Masukบุรุษร่างสูงใบหน้าค่อนข้างหล่อเหลาผู้หนึ่ง เดินมาหยุดยืนที่ลานฝึกด้านหน้าค่าย ที่ที่พวกหยวนชิงหลิงกำลังยืนอยู่
“ฟังทางนี้ ท่านแม่ทัพมีเรื่องที่จะแจ้งให้ทุกคนทราบ” เบื้องหน้าของทุกคน มีบุรุษชุดดำรูปร่างสูงใหญ่เดินตรงมายังพวกนาง บนใบหน้าของเขาสวมหน้ากากสีดำเอาไว้ครึ่งหน้า กลิ่นอายที่แผ่ออกมาทำเอาทุกคนรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก นี่สินะแม่ทัพเซี่ยผู้โด่งดัง หยวนชิงหลิงคิดในใจ นางยืนอยู่ด้านหน้าของสตรีทั้งหมด พร้อมเผชิญหน้ากับแม่ทัพเซี่ยด้วยท่าทางกล้าหาญ ดวงตากลมโตของนางมองตรงไปยังเขาไม่มีท่าทีหวั่นเกรง “เจ้าคงจะเป็นท่านหญิงลู่จิวผู้โด่งดังสินะ คนของข้าที่เดินทางไปแคว้นฉินต่างก็เอ่ยถึงเจ้าไม่ขาดปาก ความกล้าหาญของเจ้านั้นมีมากล้นไม่ต่างจากความงามของเจ้าเลย ข้าช่างถูกใจเจ้าเสียจริง” นิ้วมือเรียวจับปลายคางของนางเล็กน้อย หยวนชิงหลิงไม่แม้แต่จะหลบสายตาจากเขา หากนางแสดงท่าทางหวาดกลัวออกมาแม้เพียงนิด พวกนางทั้งหมดอาจถูกทหารหยาบคายเหล่านั้นข่มเหงรังแก “ใช่แล้ว เป็นข้าเอง ข้ารับพระบรมราชโองการจากฮ่องเต้แคว้นฉิน ให้เดินทางมาที่แคว้นเซี่ย ทำหน้าที่เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้น ขอท่านแม่ทัพเซี่ยโปรดให้เกียรติ” หยวนชิงหลิงเอ่ยออกมาเสียงเรียบ ถึงภายนอกนางจะดูไม่รู้สึกอะไร แต่หัวใจของนางกลับเต้นกระหน่ำเป็นกลองศึก นางกลัวเขาจริงๆ เพียงแต่ไม่แสดงออกมาให้เห็นเท่านั้น มีเพียงแผ่นหลังบอบบางที่หลั่งเหงื่อเย็นออกมาจนเปียกชุ่ม “โอ้!! ได้แน่นอน พวกเราชาวแคว้นเซี่ยจะดูแลสาวงามทุกคนที่มาจากแคว้นฉินเป็นอย่างดี สิบวันหลังจากนี้พวกเจ้าจะได้เดินทางกลับไปยังเมืองหลวงแคว้นเซี่ยพร้อมกับกองทัพอย่างยิ่งใหญ่” เอ่ยจบแม่ทัพเซี่ยหรือจิ้นอ๋องเซี่ยหวายอีที่ใส่หน้ากากสีดำก็หันไปสั่งคนของตน “จัดที่พักและอาหารให้พวกนาง ห้ามทหารเข้าใกล้กระโจมที่พักของสตรีที่มาจากแคว้นฉิน และสั่งเฝ้ายามรอบละสองคน” “อ้อ! ข้าลืมบอกไปอย่างหนึ่ง ห้ามพวกเจ้าเดินเพ่นพ่านไปรอบๆ เด็ดขาด ข้าอาจจะสั่งทหารไม่ให้เข้าใกล้พวกเจ้าได้ แต่หากพ้นจากสายตาของข้าแล้ว ข้ามิอาจห้ามบุรุษกลัดมันนับหมื่นที่ห่างจากภรรยามาเนิ่นนานเหล่านั้นได้ หากยังอยากเดินทางไปยังเมืองหลวงแคว้นเซี่ยโดยสภาพยังสมบูรณ์อยู่ ก็จงทำตามคำแนะนำของข้าอย่างว่าง่าย เอาล่ะวันนี้พูดคุยกันเพียงเท่านี้ก็พอ ท่านหญิงลู่จิว