Home / แฟนตาซี / ทายาทจักรพรรดิมังกร / บทที่ 12 พลังสองสายที่ตื่นขึ้น

Share

บทที่ 12 พลังสองสายที่ตื่นขึ้น

last update publish date: 2026-10-20 19:51:20

หลินซีเหยาไม่เคยคิดว่าการเดินทางออกจากหุบเขามังกรเงินจะพานางมาพบกับทายาทแห่งราชวงศ์มังกรดำทองรวดเร็วถึงเพียงนี้

เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่ตรงข้ามนาง สีหน้าเรียบสงบ ทว่าพลังมังกรที่แผ่ออกมาจากร่างกลับทำให้บรรยากาศในห้องรับรองหนักแน่นขึ้นอย่างไม่อาจมองข้าม

นางเคยสัมผัสพลังลักษณะนี้จากระยะไกล แต่เมื่ออยู่ใกล้กันจริง ๆ กลับพบว่าภายในพลังสีดำทองนั้นมีบางสิ่งแตกต่างจากที่นางคาดไว้

มันไม่ได้มีเพียงความแข็งแกร่ง

ยังมีความรู้สึกคล้ายพลังอีกสายหนึ่งถูกกดเอาไว้ลึกภายใน รอวันที่จะเผยตัวออกมา

“องค์ชาย” เหยียนซ่งเอ่ยขึ้น “ให้กระหม่อมจัดที่พักให้นางก่อนหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

เฟิงอ้าวเทียนละสายตาจากหลินซีเหยา

“จัดห้องพักที่ปีกตะวันตก ให้อยู่ในบริเวณที่ปลอดภัย หากนางต้องการสิ่งใดก็ให้คนจัดหาให้ตามสมควร”

“พ่ะย่ะค่ะ”

หลินซีเหยาประสานมือคารวะเล็กน้อย

“ขอบคุณองค์ชาย ข้าต้องการเพียงที่พักหนึ่งคืนเท่านั้น เมื่อพักจนหายเหนื่อยแล้ว ข้าจะเดินทางต่อ”

“เจ้าจะไปที่ใด?”

“ข้ายังตัดสินใจไม่ได้”

เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้วเล็กน้อย

“หากเจ้าตั้งใจกลับไปยังหุบเขาเหมันต์ ข้าเกรงว่าทางนั้นยังไม่ปลอดภัย”

“ข้าทราบ แต่ข้าไม่ได้ตั้งใจกลับไปในทันที”

นางตอบโดยไม่ลังเล

“ข้าต้องการรู้ว่าพลังสีดำที่ปรากฏบนตัวสัตว์อสูรมาจากไหน หากต้นตอยังอยู่ใต้ภูเขา ต่อให้ข้าเดินทางไปที่อื่น ปัญหาก็ไม่ได้หายไป”

มู่ชางมองนางด้วยความสนใจ

หญิงสาวผู้นี้ไม่ได้มีท่าทีอยากแสดงความสามารถ และไม่ได้พูดราวกับตนเองสามารถจัดการทุกอย่างได้ แต่คำพูดของนางแสดงให้เห็นว่านางคิดถึงต้นเหตุของปัญหามากกว่าผลที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

เฟิงอ้าวเทียนเองก็สังเกตเห็นเรื่องนั้น

“เจ้ามีพลังพอจะรับมือกับสิ่งที่อยู่ใต้ภูเขาหรือ?”

หลินซีเหยานิ่งไปครู่หนึ่ง

“ข้าไม่รู้”

คำตอบตรงไปตรงมาทำให้เหยียนซ่งชะงักเล็กน้อย

นางกล่าวต่อโดยไม่หลบสายตา

“ข้าสามารถรับมือกับสัตว์อสูรบางตัวได้ แต่สิ่งที่อยู่ใต้ภูเขาแตกต่างออกไป ข้าไม่รู้ว่ามันแข็งแกร่งเพียงใด และไม่รู้ด้วยว่าการเข้าใกล้จะทำให้ผนึกอ่อนแอลงหรือไม่ ข้าจึงไม่คิดจะเข้าไปโดยไม่มีการเตรียมตัว”

เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า

“เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ควรเข้าไปเพียงลำพัง”

“ข้าไม่ได้รับปากว่าจะร่วมทางกับท่าน”

“ข้าก็ไม่ได้บังคับเจ้า”

