ログインหมอกเหนือหุบเขาเหมันต์ยังไม่ทันสลาย เฟิงอ้าวเทียนก็ออกจากห้องพักพร้อมกระบี่ประจำกาย เขาตั้งใจจะไปยังลานฝึกของป้อมมังกรเหนือก่อนเริ่มการสำรวจในวันนี้ เพราะเหตุการณ์เมื่อวานทำให้เขาตระหนักว่า การมีพลังมากเพียงใดก็ไม่สำคัญเท่ากับการควบคุมมันได้ในยามจำเป็น
มู่ชางมาถึงลานฝึกในเวลาไม่นานนัก “วันนี้ท่านตั้งใจจะฝึกสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ” “การควบคุมพลังมังกรโดยไม่ให้พลังสีเงินแทรกเข้ามา” มู่ชางพยักหน้า ก่อนโยนหินสีดำขนาดเท่ากำปั้นให้เขา “เช่นนั้นจงใช้พลังสีดำทองห่อหุ้มหินก้อนนี้ โดยห้ามทำให้ผิวหินแตกร้าว” เฟิงอ้าวเทียนรับหินไว้ในมือแล้วหลับตาลง เขาค่อย ๆ รวบรวมปราณมังกรจากจุดตันเถียน ส่งพลังผ่านแขนไปยังฝ่ามือ ประกายสีดำทองปรากฏขึ้นรอบหินในทันที ในช่วงแรก ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่เมื่อเขาพยายามเพิ่มความหนาแน่นของพลังให้สม่ำเสมอ ประกายสีเงินบางเบากลับแทรกขึ้นมาจากกลางฝ่ามือ หินในมือสั่นสะเทือน เฟิงอ้าวเทียนรีบคลายพลังออก ก่อนที่มันจะแตกเป็นเสี่ยง มู่ชางมองหินก้อนนั้นแล้วกล่าวว่า “ท่านพยายามกดพลังสีเงินมากเกินไป” “หากไม่กดมันไว้ พลังทั้งสองสายก็จะปะทะกัน” “แล้วท่านเคยลองปล่อยให้มันอยู่ร่วมกันโดยไม่บังคับหรือไม่” เฟิงอ้าวเทียนนิ่งไป “ท่านหมายความว่าอย่างไร” มู่ชางเดินเข้ามาใกล้ แล้วหยิบหินจากมือของเขาไปวางบนแท่น “พลังมังกรสีดำทองเป็นสายเลือดที่ท่านสืบทอดมา ส่วนพลังสีเงินเป็นสิ่งที่ท่านยังไม่เข้าใจ การพยายามกดมันลงทุกครั้งอาจทำให้ท่านยิ่งควบคุมมันยากขึ้น” “แต่หากข้าปล่อยให้มันเคลื่อนไหวตามใจ อาจเกิดอันตรายกับคนรอบข้าง” “ข้าจึงไม่ได้บอกให้ท่านปล่อยมันออกมาทั้งหมด” มู่ชางตอบ “เพียงแต่ให้ท่านสังเกตมัน อย่าเพิ่งตัดสินว่าพลังที่ไม่รู้จักจะต้องเป็นศัตรูของท่านเสมอไป” เฟิงอ้าวเทียนมองฝ่ามือตนเองอย่างครุ่นคิด คำพูดนั้นฟังดูเรียบง่าย แต่สำหรับเขา การยอมรับพลังที่ไม่อาจอธิบายได้กลับยากกว่าการเอาชนะคู่ต่อสู้เสียอีก เขาสูดลมหายใจลึก ก่อนหยิบหินก้อนใหม่ขึ้นมา คราวนี้เขาไม่รีบสร้างพลังห่อหุ้มทันที แต่เริ่มจากการทำให้ลมหายใจสม่ำเสมอ แล้วค่อย ๆ เรียกพลังสีดำทองออกมาเพียงเล็กน้อย เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังสีเงินที่เคลื่อนไหวอยู่ลึกลงไป เขาไม่ได้ผลักไสมันอย่างรุนแรง เพียงรักษาสมาธิและปล่อยให้พลังทั้งสองอยู่ห่างกันโดยไม่บังคับให้ประสานกัน ประกายสีทองค่อย ๆ ล้อมรอบหินได้อย่างมั่นคง หินยังคงสมบูรณ์ ไม่มีรอยแตกร้าวแม้แต่เส้นเดียว มู่ชางพยักหน้า “ดีขึ้นมาก แต่ยังต้องฝึกอีก” เฟิงอ้าวเทียนลืมตาขึ้น “ข้าจะฝึกต่อ” “ไม่ต้องรีบร้อน วันนี้เรายังต้องไปตรวจดูเส้นทางรอบหุบเขา หากท่านใช้พลังจนหมดเสียก่อน อาจไม่มีแรงรับมือเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด” เฟิงอ้าวเทียนวางหินลง แม้จะยังไม่พอใจกับผลที่ได้ แต่ก็ยอมรับคำเตือนของอาจารย์ ก่อนออกจากลานฝึก เขาหันไปมองแนวเขาทางเหนืออีกครั้ง ไม่รู้เพราะเหตุใด ตั้งแต่มาถึงป้อมแห่งนี้ เขากลับรู้สึกว่ามีบางสิ่งกำลังรอคอยอยู่ในหุบเขา แต่ครั้งนี้เขาจะไม่ยอมให้ความรู้สึกเพียงอย่างเดียวเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจ หลินซีเหยาใช้เวลาส่วนใหญ่ของช่วงเช้าอยู่ใต้ต้นสนเก่าใกล้ลำธาร นางพักจนลมหายใจกลับมาเป็นปกติ ตรวจดูเสบียงที่เหลือ และพันผ้ารอบหัวไหล่ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับอสูรในถ้ำหินดำอีกครั้ง บาดแผลไม่ได้ร้ายแรง แต่การฝืนใช้พลังต่อเนื่องหลายครั้งทำให้แขนข้างนั้นยังรู้สึกตึงอยู่บ้าง นางหยิบเกล็ดเงินออกมาวางบนฝ่ามือ แสงของมันส่องไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นระยะ แต่ไม่สว่างพอจะบอกระยะทางได้แน่ชัด “ข้าคงต้องหาคนถามทางก่อน” หลินซีเหยามองเส้นทางที่ทอดลงจากแนวเขา หากนางยังเดินต่อไปโดยไม่รู้ว่าตนเองอยู่ที่ใด ก็อาจวนกลับไปยังพื้นที่อันตรายเดิมอีกครั้ง นางเก็บเกล็ดเงินลงในถุงผ้า แล้วออกเดินตามลำธาร ไม่นานนัก นางก็พบรอยล้อเกวียนบนพื้นหิมะ รอยเหล่านั้นทอดผ่านป่าสนไปยังเส้นทางหินที่ดูเหมือนมีผู้คนใช้เดินทางเป็นประจำ นางจึงเดินตามไปอย่างระมัดระวัง หลังผ่านเนินหินลูกหนึ่ง เสียงสนทนาของคนหลายคนก็ดังแว่วมา หลินซีเหยาหยุดอยู่หลังต้นสน ก่อนมองออกไปยังลานพักเล็ก ๆ ริมทาง ชายสามคนกำลังช่วยกันซ่อมล้อเกวียน ข้างกายมีม้าสองตัวและหีบสัมภาระวางอยู่ ส่วนชายสูงวัยคนหนึ่งกำลังตรวจดูแผนที่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นางลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นว่าคนเหล่านั้นไม่ได้มีท่าทีเป็นภัย จึงเดินออกจากแนวต้นไม้ “ขออภัยที่รบกวน ข้าอยากถามว่าที่นี่อยู่ห่างจากเมืองหรือป้อมปราการที่ใกล้ที่สุดมากเพียงใด” ชายทั้งสี่หันมามองพร้อมกัน ชายสูงวัยเป็นคนแรกที่วางแผนที่ลง เขามองเสื้อผ้าของนางซึ่งเปื้อนฝุ่นและมีรอยขาดตรงชายแขน ก่อนถามด้วยความสงสัย “แม่นางเดินทางมาจากทางเหนือหรือ” “ใช่ ข้าหลงทางระหว่างเดินผ่านหุบเขา” “หุบเขาเหมันต์หรือ” หลินซีเหยาชะงักไปเล็กน้อย “ท่านรู้จักสถานที่นั้นหรือ” ชายสูงวัยพยักหน้า สีหน้าจริงจังขึ้นทันที “ช่วงนี้ไม่มีใครอยากเข้าใกล้หุบเขาแห่งนั้นหรอก อสูรหลายตัวหนีออกมาจากที่นั่น เส้นทางบางสายถูกปิดไปแล้ว หากแม่นางเดินทางมาจากทางนั้นเพียงลำพัง ก็นับว่าโชคดีมากที่ยังปลอดภัย” หลินซีเหยาไม่ได้เล่าถึงถ้ำหินดำหรือประตูโบราณ นางเพียงตอบว่า “ข้าพบอสูรบาดเจ็บระหว่างทาง จึงเสียเวลาอยู่พักหนึ่ง แล้วพลัดหลงออกมาอีกเส้นทางหนึ่ง” ชายสูงวัยพิจารณานางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนชี้ไปยังทิศตะวันออก “หากเดินตามเส้นทางนี้ไปอีกครึ่งวัน จะพบถนนที่มุ่งสู่ป้อมมังกรเหนือ ที่นั่นมีผู้คนและที่พัก หากแม่นางต้องการเดินทางต่อ ก็ควรไปขอความช่วยเหลือจากทหารประจำป้อม” “ขอบคุณท่านมาก” นางประสานมือคำนับอย่างสุภาพ ชายคนหนึ่งซึ่งกำลังซ่อมล้อเกวียนเงยหน้าขึ้นมองนาง ก่อนกล่าวว่า “แม่นาง หากจะเดินทางไปป้อมมังกรเหนือคนเดียว ควรระวังพวกอสูรให้ดี เมื่อวานขบวนของพวกเรายังเห็นรอยกรงเล็บขนาดใหญ่บนทางหินอยู่เลย” “ข้าจะระวังให้มาก” หลินซีเหยาตอบ ก่อนหันหลังเตรียมออกเดินทาง แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นลานพัก ชายสูงวัยก็เรียกนางไว้ “เดี๋ยวก่อน แม่นางมีบาดแผลที่หัวไหล่ใช่หรือไม่” นางชะงัก ก่อนพยักหน้า ชายสูงวัยหยิบห่อสมุนไพรขนาดเล็กจากสัมภาระแล้วยื่นให้ “นี่เป็นยาสมานแผลพื้นฐาน ไม่ได้มีค่ามากนัก แต่ช่วยลดอาการอักเสบได้ รับไว้เถิด อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นน้ำใจจากคนเดินทางด้วยกัน” หลินซีเหยามองห่อสมุนไพร ก่อนรับไว้ด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณท่าน ข้าจะจดจำความช่วยเหลือครั้งนี้ไว้” นางไม่ได้ถามชื่อของพวกเขา และคนเหล่านั้นก็ไม่ได้ซักถามเรื่องของนางต่อ บางครั้ง การได้รับความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ จากคนแปลกหน้าก็ทำให้นางรู้สึกว่าโลกภายนอกไม่ได้มีเพียงอันตรายอย่างที่ผู้อาวุโสลั่วเคยเตือน หลินซีเหยาเดินตามถนนหินไปทางทิศตะวันออก โดยไม่รู้ว่าปลายทางที่นางกำลังมุ่งหน้าไปคือป้อมเดียวกับที่เฟิงอ้าวเทียนพักอยู่ ใกล้เที่ยง เฟิงอ้าวเทียนกับมู่ชางเดินทางมาถึงเนินหินซึ่งมองเห็นแนวกำแพงด้านนอกของหุบเขาเหมันต์ได้ชัดเจน วันนี้หมอกบางกว่าวันก่อน จึงมองเห็นรอยแตกบนหน้าผาด้านตะวันออกได้จากระยะไกล เฟิงอ้าวเทียนหยุดอยู่หลังโขดหินขนาดใหญ่ เขาไม่ได้ปลดปล่อยพลังมังกรออกไปทันที แต่ใช้สายตาสำรวจพื้นที่โดยรอบก่อน “ไม่มีอสูรอยู่ใกล้ ๆ” เขากล่าว “แต่พลังปราณในบริเวณนี้ยังผิดปกติ” มู่ชางพยักหน้า “เราจะตรวจดูจากจุดนี้เท่านั้น อย่าเข้าใกล้แนวอักขระโดยไม่จำเป็น” เฟิงอ้าวเทียนรับคำ ก่อนค่อย ๆ ยื่นมือออกไป พลังสีดำทองแผ่ออกเป็นวงบาง ๆ ครอบคลุมพื้นหินรอบตัวเขา ไม่นานนัก เขาก็สัมผัสได้ถึงกระแสพลังที่ไหลอยู่ใต้ผืนดิน มันไม่ได้เคลื่อนไหวอย่างรุนแรง แต่มีจังหวะสม่ำเสมอราวกับลมหายใจของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่หลับใหลอยู่ใต้ภูเขา เฟิงอ้าวเทียนรีบถอนพลังกลับ “ท่านอาจารย์ ข้าสัมผัสได้ถึงบางสิ่งใต้หุบเขา” มู่ชางขมวดคิ้ว “เป็นพลังของอสูรหรือ” “ข้าไม่แน่ใจ มันไม่เหมือนพลังของอสูรที่ข้าเคยพบ” ทั้งสองนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้น เฟิงอ้าวเทียนก็สังเกตเห็นประกายสีเงินจาง ๆ สะท้อนอยู่บนพื้นหิมะห่างออกไปไม่ไกล เขาเดินเข้าไปดู แต่สิ่งที่พบกลับเป็นเพียงเศษผลึกสีเงินขนาดเล็กฝังอยู่ในรอยแตกของหิน ทันทีที่เขาเข้าใกล้ พลังสีเงินในร่างก็สั่นไหว เฟิงอ้าวเทียนหยุดมือ ไม่แตะต้องผลึกนั้น “ดูเหมือนบริเวณนี้จะมีพลังชนิดเดียวกับที่ตอบสนองในวิหารศิลามังกร” มู่ชางพิจารณาผลึกจากระยะห่าง ก่อนกล่าวว่า “อย่าเพิ่งเก็บมันกลับไป เราควรบันทึกตำแหน่งและกลับไปปรึกษาผู้รู้ก่อน” เฟิงอ้าวเทียนเห็นด้วย เขาสั่งให้เฉินอวี้หยางทำเครื่องหมายตำแหน่งไว้ แล้วถอยกลับไปยังจุดปลอดภัยโดยไม่รบกวนผลึก แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังเตรียมเดินทางกลับ เสียงปีกกระพือก็ดังมาจากเหนือหน้าผา มังกรตัวเล็กสีเทาตัวหนึ่งบินต่ำผ่านแนวหิน ก่อนร่อนลงบนก้อนหินใกล้ ๆ มันเป็นมังกรส่งสารของป้อมมังกรเหนือ และมีม้วนสารผูกอยู่ตรงขาหน้า มู่ชางแกะม้วนสารออกแล้วอ่านอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้น “มีอะไรหรือ” เฟิงอ้าวเทียนถาม “แม่ทัพหลัวเจิ้งรายงานว่า พบผู้เดินทางหญิงคนหนึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังป้อม นางมาจากทางหุบเขาเหมันต์ และมีบาดแผลเล็กน้อย” เฟิงอ้าวเทียนหันมองทันที “นางเดินทางมาคนเดียวหรือ” “ตามรายงาน นางเดินทางเพียงลำพัง แต่ไม่ได้มีท่าทีเป็นศัตรู แม่ทัพหลัวเจิ้งเพียงต้องการให้ทหารตรวจสอบเส้นทางก่อนที่นางจะเข้ามาถึงป้อม” เฟิงอ้าวเทียนครุ่นคิด หากหญิงผู้นั้นออกมาจากหุบเขาเหมันต์ได้ นางอาจพบสิ่งผิดปกติบางอย่างที่พวกเขายังไม่รู้ แต่เขาก็ไม่อาจตัดสินได้ว่านางเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทั้งหมดหรือไม่ “เมื่อกลับถึงป้อม ให้เชิญนางเข้าพักในเขตรับรองผู้เดินทางก่อน อย่าซักถามหรือกล่าวหานางโดยไม่มีเหตุผล” มู่ชางมองเขาอย่างพอใจ “เป็นพระบัญชาที่เหมาะสมพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนหันกลับไปมองหุบเขาอีกครั้ง