LOGINหลินซีเหยาก้าวผ่านประตูป้อมมังกรเหนือด้วยท่าทีสงบนิ่ง แม้หิมะที่เกาะตามชายเสื้อจะยังไม่ละลาย แต่สิ่งที่ทำให้นางระมัดระวังมากกว่าความหนาวเย็น คือพลังมังกรสีดำทองที่สัมผัสได้จากภายในป้อม
พลังนั้นแข็งแกร่งและหนักแน่น ราวกับมังกรตัวใหญ่กำลังหลับใหลอยู่ใต้ภูเขา ทว่าภายในความยิ่งใหญ่กลับมีพลังอีกสายซ่อนอยู่จาง ๆ พลังสีเงินของนางตอบสนองทันที เกล็ดเงินที่ซ่อนไว้ในอกเสื้ออุ่นขึ้นเล็กน้อย หลินซีเหยากดมันไว้ผ่านเนื้อผ้า ก่อนจะกวาดตามองไปรอบ ๆ ป้อมมังกรเหนือสร้างจากหินสีเทาเข้ม กำแพงสูงตั้งตระหง่านรับลมหนาว หอคอยทั้งสี่มุมมีธงมังกรดำทองสะบัดอยู่เหนือแนวกำแพง ทหารลาดตระเวนเดินตรวจตราเป็นระยะ ส่วนด้านในมีเสียงช่างตีเหล็กดังมาจากโรงตีอาวุธ ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ซึ่งคนแปลกหน้าจะเดินเข้าออกได้อย่างอิสระ “แม่นาง มาจากที่ใดหรือ?” ทหารเฝ้าประตูคนหนึ่งเดินเข้ามาถาม สายตาของเขาหยุดอยู่ที่รอยแผลบริเวณหัวไหล่ของนาง “ข้ามาจากทางหุบเขาเหมันต์ ต้องการขอพักสักคืน และสอบถามเส้นทางกลับไปยังเมืองด้านใต้” นางไม่ได้โกหก เพียงแต่ไม่ได้บอกทุกเรื่องที่รู้ ทหารมองนางอย่างพิจารณา “หุบเขาเหมันต์เพิ่งเกิดเรื่องผิดปกติเมื่อหลายวันก่อน มีสัตว์อสูรหนีออกมาจากหุบเขา เจ้าผ่านบริเวณนั้นมาได้อย่างไร?” “ข้าเดินผ่านทางแคบทางหนึ่ง โชคดีที่ไม่พบสัตว์อสูรระหว่างทาง” “ทางแคบ?” อีกคนที่ยืนอยู่ใกล้กันขมวดคิ้ว “บริเวณนั้นมีทางผ่านไม่มากนัก แล้วเจ้าเดินทางมาคนเดียวหรือ?” “ใช่” ทหารทั้งสองสบตากัน ความสงสัยปรากฏชัดขึ้นเล็กน้อย หลินซีเหยาไม่ได้แสดงความไม่พอใจ นางเข้าใจดีว่าป้อมชายแดนต้องระวังคนแปลกหน้า โดยเฉพาะในช่วงที่สัตว์อสูรเริ่มคลุ้มคลั่ง “ข้าไม่ได้มีเจตนาร้าย หากพวกท่านต้องการตรวจสัมภาระก็ทำได้ เพียงแต่อย่าทำให้เกล็ดเงินชิ้นนี้เสียหาย” นางนำเกล็ดเงินขนาดเล็กออกมาให้ดู มันเป็นเพียงของประดับธรรมดาในสายตาคนทั่วไป แต่ลวดลายบนพื้นผิวกลับละเอียดประณีตจนผิดธรรมชาติ ทหารคนหนึ่งกำลังจะเอื้อมมือมารับ ทว่าเกล็ดเงินกลับเปล่งประกายขึ้นชั่วพริบตา เขาชะงักทันที หลินซีเหยาเก็บมันกลับเข้าไปอย่างรวดเร็ว “ขออภัย ของชิ้นนี้เป็นของสำคัญสำหรับข้า ไม่สะดวกให้ผู้อื่นสัมผัส” ทหารมองนางด้วยความระแวดระวัง ก่อนจะหันไปส่งสัญญาณให้คนด้านใน ไม่นานนัก นายทหารวัยกลางคนในชุดเกราะสีเข้มก็เดินออกมา เขามีรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมเข้มและมีรอยแผลเก่าพาดผ่านคิ้วข้างหนึ่ง “ข้าคือเหยียนซ่ง ผู้บัญชาการป้อมมังกรเหนือ ได้ยินว่าเจ้ามาจากหุบเขาเหมันต์?” “ใช่ ข้ามีนามว่าหลินซีเหยา” เหยียนซ่งพิจารณานางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่แข็งกร้าวจนเกินไป “หากเจ้าผ่านหุบเขาเหมันต์มาได้จริง ข้าจำเป็นต้องถามบางเรื่อง เพราะป้อมแห่งนี้ยังมีทหารออกลาดตระเวนอยู่ในบริเวณนั้น” “เชิญถามได้” “เจ้าเห็นสัตว์อสูรผิดปกติหรือไม่?” หลินซีเหยานึกถึงอสูรเขาโลหิตที่นางช่วยไว้ และรอยดำบนหน้าผากของสัตว์อสูรหลายตัว “ข้าเห็นสัตว์อสูรบางตัวมีรอยสีดำบนร่างกาย พวกมันดูคลุ้มคลั่งกว่าปกติ แต่ข้าไม่ทราบว่ามีสิ่งใดทำให้เป็นเช่นนั้น” สีหน้าของเหยียนซ่งเคร่งขรึมขึ้น “รอยสีดำ?” “ใช่ เหมือนมีพลังบางอย่างแทรกอยู่ในลมหายใจของพวกมัน ไม่ใช่พลังอสูรตามธรรมชาติ” เหยียนซ่งนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนหันไปสั่งทหารข้างกาย “พานางไปยังห้องรับรอง ข้าจะรายงานเรื่องนี้ต่อองค์ชาย” หลินซีเหยาชะงักกับคำว่าองค์ชาย “องค์ชาย?” “องค์ชายเฟิงอ้าวเทียนเสด็จมาถึงป้อมเมื่อวานนี้ พระองค์กำลังตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหุบเขาเหมันต์” หัวใจของนางเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ พลังมังกรสีดำทองที่สัมผัสได้จากภายในป้อม คงเป็นของบุคคลผู้นั้น เกล็ดเงินในอกเสื้ออุ่นขึ้นอีกครั้ง ราวกับกำลังยืนยันความคิดของนาง หลินซีเหยาก้มหน้าลงเล็กน้อย ซ่อนความผิดปกติไว้ใต้ท่าทีสงบ “เช่นนั้นข้าจะรออยู่ที่ห้องรับรอง” เหยียนซ่งพยักหน้า แล้วหันไปจัดการงานของตนต่อ แต่ก่อนที่หลินซีเหยาจะเดินตามทหารเข้าไป นางกลับสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างแผ่ออกมาจากอาคารหินทางด้านตะวันออก มันไม่ใช่พลังสีดำทองที่นางรู้สึกเมื่อครู่ เป็นพลังสีเงินที่คุ้นเคยอย่างประหลาด นางหยุดเดินโดยไม่รู้ตัว ทหารนำทางหันกลับมามอง “แม่นางหลิน มีอะไรหรือ?” “ไม่มีอะไร ข้าเพียงรู้สึกว่าลมแรงขึ้น” นางตอบอย่างเรียบง่าย ก่อนเดินต่อไป แต่ภายในใจกลับเกิดคำถามมากมาย เหตุใดพลังสีเงินของนางจึงตอบสนองต่อสถานที่แห่งนี้มากกว่าที่อื่น? และเหตุใดพลังสีเงินจึงปรากฏขึ้นใกล้กับองค์ชายผู้มีสายเลือดมังกรดำทอง? อีกด้านหนึ่งของป้อม เฟิงอ้าวเทียนกำลังยืนอยู่หน้าหินทดสอบพลังมังกร หินก้อนนี้ตั้งอยู่ในลานฝึกด้านใน ผิวหินมีอักขระโบราณสลักอยู่ทั่วทั้งก้อน ใช้ตรวจสอบความผันผวนของพลังมังกรและแยกแยะพลังที่แทรกซึมเข้ามาจากภายนอก มู่ชางยืนอยู่ไม่ไกล ขณะที่เหยียนซ่งเพิ่งส่งคนมารายงานเรื่องผู้เดินทางหญิงคนหนึ่ง “นางมาจากหุบเขาเหมันต์หรือ?” เฟิงอ้าวเทียนถาม “พ่ะย่ะค่ะ นางกล่าวว่าเห็นสัตว์อสูรที่มีรอยสีดำ และสังเกตพบพลังผิดปกติภายในตัวพวกมัน” มู่ชางหันมององค์ชาย “ดูเหมือนนางจะพบสิ่งเดียวกับที่พวกเรากำลังตามหา” เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ตอบทันที