LOGINเฟิงอ้าวเทียนออกจากป้อมมังกรเหนือพร้อมมู่ชางและหลินซีเหยาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ จุดหมายของพวกเขาคือธารน้ำแข็งทางตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งแผ่นหยกของราชวงศ์มังกรชี้ว่าอาจมีวิหารจันทราซ่อนอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งมานานนับพันปี
ลมหนาวพัดแรงขึ้นทุกครั้งที่พวกเขาเดินสูงขึ้นตามแนวเขา หิมะที่ปกคลุมเส้นทางหนาจนแทบมองไม่เห็นพื้นหิน มู่ชางเดินนำหน้า คอยตรวจสอบรอยแยกและเลือกทางที่มั่นคงที่สุด ส่วนเฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาเดินตามอยู่ไม่ห่าง “อีกนานหรือไม่กว่าจะถึงธารน้ำแข็ง” เฟิงอ้าวเทียนถาม มู่ชางหันกลับมาตอบ “หากไม่มีพายุเพิ่ม อีกประมาณครึ่งชั่วยามพ่ะย่ะค่ะ แต่ทางข้างหน้ามีหน้าผาสูง เราต้องอ้อมไปทางตะวันตก” หลินซีเหยามองยอดเขาที่ถูกหมอกบดบัง “ข้ารู้สึกถึงพลังสีเงินจากข้างหน้า ไม่แรงมาก แต่เหมือนมีบางสิ่งกำลังเรียกเกล็ดเงินของข้า” เฟิงอ้าวเทียนหันมาหานาง “เจ้ารู้สึกถึงอันตรายหรือไม่” “ยังบอกไม่ได้ค่ะ พลังนั้นไม่ได้คุกคามข้า แต่ก็ไม่เหมือนพลังธรรมชาติทั่วไป” “ถ้าอย่างนั้นเราจะเดินอย่างระมัดระวัง หากมีสิ่งผิดปกติ เราจะหยุดทันที” หลินซีเหยาพยักหน้า “ตกลง” ทั้งสามเดินต่อไปตามทางแคบ เมื่อผ่านโขดหินขนาดใหญ่ ภูมิประเทศเบื้องหน้าก็เปิดออก เผยให้เห็นธารน้ำแข็งกว้างใหญ่ทอดตัวระหว่างภูเขาสองลูก ผิวของมันเป็นสีฟ้าขุ่น มีรอยแตกสีเงินกระจายอยู่เป็นระยะ ที่น่าประหลาดคือ บริเวณใจกลางธารน้ำแข็งกลับไม่มีหิมะปกคลุม แม้อากาศจะหนาวจัดเพียงใดก็ตาม มู่ชางหยุดเดินแล้วตรวจสอบพื้นหิน “บริเวณนี้มีพลังบางอย่างคอยปัดหิมะออกไปพ่ะย่ะค่ะ แต่กระแสพลังไม่สม่ำเสมอ” เฟิงอ้าวเทียนก้มลงแตะพื้นเพียงปลายนิ้ว พลังมังกรสีดำทองแผ่ออกไปตามผิวหิน ก่อนถูกบางสิ่งสะท้อนกลับมาอย่างรวดเร็ว เขาชักมือกลับทันที “มีค่ายกลอยู่ใต้พื้น” หลินซีเหยาหยิบเกล็ดเงินออกมา แสงสีเงินส่องสว่างขึ้นเมื่อเข้าใกล้ใจกลางธารน้ำแข็ง นางหลับตาและสัมผัสพลังโดยรอบอย่างช้า ๆ “ค่ายกลนี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อป้องกันผู้บุกรุกเพียงอย่างเดียวค่ะ มันกำลังซ่อนบางสิ่งไว้ใต้ธารน้ำแข็ง และพลังที่หล่อเลี้ยงมันกำลังอ่อนกำลังลง” “หากเราทำลายค่ายกล อาจทำให้สิ่งที่อยู่ข้างใต้ได้รับผลกระทบ” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว “ใช่ค่ะ เราจึงไม่ควรใช้กำลังเปิดทาง” หลินซีเหยอเดินไปตามแนวผลึกน้ำแข็ง สายตากวาดมองพื้นอย่างละเอียด จนกระทั่งพบรอยสลักเล็ก ๆ บนก้อนหินที่โผล่พ้นน้ำแข็งออกมา นางคุกเข่าลง