ขอตัวก่อน” เอ่ยจบเขาก็ก้มหัวให้นางเล็กน้อยก่อนผละจากไป หยวนชิงหลิงขยับตัวอย่างอึดอัด นางอยากจะคุยเรื่องบิดาของนางกับเขา แต่น่าเสียดายที่ร่างสูงไม่เปิดโอกาสให้นางได้ถามเลยสักนิด กระโจมที่พักของหยวนชิงหลิงถูกแยกออกจากสตรีทั้งสิบเก้าคน ส่วนหลี่อันหรงนางไม่รู้ว่าพวกเขาพานางไปที่ใดแล้ว ทหารแคว้นเซี่ยต่างก็คิดว่าคุณหนูเหล่านั้นที่มาจากแคว้นฉิน จะต้องสร้างปัญหาให้พวกตนเป็นแน่ เพราะที่นี่เป็นเพียงค่ายทหารที่แสนทุรกันดาร ไม่มีบ่าวรับใช้คอยปรนนิบัติให้ความสะดวกสบายดั่งเช่นในจวนตระกูลใหญ่ แต่น่าเสียดายที่พวกนางต่างก็ทำให้พวกเขาต้องผิดหวัง ไม่มีใครโวยวายเรื่องที่พักหรืออาหาร ชุดเสื้อผ้าของพวกนางต่างก็ซักกันเอง เหล่าทหารแคว้นเซี่ยมองแม่นางน้อยแคว้นฉินด้วยสายตางุนงง เกิดสิ่งใดขึ้นกับพวกนางกันแน่ สตรีที่งดงามและบอบบางเดินหิ้วถังน้ำใบใหญ่กลับไปที่กระโจมที่พักของตนโดยไม่ร้องขอให้บุรุษช่วยเหลือเลยสักนิด วิถีชีวิตการเป็นอยู่ในช่วงหลายวันของพวกนางในค่ายทหาร ต่างก็ถูกรายงานไปยังเซี่ยหวายอีอย่างละเอียด บุรุษร่างสูงในชุดเกราะสีดำพยักหน้ารับรู้ “ทหารของเราเตรียมตัวเสร็จหรือยัง เจ้าไปสั่งพวกนางว่าพรุ่งนี้จะต้องออกเดินทางไปที่เมืองหลวงพร้อมกองทัพ” “พ่ะย่ะค่ะ” เข่อซิงที่ถอดหน้ากากหนังมนุษย์ออกแล้ว กลายเป็นหนุ่มรูปงามท่าทางเจ้าชู้ขี้เล่น รับคำแล้วออกไปจากกระโจมที่พักของแม่ทัพแคว้นเซี่ยทันที หยวนชิงหลิงที่ได้ฟังเข่อซิงรายงานคำสั่งของเซี่ยหวายอี นางก็พยักหน้าเข้าใจ แต่นางรู้สึกคุ้นเคยท่าทางของนายทหารผู้นี้ยิ่งนัก แม้ใบหน้าของเขานั้นดูจะแตกต่างจากองครักษ์ที่อยู่ในคณะราชทูต แต่กลิ่นอายของเขากลับคล้ายคลึงกัน แต่เรื่องนั้นมิใช่เรื่องสำคัญที่นางควรใส่ใจ จึงทำให้นางเลิกสนใจในตัวเขาไปโดยปริยาย และก่อนที่เข่อซิงจะจากไปหยวนชิงหลิงได้เอ่ยรั้งเขาเอาไว้ “ข้ามีธุระกับท่านแม่ทัพเซี่ย ขอเข้าพบเขาได้หรือไม่” เข่อซิงมีท่าทีลังเลเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า หยวนชิงหลิงเดินตามร่างสูงไปยังกระโจมหลังใหญ่ นางรออยู่ด้านนอกเพื่อให้เข่อซิงเข้าไปรายงาน ไม่นานเขาก็เดินกลับออกมา “ท่านแม่ทัพอนุญาตให้ท่านหญิงเข้าพบแล้วขอรับ” หยวนชิงหลิงเดินเข้าไปในกระโจม ร่างสูงใหญ่กำลังนั่งอยู่บนตั่งตัวยาวโดยที่ยังคงเปลือยท่อนบนเอาไว้ ในมือของเขามีทวนพู่แดงที่ดูวาววับและคมกริบวางอยู่บนตัก เขาใช้ผ้าค่อยๆ เช็ดทวนเล่มนั้นอย่างบรรจง