Masuk“มาเถอะ ในเมื่อเจ้าคิดที่จะติดตามข้าแล้ว เช่นนั้นก็พาข้าไปที่แห่งนั้น เพราะตอนนี้ข้ายังมีภารกิจสำคัญที่ต้องช่วยเหลือครอบครัวอยู่”
หยวนชิงหลิงควบม้าตรงไปยังเส้นทางที่นางได้ฟังมาจากเถ้าแก่ร้านบะหมี่ เมื่อนางควบม้ามาถึงตีนภูเขาหินก็เป็นเวลาดึกมากแล้ว เพราะว่าขี่ม้ามาจึงทำให้ไปย่นระยะเวลาในการเดินทางได้มากโข
ร่างบางกระโดดลงมาจากหลังม้า นางจูงมันเดินลัดเลาะภูเขาหินไปอีกด้านเพื่อหลบเลี่ยงเส้นทางของเกวียนเสบียงอาหารที่จะมาในอีกสองวัน
ถึงแม้ที่นี่ในเวลากลางวันจะร้อนระอุเพียงใด แต่ตอนกลางคืนกลับหนาวเหน็บไม่ต่างจากแช่ร่างอยู่ในน้ำเย็น นางในตอนนี้ไม่สามารถก่อกองไฟเพื่อคลายความหนาวได้เพราะกลัวว่าตนเองกลายเป็นจุดสนใจ ทำได้เพียงนอนขดอยู่ภายในซอกหินเพื่อใช้เป็นที่บดบังสายลม
เจ้าม้าที่ยืนอยู่ไม่ห่าง มันเองก็ล้มตัวลงใกล้ๆ นางใช้ร่างกายของมันเพื่อให้ความอบอุ่นแก่นาง ด้านนอกสายลมพัดส่งเสียงหวีดหวิวอย่างต่อเนื่อง ราวกับเสียงบรรเลงของบทเพลงจากธรรมชาติ นางยกยิ้มเล็กน้อยในความมืด ใช้มือสัมผัสตัวของมันแผ่วเบาก่อนจะกอดกระชับห่อผ้าในมือแล้วเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างรวดเร็ว
“หลิงเอ๋อ!! หลิงเอ๋อ!!ลูกสาวคนดีของพ่อ รีบตื่นเร็วเข้า ตัวเจ้ากำลังตกอยู่ในอันตราย”
เสียงเรียกชื่อของนางดังแว่วอยู่ไกลๆ ทำให้หยวนชิงหลิงขมวดคิ้วอย่างรำคาญ นางพึ่งงีบหลับไปได้ไม่กี่ชั่วยามเองนะ ใครกันที่รีบปลุกนางเช่นนี้ ร่างบางขยับเปลือกตาเล็กน้อยก่อนจะลืมตาขึ้น
ยังเป็นเวลากลางคืน สติที่กำลังงุนงงของนางกลับมาทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพทันที เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินตรงมาทางนี้หลายคน
เจ้าม้าที่เคยนอนบังลมให้นางเวลานี้ยืนอยู่กับที่ ทำท่าส่ายหัวไปมาคล้ายกำลังเงี่ยหูฟังบางอย่างเช่นกัน ไม่ดีแล้ว!! ดูเหมือนว่านางจะซ่อนตัวอยู่ที่นี่ไม่ได้ ทหารที่ทำหน้าที่เดินยามของเฉิงอ๋องกำลังตรงมายังที่ซ่อนของนาง
หยวนชิงหลิงกำลังจะตะกายตัวลุกขึ้นยืน แต่แล้วฝ่ามือของนางก็สัมผัสเข้ากับบางอย่าง ก่อนที่ร่างเล็กจะหายวับไปในซอกหินนั้น
“เจ้าได้ยินเสียงม้าวิ่งจริงหรือ มิใช่แอบหลับยามแล้วละเมอทึกทักไปเองหรอกนะ”
หัวหน้าองครักษ์ร่างใหญ่เอ่ยถามลูกน้องด้วยท่าทางหัวเสีย เพราะตอนนี้เป็นเวลากลางดึก แต่ดันมีคนไม่กลัวตายกล้าปลุกเขาขึ้นมาเช่นนี้
