LOGIN29 1-2
ตอนที่ 56 รอยแตกร้าวที่เริ่มก่อตัว (1)
หลินชิงอี้กลัวเหลือกเกินว่าอู๋ซิ่วเหลียนจะเผลอหลุดปากพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องออกมา เขาจึงรีบดักทางด้วยการพูดสวนแทรกขึ้นทันควัน
“ซิ่วเหลียน อย่าเพิ่งตีโพยตีพายไปสิ ไว้ผมจะปรึกษาเรื่องนี้กับเสวี่ยเหม่ยและจิงซูอีกที”
อู๋ซิ่วเหลียนกำลังจะอ้าปากโวยวายต่อ แต่เมื่อได้เห็นสีหน้าท่าทางที่สุดจะอดกลั้นแล้วของหลินชิงอี้ในตอนนี้ ท้ายที่สุด เธอจำต้องกลืนคำพูดทุกอย่างกลับลงท้องไปด้วยความจำยอม เพราะมั่นใจว่า ผู้หญิงที่เอาแต่โหวกเหวกโวยวายจนเกินเกินขอบเขตนั้น ไม่มีผู้ชายที่ไหนพอใจทั้งนั้น คิดได้เช่นนี้ อู๋ซิ่วเหลียนย่อมไม่ทำต่ออย่างแน่นอน เธอไม่ใช่คนโง่เขลาเหมือนติงเสวี่ยเหม่ย ที่เวลาไม่พอใจอะไรก็เอาแต่เอะอะโวยวายไม่หยุด ผลสุดท้ายก็ต้องจบลงด้วยการแยกกันอยู่อย่างที่เห็น ต้องย้ายออกไปอยู่ในบ้านซอมซ่อติดริมแม่น้ำ จุดจบที่น่าอับอายแบบนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้นกับเธอเป็นอันขาด!
ผู้หญิงที่มากด้วยศักดิ์ศรีและมีความมั่นใจอย่างเธอ ผู้ชายที่ไหนจะไม่ชื่นชอบกันล่ะ?
เห็นว่าอู๋ซิ่วเหลียยอมหยุดไม่สืบสานสร้างปัญหาใดๆต่อ สีหน้าท่าทางของหลินชิงอี้จึงค่อยคลายความดุดันลงมาก จากนั้น จึงค่อยหันไปบอกกับหลินจิงซูว่า
“กลับไปกินข้าวกับแม่ก่อนเถอะนะ วันนี้ฉันไม่ว่างจริงๆ”
หลินจิงซูเหลือบมองหลินชิงอี้และอู๋ซิ่วเหลียวที่ยืนเคียงข้างกันพลางตัดสลับสายตาไปมา ระหว่างนั้น ดวงตากลมโตก็ฉายประกายความเจ้าเล่ห์ขึ้นวูบหนึ่ง แล้วจู่ๆก็พูดขึ้นว่า
“พ่อคะ หนูได้ยินป้าจางบอกว่าพ่อเพิ่งจะได้ตั๋วเที่ยวรีสอร์ทสำหรับทั้งครอบครัวมาใช่มั้ยคะ? แล้วเมื่อไหร่พวกเราจะไปเที่ยวกันเหรอคะ? ได้ยินว่าเป็นรีสอร์ทหรูระดับห้าดาวเชียว ตอนเย็นก็มีอาหารเลี้ยงฟรีพร้อมผลไม้ด้วย แถมยังมีน้ำพุร้อนให้แช่อีกด้วย!”
ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ อู๋ซิ่วเหลียนถึงกับแสดงสีหน้าวิตกจริตเป็นกังวลขึ้นฉับพลัน
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เธอเฝ้าฝันและตั้งหน้าตั้งตารอตั๋วเที่ยวรีสอร์ทใบนี้ยิ่งกว่าอะไรดี เธอปรารถนาและเฝ้าหวังเหลือเกินว่าหลินชิงอี้จะพาเธอกับหลินเสวี่ยไปเที่ยวรีสอร์ทแห่งนั้นด้วยกัน เธอได้ยินมาว่า ที่นั่นเป็นรีสอร์ทระดับห้าดาวที่หรูหราที่สุดในผิงฉาง เทียบชั้นได้กับโรงแรมใหญ่ที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงหลายๆแห่งเลยทีเดียว
อู๋ซิ่วเหลียนรอคอยสิ่งนี้อย่างใจจดใจจ่อ เฝ้านับวันรอให้ถึงวันไปเที่ยวเร็วๆ แต่ความหวังทั้งหมดที่มีกลับพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่า ประโยคคำพูดเมื่อครู่ของหลินจิงซูเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ขาดผึง ดับฝันของเธอลงในพริบตา
หลินชิงอี้ชักสีหน้าด้วยความไม่พอใจเช่นกัน หากเขาพาติงเสวี่ยเหม่ยกับหลินจิงซูไปด้วยจริงๆ เขาจะต้องมีปัญหากับอู๋ซิ่วเหลียนและหลินเสวี่ยอย่างแน่นอน
เขาจึงรีบอธิบายให้หลินจิงซูฟังโดยเร็ว
“เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว ตั๋วเที่ยวใบนั้นฉันตั้งใจจะมอบให้เจ้านายในโรงงานเป็นของขวัญ แต่อย่าเสียใจไปเลยนะ เดี๋ยวฉันจะพาแกกับแม่ของแกไปเที่ยวแน่ๆถ้ามีโอกาส”
ดวงตากลมโตของหลินจิงซูกระพริบปริบๆ จ้องมองอีกฝ่ายด้วยความสับสนปนไม่เข้าใจ
“แต่พ่อคะ เท่าที่ได้ยินมาจากป้าจาง เจ้านายในโรงงานที่ว่าเป็นคนมอบตั๋วใบนี้ให้กับพ่อเองไม่ใช่เหรอคะ?”