เขาตอบอย่างสงบนิ่ง

“แต่หากเจ้าต้องการค้นหาต้นตอของพลังนั้น ข้าก็กำลังทำสิ่งเดียวกัน เราสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและตัดสินใจจากสิ่งที่พบได้”

หลินซีเหยาพิจารณาคำพูดของเขา

ข้อเสนอนี้มีเหตุผล นางเพียงยังไม่แน่ใจว่าการร่วมทางกับทายาทจักรพรรดิมังกรจะนำความสะดวกมาให้มากกว่าความยุ่งยากหรือไม่

“ข้าจะพิจารณาเรื่องนี้หลังจากพักแล้ว”

“ได้”

เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้เร่งรัดอีก เขาหันไปสั่งเหยียนซ่งให้จัดการที่พัก ก่อนออกจากห้องพร้อมมู่ชาง

แต่ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู พลังสีเงินใต้ข้อมือของเขาก็สั่นขึ้นอีกครั้ง

คราวนี้มันไม่ได้แผ่ออกมาอย่างรุนแรง เพียงไหลผ่านเส้นลมปราณอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังรับรู้ถึงระยะห่างที่เพิ่มขึ้นระหว่างเขากับหญิงสาว

เฟิงอ้าวเทียนหยุดเดิน

มู่ชางสังเกตเห็นความผิดปกติทันที

“องค์ชาย พลังสีเงินอีกแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

“อืม”

“นับตั้งแต่แม่นางหลินมาถึงป้อม พลังสายนี้ก็สงบลงบ้างแล้ว แต่เมื่อพระองค์เดินห่างจากนางกลับเกิดความผันผวนขึ้นอีก กระหม่อมเกรงว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”

เฟิงอ้าวเทียนก้มมองข้อมือของตน

“ข้าก็คิดเช่นนั้น”

เขาไม่ได้ต้องการให้ใครสรุปว่านางเป็นต้นเหตุของพลังที่ผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อเขายังไม่รู้แม้กระทั่งว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลดีหรือผลร้าย

“เรื่องนี้อย่าเพิ่งแพร่งพรายออกไป”

“กระหม่อมเข้าใจพ่ะย่ะค่ะ”

“ข้าจะลองควบคุมพลังอีกครั้ง หากมันตอบสนองต่อสิ่งใด เราต้องรู้ให้ได้ว่าเป็นเพราะอะไร”

มู่ชางพยักหน้า ก่อนเดินตามองค์ชายกลับไปยังลานฝึก

ห้องฝึกด้านในตั้งอยู่ใต้หอคอยทางตะวันออก ผนังทั้งสี่ด้านสลักอักขระป้องกันเอาไว้ เพื่อไม่ให้พลังมังกรที่ปะทุขึ้นภายในกระทบต่อสิ่งปลูกสร้างโดยรอบ

เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่กลางห้อง เขาถอดเครื่องประดับบนข้อมือออกแล้ววางไว้บนแท่นหิน ก่อนหลับตาลงเพื่อรวบรวมลมหายใจ

พลังมังกรดำทองเริ่มไหลเวียนอย่างเป็นระเบียบ

มันเป็นพลังที่เขาคุ้นเคยตั้งแต่จำความได้ ทุกครั้งที่เรียกใช้ พลังนี้จะตอบสนองต่อเจตจำนงของเขาอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการโจมตี การป้องกัน หรือการเคลื่อนตัวด้วยความเร็วสูง

แต่เมื่อเขาพยายามสัมผัสพลังสีเงิน ทุกอย่างกลับไม่เป็นเช่นนั้น

พลังสายนี้ไม่ต่อต้านเขาโดยตรง ทว่าก็ไม่ยอมอยู่ภายใต้คำสั่งอย่างสมบูรณ์ บางครั้งมันปรากฏขึ้นเอง บางครั้งกลับเงียบหาย แม้เขาจะพยายามเรียกมันออกมาก็ตาม

“อย่าฝืนดึงมันออกมา” มู่ชางเตือนจากด้านข้าง “ลองแยกแยะความรู้สึกของพลังทั้งสองสายก่อนพ่ะย่ะค่ะ”

เฟิงอ้าวเทียนค่อย ๆ ผ่อนคลายฝ่ามือ

พลังดำทองยังคงหมุนเวียนอยู่ในเส้นลมปราณ ส่วนพลังสีเงินแผ่วเบาราวกับสายน้ำที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็ง

เขาไม่บังคับมันให้เคลื่อนตาม แต่เพียงเฝ้าสังเกตว่ามันจะตอบสนองอย่างไร

ผ่านไปครู่หนึ่ง แสงสีเงินก็ปรากฏขึ้นรอบปลายนิ้ว

คราวนี้ไม่มีแรงปะทะ ไม่มีความเจ็บปวด และไม่มีพลังสองสายกระแทกกันจนเกิดความปั่นป่วน

แสงสีเงินไหลไปตามฝ่ามือ ก่อนวนกลับเข้าสู่ร่างกายอย่างช้า ๆ

มู่ชางมองภาพตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ

“พระองค์ทรงทำได้แล้ว”

เฟิงอ้าวเทียนลืมตาขึ้น

“ยังไม่ถึงขั้นควบคุมได้ ข้าเพียงไม่ได้ผลักมันออกไปเหมือนก่อน”

“แต่ก็เป็นความก้าวหน้าพ่ะย่ะค่ะ”

องค์ชายพยักหน้า ก่อนยกมือขึ้นอีกครั้งเพื่อทดสอบ

ทว่าคราวนี้ทันทีที่พลังสีเงินปรากฏขึ้น อักขระบนผนังห้องกลับสว่างวาบ

เสียงกึกก้องดังมาจากใต้พื้นหิน

มู่ชางหันขวับไปทางประตู

“เกิดอะไรขึ้น?”

พื้นห้องสั่นสะเทือนเพียงชั่วครู่ ก่อนกลับสู่ความสงบ

เฟิงอ้าวเทียนรีบเก็บพลังทั้งสองสาย แต่สายตาของเขาจับอยู่ที่อักขระตรงผนังด้านเหนือ

มีรอยแสงสีเงินบาง ๆ ลากผ่านอักขระเก่าเหล่านั้น ก่อนดับลงราวกับไม่เคยเกิดขึ้น

“นั่นไม่ใช่อักขระป้องกันทั่วไป” เขากล่าว

มู่ชางเดินเข้าไปตรวจดูใกล้ ๆ

“เป็นไปได้ว่าอักขระชุดนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นพลังบางชนิดพ่ะย่ะค่ะ”

“หรือเพื่อป้องกันไม่ให้บางสิ่งส่งพลังเข้ามา”

เฟิงอ้าวเทียนวางมือลงบนผนัง แต่ไม่ได้เรียกพลังออกมาอีก

เขาเริ่มสงสัยว่าความผิดปกติไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณหุบเขาเหมันต์ หากยังมีบางสิ่งเชื่อมโยงกับสถานที่ต่าง ๆ ภายในดินแดนมังกรด้วย

และพลังสีเงินของเขาอาจเป็นกุญแจที่ทำให้อักขระโบราณเหล่านี้ตื่นขึ้น

หลินซีเหยาไม่ได้พักผ่อนทันทีที่เข้าไปในห้อง

นางตรวจดูประตู หน้าต่าง และเส้นทางออกจากห้องอย่างละเอียดจนแน่ใจว่าไม่มีสิ่งผิดปกติ จึงนั่งลงบนเตียงไม้แล้วหยิบเกล็ดเงินออกมา

เกล็ดชิ้นนี้เป็นสิ่งที่นางได้รับจากมารดาก่อนที่มารดาจะหายตัวไปจากหุบเขา ไม่มีผู้ใดบอกได้แน่ชัดว่ามันถูกสร้างขึ้นเมื่อใด แต่ตั้งแต่นางยังเล็ก มันก็ไม่เคยตอบสนองต่อพลังของผู้อื่นอย่างชัดเจนเช่นนี้

กระทั่งวันนี้

นางวางเกล็ดเงินลงบนฝ่ามือ แล้วปล่อยพลังของตนออกมาเพียงเล็กน้อย

แสงสีเงินค่อย ๆ ก่อตัวเป็นวงกลมเล็ก ๆ เหนือพื้นผิวของเกล็ด ก่อนเผยให้เห็นภาพเลือนราง

เป็นภูเขาสูงที่ปกคลุมด้วยหิมะ

ใต้ภูเขามีประตูหินขนาดมหึมา ด้านหน้าสลักรูปมังกรสองตัว ตัวหนึ่งมีเกล็ดสีดำทอง อีกตัวเป็นมังกรสีเงิน ทั้งคู่หันหน้าเข้าหากันโดยมีวงแหวนโบราณอยู่ตรงกลาง

