เข้าสู่ระบบ29 2-2
ตอนที่ 57 รอยแตกร้าวที่เริ่มก่อตัว (2)
“ซิ่วเหลียน นี่คุณกำลังพูดอะไรอยู่รู้ตัวรึเปล่า? ผมสัญญากับคุณตรงนี้เลยว่าจะไม่มีวันพาสองแม่ลูกนั่นไปเที่ยวรีสอร์ทอย่างแน่นอน แต่จะพาคุณกับเสวี่ยเสวี่ยไปเท่านั้น เพราะฉะนั้น ผมขอร้องล่ะนะ ขอให้พ้นช่วงเลื่อนตำแหน่งของผมไปก่อน จากนั้น พวกเราสามคนค่อยไปเที่ยวด้วยกัน!”
อู๋ซิ่วเหลียนอารมณ์สงบลงเล็กน้อยและเริ่มชั่งน้ำหนักคิดใคร่ครวญตาม ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่เวลานี้ ก็นับว่ากดดันหลินชิงอี้มากเกินพอแล้ว หากเธอยังฝืนทำอะไรมากไปกว่านี้ ผลลัพธ์อาจเลวร้ายเกินกว่าจะคาดเดาได้ เธอจึงพยักหน้าและกลับมาใช้มารยายั่วยวนอีกฝ่ายเหมือนเดิม
“อืม เข้าใจแล้วค่ะพี่ชิงอี้ ฉันขอโทษที่หึงหวงพี่มากเกินไปหน่อย ติงเสวี่ยเหม่ยเองก็ย้ายออกไปแล้ว แต่ก็ยังยืนกรานจะอยู่เป็นตัวปัญหาคั่นกลางเราสองคนแบบนี้ สิ่งเดียวที่เธอเหลืออยู่ก็แค่สถานะ ถ้าอย่างนั้น…ทำไมพี่ถึงไม่หย่ากับเธอให้จบๆไปซะล่ะคะ?”
หลินชิงอี้ถึงกับสะดุ้ง เขาไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้มาก่อนเลยแม้สักครั้งเดียว
แม้ว่านิสัยส่วนตัวของติงเสวี่ยเหม่ยจะทำให้เขาไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่นัก แต่นอกเหนือจากนั้น เธอนับว่าดีกว่าผู้หญิงทั่วไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเทียบกับผู้หญิงที่เกียจคร้านอย่างอู๋ซิ่วเหลียน และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ติงเสวี่ยเหม่ยไม่เพียงรับผิดชอบงานบ้านได้อย่างดีเยี่ยม กระทั่งเรื่องนอกบ้าน เธอยังสามารถทำงานหาเงินช่วยอีกแรงได้ และสิ่งที่เธอทำนี้ก็สามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่เขาได้ในระดับหนึ่งทีเดียว
สำหรับอู๋ซิ่วเหลียน หากเธอทำได้สักครึ่งหนึ่งของติงเสวี่ยเหม่ยก็คงจะดีมาก อย่างน้อยก็ไม่เป็นภาระให้เขาต้องรู้สึกหนักใจเพิ่มขึ้น
นับตั้งแต่ที่ติงเสวี่ยเหม่ยย้ายออกไป สิ่งหนึ่งที่หลิงชิงอี้สัมผัสได้ถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนก็คือ ชีวิตประจำวันของเขานั้นไม่ได้สะดวกสบายเหมือนเคย แม้ว่าเขาจะสามารถทำเรื่องชู้สาวกับอู๋ซิ่วเหลียนได้สะดวกมากขึ้น แต่ท้ายที่สุดแล้ว การแสวงหาความตื่นเต้นในกามารมณ์ก็เป็นเพียงแค่เรื่องชั่วครั้งชั่วคราว เพราะในชีวิตของคนเรานั้นยังต้องมีแง่มุมอื่นๆอีก
นอกจากนี้แล้ว อู๋ซิ่วเหลียนยังเป็นภรรยาของน้องชายเขาอีกด้วย หากเรื่องระหว่างเขากับเธอแพร่สะพัดออกไป เพื่อนบ้านทั้งหมู่บ้านคงได้ซุบซิบนินทากันทั้งวันไม่หลับไม่นอนแน่!
สรุปสุดท้ายก็คือ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด หลินชิงอี้ก็ไม่สามารถหย่าขาดจากติงเสวี่ยเหม่ยได้
อู๋ซิ่วเหลียนกระเซ้าออดอ้อนด้วยน้ำเสียงหวานฉ่ำ
“ทำไมล่ะคะพี่? หรือพี่ยังรักมันอยู่อีกงั้นเหรอ?”
หลินชิงอี้ยกสองมือขึ้นตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ
“ผมนี่นะจะยังรักผู้หญิงหน้าเหลืองแบบนั้นได้ลง? แต่หย่ากับเธอแล้วจะได้อะไร? ซิ่วเหลียน คุณเองก็เป็นภรรยาของน้องชายผม แล้วถ้าเรื่องของเราแดงขึ้นมา เพื่อนบ้านจะไม่พากันนินทาคุณกับลูกกันให้วุ่นหรอกเหรอ? ถึงตอนนั้นคุณกับลูกจะรับมือไหวรึไง?”
อู๋ซิ่วเหลียนกัดฟันส่ายหน้าไปมาอย่างดื้อรั้น
“ฉันไม่สน!”
เธอรู้สึกเบื่อหน่ายเต็มทนแล้วกับฐานะที่ถูกคนตีตราว่า ‘แม่ม่าย’ เธอเองก็อยากมีชื่อเสียงดีๆให้เป็นที่เชิดหน้าชูตาวงศ์ตระกูล อีกทั้งมีครอบครัวที่อบอุ่นสมบูรณ์แบบคนอื่นๆ
อู๋ซิ่วเหลียนเข้าใจดีว่าหลินชิงอี้นั้นกังวลเรื่องอะไร เพราะเหตุนี้ เธอจึงได้ตัดสินใจจัดฉากจ้างวานอันธพาลให้ไปดักข่มขื่นติงเสวี่ยเหม่ย แต่น่าเสียดายที่แผนการครั้งนั้นกลับล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า
สังเกตเห็นสีหน้าร้อนใจของอู๋ซิ่วเหลียน หลินชิงอี้ก็รู้สึกปวดใจเสมือนถูกคมมีดกรีด ใช่ว่าเขาเองจะไม่รู้สึกสัมผัสไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้เริ่มแสดงท่าทีไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆกับสถานะครึ่งๆกลางๆระหว่างเธอกับ และนับตั้งแต่ที่ติงเสวี่ยเหม่ยและหลินจิงซูแยกตัวออกไป ภายในใจลึกๆของหลินชิงอี้เองก็แอบกลัวเช่นกันว่า ตนจะเผลอไปยั่วยุผู้หญิงที่ชื่ออู๋ซิ่วเหลียนเข้าโดยไม่รู้ตัว
เพราะนี่เปรียบเสมือนระเบิดเวลาอย่างแท้จริง!
เขาระงับความไม่พอใจกักเก็บมันเอาไว้ภายใน บีบปั้นสีหน้ายิ้มแย้มและพูดปลอบประโลมกลับไปว่า
“ซิ่วเหลียน อย่าใจร้อนไปเลยนะ คุณจินตนาการไม่ออกหรอกว่า คำพูดของคนพวกนั้นจะเลวร้ายได้ถึงขนาดไหน ที่ผมทำไปทั้งหมดก็เพื่อคุณกับเสวี่ยเสวี่ยทั้งนั้น ชื่อเสียงกับผู้หญิงเป็นของคู่กัน ผมไม่อยากทนเห็นคุณต้องมาทนทุกข์ทรมานใจกับคำนินทาว่าร้ายพวกนั้น”
สิ้นคำพูดของหลินชิงอี้ อู๋ซิ่วเหลียนก็ค่อยๆโน้มศีรษะอิงแอบบนแผ่นอกของเขา น้ำตาหยดใสไหลรินคลอเบ้า
เวลานี้ เธอรู้สึกเกลียดชังนังบัดซบนั่นอย่างที่สุด! ติงเสวี่ยเหม่ย! ถ้าไม่มีแกสักคน ป่านนี้ตำแหน่งที่แกยืนอยู่ก็จะต้องเป็นของฉัน! ส่วนฉันก็ไม่ต้องมาคอยใช้ชีวิตหลบๆซ่อนๆกับหลินชิงอี้อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้!
………
เมื่อติงเสวี่ยเหม่ยเห็นหลินจิงซูกลับมาบ้านตามลำพัง ก็ตระหนักได้ทันทีว่าหลินชิงอี้ไม่มาร่วมทานอาหารเย็นด้วยกันแล้วในวันนี้ สีหน้าของเธอมืดหม่นลงมากด้วยความรู้สึกผิดหวัง
หลินจิงซูเห็นคนเป็นแม่ดูไร้อารมณ์ไม่อยากอาหารเท่าที่ควร จึงคิดพลางไปว่า หากเล่าเรื่องระหว่างหลินชิงอี้กับอู๋ซิ่วเหลียนให้อีกฝ่ายฟัง รังแต่จะทำให้เธอยิ่งรู้สึกอึดอัดใจมากขึ้น
สุดท้าย จึงได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกแล้วเฮือกเล่า หลินจิงซูทำได้เพียงแค่ปล่อยไป ฝืนพูดอะไรไปในตอนนี้ก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้งนั้น
หลังมื้ออาหารเย็น หลินจิงซูจึงบอกกับติงเสวี่ยเหม่ยว่า
“แม่คะ หนูจะไปบ้านป้าจางนะคะ”
“เย็นขนาดนี้แล้วนะลูก?”
“ค่ะ ตั้งใจว่าจะไปตรวจการบ้านให้โจวอวี๋หานหน่อย”
แน่นอนว่าหลินจิงซูไม่ได้ไปบ้านป้าจางเพราะเรื่องของโจวอวี๋หานเพียงอย่างเดียว แต่เธอคิดแผนการใหม่ได้แล้ว และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากจางหลานด้วยเช่นกัน
เธอจะไม่หยุดจนกว่าจะสามารถหาหลักฐานมามัดตัวชู้รักคู่นี้ได้!
อู๋ซิ่วเหลียน หลินชิงอี้ พวกแกสองคนไม่มีวันรอดพ้นเงื้อมมือของฉันแน่!
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