“ข้าได้ยินจริงๆ นะขอรับ ตอนแรกมันดังอยู่แถวๆ ทางขึ้นเขา จากนั้นก็เงียบหายไป ข้านั่งฟังอยู่ตั้งนาน หลังจากที่แน่ใจจึงได้รีบไปปลุกท่านขึ้นมา”
หัวหน้าองครักษ์ลูบคางตนเองในความมืดแสดงท่าทีครุ่นคิด ก่อนจะสั่งให้คนของตนกระจายกำลังออกไป
“พวกเราแยกออกเป็นสองกลุ่ม เจ้าไปทางนั้น ส่วนพวกเจ้าตามข้ามา หากพบคนน่าสงสัยจริงอย่าพึ่งฆ่ามัน ให้จับตัวมาไต่สวนก่อนว่ามันแอบเข้ามาที่นี่เพื่อเหตุใด”
หลังจากที่เหล่าองครักษ์แยกย้ายกันไป ไม่นานเสียงกู่เรียกจากคนอีกกลุ่มก็ดังแว่วมา
“พบแล้วขอรับหัวหน้า พบม้าแล้ว”
หัวหน้าองครักษ์วิ่งนำคนของตนไปยังต้นเสียง ก่อนจะเห็นม้าสีน้ำตาลตัวมหึมากำลังยืนอยู่ข้างซอกหินเล็ก การแสดงออกของมันช่างดูน่าประหลาดใจนัก ม้าตัวนี้มันไม่มีท่าทีตกใจสักนิดแม้จะถูกรุมล้อมด้วยกลุ่มคนนับสิบ เหมือนกับว่ามันได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
“นอกจากม้าตัวนี้แล้ว ยังพบตัวคนอื่นอีกหรือไม่”
องครักษ์คนแรกที่ได้ยินเสียงม้าส่ายหน้า
“ไม่มีใครเลยขอรับ เราเดินสำรวจรอบๆ ดูแล้ว ที่นี่ว่างเปล่า ไม่มีที่ให้หลบซ่อนได้อย่างแน่นอน แม้ตอนนี้จะเป็นตอนกลางคืนแต่พระจันทร์สว่างเช่นนี้ ก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน อีกอย่างข้าน้อยคิดว่าม้าตัวนี้อาจจะเป็นม้าป่าที่หลงฝูงมาก็เป็นได้นะขอรับ เพราะบนตัวของมันไม่มีอุปกรณ์สำหรับขี่ม้าเลย หัวหน้าไม่ลองจับตัวมันกลับไปที่ค่ายดูหรือ ลักษณะของมันดูดีทีเดียว ได้รับการฝึกอีกสักหน่อยคงจะกลายเป็นม้าฝีเท้าดีไม่แพ้ม้าศึกในสนามรบแน่”
หัวหน้าองครักษ์พยักหน้าเห็นด้วย ดวงตาของเขาในเวลานี้เต็มไปด้วยความโลภ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้มันเพราะคิดว่าม้าตัวนี้อาจจะเชื่องกับมนุษย์ เพราะแม้แต่จะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่มันก็ไม่แสดงท่าทีลนลานแม้เพียงนิด
หัวหน้าองครักษ์คิดลองใช้มือสัมผัสไปที่หัวของมัน แต่แล้วท่าทีที่เคยสงบนิ่งของเจ้าอาชาพ่วงพีก็เปลี่ยนไป มันยกขาหน้าตะกุยอากาศก่อนจะกู่ร้องเสียงดังกังวานก้องหุบเขา
ร่างของหัวหน้าองครักษ์ที่อยู่ด้านหน้าของมันถูกกระทืบด้วยกีบเท้าคู่หน้าไปหลายที ก่อนจะถูกเดะกระเด็นไปอีกทาง จากนั้นเจ้าม้าตัวต้นเรื่องก็วิ่งหายไปในความมืด ทิ้งเอาไว้เพียงรางที่หมดสติของหัวหน้าองครักษ์นอนจมกองเลือดอยู่ตรงนั้น
