เข้าสู่ระบบ“กินๆๆ พวกเจ้ามันรู้จักแต่กินหัดรู้จักทำงานซะบ้าง กินเนื้ออะไรเมื่อเดือนก่อนก็ได้กินไปแล้วไม่ใช่หรือไง”
แม่เฒ่าจางตะคอกเด็กสองคนเสียงดังจนพวกเขาหยุดร้องไห้เพราะตกใจ หลังจากที่หลิวตงจวิ้นตัดขาดกับบ้านหลิวพวกเขาก็ไม่ได้มาทำงานที่นี่อีก งานทั้งหมดจึงตกเป็นของจางซานเหนียงสะใภ้ใหญ่และจางลี่ฉุนสะใภ้เล็ก
จางลี่ฉุนเองก็เป็นหลานสาวห่างๆ ที่มาจากบ้านเดิมของแม่เฒ่าจางเช่นกัน แต่นางค่อนข้างฉลาดต่างจากจางซานเหนียงที่ต้องสั่งจึงจะทำงานได้ จางลี่ฉุนรู้ว่าแม่เฒ่าจางชอบคนทำงานนางจึงแสร้งทำงานเฉพาะตอนที่แม่เฒ่าจางอยู่เท่านั้น
“เด็กๆ จ๊ะอยากกินเนื้อก็ไปขอท่านลุงรองสิ”
จางลี่ฉุนพูดเสียงไม่เบาเพื่อให้แม่เฒ่าจางได้ยิน แม่เฒ่าจางที่กำลังโมโหเด็กแฝดก็ตบเข่าฉาดทันที นางเดินออกจากเรือนเดินตรงไปที่เรือนของหลิวตงจวิ้นอย่างรวดเร็ว เสียงตะโกนเรียกชื่อหลิวตงจวิ้นดังอยู่หน้าเรือน ทุกคนกำลังทานอาหารเช้าอยู่ต่างก็มองหน้ากันไปมา เจิ้งซูอี้เป็นคนเดินออกมาเปิดประตูเห็นแม่เฒ่าจางยืนอยู่นางก็เลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่ามาที่นี่ทำไม
“ท่านพ่อของเจ้าไปไหนเหตุใดข้าเรียกจึงไม่ออกมา”
เจิ้งซูอี้ยังคงยืนบังประตูไม่ให้แม่เฒ่าจางมองเข้าไปในเรือนของนาง
“แล้วท่านเป็นใครถึงต้องมาเรียกท่านพ่อของข้า”
เจิ้งซูอี้รู้เหตุผลที่แม่เฒ่าจางมาที่เรือนของนางแต่เช้าเช่นนี้ ย่อมต้องเป็นเรื่องของหมูป่าตัวเมื่อวานแน่นอน
“นางเด็กไม่รู้จักเคารพผู้ใหญ่หลีกไปนะข้าจะหาอาจวิ้น”
แม่เฒ่าจางพยายามจะเข้าไปในเรือนของเจิ้งซูอี้ แต่นางยังยืนขวางอยู่อย่างนั้นแม่เฒ่าจางจึงเข้าไปข้างในไม่ได้
“อาจวิ้นอย่างนั้นหรือ ไม่คิดว่าตนเองจะหน้าด้านไปหน่อยหรือยายเฒ่าที่เรียกชื่อบิดาของข้าออกมาอย่างนั้น ท่านรู้สึกละอายบ้างหรือไม่”
เจิ้งซูอี้โมโหจนหัวเราะออกมา นางไม่เคยเจอใครที่หน้าทนเช่นแม่เฒ่าผู้นี้มาก่อน
“หลีกไปนะนางเด็กปีศาจหากไม่อยากโดนข้าตีจนตาย”
คำว่าตีจนตายกระตุ้นให้เจิ้งซูอี้รู้สึกตื่นตัวนางยืดหลังตรงมองไปที่แม่เฒ่าจางเขม็ง นั่นสินะหลิวอันอันโดนตีอย่างหนักจึงทำให้วิญญาณของนางออกจากร่างไปแล้วนางก็มาสิงร่างนี้แทน ทั้งหมดนี่ก็เป็นเพราะยายเฒ่าคนนี้ทั้งนั้น
“รีบไสหัวไปซะยายเฒ่าก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน”