หลินชิงอี้ใบหน้ายู่ยับย่นเหี่ยวแห้งแทบเป็นหนังไข่ในพริบตา
อู๋ซิ่วเหลียนที่ทนฟังมาถึงตอนนี้ ก็ทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้วเช่นกัน เธอตวาดเสียงดังใส่หน้าหลินจิงซูด้วยความโมโหสุดขีด
“แกพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง! หรือแกจะบอกว่าพ่อตัวเองพูดโกหกงั้นเหรอ? แกจะไปไหนก็รีบไสหัวไปเลย!!”
“ไม่ใช่นะคะ หนูไม่ได้หมายความอย่างนั้น”
หลินจิงซูรีบก้มหน้าก้มตาลงด้วยความรู้สึกผิดเล็กๆ พร้อมพูดขึ้นด้วยท่าทางเลิกลักว่า
“เอ่อ…พ่อคะ ป้ารอง หนูขอตัวกลับก่อนดีกว่าค่ะ”
ทันทีที่เอ่ยลาและก้าวพ้นประตูออกมา มุมปากน้อยๆของหลินจิงซูก็กระดกโค้งขึ้นฉับพลัน ก่อเกิดเป็นรอยกระหยิ่มยิ้มระคนร้ายลึก แววแห่งความอำมหิตฉายสว่างวูบวาบผ่านประกายตาจางๆ
ทันทีที่หลินจิงซูจากไป สีหน้าของอู๋ซิ่วเหลียนก็มืดทมิฬดำสนิทโดยสมบูรณ์ เธอเอ่ยขึ้นด้วยความไม่พอใจอย่างที่สุด
“ไหนพี่สัญญาว่าจะพาฉันกับเสวี่ยเสวี่ยไปที่นั่น?”
หลินชิงอี้รีบแก้ตัวเช่นกัน
“มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว! ผมตั้งใจจะพาคุณกับเสวี่ยเสวี่ยไปเที่ยวรีสอร์ทด้วยกันตั้งแต่แรก! คุณเองก็ได้ยินเหมือนกันไม่ใช่เหรอ? ทั้งหมดเป็นเพราะจางหลานเล่าให้จิงซูฟัง!”
“แล้วถ้าจางหลานขอให้พี่พาพวกมันไปแทนล่ะ พี่จะทำตามมั้ย?”
“เอ่อ…”
หลินชิงอี้ถึงกับพูดไม่ออก
หากจางหลานเอ่ยปากขึ้นมาจริงๆ เขาก็ไม่สามารถหาเหตุผลอะไรมาปฏิเสธได้เช่นกัน
แลเห็นปฏิกิริยานิ่งเงียบไร้คำตอบของหลินชิงอี้ อู๋ซิ่วเหลียนก็เริ่มวิตกจริตมากขึ้น และเริ่มส่งเสียงโวยวายอีกครั้ง
“หลินชิงอี้! นี่พี่จะเอานังสองแม่ลูกนั่นไปด้วยจริงๆเหรอ!! หรือถ้ามันตัดสินใจยากนัก งั้นพรุ่งนี้เราสามคนก็ไปใช้ตั๋วเที่ยวรีสอร์ทนั่นให้จบๆเลยก็แล้วกัน!”
หลินชิงอี้ปฏิเสธไม่เห็นด้วยทันที
“ไม่ได้หรอก ช่วงนี้ผมไม่สะดวก”
“ไม่สะดวกงั้นเหรอ? หรือว่าใจจริงพี่เองก็อยากจะพานังติงเสวี่ยเหม่ยกับลูกสาวของมันไปกันแน่?!! เพราะพวกมันสองคนเป็นครอบครัวแท้ๆของพี่ใช่มั้ย? ส่วนฉันกับลูกก็แค่ของเล่นฆ่าเวลา?! หลินชิงอี้ นี่พี่คิดยังไงกับฉันกันแน่? ฉัน อู๋ซิ่วเหลียนรักพี่มาก ยอมทำเพื่อพี่ได้ทุกอย่าง! แต่ฉันแค่ขอให้พี่ไปใช้ตั๋วใบนี้กับพวกเราสองแม่ลูก มันเป็นเรื่องที่พี่ตัดสินใจยากขนาดนั้นเลยเหรอ?”
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