“พะ...พวกเรารีบช่วยหัวหน้าเร็วเข้า พาเขากลับไปที่ค่ายให้ท่านหมอรักษาเร็ว”
องครักษ์ผู้หนึ่งที่ได้สติก่อนใคร ตะโกนออกมาเสียงดัง เพื่อปลุกสติขององครักษ์คนอื่น ที่ยังคงตกตะลึงกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้า
หยวนชิงหลิงที่กลิ้งลงไปในทางลับสายหนึ่ง นางพยุงตัวลุกขึ้นยื่นด้วยท่าทางมึนงง ร่างบางในสภาพมอมแมมใช้สายตาสำรวจไปรอบๆ นางไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้ และไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองอยู่ที่ใด แต่ที่นี่จะต้องไม่ใช่สถานที่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ไข่มุกราตรี ไข่มุกที่สามารถส่องสว่างในความมืดมิดได้ดั่งคบเพลิง ของล้ำค่าที่มีเพียงเหล่าเชื้อพระวงศ์เท่านั้นที่จะมีได้ เพราะมันหายากจึงมีค่ามาก ที่จวนสกุลหยวนมีสองเม็ด แต่ไม่ใหญ่เท่านี้
หนึ่งเม็ดท่านปู่ได้รับพระราชทานจากอดีตไท่ซ่างหวง อีกหนึ่งเม็ดท่านพ่อของนางได้รับพระราชทานจากอดีตฉินฮ่องเต้เพราะความดีความชอบที่พวกเขาทำหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินแคว่นฉินให้สงบสุข
แต่ที่นี่มองจากระยะสายตาน่าจะมีมากกว่ายี่สิบเม็ด แต่ละเม็ดใหญ่เท่ากำปั้นของนางเลยทีเดียว แต่ทางเดินที่แคบยาวออกไปเหมือนจะไร้จุดสิ้นสุด ระหว่างทางมีไข่มุกราตรีวางประดับเอาไว้บนชั้นวางติดผนังเป็นระยะ
ถึงแม้นางจะรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็นมากเพียงใด ความกังวลภายในใจของนางก็มีเพิ่มมากขึ้นไปด้วย นางจะออกไปจากที่นี่ได้อย่างไร ถ้าหากยังติดอยู่ที่นี่นางก็ไม่สามารถช่วยเหลือครอบครัวของนางได้
หยวนชิงหลิงเดินสำรวจเส้นทางไปเรื่อยๆ จนกระทั่งทางเดินแคบนั้นค่อยๆ ขยายกว้างขึ้น จนกลายเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ไม่ต่างจากท้องพระโรงในวังหลวง
ที่นั่นมีทวนสีดำวางตระหง่านอยู่ตรงกลาง ไข่มุกราตรีที่นางเห็นตามทางเดินนั้นนางคิดว่ามีมากมายแล้ว แต่ภายในห้องโถงใหญ่แห่งนี้นี้ มันกลับมีติดเอาไว้ที่ผนังมากมาย ราวกับสิ่งของไร้ค่า
หยวนชิงหลิงเดินสำรวจไปรอบๆ มีห้องแยกออกไปอีกหลายห้อง มีทั้งห้องที่เก็บม้วนตำรา ห้องเก็บสมบัติ และคลังอาวุธขนาดมหึมา จะให้บอกว่าใหญ่ขนาดไหนคงต้องบอกว่า มันใหญ่กว่าคลังอาวุธในกองทัพที่นางเคยเห็นสมัยที่บิดายังมีชีวิตอยู่