สายตาของนางมองตามนิ้วมือเรียวยาวของเขาที่กำลังขยับไปมา และค่อยๆ ไล่ไปตามลำแขนแข็งแรงที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม นางมองเห็นร่องรอยของบาดแผลเป็นน้อยใหญ่มากมายอยู่บนตัวเขา ลมหายใจของนางเริ่มรู้สึกติดขัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมองไปยัง แผ่นอกเปลือยเปล่าที่กำลังขยับขึ้นลงตามการหายใจ ก่อนที่สายตาของนางจะมองต่ำลงไปเรื่อยๆ บ้าจริงข้ากำลังทำสิ่งใดอยู่กันแน่ นางรีบดึงสติที่กำลังจะเตลิดไปของตนให้กลับคืนมา “ข้าน้อยหยวนชิงหลิง คารวะท่านแม่ทัพเซี่ย” นางย่อตัวทำความเคารพร่างสูงที่เหมือนจะไม่ได้สนใจในการมาของนางเลย หยวนชิงหลิงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยที่ต้องมาอยู่ในสถานที่ปิดกับบุรุษเปลือยกายสองต่อสอง ถึงแม้ว่าเขาจะมีรูปร่างที่น่ามองก็ตามที แต่นางก็ยังคงเป็นสตรีที่ยังมิได้ออกเรือน หากเรื่องนี้ให้ผู้ใดรู้เข้าเห็นทีนางคงจะต้องกลายเป็นสตรีที่ต้องมลทินไปแล้ว “เจ้ามีธุระใดที่ต้องการคุยกับข้า นอกเหนือจากการยืนมองร่างกายของข้าอย่างนั้นหรือ ท่านหญิงลู่จิว” หยวนชิงหลิงใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย นี่เขาสังเกตเห็นอย่างนั้นหรือ แล้วเหตุใดถึงไม่ห้ามนางเล่า หยวนชิง หลิงยกกำปั้นปิดปากกระแอมไอแก้เขิน ก่อนตอบคำถามของเขา “อะแฮ่ม!!..ต้องขออภัยที่ข้าเสียมารยาทต่อท่านแม่ทัพ ที่ข้ามาที่นี่ก็เพราะมีธุระสำคัญกับท่านจริงๆ” เซี่ยหวายอีวางมือจากอาวุธคู่กายของตน ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับนาง อย่างจริงจัง “พูดธุระของเจ้ามาเถิด” นางพยักหน้า “มีข่าวลือมากมายที่แคว้นฉินเกี่ยวกับการต่อสู้ของท่านกับแม่ทัพหยวนหมิงแห่งแคว้นเซี่ย ท่านได้โปรดตอบคำถามของข้ามาตามตรงได้หรือไม่ ท่านคือผู้ที่สังหารบิดาของข้าหรือเป็นผู้อื่นกันแน่” เซี่ยหวายอีคาดเดาเอาไว้อยู่แล้ว ว่านางจะต้องมาถามเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ร่างสูงลุกขึ้นเดินไปยังโต๊ะทำงานที่ตั้งอยู่ในมุมหนึ่งของกระโจม ก่อนที่เขาจะหยิบบางอย่างออกมายื่นให้นาง “เจ้าคงจะจำลายมือของบิดาตนเองได้กระมัง” หยวนชิงหลิงพยักหน้า นางยื่นมืออันสั่นเทาไปยังจดหมายที่ถูกปิดผนึกเอาไว้ บนซองด้านนอกยังคงมีคราบเลือดเปรอะเปื้อนเป็นดวงๆ น้ำตาที่เคยคิดว่าเหือดแห้งไปแล้วของนางกลับไหลออกมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่ นางแทบจะประคองร่างกายตนเองให้มีสติเอาไว้ไม่ได้ หยวนชิงหลิงกลั้นก้อนสะอื้นที่ตีขึ้นมาอย่างยากเย็น นิ้วเรียวของนางแกะผนึกซองจดหมายที่บิดาทิ้งเอาไว้ก่อนตายด้วยมืออันสั่นเทา“อ่า!!!