หลินซีเหยากลั้นหายใจ

ภาพนี้เหมือนกับสิ่งที่นางพบในถ้ำหินดำ แต่รายละเอียดชัดเจนกว่าที่เคยเห็น

วงแหวนตรงกลางมีรอยร้าวหนึ่งเส้น

จากรอยร้าวนั้น มีเงาสีดำบาง ๆ แทรกตัวออกมา

ทันใดนั้นภาพทั้งหมดก็สั่นไหว เกล็ดเงินในมือของนางร้อนขึ้นจนต้องรีบเก็บพลัง

ภาพเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว

หลินซีเหยามองเกล็ดเงินด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง

นางไม่รู้ว่าภาพนี้เป็นคำเตือนหรือความทรงจำที่ถูกผนึกไว้ แต่สิ่งหนึ่งชัดเจนขึ้นทุกขณะ

ประตูหินไม่ได้เป็นเพียงสิ่งก่อสร้างโบราณ

มันกำลังผนึกบางสิ่งเอาไว้จริง ๆ

และผนึกนั้นอาจกำลังอ่อนแอลง

เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง ดึงนางออกจากความคิด

“แม่นางหลิน ข้านำอาหารมาให้” สาวใช้ของป้อมกล่าวจากด้านนอก

หลินซีเหยาเก็บเกล็ดเงินทันที ก่อนอนุญาตให้อีกฝ่ายเข้ามา

หลังวางอาหารลงบนโต๊ะ สาวใช้ก็เหลือบมองนางอย่างลังเล

“แม่นาง ข้าขอถามเรื่องหนึ่งได้หรือไม่?”

“ถามมาเถิด”

“ท่านเคยพบองค์ชายมาก่อนหรือไม่? เมื่อครู่ข้าเห็นองค์ชายเสด็จมาหาท่านด้วยพระองค์เอง ปกติพระองค์ไม่ค่อยสนพระทัยผู้เดินทางที่เพิ่งมาถึงป้อม”

หลินซีเหยาส่ายหน้า

“ข้าเพิ่งพบพระองค์วันนี้”

“เช่นนั้นหรือเจ้าคะ”

สาวใช้ดูเหมือนผิดหวังเล็กน้อย เพราะนางคงหวังว่าจะได้ยินเรื่องน่าสนใจ แต่ก็ไม่ได้ซักถามต่อ เพียงบอกว่าหากต้องการสิ่งใดสามารถเรียกคนด้านนอกได้ แล้วจึงออกจากห้องไป

หลินซีเหยานั่งลงมองอาหารตรงหน้า

นางไม่ได้รู้จักเฟิงอ้าวเทียนมากไปกว่าชื่อและสายเลือดของเขา แต่การพบกันครั้งนี้ทำให้นางมั่นใจขึ้นว่าพลังสีเงินของตนเกี่ยวข้องกับทายาทมังกรดำทองจริง

ถึงกระนั้น นางก็ไม่คิดจะฝากชะตาของตนไว้กับคนที่เพิ่งพบ

หากจะร่วมทางกัน นางต้องรู้ก่อนว่าพวกเขามีเป้าหมายตรงกันเพียงใด และเขาจะยอมรับความจริงได้หรือไม่ หากวันหนึ่งความลับของมังกรเงินปรากฏขึ้นต่อหน้าราชวงศ์มังกร

ยามบ่ายคล้อย เฟิงอ้าวเทียนได้รับรายงานจากเหยียนซ่งว่าทหารลาดตระเวนพบรอยแตกใหม่บริเวณเชิงเขาทางตะวันออกของหุบเขาเหมันต์

รอยแตกนั้นไม่ได้ลึกมาก แต่มีไอเย็นสีดำแผ่ออกมาเป็นระยะ และหินโดยรอบกลับมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติอย่างผิดธรรมชาติ

“มีผู้ใดเข้าไปตรวจสอบแล้วหรือยัง?” เฟิงอ้าวเทียนถาม

“ทหารสองนายเข้าไปใกล้ แต่เมื่อถึงระยะหนึ่ง พวกเขารู้สึกเหมือนมีแรงกดทับจากภายในภูเขา จึงถอยกลับมาตามคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ”

มู่ชางขมวดคิ้ว

“ไม่ควรให้ทหารเข้าใกล้จนกว่าจะทราบว่าพลังนั้นเป็นสิ่งใด”

เฟิงอ้าวเทียนเห็นด้วย

“ให้ปิดเส้นทางบริเวณนั้นไว้ก่อน อย่าให้ผู้ใดเข้าไปโดยพลการ ข้าจะไปตรวจดูด้วยตนเองเมื่อเตรียมพร้อมแล้ว”