เขายังไม่รู้ว่าหญิงผู้เดินทางมาจากทางเหนือเป็นใคร และไม่คิดจะด่วนสรุปว่านางเกี่ยวข้องกับพลังสีเงินของตน ทว่าในส่วนลึกของจิตใจ เขากลับรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้ ราวกับเส้นทางสองสายที่เคยแยกจากกัน กำลังจะบรรจบเข้าหากันในไม่ช้า หลินซีเหยามาถึงถนนหินสายหลักในช่วงบ่าย เมื่อมองเห็นกำแพงป้อมมังกรเหนืออยู่ไกล ๆ นางก็ผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก อย่างน้อยคืนนี้นางคงไม่ต้องนอนกลางป่าอีก นางเดินต่อไปจนถึงประตูป้อม ทหารยามสองนายก้าวออกมาขวางทางอย่างสุภาพ “แม่นางมาจากที่ใด และต้องการเข้าป้อมด้วยเหตุใด” หลินซีเหยาประสานมือ “ข้าเดินทางหลงมาจากหุบเขาเหมันต์ ต้องการหาที่พักและสอบถามเส้นทางกลับไปยังเมืองที่ใกล้ที่สุด” ทหารยามมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนสังเกตเห็นบาดแผลบริเวณหัวไหล่ “โปรดรอสักครู่ ข้าจะให้คนไปแจ้งแม่ทัพ” หลินซีเหยาพยักหน้าแล้วถอยไปยืนรอด้านข้าง นางไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจ เพราะเข้าใจว่าป้อมชายแดนย่อมต้องระมัดระวังคนแปลกหน้า ไม่นานนัก ทหารคนหนึ่งก็เดินออกมาพร้อมหญิงรับใช้ของป้อม “แม่นาง เชิญทางนี้ แม่ทัพอนุญาตให้ท่านเข้าพักในเขตรับรองชั่วคราวแล้ว” หลินซีเหยาเดินตามเข้าไปภายในกำแพง ทันทีที่ก้าวผ่านประตู นางก็สัมผัสได้ถึงพลังมังกรสีดำทองที่แผ่ออกมาจากส่วนลึกของป้อม นางหยุดเดินโดยไม่รู้ตัว พลังนั้นแข็งแกร่ง มั่นคง และให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ทั้งที่นางไม่เคยสัมผัสพลังของผู้ใดในดินแดนนี้มาก่อน เกล็ดเงินที่ซ่อนอยู่ในอกเสื้อเริ่มอุ่นขึ้นเล็กน้อย หลินซีเหยากดมือทับถุงผ้าไว้ แล้วสูดลมหายใจช้า ๆ “เป็นพลังของใครกัน…” ไม่มีผู้ใดได้ยินคำถามนั้น นางจึงเดินตามหญิงรับใช้ต่อไป โดยไม่รู้ว่าเจ้าของพลังสีดำทองที่นางสัมผัสได้กำลังอยู่ไม่ไกลจากที่แห่งนี้ และในขณะที่ทั้งสองยังไม่เคยเห็นหน้ากัน พลังมังกรสองสายก็เริ่มรับรู้ถึงการมีอยู่ของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบาเป็นครั้งแรกเฟิงอ้าวเทียนไม่ได้นอนหลับสนิทตลอดคืน ทุกครั้งที่หลับตา ภาพเกล็ดมังกรสีเงินใต้ชั้นน้ำแข็งจะปรากฏขึ้นในความคิดของเขาอีกครั้ง สิ่งที่ทำให้เขากังวลไม่ใช่พลังที่เกล็ดนั้นปลดปล่อยออกมา แต่เป็นความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ราวกับมีบางสิ่งในร่างกายตอบรับมันโดยไม่ต้องผ่านการควบคุมจากจิตสำนึก