ยอดรัก แบบนั้นและ ข้าต้องการแบบนั้น ดันมันเข้ามาอีก แรงกว่านี้ ลึกกว่านี้”เสียงหวานเอ่ยขอร้องด้วยความต้องการที่พุ่งขึ้นสุดขีด เซี่ยหวายอีเองก็ไม่ยอมปล่อยให้นางต้องรอนาน เขากระแทกลงไปแรงๆ ถี่รัว เสียงดัง ปัก ปัก เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังอยู่เป็นนาน กว่าที่สองร่างจะสะท้านเฮือกขึ้นพร้อมกัน หยวนชิงหลิงแตะถึงจุดสุดยอดก่อน นางบีบรัดเขาจนเซี่ยหวายอีทนไม่ไหว จำต้องปลดปล่อยความต้องการของตนเองเข้าไปในกายนนางเต็มที่ทุกหยาดหยด“อ่า!!!ที่รักข้าแตกแล้ว เสร็จแล้ว ข้าเสร็จภายในกายของเจ้าแล้ว”ร่างสูงฟุบหน้าลงไปบนลำคอขาวผ่องของนาง ทั้งที่ยังมิได้ถอดถอนความเป็นชายออกไป นางรู้สึกได้ว่ามันกำลังกระตุกอยู่ภายใน ความเสียวกระสันที่พึ่งผ่านไปมันได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง สองร่างที่พึ่งสงบศึกไปได้ไม่นาน ได้เริ่มก่อสงครามวสันต์ขึ้นอีกครั้ง และอีกครั้ง จนกระทั่งรุ่งอรุณของวันใหม่ได้มาเยือนหยวนชิงหลิงตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดเมื่อยไปทั้งกาย ช่างแตกต่างจากอีกคนที่ยังคงมีเรี่ยวแรงเต็มกำลัง เหมือนพึ่งได้รับน้ำทิพย์ชโลมจิตใจ“ท่านรังแกข้ามาทั้งคืนแล้ว ต่อจากนี้ต้องดูแลปรนนิบัติรับใช้ข้าอย่างที่พูดด้วย”เซี่ยหวายอีกดจู
“เช่นนั้นให้ข้าปรนนิบัติเจ้าดีหรือไม่ ฮูหยิน”หยวนชิงหลิงไม่คิดว่าตนเองจะมาได้ยินคำพูดเช่นนี้ออกมาจากปากของเขา ใบหน้างามที่ยามนี้ไร้เครื่องประทินโฉมมันช่างงดงามเกลี้ยงเกลาดูสะอาดตาไม่ต่างจากเด็กทารก ดวงตาคมของเซี่ยหวายอีที่มองอยู่นั้นอดที่จะกดจูบไปที่แก้มของนางมิได้“ฮูหยิน วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าเป็นของข้าอย่างสมบูรณ์”ก่อนงานแต่งงานหลายวัน เขาได้สอบถามและศึกษาเรื่องบนเตียงมาจากสหายร่วมรบมาแล้ว เกี่ยวกับการทำให้สตรีมีความสุขในคืนเข้าหอ ร่างสูงค่อยๆ แทะเล็มริมฝีปากอวบอิ่มของนางช้าๆ มือสองข้างที่ยังว่างอยู่ก็ไม่หยุดนิ่ง เขาสัมผัสนางไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย แม้เวลานี้ทั้งสองจะสวมใส่อาภรณ์แต่ก็ยังรับรู้ถึงสัมผัสของกันและกันได้ความรู้สึกแปลกใหม่ที่นางได้รับในเวลานี้ช่างแตกต่างจากที่ผ่านมาที่เขาเคยสัมผัสนางอย่างสิ้นเชิง ท้องน้อยของนางในเวลานี้มันเหมือนกับมีบางอย่างขมวดเข้าหากันจากนั้นจึงคลายออก ทุกการสัมผัสจากเขามันทำให้ข่นอ่อนในกายนางพร้อมใจกันลุกชูชันขึ้นลิ้นร้อนของเซี่ยหวายอีเริ่มรุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตของหยวนชิงหลิง ร่างสูงสอดลิ้นหนาเข้าไปในปากของนางเกี่ยวกระหวัดรัดรึงลิ้นนุ่มหยุ่นอย่างเชื่อ
“ทุกอย่างเป็นเพราะความโลภในอำนาจของท่านมากกว่า อย่าได้มากความเลย มาสู้กันให้รู้แพ้ชนะเสียแต่วันนี้ หากข้าหยวนชิงหลิงพ่ายแพ้และจะต้องตาย ข้าก็จะไม่มีวันเสียใจต่อสิ่งที่ข้าได้เลือก”การต่อสู้อย่างดุเดือดของทั้งสองยังคงดำเนินต่อไป แม้หยวนชิงหลิงจะมีสรีระที่เป็นรอง แต่กำลังของนางกลับมีมากล้นจนน่าเหลือเชื่อ ทุกครั้งที่ง้าวของนางฟันลงไป ฉินฮ่องเต้แทบจะทนรับแรงของนางไม่ไหว“เจ้า!!...เจ้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร!! เจ้าเป็นเพียงสตรีในห้องหอเท่านั้น เหตุใดถึงมีพละกำลังที่เหนือกว่าข้า จงบอกมา”หยวนชิงหลิงยกยิ้มภายใต้หมวกเหล็กสีดำ ก่อนเอ่ยออกมาเสียงดัง แต่เสียงของนางกลับไม่เหมือนเสียงของนาง เพราะมันมีหลายเสียงดังประสานกันขึ้น“เพราะบรรพบุรุษซวนหยวนของข้าอย่างไรเล่า พวกเขาจะคอยอยู่เคียงข้าเสมอ ไม่ว่าข้าจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่แข็งแกร่งมากกว่าเพียงใดก็ตาม จงรับผลกรรมที่กระทำมาทั้งหมดเสียเถิด ข้าผู้นี้จะเป็นคนลงโทษเจ้าเอง”หยวนชิงหลิงฟันง้าวในมือลงไปอีกครั้งจนสุดแรง ในที่สุดทวนของฉินฮ่องเต้ก็ทนรับแรงนั้นไม่ไหว มันถูกฟันหักออกเป็นสองท่อน และตั้งแต่หัวไหล่ลงไปจนถึงกลางอกของเขา ถูกฟันทะลุชุดเกราะจนสะพายแล่
“เจ้าจงนำสารนี้ไปบอกแก่ผู้นำทัพคนต่อไปของพวกเจ้าซะ ข้าจิ้นอ๋องจะรออยู่ที่นี่ หากไม่ยอมแพ้พวกเขาจะมีจุดจบไม่ต่างจากหลี่ฮั่งชาง แต่ถ้ายอมแพ้ก็จะมีเพียงคนผู้เดียวเท่านั้นที่ต้องถูกสังหาร”เอ่ยจบร่างสูงก็กระโดดขึ้นหลังม้า ก่อนจะควบกลับเข้าเมืองจิ่งโจวไป ทิ้งความวุ่นวายโกลาหลเอาไว้เบื้องหลังหยวนชิงหลิงที่แฝงตัวอยู่ในกองทัพมานานนับเดือน เวลานี้นางได้รู้แล้วว่ามีใครบ้างที่อยู่คนละฝั่งกับหลี่ฮั่งชาง และมีใครบ้างที่หักหลังบิดาของนางในตอนนั้น ใบหน้างามข่มความโกรธแค้นเอาไว้ในส่วนลึก เพราะยังไม่ถึงเวลาที่น่าจะเปิดเผยตัวตอนนี้นางวางแผนที่จะปลุกปั่นให้พวกเขาแตกแยกออกเป็นสองฝ่าย ผู้ที่ไม่คิดยอมแพ้เหล่านั้นต่างก็นำทัพออกไปต่อสู้กับจิ้นอ๋องในสนามรบ สุดท้ายจุดจบของพวกเขาล้วนไม่ต่างกันทหารสามแสนนายในกองทัพเวลานี้เหลือไม่ถึงครึ่ง เพราะการกระทำที่แสนอวดดีของพวกเขา คิดว่าตนเองมีพันธมิตรจากต่างแคว้นแล้วจะสามารถหยิ่งผยองได้ ตัวอย่างมีให้เห็นแล้ว แม่ทัพแคว้นฉินสามคนถูกตัดหัวแขวนประจานเอาไว้ที่ประตูเมือง สร้างความหวาดกลัวแก่กองทัพฉินยิ่งนัก“บังอาจนัก!! เจ้าเด็กที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้นั้น กล้ามาอวดดีก
“พวกเราชาวเฉิงโจว ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับสงครามที่ฮ่องเต้ชั่วนั่นก่อขึ้นหรอก ไปเสียได้ก็ดีที่นี่ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าเมือง เขาอยู่ที่นี่ก็เอาแต่กดขี่ชาวบ้านบังคับให้ขุดภูเขา แต่กลับไม่บอกว่าขุดหาอะไร ก่อนหน้านี้ก็เกิดการต่อสู้ขึ้นที่หุบเขาหินนั่น จิ้นอ๋องสังหารอะไร ตอนนั้นข้าไปตรวจดูสภาพของที่นั่นเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต เป็นพวกเขาที่สังหารกันเอง ไม่มีร่องรอยของผู้บุกรุกเลยสักนิด อีกทั้งคนที่หนีรอดมาจากที่นั่นก็พูดเหมือนกันว่า คนของเฉิงอ๋องจู่โจมคนขององค์ชายห้า ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันจนถึงเช้า และองค์ชายห้าได้รับบาดเจ็บสาหัสกลับมา เป็นข้าที่รักษาให้เขาจนรอดมาได้”หยวนชิงหลิงกระจ่างแล้วว่าเสียงต่อสู้ในคืนนั้นคืออะไร ตอนนั้นคนขององค์ชายห้าช่างมาได้เหมาะเจาะตรงเวลาเสียจริง“ท่านหมอ ท่านแน่ใจหรือขอรับ วันเวลาท่านได้บันทึกเอาไว้หรือไม่”“วะ!!! เจ้าหนุ่มนี่ ข้าเป็นหมอมายี่สิบปี ข้าบันทึกทุกอย่างเอาไว้เป็นหลักฐานทั้งหมด ถ้าหากเจ้าไม่เชื่อข้าจะเอาให้เจ้าดูก็ได้ เจ้าคนที่รอดชีวิตมาในตอนนั้น ข้าเองก็รักษาเขาจนหายดีแล้ว”หยวนชิงหลิงยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม นางลุกขึ้นจับแขนของท่านหมอเขย่าเบาๆ ก่อนจะเอ่ย
หลายครั้งที่เขาเองก็ถูกฟันและถูกแทง มีเพียงเสียงดังเคร้ง!! ขึ้นเท่านั้น แต่ร่างกายของเขากลับไม่รู้สึกว่าตนเองได้รับบาดเจ็บที่ใดเลย คนตระกูลซวนหยวนช่างเก่งกาจยิ่งนัก ที่สามารถสร้างอาวุธที่แข็งแกร่งจนน่าหวาดกลัวพวกนี้ขึ้นมาได้ เขาเองก็ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าหากพวกมันไปตกอยู่ในกำมือของจอมทรราชที่บ้าอำนาจ แผ่นดินจะลุกเป็นไฟเช่นไรหนึ่งชั่วยามต่อมา เสียงการต่อสู้ได้เงียบลงหรือจะพูดให้ถูกคือการสังหารอยู่ฝ่ายเดียว