เขายกมือขึ้นวางบนหินทดสอบ พลังมังกรดำทองไหลออกจากฝ่ามืออย่างมั่นคง อักขระบนหินสว่างขึ้นทีละตัว ก่อนจะหยุดอยู่ในระดับหนึ่ง ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ จนกระทั่งพลังอีกสายหนึ่งไหววูบขึ้นภายในร่างของเขา แสงสีเงินบางเบาปรากฏใต้ผิวหนังบริเวณข้อมือ อักขระบนหินทดสอบเปลี่ยนเป็นสีเงินทันที มู่ชางขยับเข้ามาใกล้ “องค์ชาย ทรงหยุดก่อนพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนถอนมือออก ทว่าแสงสีเงินยังคงไหลวนอยู่บนผิวหินอีกชั่วครู่ ก่อนจะดับลงเอง เขามองข้อมือของตนด้วยแววตาครุ่นคิด “ข้าไม่ได้ตั้งใจเรียกพลังสายนี้ออกมา” “กระหม่อมทราบ แต่การที่มันตอบสนองโดยไม่มีคำสั่ง อาจหมายความว่ามีบางสิ่งอยู่ใกล้พวกเรา” คำพูดของมู่ชางทำให้เฟิงอ้าวเทียนนึกถึงภาพหญิงสาวในนิมิต เส้นผมสีเงิน ดวงตาสีเดียวกับหิมะ และเงามังกรที่ปรากฏอยู่เบื้องหลังนาง เขายังไม่รู้ว่านางเป็นใคร และไม่อาจแน่ใจได้ว่าภาพที่เห็นนั้นเป็นความทรงจำหรือเพียงภาพจากผนึกโบราณ แต่ทุกครั้งที่พลังสีเงินปรากฏขึ้น ภาพของหญิงสาวผู้นั้นก็มักตามมาเสมอ “มู่ชาง เจ้ารู้สึกถึงสิ่งใดหรือไม่?” “กระหม่อมรู้สึกได้เพียงพลังมังกรขององค์ชายที่ผันผวนเล็กน้อยพ่ะย่ะค่ะ แต่ไม่อาจระบุได้ว่ามีสิ่งใดอยู่ใกล้เคียง” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ไปพบผู้เดินทางหญิงคนนั้นกัน” มู่ชางเลิกคิ้วเล็กน้อย “องค์ชายจะทรงสอบถามนางด้วยพระองค์เองหรือพ่ะย่ะค่ะ?” “นางอาจเห็นสิ่งที่พวกเรายังไม่พบ อีกทั้งพลังของข้าเพิ่งตอบสนองต่อบางสิ่งในป้อม ข้าอยากรู้ว่าทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกันหรือไม่” “กระหม่อมจะตามเสด็จไปด้วย” เฟิงอ้าวเทียนไม่คัดค้าน เขาเพียงดึงแขนเสื้อให้เข้าที่ แล้วเดินออกจากลานฝึก ขณะก้าวผ่านทางเดินหิน พลังสีเงินใต้ข้อมือของเขากลับสงบนิ่งลงอย่างน่าประหลาด ราวกับสิ่งที่เรียกมันออกมาเมื่อครู่ กำลังรอให้เขาเข้าใกล้มากกว่านี้ ห้องรับรองของป้อมมังกรเหนืออยู่ติดกับสวนหินขนาดเล็ก หลินซีเหยานั่งอยู่ริมหน้าต่าง พลางพิจารณาเกล็ดเงินในมือ นับตั้งแต่นางมาถึงป้อม พลังภายในเกล็ดก็ไม่เคยสงบสนิท บางครั้งมันอุ่นขึ้น บางครั้งมีประกายสีเงินวาบผ่านพื้นผิว คล้ายกำลังตอบสนองต่อสิ่งที่อยู่ไม่ไกล นางเก็บเกล็ดกลับเข้าไปในถุงผ้า ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่าง จากตรงนี้มองเห็นลานฝึกด้านในได้เพียงบางส่วน แต่ทันทีที่นางหันไปทางนั้น ความรู้สึกคุ้นเคยก็พลันแล่นผ่านหัวใจ พลังมังกรสีดำทอง แข็งแกร่ง ลึกล้ำ และมีบางอย่างที่นางอธิบายไม่ได้ หลินซีเหยาวางมือลงบนกรอบหน้าต่าง “เป็นเจ้าหรือ?” นางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ยังไม่ทันได้คิดต่อ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก ประตูห้องถูกเปิดออก เหยียนซ่งเดินเข้ามาก่อน ตามด้วยชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำทอง เพียงสบตากัน หลินซีเหยาก็รู้สึกราวกับทุกสิ่งรอบตัวเงียบลงชั่วขณะ ชายหนุ่มผู้นั้นมีรูปร่างสูงสง่า เส้นผมดำสนิทถูกรวบไว้ด้วยเครื่องประดับสีทอง ดวงตาคมเข้มแฝงความเยือกเย็นของผู้ที่เติบโตท่ามกลางอำนาจ แต่กลับมีประกายบางอย่างที่ทำให้นางนึกถึงเงามังกรในนิมิต เฟิงอ้าวเทียนเองก็หยุดฝีเท้า ทันทีที่เขาเห็นหญิงสาว พลังสีเงินภายในร่างก็สั่นสะเทือนขึ้นอย่างรุนแรง เกล็ดเงินที่ซ่อนอยู่กับตัวหลินซีเหยาเปล่งแสงผ่านเนื้อผ้า ประกายสีเงินสายหนึ่งไหลวนรอบข้อมือของเฟิงอ้าวเทียน ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว ทั้งสองต่างรับรู้ถึงความผิดปกตินั้น หลินซีเหยากำมือแน่น ขณะที่เฟิงอ้าวเทียนหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาเคยเห็นดวงตาเช่นนี้มาก่อน ในนิมิตที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่หญิงสาวตรงหน้าไม่ใช่ภาพเลือนรางอีกต่อไป นางยืนอยู่ที่นี่จริง ๆ และกำลังมองเขาด้วยความสงสัยไม่ต่างกัน “เจ้าคือหลินซีเหยา?” เฟิงอ้าวเทียนถาม “ใช่ แล้วท่านคือองค์ชายเฟิงอ้าวเทียนหรือ?” “ถูกต้อง” ทั้งสองเงียบไปชั่วครู่ เหยียนซ่งมองสลับระหว่างคนทั้งคู่ ก่อนกล่าวรายงาน “องค์ชาย นางเป็นผู้เดินทางที่มาจากหุบเขาเหมันต์ นางกล่าวว่าเห็นรอยพลังสีดำบนตัวสัตว์อสูร และอาจมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบเหตุผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า แต่สายตายังคงจับอยู่ที่หลินซีเหยา “เจ้าเห็นรอยสีดำนั้นด้วยตาตนเองหรือ?” “ใช่ ข้าเห็นมันบนตัวสัตว์อสูรหลายตัว และเคยพบสัตว์อสูรที่ถูกพลังนั้นควบคุม” “เจ้าทำอย่างไรกับพวกมัน?” “ข้าช่วยตัวที่ยังพอควบคุมสติได้ ส่วนตัวที่ดุร้ายเกินไป ข้าก็หลีกเลี่ยงการปะทะ” เฟิงอ้าวเทียนสังเกตเห็นรอยบาดเจ็บบนหัวไหล่ของนาง “เจ้าบาดเจ็บจากการต่อสู้หรือ?” “เป็นเพียงแผลเล็กน้อย ไม่รบกวนการเดินทาง” “หากพลังสีดำนั้นแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย แม้เพียงเล็กน้อย ก็ไม่ควรมองข้าม” หลินซีเหยามองเขาอย่างประหลาดใจเล็กน้อย “ท่านรู้จักพลังนั้นหรือ?” “ยังไม่รู้แน่ชัด แต่ข้าเคยพบร่องรอยของมันบริเวณหุบเขาเหมันต์” เฟิงอ้าวเทียนหยุดเล็กน้อย ก่อนถามต่อ “เจ้าสัมผัสได้หรือไม่ว่าพลังนั้นมาจากที่ใด?” หลินซีเหยาส่ายหน้า “ข้ารู้เพียงว่ามันไม่ใช่พลังตามธรรมชาติ และดูเหมือนกำลังมุ่งหน้าไปยังบางสิ่งใต้ภูเขา แต่ข้ายังไม่พบต้นกำเนิดของมัน” แววตาของเฟิงอ้าวเทียนเปลี่ยนไปทันที