เจิ้งซูอี้เอ่ยเสียงเย็นด้วยความรำคาญ กลิ่นอายอำมหิตที่อยู่ในสนามรบมานานของนางแผ่ออกมาทำเอาแม่เฒ่าจางขนลุกด้วยความหวาดกลัว นางถอยออกห่างจากเจิ้งซูอี้เล็กน้อยแล้วตะโกนเข้าไปในเรือนเสียงดัง
“อาจวิ้นข้าเองท่านแม่ของเจ้าข้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องพูดกับเจ้า ตอนนี้ ออกมาพบแม่หน่อยได้หรือไม่”
หลิวตงจวิ้นเดินออกมาหน้าเรือนเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น
“อาจวิ้นมาแล้วหรือแม่มีเรื่องพูดกับเจ้า”
หลิวตงจวิ้นมองดูบุตรสาวของตนว่านางถูกแม่เฒ่าจางรังแกหรือไม่ เมื่อเห็นว่านางยังเป็นปกติดีเขาจึงหันมาถามแม่เฒ่าจาง
“ท่านป้าสะใภ้มาที่นี่มีธุระอันใดกับข้า”
หลิวตงจวิ้นไม่เรียกนางว่าท่านแม่อีกต่อไป เพราะพวกเขาได้ตัดความสัมพันธ์กันไปเมื่อวันก่อน แม่เฒ่าจางกัดฟันด้วยความโมโห แต่นางมีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องทำให้สำเร็จ เรื่องเนื้อหมูป่าอย่างไรเล่า
“อาจวิ้นข้าได้ยินว่าเจ้าจับหมูป่ามาได้อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นเจ้าจะแบ่งให้ท่านพ่อกับแม่ของเจ้าทานสักหน่อยได้หรือไม่”
แม่เฒ่าจางขอเนื้อหมูป่าจากหลิวตงจวิ้นอย่างหน้าไม่อาย เจิ้งซูอี้รู้สึกโมโหจนอยากจะทุบตีคนขึ้นมา นางไม่รู้ว่าแม่เฒ่าผู้นี้ตั้งแต่เกิดมาเคยรู้จักคำว่ามารยาทหรือไม่
“ไม่มีข้าขายไปหมดแล้ว”
หลิวตงจวิ้นปฏิเสธออกไปตรงๆ เพราะหลังจากนี้เขาจะไม่ยอมก้มหัวให้คนสกุลหลิวอีกแล้ว
“เป็นไปได้อย่างไรข้าได้ยินว่าหมูป่าตัวใหญ่มาก ต่อให้ขายให้คนทั้งหมู่บ้านก็น่าจะมีเหลืออยู่ไม่ใช่หรือ”
แม่เฒ่าจางเถียงเอาเนื้อหมูป่าที่ไม่ใช่ของตนเองอย่างหน้าไม่อาย
“หมดแล้วก็คือหมดหากท่านไม่เชื่อนั่นก็เป็นเรื่องของท่าน ไม่มีอะไรแล้วก็เชิญท่านกลับไปเถอะ”
หลิวตงจวิ้นเอ่ยปากไล่แม่เฒ่าจางตรงๆ ตอนนี้นางโมโหจนอยากฆ่าพวกเขาทิ้ง ตั้งแต่ตัดขาดกันพวกเขาก็ปีกกล้าขาแข็งถึงกับกล้าไล่นางไปเชียวหรือ แม่เฒ่าจางนั่งลงตรงหน้าเรือนของหลิวตงจวิ้นจากนั้นจึงแหกปากตะโกนเสียงดัง ทั้งแสร้งร้องไห้ให้ชาวบ้านเข้ามามุงดู
“สวรรค์เหตุใดท่านถึงได้ใจร้ายกับข้าเช่นนี้ ข้าจางกุ้ยฮวาเลี้ยงเขามาจนโตป้อนข้าวป้อนน้ำให้เขา ข้าขอแค่เนื้อหมูป่าไม่กี่ชั่งให้ข้ากับตาเฒ่ากินเขากลับขับไล่ข้าเหมือนหมูเหมือนหมา”