เหยียนซ่งรับคำสั่ง ก่อนถอยออกจากห้อง

มู่ชางหันมาหาองค์ชาย

“กระหม่อมจะจัดคนไปด้วย และจะเตรียมยันต์คุ้มกันที่เสด็จพ่อพระราชทานให้”

เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า แต่สายตากลับหยุดอยู่ที่แผนที่หุบเขาเหมันต์

ตำแหน่งรอยแตกใหม่อยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่เขาและมู่ชางพบภาพสลักมังกรสองตัว

หากรอยแตกนี้เกี่ยวข้องกับประตูหินจริง พวกเขาอาจเหลือเวลาไม่มากนักก่อนที่สิ่งซึ่งถูกผนึกไว้จะส่งผลกระทบต่อดินแดนมังกร

“มู่ชาง” เขาเอ่ยขึ้น “ข้าต้องการให้เจ้าเชิญหลินซีเหยามาพบข้าอีกครั้ง”

“องค์ชายจะทรงให้นางร่วมเดินทางด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

“ข้าจะถามความสมัครใจของนางก่อน หากนางรู้จักพลังที่พบในหุบเขาเหมันต์มากกว่าพวกเรา การมีนางอยู่ด้วยอาจช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ได้เร็วขึ้น”

มู่ชางรับคำ ก่อนเดินออกไปดำเนินการ

เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่เพียงลำพังครู่หนึ่ง เขามองฝ่ามือของตนซึ่งเพิ่งควบคุมพลังสีเงินได้เป็นครั้งแรกโดยไม่เกิดการปะทะ

ความรู้สึกนั้นยังคงชัดเจน

พลังสีเงินไม่ได้เป็นศัตรูของเขา

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเข้าใจมันแล้ว

บางทีคำตอบอาจอยู่ในหุบเขาเหมันต์ หรืออาจอยู่ในอดีตที่ราชวงศ์มังกรเลือกจะไม่กล่าวถึงมานานนับพันปี

และหากหลินซีเหยาเป็นผู้เดียวที่สามารถรับรู้พลังสายนี้ได้ เขาก็จำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะเชื่อใจนางทีละน้อย

ไม่ใช่เพราะโชคชะตากำหนดไว้

แต่เพราะทั้งสองกำลังเผชิญกับภัยเดียวกัน

เมื่อมู่ชางมาถึงห้องพัก หลินซีเหยากำลังยืนอยู่ริมหน้าต่าง

“แม่นางหลิน องค์ชายทรงต้องการพบเจ้าอีกครั้ง มีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับหุบเขาเหมันต์”

นางหันกลับมา

“เกิดอะไรขึ้น?”

“ทหารพบรอยแตกใหม่บริเวณเชิงเขา มีพลังผิดปกติแผ่ออกมาจากด้านใน องค์ชายต้องการตรวจสอบสถานที่นั้น และทรงคิดว่าข้อมูลของเจ้าอาจมีประโยชน์”

หลินซีเหยามองออกไปยังยอดเขาที่อยู่ไกลออกไป

เกล็ดเงินในอกเสื้ออุ่นขึ้นอย่างช้า ๆ

นางรู้ดีว่าหากตอบตกลง การเดินทางครั้งนี้อาจพานางเข้าใกล้ความลับของประตูหินมากกว่าที่เคย แต่หากปฏิเสธ นางก็อาจพลาดโอกาสสำคัญในการค้นหาความจริงเกี่ยวกับพลังที่กำลังคุกคามดินแดนมังกร

“ข้าจะไปพบองค์ชาย” นางกล่าวในที่สุด “แต่ข้ามีเงื่อนไขหนึ่งข้อ”

มู่ชางมองนางอย่างสงสัย

“เงื่อนไขใด?”