“หรือว่าที่นี่จะเป็นสุสานของราชวงศ์กันนะ ข้าไม่เคยเห็นอ่านเจอเลยว่าแคว้นฉินเคยมีราชวงศ์อื่นก่อตั้งขึ้นที่นี่ก่อนที่จะมีราชวงศ์ฉิน”
“อ่า!!!ยอดรัก แบบนั้นและ ข้าต้องการแบบนั้น ดันมันเข้ามาอีก แรงกว่านี้ ลึกกว่านี้”เสียงหวานเอ่ยขอร้องด้วยความต้องการที่พุ่งขึ้นสุดขีด เซี่ยหวายอีเองก็ไม่ยอมปล่อยให้นางต้องรอนาน เขากระแทกลงไปแรงๆ ถี่รัว เสียงดัง ปัก ปัก เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังอยู่เป็นนาน กว่าที่สองร่างจะสะท้านเฮือกขึ้นพร้อมกัน หยวนชิงหลิงแตะถึงจุดสุดยอดก่อน นางบีบรัดเขาจนเซี่ยหวายอีทนไม่ไหว จำต้องปลดปล่อยความต้องการของตนเองเข้าไปในกายนนางเต็มที่ทุกหยาดหยด“อ่า!!!ที่รักข้าแตกแล้ว เสร็จแล้ว ข้าเสร็จภายในกายของเจ้าแล้ว”ร่างสูงฟุบหน้าลงไปบนลำคอขาวผ่องของนาง ทั้งที่ยังมิได้ถอดถอนความเป็นชายออกไป นางรู้สึกได้ว่ามันกำลังกระตุกอยู่ภายใน ความเสียวกระสันที่พึ่งผ่านไปมันได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง สองร่างที่พึ่งสงบศึกไปได้ไม่นาน ได้เริ่มก่อสงครามวสันต์ขึ้นอีกครั้ง และอีกครั้ง จนกระทั่งรุ่งอรุณของวันใหม่ได้มาเยือนหยวนชิงหลิงตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดเมื่อยไปทั้งกาย ช่างแตกต่างจากอีกคนที่ยังคงมีเรี่ยวแรงเต็มกำลัง เหมือนพึ่งได้รับน้ำทิพย์ชโลมจิตใจ“ท่านรังแกข้ามาทั้งคืนแล้ว ต่อจากนี้ต้องดูแลปรนนิบัติรับใช้ข้าอย่างที่พูดด้วย”เซี่ยหวายอีกดจู
“เช่นนั้นให้ข้าปรนนิบัติเจ้าดีหรือไม่ ฮูหยิน”หยวนชิงหลิงไม่คิดว่าตนเองจะมาได้ยินคำพูดเช่นนี้ออกมาจากปากของเขา ใบหน้างามที่ยามนี้ไร้เครื่องประทินโฉมมันช่างงดงามเกลี้ยงเกลาดูสะอาดตาไม่ต่างจากเด็กทารก ดวงตาคมของเซี่ยหวายอีที่มองอยู่นั้นอดที่จะกดจูบไปที่แก้มของนางมิได้“ฮูหยิน วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าเป็นของข้าอย่างสมบูรณ์”ก่อนงานแต่งงานหลายวัน เขาได้สอบถามและศึกษาเรื่องบนเตียงมาจากสหายร่วมรบมาแล้ว เกี่ยวกับการทำให้สตรีมีความสุขในคืนเข้าหอ ร่างสูงค่อยๆ แทะเล็มริมฝีปากอวบอิ่มของนางช้าๆ มือสองข้างที่ยังว่างอยู่ก็ไม่หยุดนิ่ง เขาสัมผัสนางไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย แม้เวลานี้ทั้งสองจะสวมใส่อาภรณ์แต่ก็ยังรับรู้ถึงสัมผัสของกันและกันได้ความรู้สึกแปลกใหม่ที่นางได้รับในเวลานี้ช่างแตกต่างจากที่ผ่านมาที่เขาเคยสัมผัสนางอย่างสิ้นเชิง