เขาเคยคิดว่าพลังสีเงินเป็นเพียงพลังที่แทรกเข้ามาในสายเลือดมังกรทองดำของตนอย่างผิดธรรมชาติ ทว่าหลังเหตุการณ์บนยอดเขา ความคิดนั้นเริ่มสั่นคลอน หากพลังนี้เป็นสิ่งแปลกปลอม เหตุใดมันจึงตอบสนองต่อเกล็ดมังกรเงินโบราณได้? และหากมันเป็นส่วนหนึ่งของสายเลือดตนเอง เหตุใดบันทึกของราชวงศ์มังกรจึงไม่เคยกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน? เฟิงอ้าวเทียนลุกจากเตียง สวมเสื้อคลุม แล้วเดินไปยังลานฝึกด้านตะวันออก เขาต้องการทดสอบพลังด้วยตัวเองก่อนที่ความสงสัยจะทำให้เขาตัดสินใจผิดพลาด ลานฝึกยังว่างเปล่าในเวลานั้น มีเพียงหิมะบาง ๆ ปกคลุมพื้นหินและธงประจำป้อมที่ไหวอยู่เหนือกำแพง เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่กลางลาน ยกมือขึ้นเรียกพลังมังกรสีดำทอง เปลวพลังปรากฏขึ้นรอบแขนของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนหมุนวนเป็นวงแหวนเหน
อวี้เหิงเพิ่งก้าวเข้ามาในลานฝึกของป้อมมังกรเหนือ เฟิงอ้าวเทียนก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติในร่างกายตนเอง พลังมังกรสีดำทองที่เคยไหลเวียนอย่างมั่นคงกลับปั่นป่วนขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ขณะเดียวกัน บริเวณข้อมือของหลินซีเหยาก็ปรากฏลวดลายสีเงินจาง ๆ คล้ายเกล็ดมังกรซึ่งกำลังขยับไปตามจังหวะลมหายใจของนาง นางก้มมองข้อมือตนเอง ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา “อ้าวเทียน ท่านรู้สึกเหมือนข้าหรือไม่?” “พลังในร่างข้ากำลังตอบสนองต่อบางสิ่ง” เขายังพูดไม่ทันจบ เสียงระฆังประจำป้อมก็ดังขึ้นสามครั้ง ทหารมังกรที่กำลังฝึกอยู่ต่างหยุดมือพร้อมกัน เหยียนซ่งเดินออกมาจากหอควบคุม สีหน้าของผู้บัญชาการเคร่งเครียดกว่าปกติ “องค์ชาย ทางเหนือเกิดความผิดปกติขอรับ” เฟิงอ้าวเทียนหันไปทันที “เกิดอะไรขึ้น?” “ยอดเขาที่อยู่เหนือหุบเขาน้ำแข็งมีพลังมังกรปะทุขึ้นมา พวกหน่วยลาดตระเวนพบว่าหิมะบนยอดเขากำลังละลาย ทั้งที่อากาศยังหนาวจัด และมีแสงสีเงินปรากฏอยู่ใต้พื้นน้ำแข็ง” หลินซีเหยารู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะ แสงสีเงินนั้นไม่ใช่พลังที่นางคุ้นเคยจากหุบเขามังกรเงินทั้งหมด แต่มันมีความรู้สึกคล้ายกับพลังที่เคยตอบสนองต่อสายเลือดของนาง เพีย