ใต้ภูเขา คำนี้ตรงกับสิ่งที่เขาและมู่ชางพบใกล้รอยแยกแห่งหุบเขาเหมันต์ รวมถึงเสียงคล้ายโซ่ตรวนที่ดังมาจากหลังประตูหินโบราณ “เจ้าพบประตูหินหรือไม่?” เขาถาม หลินซีเหยานิ่งไป นางไม่แน่ใจว่าควรเปิดเผยเรื่องที่พบในถ้ำมากเพียงใด ชายหนุ่มตรงหน้ามีสายเลือดมังกรดำทองที่แข็งแกร่ง และพลังสีเงินของนางก็ดูเหมือนจะตอบสนองต่อเขา แต่ความเชื่อใจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะพลังของคนสองคนเชื่อมโยงกัน “ข้าเคยเห็นภาพสลักของมังกรสองตัวบนผนังหิน แต่ยังไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร” นางเลือกตอบเพียงเท่านั้น เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้เร่งรัด เขารับรู้ได้ว่านางยังมีเรื่องที่ไม่ต้องการเปิดเผย และตัวเขาเองก็ไม่ได้เปิดเผยทุกสิ่งเช่นกัน “หากเจ้ายินดี ข้าอยากให้เจ้าเล่าสิ่งที่พบในหุบเขาอย่างละเอียด บางทีข้อมูลของเจ้าอาจช่วยให้พวกเราเข้าใจความผิดปกติครั้งนี้ได้มากขึ้น” “ข้าจะเล่าสิ่งที่ข้าเห็นจริง แต่หากเรื่องใดยังไม่แน่ใจ ข้าจะไม่กล่าวเกินกว่าที่รู้” คำตอบนั้นทำให้เฟิงอ้าวเทียนมองนางนานขึ้นเล็กน้อย นางไม่ได้พยายามเอาใจเขา และไม่ได้ใช้ความไม่รู้เป็นข้ออ้างปฏิเสธทุกคำถาม “ดี ข้าก็ต้องการคำตอบที่ตรงกับสิ่งที่เจ้ารู้ ไม่ใช่สิ่งที่ใครคาดเดา” มู่ชางซึ่งยืนอยู่ด้านหลังสังเกตเห็นว่าพลังสีเงินขององค์ชายสงบลงแล้ว แต่กลับไม่ได้หายไปอย่างสิ้นเชิง มันยังคงไหลเวียนอย่างอ่อนโยน ราวกับกำลังรับรู้ถึงการมีอยู่ของหลินซีเหยา ขณะเดียวกัน หลินซีเหยาก็สัมผัสได้ว่าเกล็ดเงินในอกเสื้อหยุดสั่นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่นางเดินทางออกจากหุบเขา นางเงยหน้าขึ้นมองเฟิงอ้าวเทียนอีกครั้ง บางทีชายหนุ่มผู้นี้อาจเป็นคนที่เสียงโบราณในถ้ำต้องการให้นางตามหา แต่ก่อนจะเชื่อคำเตือนจากอดีต นางต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าเขาเป็นคนเช่นไร ส่วนเฟิงอ้าวเทียนเองก็เริ่มเข้าใจว่า หญิงสาวตรงหน้าอาจเกี่ยวข้องกับพลังสีเงินที่เขาพยายามทำความเข้าใจมานาน ทว่าความเชื่อมโยงระหว่างพวกเขายังเป็นเพียงคำถามที่ไม่มีคำตอบ เหนือป้อมมังกรเหนือ เมฆสีเทาเคลื่อนผ่านยอดเขาอย่างเชื่องช้า ลึกลงไปใต้หุบเขาเหมันต์ ประตูหินโบราณที่ไม่เคยขยับมานานนับพันปีพลันสั่นสะเทือนเบา ๆ โซ่ตรวนด้านในส่งเสียงครืดคราด และรอยแยกสีดำเส้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนพื้นผิวของผนึก การพบกันของทายาทมังกรดำทองกับธิดามังกรเงิน อาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ เพราะสิ่งที่ถูกผนึกไว้ใต้ภูเขา