ศพที่ไม่สมประกอบกระจุยกระจายเกลื่อนพื้นดิน ไม่มีร่างไหนที่ยังอยู่ครบสมบูรณ์เลยสักร่าง เลือดสดๆ ไหลเจิ่งนองเต็มพื้นดิน เหมือนสายฝนที่พึ่งหยุดตกไปได้ไม่นานเซี่ยหวายอีหลับตาลงสักพักก่อนลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดคนตระกูลซวนหยวนถึงได้พ่ายแพ้ในการสู้รบ ทั้งที่พวกเขามีอาวุธชั้นดีอยู่ในมือ ก่อนหน้านี้เขาได้ฟังเรื่องราวเพียงคร่าวๆ เท่านั้น สงสัยหลังเสร็จจากศึกในครั้งนี้คงต้องขออ่านบันทึกม้วนนั้นของตระกูลซวนหยวนจากหยวนชิงหลิงเสียแล้วร่างสูงเดินไปยังม้าที่วิ่งเตลิดเพราะการต่อสู้ไปไม่ไกล ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังของมัน จากนั้นเร่งควบไปยังเส้นทางเมืองจิ่งโจว สถานที่ที่จะต้องสะสางและยุ
“ในบันทึกได้เขียนเอาไว้ว่า ตระกูลฉินและซวนหยวนเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ ที่ออกเดินทางเร่ร่อนอยู่ในทุ่งหญ้า ไร้แผ่นดินที่อยู่เป็นหลักแหล่ง แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ครอบครัวของพวกเขาก็เริ่มใหญ่ขึ้นและมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นหัวหน้าตระกูลจึงได้คิดสร้างดินแดนเป็นของตนเองขึ้น แต่ในระหว่างนั้นพวกเขาก็ถู
ทุกคนส่ายหน้า เพราะความเร่งรีบทำให้พวกเขาไม่ทันได้สังเกตว่ามีการต่อสู้เกิดขึ้นหรือไม่ แต่เรื่องที่บุตรสาวบอกว่าบิดาที่ตายจากไปแล้วมาช่วยพวกตน เรื่องนี้ฟังดูแล้วน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก“ลูกพูดจริงหรือ มิใช่ว่าคิดไปเองนะ หลิงเอ๋อลูกก็รู้ว่าพ่อของลูกเขา...ตายไปแล้ว”เสียงสุดท้ายของนางเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน
ความรู้สึกของหยวนหมิงในเวลานี้ทั้งความสุขและเศร้าผสมปนเป ถึงแม้จะมีผู้คนมากมายยกย่องสรรเสริญให้เขาเป็นดั่งยอดนักรบที่คอยปกป้องผืนแผ่นดิน แต่ในความเป็นจริงเขากลับเป็นบิดาและสามีที่ล้มเหลว หยวนหมิงไม่อาจเอ่ยขอให้ครอบครัวให้อภัยตน แต่เขาต้องการทำหน้าที่บิดาและสามีเป็นครั้งสุดท้าย“หลิงเอ๋อ ได้เวลาตื่น
หยวนชิงหลิงหยิบชุดเกราะที่วางอยู่มุมหนึ่งขึ้นมาพิจารณาเล็กน้อย ชุดนี้ถูกตีขึ้นมาได้อย่างประณีตเลยทีเดียวจากนั้นจึงใช้มือเคาะไปที่ชุดเกราะนั้นเบาๆ เสียงใสดังกังวานขึ้นท่ามกลางห้องโถงขนาดใหญ่นางหยิบทวนที่อยู่ใกล้มือขึ้นมา จากนั้นจึงจ้วงแทงไปยังชุดเกราะนั้นเต็มแรง ไร้รอยขีดข่วน หยวนชิงหลิงคิดว่าแรงขอ







