LOGIN22 2-2
ตอนที่ 43 นิสัยไม่ดี ไม่มีมารยาท
จางหลานยังอดที่จะบ่นอุบอิบในใจต่อไม่ได้ หลานสาวของหลินชิงอี้ช่างมีสันดานไม่หนีห่างจากแม่ตัวเองมากนัก ไม่ว่าจะยืนมองตะแคงมอง เธอก็รู้สึกไม่ชื่นชอบหลินเสวี่ยเลยสักนิด มองปราดเดียวก็ดูออกแล้วว่า เจตนาที่พูดแบบนี้ล้วนเต็มไปด้วยพิษสงร้ายกาจ!
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของหลินเสวี่ยเลยก็ว่าได้ ที่มีคนด่าเธอว่านิสัยไม่ดีไม่มีมารยาท แม้แต่ครูสอนพิเศษที่แสนเข้มงวด ก็ยังไม่เคยพูดจารุนแรงกับเธอถึงเพียงนี้เลย
หลินเสวี่ยรู้สึกอับอายขายหน้าอย่างมาก และโกรธจัดจนแน่นหน้าอกพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ลูกในไส้ถูกด่าถึงขนาดนี้ มิหนำซ้ำยังถูกกระทบกระเทียบไปถึงสามี อู๋ซิ่วเหลียนถึงกับอกสั่นกระเพื่อมด้วยความเดือดดาลไม่ต่างกัน นังนี่กล้าว่าลูกสาวของเธอนิสัยเสียไม่มีมารยาทได้ยังไง?
หลินเสวี่ยไม่ได้ตอบโต้อะไรทั้งนั้น ทำได้เพียงแค่หันมองไปทางหลินชิงอี้ทั้งน้ำตา
หัวใจของหลินชิงอี้รู้สึกปวดระบมเกินบรรยาย หลินเสวี่ยเคยถูกคนอื่นพูดจารุนแรงใส่แบบนี้ที่ไหนกันเล่า? เขารีบออกตัวปกป้องทันที ดึงร่างสาวน้อยเจ้าน้ำตาไปหลบด้านหลัง แล้วพูดขึ้นว่า
“หัวหน้าจาง พ่อของเธอเสียตั้งแต่ยังเด็ก ผมเองก็เปรียบเสมือนพ่อคนหนึ่งของเธอ ถ้าจะโทษก็ต้องโทษผมที่สั่งสอนเธอมาไม่ดีพอ!”
จางหลานแสยะยิ้มจ้องมองคนเหล่านี้ด้วยความรู้สึกสมเพช และตอบกลับไปว่า
“เด็กโง่ไม่รู้ประสายังพอเข้าใจได้ แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่โตจนสุนัขเลียตูดไม่ถึงแล้ว ถ้ายังโง่งมตาบอดแบบนี้ ฉันเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรแล้วเหมือนกัน หลินชิงอี้ ลูกสาวของนายเป็นเด็กเฉลียวฉลาดมีไหวพริบ เดิมทีฉันเองก็หลงคิดว่าคงเป็นพ่อที่สอนมาดี แต่ที่ไหนได้ ดูท่าจะเป็นแม่ซะมากกว่า”
“ฉันขอพูดในฐานะหัวหน้าที่หวังดีต่อลูกน้องอย่างนายหน่อยนะ ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มีดีอะไรเลย ก็แค่พวกฉกฉวยโอกาสอยู่ในแสงเท่านั้น เป็นพวกเอาความดีเข้าตัวเอาชั่วให้คนอื่น ส่วนหลานสาวน่ะเหรอ ยังดีไม่ได้เท่าเศษเสี้ยวเล็บของลูกสาวนายเลยด้วยซ้ำ ถ้าอยากจะสั่งสอนหลานสาวตัวเองจริง ไม่ต้องสอนเรื่องมารยาทอะไรหรอก สอนเรื่องพื้นฐานของความเป็นคนก่อนเถอะ!”
แต่ละประโยคที่จางหลานพ่นออกมานั้น เปรียบเสมือนคมมีดที่ทิ่มแทงทะลุขั้วปอดของหลินเสวี่ยอย่างจัง!
หลินเสวี่ยที่แสร้งทำเป็นร้องห่มร้องไห้เมื่อครู่ ถึงกับหยุดชะงักกะทันหัน ตอนนี้เธอโกรธจนไม่รู้จะโกรธยังไงแล้ว น้ำตาใสๆที่หยดรินพลันแห้งเหือดไปชั่วขณะ
มันชักจะมากเกินไปแล้วนังผู้หญิงคนนี้! กล้าเอาเศษสวะชั้นต่ำอย่างหลินจิงซูมาเปรียบเทียบกับฉันได้ยังไง?! แล้วกล้าดียังไงถึงได้บอกให้ฉันไปเรียนพื้นฐานความเป็นคน!!?
หลินชิงอี้ถึงกับไปไม่เป็นชั่วขณะหนึ่ง เมื่อได้ยินคำดุด่าเหล่านี้ออกจากปากของจางหลาน สิ่งแรกที่เขาทำคือเหลือบมองไปทางหลินจิงซูที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยความตกตะลึง ทำไมในสายตาของจางหลาน เธอถึงได้ประเมินหลินจิงซูไว้สูงขนาดนั้น?
นั่นเพราะสำหรับตัวเขาแล้ว หลินจิงซูนั้นเทียบไม่ได้เลยกับหลินเสวี่ย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเฉลียวฉลาดหรือว่าเรื่องจิตใจ พูดง่ายๆก็คือ แม้แต่ลูกป้าผางที่เป็นเด็กปัญญาอ่อน ยังดูไม่น่ารังเกียจเท่าลูกสาวแท้ๆของเขาด้วยซ้ำไป!
ยิ่งจดจ้องมองหลินจิงซูที่อยู่ตรงหน้ามากเท่าไหร่ หลินชิงอี้ก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดใจมากขึ้นเท่านั้น
ต่อให้หลินจิงซูจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจางหลานมากเพียงใด ทว่าเขากลับไม่ได้รู้สึกดีใจเลยแม้แต่น้อย เขาสัมผัสได้ว่า เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนไม่ใช่ความบังเอิญ แต่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยเจตนาร้าย!
ไม่อย่างนั้น ทำไมจางหลานถึงได้ประเมินค่าหลินจิงซูไว้ซะสูงขนาดนี้? แต่กลับมีทัศนคติที่เลวร้ายต่อหลินเสวี่ยอย่างนั้น?
ทั้งหมดจะต้องเป็นแผนการของสองคู่แม่ลูกนรกอย่างติงเสวี่ยเหม่ยกับหลินจิงซูแน่นอน!
เขาไม่เชื่อว่า จางหลานจะรู้สึกเช่นนั้นกับหลินเสวี่ยจากใจของเธอจริงๆ หลินจิงซูจะต้องแอบไปเป่าหู และพูดจายุยงบางอย่างให้ฟังลับหลังอย่างแน่นอน!
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลินชิงอี้เริ่มให้ท้ายหลินเสวี่ยโดยไม่รู้ตัว ต่อให้อีกฝ่ายจะทำผิดพลาดขึ้นมาจริงๆ แต่เขาก็มักจะหาสารพัดเหตุผลมาแก้ตัวให้เสมอ ทั้งหมดอาจเป็นเพราะนิสัยขี้ประจบประแจงและช่างเอาอกเอาใจเสมอมาของหลินเสวี่ย
ขณะที่เขากำลังปลอบใจสองแม่ลูกอย่างอู๋ซิ่วเหลียนและหลินเสวี่ย ที่กำลังกอดคอกันร้องห่มร้องไห้อยู่นั้น หลินชิงอี้ก็เงยหน้าขึ้นพูดกับจางหลาน เสมือนต้องการความเห็นใจจากเธอ
“หัวหน้าจางครับ คนอย่างจิงซูจะดีเลิศประเสริฐอย่างที่คุณพูดได้ยังไงกัน? ตาสว่างสักทีเถอะครับ! คุณก็เห็นว่า เธอชอบรังแกป้ารองกับลูกพี่ลูกน้องตัวเองขนาดไหน? ทั้งหมดเธอก็แค่แกล้งทำเป็นดีต่อหน้าคุณเท่านั้นเอง!”
จางหลานคิดไม่ถึงจริงๆว่า ลูกน้องของเธอคนนี้จะหน้ามืดตามัวได้ถึงเพียงนี้ ถึงขนาดพูดจาให้ร้ายหลินจิงซูราวกับไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆของตัวเอง
อีกด้านหนึ่ง หลินจิงซูค่อนข้างชินชากับความสองมาตรฐานของหลินชิงอี้ เธอจึงไม่ได้รู้สึกอะไร
ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยปฏิบัติตัวเช่นเดียวกับหลินเสวี่ย แม้กระทั่งติงเสวี่ยเหม่ยเองก็เคยทำอย่างเดียวกับที่อู๋ซิ่วเหลียนทำให้เขา แต่สิ่งที่พวกเธอได้รับกลับมาก็คือความเฉยชา ตรงข้ามกับผู้หญิงสองคนนี้ ที่มักจะได้รับความรักความอบอุ่นเป็นสิ่งตอบแทนเสมอ
นั่นล่ะคือความแตกต่าง
ถ้าคนนอกที่ไม่รู้อะไรได้เห็นเข้าคงคิดว่า อู๋ซิ่วเหลียนกับหลินเสวี่ยต่างหากที่เป็นภรรยากับลูกสาวแท้ๆของเขา
จางหลานเฝ้าสังเกตสีหน้าท่าทางเศร้าสลดปนสิ้นหวังของหลินจิงซู เธอมั่นใจอย่างยิ่งว่า สิ่งที่สาวน้อยคนนี้กำลังเผชิญอยู่นั้น ช่างหนักหนาสาหัสเกินกว่าเด็กคนหนึ่งจะแบกรับได้ไหว เธอคงจะบอบช้ำเสียจนกระทั่งน้ำตายังไม่มีให้ไหลออกมา!
เธอกุมมือหลินจิงซูไว้แน่น ปลอบประโลมสาวน้อยตรงหน้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“จิงซูน้อย ฟังป้านะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จิงซูน้อยก็เปรียบเสมือนลูกของป้าคนหนึ่ง ไม่ต้องกลัวนะ ป้าจะอยู่เคียงข้างหนูเอง”
จากนั้น จางหลานก็หันไปพูดกับหลินชิงอี้ด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“ในสายตาของนายยังเห็นจิงซูเป็นลูกอยู่รึเปล่า? ทุกคำพูดที่ฉันพูดออกมา ล้วนมาจากสิ่งที่ฉันพบเห็นด้วยตาตัวเอง ถ้าจะด่าก็ด่าฉันนี่ ไม่ต้องไปด่าเธอ! หรือถ้ารังเกียจลูกสาวตัวเองนักล่ะก็ ฉันจะขอรับเลี้ยงเธอต่อเอง!”
เดิมทีเธอต้องการเข้ามาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานระหว่างพ่อกับลูกสาว แต่ที่ไหนได้ สถานการณ์กลับตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆแทน
ถึงเวลาอันควรแล้ว จางหลานจึงได้จูงมือหลินจิงซูออกมาจากบ้านตระกูลหลิน แล้วปั่นจักรยานไปส่งเธอถึงบ้านทรุดโทรมริมแม่น้ำ
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