“หากพบสิ่งที่เราไม่เข้าใจ เราจะไม่เปิดผนึกหรือประตูโบราณโดยพลการ ข้าไม่ต้องการให้ความอยากรู้ของพวกเราทำให้สิ่งที่อยู่ข้างในหลุดออกมา”

มู่ชางนิ่งไป ก่อนพยักหน้าอย่างจริงจัง

“ข้าจะนำคำพูดของเจ้าไปทูลให้องค์ชายทรงทราบ”

หลินซีเหยาหยิบเสื้อคลุมขึ้นมาสวม แล้วเดินตามเขาออกจากห้อง

ในเวลาเดียวกัน เฟิงอ้าวเทียนกำลังเตรียมตัวออกจากป้อมเพื่อไปยังจุดที่พบรอยแตกใหม่

ทั้งสองยังไม่รู้ว่าการเดินทางครั้งต่อไปจะเปิดเผยความลับมากเพียงใด

แต่ลึกลงไปใต้ภูเขา ประตูหินโบราณได้สั่นสะเทือนอีกครั้ง

คราวนี้รอยร้าวบนวงแหวนผนึกขยายออกเล็กน้อย

เงาดำที่ซ่อนอยู่ด้านหลังประตูแผ่กระจายออกมาราวกับกำลังรอคอย

รอให้พลังมังกรดำทองและพลังมังกรเงินเข้าใกล้กันมากพอ

เพื่อเริ่มต้นสิ่งที่ถูกหยุดยั้งมานานนับพันปี

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 40 หัวใจที่จักรพรรดิเลือก

    พระราชวังมังกรกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง รายงานจากหุบเขามังกรถูกส่งมายังห้องทรงงานอย่างต่อเนื่อง ข้อพิพาทระหว่างเผ่าเกล็ดแดงและเผ่าเกล็ดเงินถูกยุติลงชั่วคราว แหล่งแร่พลังถูกแบ่งเขตใหม่ นักรบทั้งสองฝ่ายได้รับคำสั่งให้หยุดการปะทะ และที่สำคัญที่สุด... ทั้งสองเผ่าเริ่มส่งตัวแทนมาพูดคุยกันแทนการใช้อาวุธ ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ริมหน้าต่างของห้องทรงงาน อ่านรายงานฉบับหนึ่งอย่างตั้งใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่หลังโต๊ะ แต่สายตาของเขากลับไม่ได้อยู่บนเอกสาร มันอยู่ที่นาง ไป๋อวี้เหยารู้สึกได้ จึงเงยหน้าขึ้น "ท่านมองข้าทำไม?" "มองไม่ได้หรือ?" "ท่านมองมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว" "ข้าเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีความอดทนมาก" นางวางรายงานลง "ท่านไม่มีงานทำหรือ?" "มี" "แล้วทำไมไม่ทำ?" "ข้ากำลังทำ" "ทำอะไร?" "มองเจ้า" นางถอนหายใจ "นี่เรียกว่างานหรือ?" "สำหรับข้าใช่" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "จักรพรรดิมังกรนี่จริง ๆ เลย" เฟิงเทียนหลงยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะ "ออกไปเดินกัน" "ตอนนี้?" "ใช่" "ท่านไม่มีประชุมหรือ?" "เลื่อนแล้ว" "อีกแล้ว?" "ข้าเป็นจักรพรรดิ" "แล้ว?" "ข้ามีสิทธิ์เลื่อนประชุม" นางห

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 39 มังกรเหนือเปลวเพลิง

    ลานหินของหุบเขามังกรยังคงมีรอยแตกจากเหตุการณ์ก่อนหน้า เหล่ามังกรกำลังช่วยกันซ่อมแซมพื้นที่ ขณะที่ผู้นำทั้งสองเผ่ายืนมองสถานการณ์ด้วยสีหน้าครุ่นคิด ไป๋อวี้เหยาเดินอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง "ดูเหมือนทุกคนจะสงบลงแล้ว" "ชั่วคราว" เขาตอบ "ความขัดแย้งที่สะสมมานานไม่หายไปในวันเดียว" "แต่วันนี้อย่างน้อยก็ไม่มีใครต่อสู้กัน" "เพราะพวกเขากลัวข้า" นางหันมองเขา "แล้วท่านไม่อยากให้พวกเขาเชื่อใจกันหรือ?" "อยาก" เฟิงเทียนหลงมองไปยังมังกรสองเผ่า "แต่ความเชื่อใจต้องเกิดจากพวกเขาเอง" ไป๋อวี้เหยาพยักหน้า ทันใดนั้นมังกรหนุ่มเกล็ดแดงคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาคือคนที่เคยเปิดฉากต่อสู้ในวันก่อน ชายหนุ่มคุกเข่าลง "ฝ่าบาท" เฟิงเทียนหลงหยุด "มีอะไร?" "ข้าต้องการขอทดสอบฝีมือกับเผ่าเกล็ดเงิน" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "ยังจะสู้กันอีกหรือ?" มังกรหนุ่มรีบส่ายหน้า "ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเอาชนะ" เขามองไปยังอีกฝ่าย "ข้าต้องการประลองอย่างเป็นทางการ" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินนิ่งไป "ประลอง?" "ใช่" ชายหนุ่มพูด "เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเราไม่ได้จำเป็นต้องเกลียดกัน" ไป๋อวี้เหยามองเขาอย่างแปลกใจ เฟิงเทียนหลงเองก็ไม่ได้พูด