ท้องน้อยของนางในเวลานี้มันเหมือนกับมีบางอย่างขมวดเข้าหากันจากนั้นจึงคลายออก ทุกการสัมผัสจากเขามันทำให้ข่นอ่อนในกายนางพร้อมใจกันลุกชูชันขึ้นลิ้นร้อนของเซี่ยหวายอีเริ่มรุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตของหยวนชิงหลิง ร่างสูงสอดลิ้นหนาเข้าไปในปากของนางเกี่ยวกระหวัดรัดรึงลิ้นนุ่มหยุ่นอย่างเชื่อ
“ทุกอย่างเป็นเพราะความโลภในอำนาจของท่านมากกว่า อย่าได้มากความเลย มาสู้กันให้รู้แพ้ชนะเสียแต่วันนี้ หากข้าหยวนชิงหลิงพ่ายแพ้และจะต้องตาย ข้าก็จะไม่มีวันเสียใจต่อสิ่งที่ข้าได้เลือก”การต่อสู้อย่างดุเดือดของทั้งสองยังคงดำเนินต่อไป แม้หยวนชิงหลิงจะมีสรีระที่เป็นรอง แต่กำลังของนางกลับมีมากล้นจนน่าเหลือเชื่อ ทุกครั้งที่ง้าวของนางฟันลงไป ฉินฮ่องเต้แทบจะทนรับแรงของนางไม่ไหว“เจ้า!!...เจ้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร!! เจ้าเป็นเพียงสตรีในห้องหอเท่านั้น เหตุใดถึงมีพละกำลังที่เหนือกว่าข้า จงบอกมา”หยวนชิงหลิงยกยิ้มภายใต้หมวกเหล็กสีดำ ก่อนเอ่ยออกมาเสียงดัง แต่เสียงของนางกลับไม่เหมือนเสียงของนาง เพราะมันมีหลายเสียงดังประสานกันขึ้น“เพราะบรรพบุรุษซวนหยวนของข้าอย่างไรเล่า พวกเขาจะคอยอยู่เคียงข้าเสมอ ไม่ว่าข้าจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่แข็งแกร่งมากกว่าเพียงใดก็ตาม จงรับผลกรรมที่กระทำมาทั้งหมดเสียเถิด ข้าผู้นี้จะเป็นคนลงโทษเจ้าเอง”หยวนชิงหลิงฟันง้าวในมือลงไปอีกครั้งจนสุดแรง ในที่สุดทวนของฉินฮ่องเต้ก็ทนรับแรงนั้นไม่ไหว มันถูกฟันหักออกเป็นสองท่อน และตั้งแต่หัวไหล่ลงไปจนถึงกลางอกของเขา ถูกฟันทะลุชุดเกราะจนสะพายแล่
“เจ้าจงนำสารนี้ไปบอกแก่ผู้นำทัพคนต่อไปของพวกเจ้าซะ ข้าจิ้นอ๋องจะรออยู่ที่นี่ หากไม่ยอมแพ้พวกเขาจะมีจุดจบไม่ต่างจากหลี่ฮั่งชาง แต่ถ้ายอมแพ้ก็จะมีเพียงคนผู้เดียวเท่านั้นที่ต้องถูกสังหาร”เอ่ยจบร่างสูงก็กระโดดขึ้นหลังม้า ก่อนจะควบกลับเข้าเมืองจิ่งโจวไป ทิ้งความวุ่นวายโกลาหลเอาไว้เบื้องหลังหยวนชิงหลิงที่แฝงตัวอยู่ในกองทัพมานานนับเดือน เวลานี้นางได้รู้แล้วว่ามีใครบ้างที่อยู่คนละฝั่งกับหลี่ฮั่งชาง และมีใครบ้างที่หักหลังบิดาของนางในตอนนั้น ใบหน้างามข่มความโกรธแค้นเอาไว้ในส่วนลึก เพราะยังไม่ถึงเวลาที่น่าจะเปิดเผยตัวตอนนี้นางวางแผนที่จะปลุกปั่นให้พวกเขาแตกแยกออกเป็นสองฝ่าย