาทหมาดๆ นั้นไม่เคยสนใจเพราะสตรีที่เขาต้องการมาครองคู่จะต้องเหมือนพี่สะใภ้ห้า ไม่ว่าฮองเฮาจะหาใครมาเขาก็ไม่ชอบทั้งนั้นทุกครั้งเมื่อยามที่เขาถูกฮ่องเต้ซีหยวนหมิงตำหนิ เขาก็จะหนีมาที่ตำหนักรุ่ยอ๋อง และหลังจากนั้นทั้งซีหยวนไห่หนานและองค์รัชทายาทก็จะกลายเป็นผู้ประสบภัยไปทันที ทั้งสองถูกสั่งให้คุกเข่าหน้าห้องทรงงานด้วยกันจนกว่าจะสำนึกผิด ดังนั้นเมื่อยามที่เขาเห็นน้องชายต่างมารดาผู้นี้เขาจะมีใบหน้าบูดบึ้งทุกครั้ง“องค์รัชทายาท ท่านมาแ
ซีหยวนไห่หนานจับเรียวขาของนางแยกออกจากกัน เขาค่อยๆ ใช้แก่นกายถูไถไปที่กลีบดอกไม้ของนางเบาๆ เป็นจังหวะ น้ำหวานชโลมส่วนหัวจนฉ่ำเยิ้ม เสียงครางอย่างสุขสมของนางดังออกมาอย่างต่อเนื่องร่างบางกระตุกเกร็งอย่างรัวๆ เขายังไม่ทันได้สอดใส่นางก็เดินทางไปสู่สวรรค์ก่อนเขาแล้ว เขานี่ช่างเก่งกาจเสียจริง ซีหยวนไห่หนานคิดในใจอย่างฮึกเหิมโอกาสมาถึงแล้ว ช่วงเวลาที่นางสุขสมเป็นช่วงเวลาที่กลีบดอกไม่ของนางกำลังอ่อนไหว เขาค่อยๆ สอดแก่นกายอันใหญ่โตของตนเข้าไปช้าๆ ร่างบางที่กำลังเคลิบเคลิ้มได้สติกลับมาทันที“โอ๊ย!!! ข้าเจ็บ!!!”เจิ้งซูอี้บิดกายหลบ แต่ท่อนล่างของทั้งสองยังคงสอดประสานทำให้นางมิอาจหนีไปไหนได้“ยอดรักอดทนอีกหน่อย อีกเดี๋ยวก็จะไม่เจ็บแล้ว หลังจากนี้ข้าสัญญาว่าเจ้าจะรู้สึกดีเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ดั่งเช่นก่อนหน้านี้”เขาจูบปลอบประโลมร่างเล็กที่อยู่ในอ้อมแขน ตัวเขาเองก็แทบจะทนไม่ไหวเพราะความรัดแน่นของนาง แต่ครั้งแรกเขาจะปล่อยให้พังทลายลงไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นครั้งต่อไปนางอาจจะกลัวแล้วไม่ยอมมีอะไรกับเขาอีกซีหยวนไห่หนานค่อยๆ ขยับแก่นกายของตนช้าๆ จนกระทั่งเขารับรู้ได้ว่าน้ำหวานของนางกำลังหลั่งออกมาชโลมเพื่
หลิวอันอันตอบ นางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเหมือนกำลังรำลึกความหลังครั้งที่นางพูดคุยกับฮูหยินเจิ้ง“หลังจากที่เจ้าจากไป ข้าได้ไปที่วัดประจำเมืองหลวงเพื่อขอพรให้เจ้าปลอดภัย ข้าไปที่นั่นหลายต่อหลายครั้งและก่อนที่ข้าจะแต่งงานกับเหยียนอี้เฟยข้าได้พบกับพระชรารูปหนึ่ง ท่านได้พูดกับข้าก่อนที่ที่ข้าจะกลับว่า เหตุที่ข้ากำลังประสบเป็นเพราะข้าและเจ้านั้นมีกรรมร่วมกันมา หากข้าต้องการรู้เรื่องทั้งหมดข้าจะต้องถามท่านแม่ในตอนที่เจ้าเกิด”เจิ้งซูอี้หยุดไปสักพักก่อนที่จะเอ่ยขึ้นอีก“เมื่อข้ากลับมาที่จวน