เริ่มรับรู้ถึงการกลับมาของพลังทั้งสองสายแล้วพระราชวังมังกรกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง รายงานจากหุบเขามังกรถูกส่งมายังห้องทรงงานอย่างต่อเนื่อง ข้อพิพาทระหว่างเผ่าเกล็ดแดงและเผ่าเกล็ดเงินถูกยุติลงชั่วคราว แหล่งแร่พลังถูกแบ่งเขตใหม่ นักรบทั้งสองฝ่ายได้รับคำสั่งให้หยุดการปะทะ และที่สำคัญที่สุด... ทั้งสองเผ่าเริ่มส่งตัวแทนมาพูดคุยกันแทนการใช้อาวุธ ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ริมหน้าต่างของห้องทรงงาน อ่านรายงานฉบับหนึ่งอย่างตั้งใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่หลังโต๊ะ แต่สายตาของเขากลับไม่ได้อยู่บนเอกสาร มันอยู่ที่นาง ไป๋อวี้เหยารู้สึกได้ จึงเงยหน้าขึ้น "ท่านมองข้าทำไม?" "มองไม่ได้หรือ?" "ท่านมองมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว" "ข้าเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีความอดทนมาก" นางวางรายงานลง "ท่านไม่มีงานทำหรือ?" "มี" "แล้วทำไมไม่ทำ?" "ข้ากำลังทำ" "ทำอะไร?" "มองเจ้า" นางถอนหายใจ "นี่เรียกว่างานหรือ?" "สำหรับข้าใช่" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "จักรพรรดิมังกรนี่จริง ๆ เลย" เฟิงเทียนหลงยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะ "ออกไปเดินกัน" "ตอนนี้?" "ใช่" "ท่านไม่มีประชุมหรือ?" "เลื่อนแล้ว" "อีกแล้ว?" "ข้าเป็นจักรพรรดิ" "แล้ว?" "ข้ามีสิทธิ์เลื่อนประชุม" นางห
ลานหินของหุบเขามังกรยังคงมีรอยแตกจากเหตุการณ์ก่อนหน้า เหล่ามังกรกำลังช่วยกันซ่อมแซมพื้นที่ ขณะที่ผู้นำทั้งสองเผ่ายืนมองสถานการณ์ด้วยสีหน้าครุ่นคิด ไป๋อวี้เหยาเดินอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง "ดูเหมือนทุกคนจะสงบลงแล้ว" "ชั่วคราว" เขาตอบ "ความขัดแย้งที่สะสมมานานไม่หายไปในวันเดียว" "แต่วันนี้อย่างน้อยก็ไม่มีใครต่อสู้กัน" "เพราะพวกเขากลัวข้า" นางหันมองเขา "แล้วท่านไม่อยากให้พวกเขาเชื่อใจกันหรือ?" "อยาก" เฟิงเทียนหลงมองไปยังมังกรสองเผ่า "แต่ความเชื่อใจต้องเกิดจากพวกเขาเอง" ไป๋อวี้เหยาพยักหน้า ทันใดนั้นมังกรหนุ่มเกล็ดแดงคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาคือคนที่เคยเปิดฉากต่อสู้ในวันก่อน ชายหนุ่มคุกเข่าลง "ฝ่าบาท" เฟิงเทียนหลงหยุด "มีอะไร?" "ข้าต้องการขอทดสอบฝีมือกับเผ่าเกล็ดเงิน" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "ยังจะสู้กันอีกหรือ?" มังกรหนุ่มรีบส่ายหน้า "ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเอาชนะ" เขามองไปยังอีกฝ่าย "ข้าต้องการประลองอย่างเป็นทางการ" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินนิ่งไป "ประลอง?" "ใช่" ชายหนุ่มพูด "เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเราไม่ได้จำเป็นต้องเกลียดกัน" ไป๋อวี้เหยามองเขาอย่างแปลกใจ เฟิงเทียนหลงเองก็ไม่ได้พูด
ลานประชุมของหุบเขามังกรถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง ผู้นำของสองเผ่านั่งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะหิน เผ่าเกล็ดแดงขึ้นชื่อเรื่องพลังเพลิง เผ่าเกล็ดเงินมีพลังน้ำแข็ง ทั้งสองเผ่าเคยร่วมมือกันปกป้องชายแดนมาหลายครั้ง แต่ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนสะสมมานานจนกลายเป็นความไม่ไว้วางใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่ตรงกลาง ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ข้างเขา ไม่มีใครกล้าพูดอะไรในช่วงแรก จนกระทั่งผู้นำเผ่าเกล็ดแดงเป็นฝ่ายเปิดปาก "ฝ่าบาท พวกเราไม่ได้ต้องการทำสงคราม" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินมองอีกฝ่าย "แต่พวกเจ้ารุกล้ำเขตของเรา" "เขตนั้นเป็นของพวกเรามาก่อน" เสียงเริ่มดังขึ้น เฟิงเทียนหลงเคาะนิ้วลงบนโต๊ะหนึ่งครั้ง กึก ทุกคนเงียบ "ข้าจะฟังทีละคน" ผู้นำทั้งสองฝ่ายก้มศีรษะ เฟิงเทียนหลงหันไปหาเผ่าเกล็ดแดง "พูด" อีกฝ่ายจึงอธิบายว่าพื้นที่ริมแม่น้ำเคยเป็นแหล่งแร่พลังของพวกเขา แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเผ่าเกล็ดเงินขยายพื้นที่เข้ามา เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินก็รีบโต้แย้ง "พวกเราไม่ได้ยึดพื้นที่" "แต่พวกเจ้าตั้งเสาหินของเผ่าไว้!" "เพราะแม่น้ำเปลี่ยนทาง!" เสียงเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง เฟิงเทียนหลงยังคงนิ่ง ไป๋อวี้เหยา
ลานฝึกของหุบเขามังกรถูกปิดลงชั่วคราว เศษหินจากการต่อสู้ยังคงกระจายอยู่ทั่วพื้น ผู้คนของทั้งสองเผ่าต่างช่วยกันเก็บกวาด ไม่มีใครกล้าพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากนัก ไป๋อวี้เหยาเดินเคียงข้างเฟิงเทียนหลงกลับเข้าสู่เขตพักของราชสำนัก รอยถลอกเล็ก ๆ บนแขนของนางถูกพันด้วยผ้าสีขาวเรียบร้อยแล้ว แต่คนที่เดินอยู่ข้างกันยังคงมองมันเป็นระยะ นางถอนหายใจ "ท่านมองแผลข้ามาสิบรอบแล้ว" "สิบเอ็ด" "นับด้วยหรือ?" "แน่นอน" "มันไม่ได้เจ็บแล้ว" "ข้ารู้" "ถ้ารู้แล้วจะมองทำไม?" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป "เพื่อให้แน่ใจ" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "ท่านนี่..." ยังไม่ทันพูดจบ เสียงมังกรคำรามก็ดังขึ้นจากท้องฟ้า ทั้งคู่เงยหน้าพร้อมกัน มังกรเกล็ดแดงสามตัวกำลังบินไล่ตามมังกรเกล็ดเงินอีกสองตัว เปลวไฟสีแดงพุ่งผ่านอากาศ น้ำแข็งสีฟ้าตอบโต้ทันที "พวกเขายังไม่หยุดอีกหรือ?" ไป๋อวี้เหยาถาม เฟิงเทียนหลงถอนหายใจ "ดูเหมือนจะไม่" เขาหันไปหาองครักษ์ "พานางกลับตำหนัก" "ไม่" ไป๋อวี้เหยาขัดขึ้น เฟิงเทียนหลงหันมามอง "อวี้เหยา" "ข้าไม่เข้าไปในสนามรบ" นางชี้ขึ้นฟ้า "แต่ข้าอยากเห็นว่าท่านจะจัดการอย่างไร" เขานิ่งไปเล็กน