ข้อความบนสำเนาแผ่นศิลายังคงทำให้เฟิงอ้าวเทียนครุ่นคิด แม้เวลาจะผ่านไปจนถึงรุ่งสางแล้วก็ตาม ‘ผู้ที่มาถึงที่นี่ จงถามตนเองก่อนว่าเจ้าต้องการค้นหาความจริง หรือเพียงต้องการให้ความจริงยืนยันสิ่งที่เจ้าเชื่ออยู่แล้ว’ เขาอ่านประโยคนี้ซ้ำอีกครั้ง ก่อนพับกระดาษเก็บลงในกล่องไม้ ถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้บอกว่าประตูใต้ถ้ำศิลาดำมีสิ่งใดอยู่ข้างใน แต่กลับตั้งคำถามถึงเจตนาของผู้ที่ต้องการเปิดมัน หากผู้สร้างตั้งใจเตือนเช่นนี้ แสดงว่าคนในอดีตอาจเคยเปิดประตูด้วยเหตุผลที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้อง ทว่าผลลัพธ์กลับไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง เฟิงอ้าวเทียนไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเพียงเพราะเขาอยากรู้คำตอบ “ท่านยังไม่ได้พักเลยใช่ไหมคะ?” หลินซีเหยาถามจากหน้าประตู นางถือถ้วยยาสมุนไพรที่ไป๋เหวินจัดเตรียมให้ หลังทราบว่าทั้งสี่คนวุ่นอยู่กับการตรวจสอบบันทึกจนดึกดื่น เฟิงอ้าวเทียนเงยหน้าขึ้น “ข้าพักแล้ว” “พักตอนใดคะ?” “ตอนที่เจ้าไปพบอวี้เหิงเมื่อครู่” “นั่นไม่ใช่การพักค่ะ ท่านเพียงนั่งอยู่ตรงนี้แล้วอ่านบันทึกต่อ” เขามองถ้วยยาในมือนาง ก่อนยอมรับอย่างไม่เต็มใจนัก “ข้าจะพักหลังจากตรวจข้อความนี้เสร็จ” หลินซี
ระหว่างเดินทางกลับป้อมมังกรเหนือ เฟิงอ้าวเทียนยังคงนึกถึงเส้นแสงที่ปรากฏบนตราวงแหวนสามชั้น ภาพนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ แต่กลับทำให้เขาเชื่อว่าผนังหินบริเวณถ้ำศิลาดำไม่ได้เป็นเพียงทางเข้าของสถานที่โบราณธรรมดา มีบางสิ่งถูกซ่อนไว้ที่นั่น และผู้สร้างตราอาจตั้งใจให้มันปรากฏแก่ผู้ที่มีสายเลือดมังกรทั้งสองสายเท่านั้น “ท่านกำลังคิดเรื่องทางลับอีกแล้วหรือคะ?” หลินซีเหยาถามขณะเดินอยู่ข้างเขา เฟิงอ้าวเทียนหันมามองนาง “เจ้ารู้ได้อย่างไร?” “ท่านเงียบมาตลอดทาง และทุกครั้งที่ท่านเงียบเช่นนี้ มักหมายความว่ากำลังคิดหาวิธีทำอะไรสักอย่าง” “ข้ากำลังคิดว่าจะตรวจสอบทางลับอย่างไรให้ปลอดภัยต่างหาก” “นั่นก็เรียกว่ากำลังคิดหาวิธีทำอะไรสักอย่างไม่ใช่หรือคะ?” เขาหัวเราะเบา ๆ “เจ้าพูดถูก” หลินซีเหยาก้มมองเกล็ดเงินบนข้อมือ แม้มันจะกลับมาสงบนิ่งแล้ว แต่นางยังจำความรู้สึกตอนยืนอยู่หน้าตราวงแหวนได้ดี พลังที่ตอบสนองต่อสายเลือดของนางไม่ได้มีลักษณะเหมือนคำเชื้อเชิญ หากคล้ายกับการตรวจสอบบางอย่างมากกว่า ราวกับสถานที่นั้นกำลังพิจารณาว่าพวกเขามีสิทธิ์เข้าใกล้เพียงใด “อ้าวเทียน ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากถามค่ะ” “ถาม