คำพูดของพระชรารูปนั้นทำให้ข้าว้าวุ่นใจจนทนไม่ไหว ข้าจึงไปพบท่านแม่เพื่อสอบถามถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น นางเล่าทั้งน้ำตาว่า ตอนที่เจ้าคลอดออกมาครั้งแรกเจ้านั้นหยุดหายใจไปแล้วแต่ท่านหมอช่วยเจ้ากลับมาได้ แต่น่าเสียดายที่น้องสาวของเจ้าอีกคนที่คลอดตามมาทีหลังนั้นเสียชีวิต ตอนนั้นท่านแม่เสียใจมากคนที่รู้เรื่องนี้มีเพียงท่านแม่ท่านพ่อ มามาที่รับใช้ข้างกายนางและหมอตำแย ท่านพ่อสั่งให้พวกนางปิดปากเงียบเอาไว้ห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ผู้ใดรู้”เจิ้งซูอี้อึ้งไป นางไม่เคยรู้เรื่องนี้เลยมิน่าท่านพ่อและท่านแม่ของนางถึงได้
“ทหาร จับตัวองค์รัชทายาทและฮองเฮาเอาไว้”ทหารที่ติดตามแม่ทัพโจว กรู่เข้ามาในงานเลี้ยงเพื่อจับตัวบุคคลทั้งสอง ชายชุดดำนับร้อยและทหารที่อยู่ฝั่งองค์รัชทายาทที่แฝงตัวอยู่ในวังหลวงรีบเข้ามาปกป้องพาทั้งสองหนีออกไปจากตรงนั้น การต่อสู้ของทหารทั้งสองฝั่งเป็นไปอย่างดุเดือด เหล่าขุนนางต่างหนีตายกันจ้าละหวั่นการต่อสู้นี้ทั้งซีหยวนไห่หนานและเจิ้งซูอี้ต่างก็เข้าร่วม ทั้งสองตามองค์รัชทายาทและฮองเฮาไป ส่วนแม่ทัพโจวและแม่ทัพเจิ้งทำการอารักขาฮ่องเต้และหลิงกุ้ยเฟย หลิงเยว่หร่งรีบคลานมาหาหลิงกุ้ยเฟยเพื่อเอาตัวรอด“เสด็จอาเพคะช่วยหม่อมฉันด้วย หม่อมฉันถูกหลอกใช้”หลิงกุ้ยเฟยเหลือบมองหลิงเยว่หรงด้วยสายตาเรียบเฉย นางถอดใจที่จะฉุดรั้งคนตระกูลหลิงที่มักใหญ่ใฝ่สูงให้เข้าสู่ลู่ทางที่ถูกต้องแล้ว หลังจากที่พวกเขารู้ข่าวที่นางตายในกองเพลิงไม่นานคนตระกูล หลิงก็รีบเปลี่ยนฝ่ายไปเข้าหาองค์รัชทายาทอย่างหน้าไม่อายแม้แต่พี่ชายร่วมสายเลือดของนางก็ไม่แม้แต่จะให้คนในตระกูลหลิงแต่งชุดขาวเพื่อไว้อาลัยให้แก่นางสักคน มีเพียงตระกูลเจิ้งและตระกูลโจวของแม่ทัพโจวเท่านั้นที่ผูกผ้าขาวเอาไว้ในเรือน นางเลิกสนใจคนตระกูลหลิงไปทันทัน ต่
เจิ้งซูอี้กลับไปรอซีหยวนไห่หนานที่ตำหนักรุ่ยอ๋อง เพราะเขาต้องเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อรายงานตัว บ่าวรับใช้ในจวนเมื่อเห็นนางกลับมาต่างก็ดีใจยกใหญ่ เพราะพวกเขาไม่ต้องทนเห็นรุ่ยอ๋องทำตัวเหมือนศพตายซากไร้ชีวิตชีวาเอาแต่ดื่มเหล้าทั้งวันอีกแล้วเจิ้งซูอี้ต้องขอโทษสาวใช้ทั้งสี่ที่นางวางยาพวกนางก่อนหนีไป ไม่ถึงสองชั่วยามซีหยวนไห่หนานก็กลับมา เขาสั่งให้คนย้ายของของเจิ้งซูอี้ไปที่เรือนใหญ่ของเขา