ปัดหิมะออกจากผิวหิน สัญลักษณ์รูปจันทร์เสี้ยวปรากฏขึ้นตรงหน้า “เป็นสัญลักษณ์เดียวกับที่หน้าผา” เฟิงอ้าวเทียนเข้ามาดูใกล้ ๆ “แต่ครั้งนี้มีอักขระเพิ่มขึ้น” อักขระโบราณเรียงตัวเป็นวงกลมรอบจันทร์เสี้ยว แม้บางส่วนจะถูกน้ำแข็งบดบัง แต่ยังพอมองเห็นความหมายได้บางคำ หลินซีเหยาใช้ปลายนิ้วไล่ไปตามอักขระโดยไม่ปล่อยพลังเข้าไป “ประตูแห่งความทรงจำ...ผู้พิทักษ์จงคืนสู่ต้นกำเนิด” มู่ชางขมวดคิ้ว “ต้นกำเนิดที่กล่าวถึงหมายถึงสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ” “ข้ายังไม่รู้” นางตอบ “แต่ข้อความนี้อาจเป็นคำชี้นำให้ผู้พิทักษ์เข้าสู่วิหาร ไม่ใช่คำสั่งให้เปิดผนึก” เฟิงอ้าวเทียนมองรอบบริเวณ ก่อนสังเกตเห็นรอยแยกแคบ ๆ ระหว่างก้อนน้ำแข็งสองก้อน “ตรงนั้นมีช่องว่าง” ทั้งสามเดินเข้าไปใกล้ ช่องแยกมีขนาดพอให้คนหนึ่งคนผ่านลงไปได้ และมีลมเย็นพัดขึ้นมาจากด้านล่างอย่างต่อเนื่อง หลินซีเหยาวางมือเหนือช่องแยก เกล็ดเงินในมือส่องแสงตอบสนองทันที “ทางนี้น่าจะนำลงไปสู่วิหาร” มู่ชางมองช่องแคบแล้วกล่าวอย่างระมัดระวัง “กระหม่อมจะลงไปตรวจสอบก่อนพ่ะย่ะค่ะ” “ไม่จำเป็น” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว “เราจะลงไปพร้อมกัน แต่ต้องรักษาระยะห่าง หากทางเดินไม่มั่นคงให้ถอยกลับทันที” เขาหันไปหาหลินซีเหยา “เจ้าเดินตรงกลาง ข้าจะอยู่ด้านหลัง” นางเลิกคิ้ว “ท่านคิดว่าข้าจะพลัดตกลงไปหรือคะ” “ข้าเพียงต้องการให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรตามมาจากด้านหลัง” “เช่นนั้นข้าจะยอมเชื่อเหตุผลนี้ก็ได้” เฟิงอ้าวเทียนยิ้มบาง ๆ ก่อนก้าวลงไปในช่องแยกเป็นคนแรก ทางเดินใต้ธารน้ำแข็งแคบกว่าที่คิด ผนังทั้งสองด้านเป็นน้ำแข็งใสซึ่งมีเส้นแสงสีเงินไหลอยู่ภายใน ราวกับเส้นเลือดของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ ทุกครั้งที่หลินซีเหยาเดินผ่าน เส้นแสงเหล่านั้นจะสว่างขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อเฟิงอ้าวเทียนตามมา แสงสีทองจาง ๆ ก็ปรากฏขึ้นซ้อนทับกัน มู่ชางสังเกตเห็นความผิดปกตินี้เช่นกัน “พลังของท่านทั้งสองกำลังทำให้ทางเดินตอบสนองพ่ะย่ะค่ะ” “เราไม่ได้ปล่อยพลังออกมาเลย” เฟิงอ้าวเทียนตอบ “บางทีทางเดินอาจตอบสนองต่อสายเลือดของพวกท่านโดยตรง” หลินซีเหยาหยุดเดินและมองผนังน้ำแข็งอย่างพินิจ “ถ้าเป็นเช่นนั้น วิหารแห่งนี้คงถูกสร้างขึ้นให้ผู้สืบสายเลือดทั้งสองเข้ามาได้” “หรือถูกสร้างขึ้นเพื่อกักขังสิ่งที่ต้องอาศัยพลังของเราทั้งสองสายในการเปิดออก” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว นางหันมามองเขา “นั่นเป็นไปได้เช่นกัน