ลมหนาวพัดผ่านเนินหินทางตะวันตกของถ้ำศิลาดำ ขณะที่เฟิงอ้าวเทียนยืนพิจารณารอยวงแหวนสามชั้นบนผนังหินอีกครั้ง หลังจากแสงสีทองดำและสีเงินดับลง รอยสลักก็กลับไปดูเก่าแก่เหมือนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น หลินซีเหยายืนอยู่ข้างเขา ดวงตาสีเงินอมฟ้าจับจ้องเกล็ดเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงกลางตรา นางรู้สึกได้ว่ามันมีบางอย่างคล้ายกับสายเลือดของตนเอง แต่ไม่ใช่พลังมังกรเงินที่ไหลเวียนอยู่ในร่างอย่างปกติ มันเงียบงันเกินไป ราวกับสิ่งที่อยู่หลังผนังหินกำลังรอคอยมานาน และเพิ่งตื่นขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงการมาถึงของพวกเขา “ท่านคิดว่าเราควรเข้าไปหรือไม่?” นางถาม เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ตอบทันที เขาหันไปมองมู่ชางกับอวี้เหิงซึ่งกำลังตรวจสอบบริเวณรอบทางเข้า ก่อนหันกลับมาหานาง “ข้าอยากรู้ว่าด้านในมีอะไร แต่ความอยากรู้ไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอให้เราเสี่ยงโดยไม่เตรียมตัว” หลินซีเหยายิ้มบาง ๆ “ข้านึกว่าท่านจะบอกว่า ในเมื่อประตูตอบสนองต่อพวกเรา ก็แสดงว่าเราควรเข้าไป” “หากข้าพูดเช่นนั้น เจ้าคงตำหนิข้าอีก” “ท่านรู้ตัวก็ดีแล้วค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนหัวเราะเบา ๆ ก่อนยกมือส่งสัญญาณให้มู่ชางเข้ามา “ตรวจสอบเส้นทางด้านนอกก่อน เราต้องรู้ว่ามีทา
เสียงแตกร้าวจากแผ่นศิลาภายในศาลมังกรยังคงติดอยู่ในความทรงจำของทุกคน แม้พวกเขาจะออกจากสถานที่แห่งนั้นมาหลายชั่วยามแล้วก็ตาม เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่ริมหน้าต่างของห้องพักในป้อมมังกรเหนือ ดวงตาสีเข้มทอดมองแนวภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ เขาพยายามทบทวนข้อความสุดท้ายบนแผ่นศิลา อย่าให้เขาเลือกความทรงจำแทนพวกเจ้า คำเตือนนั้นไม่ได้ระบุชื่อผู้ใด แต่กลับทำให้เขารู้สึกว่าพวกตนกำลังถูกดึงเข้าใกล้ความลับบางอย่างที่มีผู้พยายามซ่อนไว้มานาน “ท่านกำลังคิดถึงชายในภาพอีกแล้วหรือ?” หลินซีเหยาถามจากด้านหลัง เฟิงอ้าวเทียนหันกลับมา นางเพิ่งเข้ามาในห้องพร้อมถ้วยชาร้อนสองใบ ผมยาวสีดำถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย ทว่าบริเวณข้อมือกลับมีเกล็ดสีเงินเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นจาง ๆ “ข้ากำลังคิดถึงคำเตือนบนแผ่นศิลา” เขาตอบ “หากมีผู้ใดสามารถเลือกได้ว่าคนอื่นจะจดจำอะไร เรื่องในอดีตที่เราเห็นอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด” “หรือบางส่วนอาจเป็นความจริง แต่ถูกทำให้เข้าใจผิด” “เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ?” หลินซีเหยาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ ก่อนนั่งตรงข้ามเขา “ภาพที่เราเห็นในศาลโบราณมีหลายอย่างขัดแย้งกันค่ะ บางภาพแสดงให้เห็นว่ามังกรทองดำกับมังกรเงินต่อสู้ก