ชาวบ้านที่กำลังเดินไปดูไร่นาของตนต่างก็แวะดูว่าเกิดอะไรขึ้น หมู่บ้านตระกูลสือเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีห้าหกสิบหลังคาเรื่อนเท่านั้น เมื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้นทุกคนมักจะรู้กันทั่ว ยิ่งแม่เฒ่าจางแหกปากตะโกนอย่างไม่อายใครยิ่งทำให้ชาวบ้านมามุงดูมากกว่าเดิม
“สวรรค์ สวรรค์ มาเอาชีวิตแก่ๆ ของยายเฒ่าผู้นี้ไปเถอะข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว”
เจิ้งซูอี้ใช้เท้าสะกิดก้อนหินที่อยู่บนพื้นพุ่งตรงไปที่หน้าผากของแม่เฒ่าจางอย่างพอดิบพอดี นางร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดพลางใช้มือกุมหัวของตนเอาไว้ จากนั้นนางจึงมองไปรอบๆ เพื่อหาว่าใครกันที่ปาหินใส่นาง
“ใครกัน ใครปาหินใส่หัวข้าออกมาเดี๋ยวนี้นะเจ้าหมาลอบกัด”
เจิ้งซูอี้ยืนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เหมือนเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนาง
“ท่านกลับไปเถอะข้าบอกว่าขายหมดแล้วก็คือขายหมดแล้ว หากว่าท่านไม่เชื่อก็ไปถามหัวหน้าหมู่บ้านได้เลย ข้าขายให้เขาเป็นคนสุดท้าย”
หลิวตงจวิ้นทำท่าจะผละจากไป แม่เฒ่าจางจึงคิดใช้ไม้ตายสุดท้ายคือล้มตัวกอดขาเขาเอาไว้ แต่เจิ้งซูอี้รู้ทันเมื่อเห็นแม่เฒ่าจางล้มตัวพุ่งมาที่พวกเขาพ่อลูก นางก็ใช้เท้าสะกิดก้อนหินพุ่งไปที่หน้าผากของแม่เฒ่าจางอีกก้อน
“โอ๊ย!!”
เสียงเหมือนหมูถูกเชือดของแม่เฒ่าจางที่ร้องออกมาดังก้องสะเทือนหุบเขา ชาวบ้านต่างมองอย่างตกใจว่านางเป็นอะไร
“ใครปาก้อนหินใส่หัวข้าออกมานะ เจ้าลูกหมาตัวไหนกล้าลอบทำร้ายข้าลับหลัง”
แม่เฒ่าจางไม่ได้นึกสงสัยสองพ่อลูกเลยสักนิดเพราะพวกเขายืนเฉยๆ อยู่ต่อหน้านาง นางเห็นว่าในมือพวกเขาก็ไม่ได้มีก้อนหิน จะต้องเป็นชาวบ้านคนใดคนหนึ่งที่ไม่ถูกกับนางแน่จึงถือโอกาสคนมุงเยอะๆ เช่นนี้แล้วแอบลอบทำร้ายนาง แม่เฒ่าจางกลอกตามองชาวบ้านที่มามุงดูไปรอบๆ เจิ้งซูอี้นึกขำในใจ
“ยายเฒ่าท่านไม่คิดหรือว่าอาจเป็นสวรรค์ก็ได้ที่ปาหินใส่ท่าน ไม่ใช่ว่าท่านพึ่งจะคร่ำครวญให้สวรรค์พาท่านไปอยู่ด้วยหรอกหรือ คราวนี้ท่านได้ไปอยู่กับสวรรค์สมใจอยากแล้ว”
แม่เฒ่าจางเมื่อได้ฟังสิ่งที่เจิ้งซูอี้พูดนางก็นึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที
“นางเด็กบ้าเจ้ากำลังพูดเหลวไหลอันใด”