นางได้แต่ตกใจที่เขาทำเช่นนั้น“ท่านจะบ้าหรือ ทำเช่นนี้คนได้ลือกันไปทั่วเมืองหลวง”ซีหยวนไห่หนานยักไหล่ทำท่าไม่สนใจ“ข้าช่วยชีวิตเจ้าสองครั้งแล้ว ต่อจากนี้ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องตอบแทนข้าด้วยการอยู่ข้างกายของข้าไปตลอดชีวิต”เขาเอ่ยกับนางพร้อมทั้งใช้นิ้วเรียวยาวเชยคางมนขึ้น เขาประทับจูบลงที่มุมปากของนางแผ่วเบาเหมือนปีกผีเสื้อพัดผ่าน ถึงนางและเขาจะมาถึงจุดนี้บ่อยครั้ง แต่นางก็ไม่เคยเคยชินเสียทีสายตากรุ้มกริ่มของซีหยวนไห่หนานมองมาที่นางอย่างหยอกล้อ เพราะแก้มที่แดงดั่งผิงกั่วสุกของนางลามไปถึงใบหู เขากดจูบที่แก้มนางหนักๆ ด้วยความมันเขี้ยวงานเลี้ยงต้อนรับได้จัดขึ้นในวังหลวงเพื่อแสดงความยินดีแก่เหล่าทหารที่ได้รับชัยช
เจิ้งซูอี้ได้แต่กัดฟันเพื่อรอรับแรงกระแทกของธนูดอกนั้น ปรากฏว่านางไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะมีร่างสูงโปร่งกระโดดกอดนางเอาไว้ทำให้เขาเป็นผู้รับธนูดอกนั้นเอาไว้เองอึก!!ร่างสูงกระตุกเล็กน้อยหลังจากที่ลูกธนูปักลงที่กลางหลังของเขาอย่างแม่นยำ“ซีหยวนไห่หนาน....ท่าน!!!”เจิ้งซูอี้ตะโกนออกมาด้วยความตกใจ ซีหย
“ลูกกำลังคิดว่าเสด็จแม่กำลังทำสิ่งใดอยู่ตอนนี้”ฮ่องเต้ซีหยวนหมิงถึงกับสะอึกรีบยกมือปิดปากกระแอมไอออกมาเบาๆ ท่าทางของพระองค์ดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัด หากนางรู้ว่าเขาเรียกบุตรชายของนางเข้ามาด่าคืนนี้เห็นทีต้องนอนที่นอกตำหนัก คนอย่างนางง้อไม่ง่ายซะด้วย“ช่างเถอะๆ ถึงข้าด่าเจ้าไปมันก็คงไม่เข้าหัวขี้เลื
หลิวอันอันลืมตาขึ้นหลังจากที่ได้ยินคำพูดนั้น นางมองไปรอบๆ แต่กลับไม่พบผู้ใดที่อยู่ข้างกายนางสักคน มีเพียงเณรน้อยสองรูปที่กำลังกวาดใบไม้อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ นางมองพวกเขาด้วยสายตางุนงง อยู่ไกลขนาดนี้คงไม่ใช่เสียงของพวกเขากระมัง แล้วใครกันเล่าที่พูดคุยอยู่ข้างๆ นางก่อนหน้านี้หลิวอันอันเก็บความสงสัยเอาไว
“แล้วเรื่องการหมั้นหมายกับเจ้าเด็กหน้าเหม็นผู้นั้นเล่า เจ้าจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปหรือ หรือว่าเจ้าไม่รู้ว่าเขานั้นรู้สึกอย่างไรกับเจ้ากันแน่ อี้เอ๋อข้าเป็นอาจารย์ของพวกเจ้าทั้งสองคนข้าย่อมอยากเห็นพวกเจ้ามีความสุข”ใบหน้างามเศร้าสลดลงไปทันใด เมื่อท่านอาจารย์ของนางเอ่ยถึงบุคคลที่สามที่นางไม่อยากได