ผู้ที่ไม่คิดยอมแพ้เหล่านั้นต่างก็นำทัพออกไปต่อสู้กับจิ้นอ๋องในสนามรบ สุดท้ายจุดจบของพวกเขาล้วนไม่ต่างกันทหารสามแสนนายในกองทัพเวลานี้เหลือไม่ถึงครึ่ง เพราะการกระทำที่แสนอวดดีของพวกเขา คิดว่าตนเองมีพันธมิตรจากต่างแคว้นแล้วจะสามารถหยิ่งผยองได้ ตัวอย่างมีให้เห็นแล้ว แม่ทัพแคว้นฉินสามคนถูกตัดหัวแขวนประจานเอาไว้ที่ประตูเมือง สร้างความหวาดกลัวแก่กองทัพฉินยิ่งนัก“บังอาจนัก!! เจ้าเด็กที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้นั้น กล้ามาอวดดีก
“พวกเราชาวเฉิงโจว ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับสงครามที่ฮ่องเต้ชั่วนั่นก่อขึ้นหรอก ไปเสียได้ก็ดีที่นี่ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าเมือง เขาอยู่ที่นี่ก็เอาแต่กดขี่ชาวบ้านบังคับให้ขุดภูเขา แต่กลับไม่บอกว่าขุดหาอะไร ก่อนหน้านี้ก็เกิดการต่อสู้ขึ้นที่หุบเขาหินนั่น จิ้นอ๋องสังหารอะไร ตอนนั้นข้าไปตรวจดูสภาพของที่นั่นเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต เป็นพวกเขาที่สังหารกันเอง ไม่มีร่องรอยของผู้บุกรุกเลยสักนิด อีกทั้งคนที่หนีรอดมาจากที่นั่นก็พูดเหมือนกันว่า คนของเฉิงอ๋องจู่โจมคนขององค์ชายห้า ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันจนถึงเช้า และองค์ชายห้าได้รับบาดเจ็บสาหัสกลับมา เป็นข้าที่รักษาให้เขาจนรอดมาได้”หยวนชิงหลิงกระจ่างแล้วว่าเสียงต่อสู้ในคืนนั้นคืออะไร ตอนนั้นคนขององค์ชายห้าช่างมาได้เหมาะเจาะตรงเวลาเสียจริง“ท่านหมอ ท่านแน่ใจหรือขอรับ วันเวลาท่านได้บันทึกเอาไว้หรือไม่”“วะ!!! เจ้าหนุ่มนี่ ข้าเป็นหมอมายี่สิบปี ข้าบันทึกทุกอย่างเอาไว้เป็นหลักฐานทั้งหมด ถ้าหากเจ้าไม่เชื่อข้าจะเอาให้เจ้าดูก็ได้ เจ้าคนที่รอดชีวิตมาในตอนนั้น ข้าเองก็รักษาเขาจนหายดีแล้ว”หยวนชิงหลิงยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม นางลุกขึ้นจับแขนของท่านหมอเขย่าเบาๆ ก่อนจะเอ่ย
หลายครั้งที่เขาเองก็ถูกฟันและถูกแทง มีเพียงเสียงดังเคร้ง!! ขึ้นเท่านั้น แต่ร่างกายของเขากลับไม่รู้สึกว่าตนเองได้รับบาดเจ็บที่ใดเลย คนตระกูลซวนหยวนช่างเก่งกาจยิ่งนัก ที่สามารถสร้างอาวุธที่แข็งแกร่งจนน่าหวาดกลัวพวกนี้ขึ้นมาได้ เขาเองก็ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าหากพวกมันไปตกอยู่ในกำมือของจอมทรราชที่บ้าอำนาจ แผ่นดินจะลุกเป็นไฟเช่นไรหนึ่งชั่วยามต่อมา เสียงการต่อสู้ได้เงียบลงหรือจะพูดให้ถูกคือการสังหารอยู่ฝ่ายเดียว ศพที่ไม่สมประกอบกระจุยกระจายเกลื่อนพื้นดิน ไม่มีร่างไหนที่ยังอยู่ครบสมบูรณ์เลยสักร่าง เลือดสดๆ ไหลเจิ่งนองเต็มพื้นดิน เหมือนสายฝนที่พึ่งหยุดตกไปได้ไม่นานเซี่ยหวายอีหลับตาลงสักพักก่อนลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดคนตระกูลซวนหยวนถึงได้พ่ายแพ้ในการสู้รบ ทั้งที่พวกเขามีอาวุธชั้นดีอยู่ในมือ ก่อนหน้านี้เขาได้ฟังเรื่องราวเพียงคร่าวๆ เท่านั้น สงสัยหลังเสร็จจากศึกในครั้งนี้คงต้องขออ่านบันทึกม้วนนั้นของตระกูลซวนหยวนจากหยวนชิงหลิงเสียแล้วร่างสูงเดินไปยังม้าที่วิ่งเตลิดเพราะการต่อสู้ไปไม่ไกล ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังของมัน จากนั้นเร่งควบไปยังเส้นทางเมืองจิ่งโจว สถานที่ที่จะต้องสะสางและยุ
หนึ่งเดือนหลังจากนั้น ฮ่องเต้เซี่ยต้องทนรับแรงกดดันของเหล่าขุนนางในราชสำนักอย่างหนัก เพราะชายแดนทั้งสี่ทิศของแคว้นเซี่ยในเวลานี้ถูกทหารของแคว้นต่างๆ เข้าประชิดหมดทุกทาง เพื่อกดดันให้พระองค์ส่งตัวจิ้นอ๋องไปยังแคว้นฉิน แต่พระองค์ทรงไม่ยินยอมองค์ชายใหญ่ที่เก็บตัวเงียบมาตลอด ได้เข้ามายังวังหลวงพร้อมเห
“พระองค์คิดอย่างไรเพคะ ถ้าหากว่าจะยึดเฉิงโจวมาเป็นของแคว้นเซี่ย หม่อมฉันเพียงถามความเห็นดูเท่านั้น หากพระองค์คิดว่ามันไม่คุ้มที่จะเสี่ยงให้เกิดสงครามระหว่างสองแคว้น เช่นนั้น ก็ช่างมันเถิด หม่อมฉันเองก็มิได้ยึดติดกับทรัพย์สินเงินทองเหล่านั้น ห่วงเพียงแต่ว่าหากชุดเกราะและอาวุธตกอยู่ในมือของฉินฮ่องเต้
“ท่านอนไม่หลับอย่างนั้นหรือ หรือว่าเพราะข้านอนดิ้นจนไปรบกวนการนอนของท่านกัน ต้องขออภัย ต้องขออภัย”หยวนชิงหลิงยกมือประสานขึ้น ก่อนจะเอ่ยขออภัยเซี่ยหวายอี แต่การที่นางนอนเตียงเดียวกับเขาทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก เพราะอย่างนั้นนางจึงหลับสนิทจนถึงเช้าเซี่ยหวายอีมองค้อนร่างเล็กในชุดเด็กหนุ่ม
“อี้เอ๋อพี่ฝากท่านแม่กับท่านย่าไว้ที่เจ้าด้วยนะ แล้วพี่จะรีบกลับมา”หยวนชิงหลิงกดกลไกเปิดห้องลับก่อนจะออกจากที่นั่นไปอย่างรวดเร็วร่างบางทะยานไปยังทางออก นางสงสัยว่าก่อนหน้านี้ที่นางได้ยินเสียงการต่อสู้ เป็นนางที่คิดไปเองหรือเกิดการต่อสู้ขึ้นจริงๆ หยวนชิงหลิงแอบไปยังทางออกที่คนของเฉิงอ๋องใช้เป็นที่