แม่เฒ่าจางเลิกนั่งคร่ำครวญบนพื้นรีบลุกขึ้นวิ่งจากไปทางเดิมที่นางพึ่งมา ทุกคนต่างส่ายหน้าให้กับอาการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของแม่เฒ่าจาง ชาวบ้านสองสามคนเอ่ยปลอบหลิวตงจวิ้นว่า อีกไม่นานนางเบื่อนางคงจะเลิกมารังควานพวกเขาไปเองให้พวกเขาอดทนหน่อย
“ขอแสดงความยินดีกับคุณชายเหยียนและฮูหยินน้อยเหยียนด้วย ตอนนี้นางกำลังตั้งครรภ์อีกครั้ง”“จะ...จริงหรือขอรับท่านหมอหลวง”เหยียนอี้เฟยถึงกับติดอ่าง หลังจากที่ลูกคนแรกได้สามเดือนเขาก็รีบทำเวลา เคี่ยวกรำฮูหยินของตนทั้งเช้าค่ำเพราะได้ข่าวว่ารุ่ยอ๋องได้ลูกแฝด เขาที่เป็นคู่ปรับจะยอมน้อยหน้าได้อย่างไร เขากอดภรรยาของตนด้วยความยินดี ไม่หลงเหลือความสุขุมใดใดให้เห็นอีกแล้วเรื่องมงคลได้เกิดขึ้นในวันเดียวกันถึงสองเรื่อง ฮ่องเต้ที่ได้หลานชายฝาแฝด สั่งให้มีการเฉลิมฉลองทั่วเมืองหลวงถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน แม้จะเป็นช่วงอยู่เดือนของเจิ้งซูอี้แต่ซีหยวนไห่หนานก็คลอเคลียอยู่ข้างกายนางไม่ห่างแม้กระทั่งตอนที่ให้นมบุตรชายทั้งสองของตน ท่าทางเช่นนั้นของคนเห่อเมียสร้างความหมั่นไส้ให้แก่บ่าวไพร่ยิ่งนักน้ำนมของเจิ้งซูอี้คนเดียวไม่พอต่อความต้องการของเด็กทั้งสอง ฮองเฮาจึงหาแม่นมเพิ่มอีกสองคนมาให้นาง หลังจากที่พาต้าเป่าและเอ้อเป่ามาดื่มนมจากเจิ้งซูอี้ เขาก็ให้แม่นมรีบพาบุตรชายทั้งสองออกจากห้องไป“ท่านทำอย่างนั้นทำไม วันนี้ข้าพึ่งจะได้เห็นหน้าของพวกเขาเองนะ”ซีหยวนไห่หนานหน้ามุ่ยแต่ไม่ยอมตอบคำถามของนาง แต่มีหรือที่นางจะไม
ผ่านไปสามเดือน ตำหนักรุ่ยอ๋องก็ได้รับข่าวดีว่าพระชายากำลังตั้งครรภ์ สร้างความยินดีให้แก่เจ้านายที่อยู่ภายในวังและแต่คนตระกูลโจวยิ่งนัก อาหารบำรุงครรภ์มากมายถูกส่งมายังตำหนักรุ่ยอ๋องไม่เว้นแต่ละวัน องค์ชายเก้าที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาทหมาดๆ เพราะรุ่ยอ๋องปฏิเสธตำแหน่งนี้ มาเยือนที่ตำหนักรุ่ยอ๋องด้วยตนเอง“พี่ห้าพี่สะใภ้ข้ามาเยี่ยมพวกท่านแล้ว”ซีหยวนเหวินเฮ่ายังคนมีนิสัยขี้เล่นไม่ต่างจากเดิม ถึงแม้ตนเองจะได้รับการแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาทแล้วก็ตาม ตอนนี้หลิงฮองเฮากำลังมองหาบุตรสาวของขุนนางเพื่อที่จะแต่งให้เป็นพระชายาเอกและพระชายารองแก่เขา แต่องค์รัชทายาทหมาดๆ นั้นไม่เคยสนใจเพราะสตรีที่เขาต้องการมาครองคู่จะต้องเหมือนพี่สะใภ้ห้า ไม่ว่าฮองเฮาจะหาใครมาเขาก็ไม่ชอบทั้งนั้นทุกครั้งเมื่อยามที่เขาถูกฮ่องเต้ซีหยวนหมิงตำหนิ เขาก็จะหนีมาที่ตำหนักรุ่ยอ๋อง และหลังจากนั้นทั้งซีหยวนไห่หนานและองค์รัชทายาทก็จะกลายเป็นผู้ประสบภัยไปทันที ทั้งสองถูกสั่งให้คุกเข่าหน้าห้องทรงงานด้วยกันจนกว่าจะสำนึกผิด ดังนั้นเมื่อยามที่เขาเห็นน้องชายต่างมารดาผู้นี้เขาจะมีใบหน้าบูดบึ้งทุกครั้ง“องค์รัชทายาท ท่านมาแ
ซีหยวนไห่หนานจับเรียวขาของนางแยกออกจากกัน เขาค่อยๆ ใช้แก่นกายถูไถไปที่กลีบดอกไม้ของนางเบาๆ เป็นจังหวะ น้ำหวานชโลมส่วนหัวจนฉ่ำเยิ้ม เสียงครางอย่างสุขสมของนางดังออกมาอย่างต่อเนื่องร่างบางกระตุกเกร็งอย่างรัวๆ เขายังไม่ทันได้สอดใส่นางก็เดินทางไปสู่สวรรค์ก่อนเขาแล้ว เขานี่ช่างเก่งกาจเสียจริง ซีหยวนไห่หนานคิดในใจอย่างฮึกเหิมโอกาสมาถึงแล้ว ช่วงเวลาที่นางสุขสมเป็นช่วงเวลาที่กลีบดอกไม่ของนางกำลังอ่อนไหว เขาค่อยๆ สอดแก่นกายอันใหญ่โตของตนเข้าไปช้าๆ ร่างบางที่กำลังเคลิบเคลิ้มได้สติกลับมาทันที“โอ๊ย!!! ข้าเจ็บ!!!”เจิ้งซูอี้บิดกายหลบ แต่ท่อนล่างของทั้งสองยังคงสอดประสานทำให้นางมิอาจหนีไปไหนได้“ยอดรักอดทนอีกหน่อย อีกเดี๋ยวก็จะไม่เจ็บแล้ว หลังจากนี้ข้าสัญญาว่าเจ้าจะรู้สึกดีเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ดั่งเช่นก่อนหน้านี้”เขาจูบปลอบประโลมร่างเล็กที่อยู่ในอ้อมแขน ตัวเขาเองก็แทบจะทนไม่ไหวเพราะความรัดแน่นของนาง แต่ครั้งแรกเขาจะปล่อยให้พังทลายลงไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นครั้งต่อไปนางอาจจะกลัวแล้วไม่ยอมมีอะไรกับเขาอีกซีหยวนไห่หนานค่อยๆ ขยับแก่นกายของตนช้าๆ จนกระทั่งเขารับรู้ได้ว่าน้ำหวานของนางกำลังหลั่งออกมาชโลมเพื่
หลิวอันอันตอบ นางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเหมือนกำลังรำลึกความหลังครั้งที่นางพูดคุยกับฮูหยินเจิ้ง“หลังจากที่เจ้าจากไป ข้าได้ไปที่วัดประจำเมืองหลวงเพื่อขอพรให้เจ้าปลอดภัย ข้าไปที่นั่นหลายต่อหลายครั้งและก่อนที่ข้าจะแต่งงานกับเหยียนอี้เฟยข้าได้พบกับพระชรารูปหนึ่ง ท่านได้พูดกับข้าก่อนที่ที่ข้าจะกลับว่า เหตุที่ข้ากำลังประสบเป็นเพราะข้าและเจ้านั้นมีกรรมร่วมกันมา หากข้าต้องการรู้เรื่องทั้งหมดข้าจะต้องถามท่านแม่ในตอนที่เจ้าเกิด”เจิ้งซูอี้หยุดไปสักพักก่อนที่จะเอ่ยขึ้นอีก“เมื่อข้ากลับมาที่จวน คำพูดของพระชรารูปนั้นทำให้ข้าว้าวุ่นใจจนทนไม่ไหว