ลานหินกลางหุบเขามังกรเต็มไปด้วยความตึงเครียด มังกรสองกลุ่มยืนประจันหน้ากันคนละฝั่ง ฝั่งหนึ่งมีเกล็ดสีแดงเข้ม อีกฝั่งมีเกล็ดสีเงินอมฟ้า ไม่มีใครยอมถอย ไป๋อวี้เหยาที่กำลังเดินกลับจากริมแม่น้ำกับเฟิงเทียนหลงหยุดลงเมื่อเห็นความผิดปกติ "เกิดอะไรขึ้น?" เฟิงเทียนหลงมองไปยังลานหิน สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที "พวกเขากำลังจะสู้กัน" "ทำไม?" "ความขัดแย้งระหว่างสองสายเลือด" เขาตอบสั้น ๆ ก่อนหันไปหาองครักษ์ "พานางออกไปจากตรงนี้" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "แล้วท่านล่ะ?" "ข้าจะจัดการเอง" "อีกแล้วหรือ?" เขามองนาง "อวี้เหยา ที่นี่อันตราย" "ข้ารู้" นางมองมังกรสองกลุ่ม "แต่ถ้าท่านเข้าไป ข้าก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป เขาไม่อยากให้นางเข้าใกล้การต่อสู้ แต่ก็รู้ดีว่านางไม่ใช่คนที่จะยอมกลับไปนั่งรอโดยไม่ถามอะไร "อยู่ข้างข้า" เขาพูดในที่สุด "ห้ามวิ่งเข้าไป" "ตกลง" "หากข้าบอกให้ถอย เจ้าต้องถอยทันที" "ได้" เขาจับมือนาง "และอย่าปล่อยมือข้า" ไป๋อวี้เหยามองมือที่ถูกจับไว้ "ท่านกลัวข้าหายหรือ?" "มาก" คำตอบตรง ๆ ทำให้นางพูดไม่ออก ทั้งคู่เดินเข้าไปใกล้ลานหิน เสียงโต้เถี
ประตูหินขนาดมหึมาเปิดออกช้า ๆ ไป๋อวี้เหยายืนอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง มองเส้นทางเบื้องหน้าด้วยความสนใจ หุบเขาที่อยู่ตรงหน้าต่างจากพื้นที่อื่นในแดนมังกรอย่างชัดเจน ภูเขาสูงเรียงตัวล้อมรอบผืนดินกว้างใหญ่ หน้าผาสีดำมีเส้นแร่สีทองแทรกอยู่เป็นแนวยาว น้ำตกจากยอดเขาไหลลงสู่แม่น้ำสีเงินที่ทอดผ่านกลางหุบเขา บนท้องฟ้ามีมังกรจำนวนมากบินอยู่ บางตนบินเป็นกลุ่ม บางตนฝึกเปลี่ยนร่าง บางตนต่อสู้กันกลางอากาศ และบางตนนอนขดตัวอยู่บนหน้าผารับแสงอาทิตย์ ไป๋อวี้เหยามองทุกอย่างอย่างตื่นตาตื่นใจ "ที่นี่คือหุบเขามังกร?" "ใช่" เฟิงเทียนหลงเดินเคียงข้างนาง "ที่นี่เป็นสถานที่ที่มังกรสายเลือดโบราณใช้ฝึกฝนและเติบโต" "แล้วท่านเคยมาที่นี่บ่อยไหม?" "ตอนเด็ก" นางหันมองเขา "ตอนเด็กท่านเป็นอย่างไร?" เขานิ่งไปครู่หนึ่ง "ซน" ไป๋อวี้เหยาหัวเราะ "ข้าเดาไว้แล้ว" "เจ้ารู้ได้อย่างไร?" "ดูจากตอนนี้ก็รู้" เฟิงเทียนหลงเลิกคิ้ว "ตอนนี้ข้าซนตรงไหน?" "ชอบตามข้า" "นั่นไม่เรียกว่าซน" "ชอบหวงข้า" "นั่นก็ไม่ใช่" "ชอบหาเรื่องมานั่งข้าง ๆ" เขาเงียบ ไป๋อวี้เหยายิ้มกว้าง "เห็นไหม?" "ข้าแค่ชอบอยู่ใกล้เจ้า" คำตอ