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 38 คำตัดสินเหนือสองเผ่า

    ลานประชุมของหุบเขามังกรถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง ผู้นำของสองเผ่านั่งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะหิน เผ่าเกล็ดแดงขึ้นชื่อเรื่องพลังเพลิง เผ่าเกล็ดเงินมีพลังน้ำแข็ง ทั้งสองเผ่าเคยร่วมมือกันปกป้องชายแดนมาหลายครั้ง แต่ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนสะสมมานานจนกลายเป็นความไม่ไว้วางใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่ตรงกลาง ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ข้างเขา ไม่มีใครกล้าพูดอะไรในช่วงแรก จนกระทั่งผู้นำเผ่าเกล็ดแดงเป็นฝ่ายเปิดปาก "ฝ่าบาท พวกเราไม่ได้ต้องการทำสงคราม" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินมองอีกฝ่าย "แต่พวกเจ้ารุกล้ำเขตของเรา" "เขตนั้นเป็นของพวกเรามาก่อน" เสียงเริ่มดังขึ้น เฟิงเทียนหลงเคาะนิ้วลงบนโต๊ะหนึ่งครั้ง กึก ทุกคนเงียบ "ข้าจะฟังทีละคน" ผู้นำทั้งสองฝ่ายก้มศีรษะ เฟิงเทียนหลงหันไปหาเผ่าเกล็ดแดง "พูด" อีกฝ่ายจึงอธิบายว่าพื้นที่ริมแม่น้ำเคยเป็นแหล่งแร่พลังของพวกเขา แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเผ่าเกล็ดเงินขยายพื้นที่เข้ามา เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินก็รีบโต้แย้ง "พวกเราไม่ได้ยึดพื้นที่" "แต่พวกเจ้าตั้งเสาหินของเผ่าไว้!" "เพราะแม่น้ำเปลี่ยนทาง!" เสียงเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง เฟิงเทียนหลงยังคงนิ่ง ไป๋อวี้เหยา

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 37 ศึกกลางเวหามังกร

    ลานฝึกของหุบเขามังกรถูกปิดลงชั่วคราว เศษหินจากการต่อสู้ยังคงกระจายอยู่ทั่วพื้น ผู้คนของทั้งสองเผ่าต่างช่วยกันเก็บกวาด ไม่มีใครกล้าพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากนัก ไป๋อวี้เหยาเดินเคียงข้างเฟิงเทียนหลงกลับเข้าสู่เขตพักของราชสำนัก รอยถลอกเล็ก ๆ บนแขนของนางถูกพันด้วยผ้าสีขาวเรียบร้อยแล้ว แต่คนที่เดินอยู่ข้างกันยังคงมองมันเป็นระยะ นางถอนหายใจ "ท่านมองแผลข้ามาสิบรอบแล้ว" "สิบเอ็ด" "นับด้วยหรือ?" "แน่นอน" "มันไม่ได้เจ็บแล้ว" "ข้ารู้" "ถ้ารู้แล้วจะมองทำไม?" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป "เพื่อให้แน่ใจ" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "ท่านนี่..." ยังไม่ทันพูดจบ เสียงมังกรคำรามก็ดังขึ้นจากท้องฟ้า ทั้งคู่เงยหน้าพร้อมกัน มังกรเกล็ดแดงสามตัวกำลังบินไล่ตามมังกรเกล็ดเงินอีกสองตัว เปลวไฟสีแดงพุ่งผ่านอากาศ น้ำแข็งสีฟ้าตอบโต้ทันที "พวกเขายังไม่หยุดอีกหรือ?" ไป๋อวี้เหยาถาม เฟิงเทียนหลงถอนหายใจ "ดูเหมือนจะไม่" เขาหันไปหาองครักษ์ "พานางกลับตำหนัก" "ไม่" ไป๋อวี้เหยาขัดขึ้น เฟิงเทียนหลงหันมามอง "อวี้เหยา" "ข้าไม่เข้าไปในสนามรบ" นางชี้ขึ้นฟ้า "แต่ข้าอยากเห็นว่าท่านจะจัดการอย่างไร" เขานิ่งไปเล็กน