ข้าจึงไปพบท่านแม่เพื่อสอบถามถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น นางเล่าทั้งน้ำตาว่า ตอนที่เจ้าคลอดออกมาครั้งแรกเจ้านั้นหยุดหายใจไปแล้วแต่ท่านหมอช่วยเจ้ากลับมาได้ แต่น่าเสียดายที่น้องสาวของเจ้าอีกคนที่คลอดตามมาทีหลังนั้นเสียชีวิต ตอนนั้นท่านแม่เสียใจมากคนที่รู้เรื่องนี้มีเพียงท่านแม่ท่านพ่อ มามาที่รับใช้ข้างกายนางและหมอตำแย ท่านพ่อสั่งให้พวกนางปิดปากเงียบเอาไว้ห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ผู้ใดรู้”เจิ้งซูอี้อึ้งไป นางไม่เคยรู้เรื่องนี้เลยมิน่าท่านพ่อและท่านแม่ของนางถึงได้
“ทหาร จับตัวองค์รัชทายาทและฮองเฮาเอาไว้”ทหารที่ติดตามแม่ทัพโจว กรู่เข้ามาในงานเลี้ยงเพื่อจับตัวบุคคลทั้งสอง ชายชุดดำนับร้อยและทหารที่อยู่ฝั่งองค์รัชทายาทที่แฝงตัวอยู่ในวังหลวงรีบเข้ามาปกป้องพาทั้งสองหนีออกไปจากตรงนั้น การต่อสู้ของทหารทั้งสองฝั่งเป็นไปอย่างดุเดือด เหล่าขุนนางต่างหนีตายกันจ้าละหวั่นการต่อสู้นี้ทั้งซีหยวนไห่หนานและเจิ้งซูอี้ต่างก็เข้าร่วม ทั้งสองตามองค์รัชทายาทและฮองเฮาไป ส่วนแม่ทัพโจวและแม่ทัพเจิ้งทำการอารักขาฮ่องเต้และหลิงกุ้ยเฟย หลิงเยว่หร่งรีบคลานมาหาหลิงกุ้ยเฟยเพื่อเอาตัวรอด“เสด็จอาเพคะช่วยหม่อมฉันด้วย หม่อมฉันถูกหลอกใช้”หลิงกุ้ยเฟยเหลือบมองหลิงเยว่หรงด้วยสายตาเรียบเฉย นางถอดใจที่จะฉุดรั้งคนตระกูลหลิงที่มักใหญ่ใฝ่สูงให้เข้าสู่ลู่ทางที่ถูกต้องแล้ว หลังจากที่พวกเขารู้ข่าวที่นางตายในกองเพลิงไม่นานคนตระกูล หลิงก็รีบเปลี่ยนฝ่ายไปเข้าหาองค์รัชทายาทอย่างหน้าไม่อายแม้แต่พี่ชายร่วมสายเลือดของนางก็ไม่แม้แต่จะให้คนในตระกูลหลิงแต่งชุดขาวเพื่อไว้อาลัยให้แก่นางสักคน มีเพียงตระกูลเจิ้งและตระกูลโจวของแม่ทัพโจวเท่านั้นที่ผูกผ้าขาวเอาไว้ในเรือน นางเลิกสนใจคนตระกูลหลิงไปทันทัน ต่
เจิ้งซูอี้กลับไปรอซีหยวนไห่หนานที่ตำหนักรุ่ยอ๋อง เพราะเขาต้องเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อรายงานตัว บ่าวรับใช้ในจวนเมื่อเห็นนางกลับมาต่างก็ดีใจยกใหญ่ เพราะพวกเขาไม่ต้องทนเห็นรุ่ยอ๋องทำตัวเหมือนศพตายซากไร้ชีวิตชีวาเอาแต่ดื่มเหล้าทั้งวันอีกแล้วเจิ้งซูอี้ต้องขอโทษสาวใช้ทั้งสี่ที่นางวางยาพวกนางก่อนหนีไป ไม่ถึงสองชั่วยามซีหยวนไห่หนานก็กลับมา เขาสั่งให้คนย้ายของของเจิ้งซูอี้ไปที่เรือนใหญ่ของเขา นางได้แต่ตกใจที่เขาทำเช่นนั้น“ท่านจะบ้าหรือ ทำเช่นนี้คนได้ลือกันไปทั่วเมืองหลวง”ซีหยวนไห่หนานยักไหล่ทำท่าไม่สนใจ“ข้าช่วยชีวิตเจ้าสองครั้งแล้ว ต่อจากนี้ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องตอบแทนข้าด้วยการอยู่ข้างกายของข้าไปตลอดชีวิต”เขาเอ่ยกับนางพร้อมทั้งใช้นิ้วเรียวยาวเชยคางมนขึ้น เขาประทับจูบลงที่มุมปากของนางแผ่วเบาเหมือนปีกผีเสื้อพัดผ่าน ถึงนางและเขาจะมาถึงจุดนี้บ่อยครั้ง แต่นางก็ไม่เคยเคยชินเสียทีสายตากรุ้มกริ่มของซีหยวนไห่หนานมองมาที่นางอย่างหยอกล้อ เพราะแก้มที่แดงดั่งผิงกั่วสุกของนางลามไปถึงใบหู เขากดจูบที่แก้มนางหนักๆ ด้วยความมันเขี้ยวงานเลี้ยงต้อนรับได้จัดขึ้นในวังหลวงเพื่อแสดงความยินดีแก่เหล่าทหารที่ได้รับชัยช
เจิ้งซูอี้ได้แต่กัดฟันเพื่อรอรับแรงกระแทกของธนูดอกนั้น ปรากฏว่านางไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะมีร่างสูงโปร่งกระโดดกอดนางเอาไว้ทำให้เขาเป็นผู้รับธนูดอกนั้นเอาไว้เองอึก!!ร่างสูงกระตุกเล็กน้อยหลังจากที่ลูกธนูปักลงที่กลางหลังของเขาอย่างแม่นยำ“ซีหยวนไห่หนาน....ท่าน!!!”เจิ้งซูอี้ตะโกนออกมาด้วยความตกใจ ซีหย
“ลูกกำลังคิดว่าเสด็จแม่กำลังทำสิ่งใดอยู่ตอนนี้”ฮ่องเต้ซีหยวนหมิงถึงกับสะอึกรีบยกมือปิดปากกระแอมไอออกมาเบาๆ ท่าทางของพระองค์ดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัด หากนางรู้ว่าเขาเรียกบุตรชายของนางเข้ามาด่าคืนนี้เห็นทีต้องนอนที่นอกตำหนัก คนอย่างนางง้อไม่ง่ายซะด้วย“ช่างเถอะๆ ถึงข้าด่าเจ้าไปมันก็คงไม่เข้าหัวขี้เลื
หลิวอันอันลืมตาขึ้นหลังจากที่ได้ยินคำพูดนั้น นางมองไปรอบๆ แต่กลับไม่พบผู้ใดที่อยู่ข้างกายนางสักคน มีเพียงเณรน้อยสองรูปที่กำลังกวาดใบไม้อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ นางมองพวกเขาด้วยสายตางุนงง อยู่ไกลขนาดนี้คงไม่ใช่เสียงของพวกเขากระมัง แล้วใครกันเล่าที่พูดคุยอยู่ข้างๆ นางก่อนหน้านี้หลิวอันอันเก็บความสงสัยเอาไว
“แล้วเรื่องการหมั้นหมายกับเจ้าเด็กหน้าเหม็นผู้นั้นเล่า เจ้าจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปหรือ หรือว่าเจ้าไม่รู้ว่าเขานั้นรู้สึกอย่างไรกับเจ้ากันแน่ อี้เอ๋อข้าเป็นอาจารย์ของพวกเจ้าทั้งสองคนข้าย่อมอยากเห็นพวกเจ้ามีความสุข”ใบหน้างามเศร้าสลดลงไปทันใด เมื่อท่านอาจารย์ของนางเอ่ยถึงบุคคลที่สามที่นางไม่อยากได