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 36 ศึกสองเผ่ามังกร

    ลานหินกลางหุบเขามังกรเต็มไปด้วยความตึงเครียด มังกรสองกลุ่มยืนประจันหน้ากันคนละฝั่ง ฝั่งหนึ่งมีเกล็ดสีแดงเข้ม อีกฝั่งมีเกล็ดสีเงินอมฟ้า ไม่มีใครยอมถอย ไป๋อวี้เหยาที่กำลังเดินกลับจากริมแม่น้ำกับเฟิงเทียนหลงหยุดลงเมื่อเห็นความผิดปกติ "เกิดอะไรขึ้น?" เฟิงเทียนหลงมองไปยังลานหิน สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที "พวกเขากำลังจะสู้กัน" "ทำไม?" "ความขัดแย้งระหว่างสองสายเลือด" เขาตอบสั้น ๆ ก่อนหันไปหาองครักษ์ "พานางออกไปจากตรงนี้" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "แล้วท่านล่ะ?" "ข้าจะจัดการเอง" "อีกแล้วหรือ?" เขามองนาง "อวี้เหยา ที่นี่อันตราย" "ข้ารู้" นางมองมังกรสองกลุ่ม "แต่ถ้าท่านเข้าไป ข้าก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป เขาไม่อยากให้นางเข้าใกล้การต่อสู้ แต่ก็รู้ดีว่านางไม่ใช่คนที่จะยอมกลับไปนั่งรอโดยไม่ถามอะไร "อยู่ข้างข้า" เขาพูดในที่สุด "ห้ามวิ่งเข้าไป" "ตกลง" "หากข้าบอกให้ถอย เจ้าต้องถอยทันที" "ได้" เขาจับมือนาง "และอย่าปล่อยมือข้า" ไป๋อวี้เหยามองมือที่ถูกจับไว้ "ท่านกลัวข้าหายหรือ?" "มาก" คำตอบตรง ๆ ทำให้นางพูดไม่ออก ทั้งคู่เดินเข้าไปใกล้ลานหิน เสียงโต้เถี

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 35 หุบเขามังกรใต้บัลลังก์

    ประตูหินขนาดมหึมาเปิดออกช้า ๆ ไป๋อวี้เหยายืนอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง มองเส้นทางเบื้องหน้าด้วยความสนใจ หุบเขาที่อยู่ตรงหน้าต่างจากพื้นที่อื่นในแดนมังกรอย่างชัดเจน ภูเขาสูงเรียงตัวล้อมรอบผืนดินกว้างใหญ่ หน้าผาสีดำมีเส้นแร่สีทองแทรกอยู่เป็นแนวยาว น้ำตกจากยอดเขาไหลลงสู่แม่น้ำสีเงินที่ทอดผ่านกลางหุบเขา บนท้องฟ้ามีมังกรจำนวนมากบินอยู่ บางตนบินเป็นกลุ่ม บางตนฝึกเปลี่ยนร่าง บางตนต่อสู้กันกลางอากาศ และบางตนนอนขดตัวอยู่บนหน้าผารับแสงอาทิตย์ ไป๋อวี้เหยามองทุกอย่างอย่างตื่นตาตื่นใจ "ที่นี่คือหุบเขามังกร?" "ใช่" เฟิงเทียนหลงเดินเคียงข้างนาง "ที่นี่เป็นสถานที่ที่มังกรสายเลือดโบราณใช้ฝึกฝนและเติบโต" "แล้วท่านเคยมาที่นี่บ่อยไหม?" "ตอนเด็ก" นางหันมองเขา "ตอนเด็กท่านเป็นอย่างไร?" เขานิ่งไปครู่หนึ่ง "ซน" ไป๋อวี้เหยาหัวเราะ "ข้าเดาไว้แล้ว" "เจ้ารู้ได้อย่างไร?" "ดูจากตอนนี้ก็รู้" เฟิงเทียนหลงเลิกคิ้ว "ตอนนี้ข้าซนตรงไหน?" "ชอบตามข้า" "นั่นไม่เรียกว่าซน" "ชอบหวงข้า" "นั่นก็ไม่ใช่" "ชอบหาเรื่องมานั่งข้าง ๆ" เขาเงียบ ไป๋อวี้เหยายิ้มกว้าง "เห็นไหม?" "ข้าแค่ชอบอยู่ใกล้เจ้า" คำตอ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status