เราจึงต้องไม่แตะต้องสิ่งใดโดยไม่จำเป็น” ทั้งสามเดินต่อไปอีกระยะหนึ่ง จนกระทั่งทางเดินเปิดออกเป็นห้องโถงกว้าง เบื้องหน้าคือวิหารหินสีขาวที่ตั้งอยู่กลางโพรงน้ำแข็งขนาดมหึมา เสาหินสูงเรียงรายสองข้างทาง แต่ละต้นสลักรูปมังกรเงินกำลังเงยหน้ามองดวงจันทร์ ส่วนเพดานประดับด้วยผลึกสีฟ้าใสที่ส่องแสงราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืน กลางวิหารมีแท่นหินทรงกลม บนแท่นนั้นตั้งระฆังเงินใบหนึ่ง หลินซีเหยาหยุดนิ่ง “ระฆังจันทราเงิน...” นางเคยเห็นมันในภาพสลักของหุบเขามังกรเงิน แต่การได้เห็นของจริงอยู่ตรงหน้ากลับทำให้นางรู้สึกถึงความคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก เฟิงอ้าวเทียนมองระฆังแล้วสังเกตเห็นโซ่สีเงินพันอยู่รอบฐานแท่น “ระฆังถูกผนึกไว้” “ใช่ค่ะ และโซ่นั้นไม่ใช่โซ่ธรรมดา มันประกอบขึ้นจากพลังจิตของผู้พิทักษ์หลายรุ่น” มู่ชางกวาดตามองเสาหินรอบวิหาร “แต่เหตุใดระฆังจึงดังขึ้นได้ ทั้งที่ยังถูกผนึกอยู่” หลินซีเหยามองระฆังอย่างครุ่นคิด “อาจเป็นเพราะผนึกกำลังอ่อนกำลัง หรือมีใครบางคนพยายามส่งสัญญาณจากที่อื่นให้ระฆังตอบสนอง” เฟิงอ้าวเทียนไม่รีบเข้าไปใกล้ เขาสังเกตเห็นอักขระสามวงสลักอยู่บนพื้นรอบแท่น วงแรกเป็นรูปมังกรดำทอง วงที่สองเป็นรูปมังกรเงิน ส่วนวงที่สามเป็นรูปจันทร์เสี้ยวซ้อนทับกับดวงอาทิตย์ “ซีเหยา เจ้ารู้หรือไม่ว่าอักขระเหล่านี้หมายถึงอะไร” นางเดินเข้าไปดูโดยรักษาระยะห่างจากแท่น “วงแรกแทนสายเลือดราชวงศ์มังกรดำทอง วงที่สองแทนสายเลือดมังกรเงิน ส่วนวงที่สาม...” นางหยุดคิด “ข้าไม่เคยเห็นสัญลักษณ์นี้มาก่อน แต่ดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์ของการประสานพลังทั้งสองสาย” เฟิงอ้าวเทียนก้มมองอักขระ “ถ้าอย่างนั้นเราควรตรวจสอบวงที่สามก่อน” หลินซีเหยาพยักหน้า ก่อนค่อย ๆ ปล่อยพลังสีเงินออกจากปลายนิ้วเป็นเส้นบาง ๆ ไปยังขอบวงจันทร์เสี้ยว อักขระส่องแสงขึ้นทันที เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ส่งพลังตามเข้าไป แต่สังเกตปฏิกิริยาของแท่นอย่างใกล้ชิด เมื่อแสงสีเงินไหลครบครึ่งวง มันก็หยุดลง ราวกับกำลังรอพลังอีกสายหนึ่ง หลินซีเหยาถอนมือ “มันต้องการพลังของท่านด้วย แต่เราไม่ควรเติมพลังลงไปจนกว่าจะรู้ว่าการทำเช่นนั้นจะเกิดอะไรขึ้น” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ข้าก็คิดเช่นนั้น เราจะสำรวจส่วนอื่นก่อน” ทั้งสามแยกกันตรวจดูภาพสลักบนเสาหิน โดยไม่แตะต้องแท่นระฆัง ภาพบนเสาต้นแรกเป็นเรื่องราวของมังกรสองเผ่าที่ร่วมกันสร้างวงแหวนผนึก เสาต้นถัดมาแสดงให้เห็นเหล่ามังกรกำลังอพยพออกจากหุบเขา ส่วนเสาต้นที่สามกลับถูกทำลายจนเหลือเพียงเศษหิน หลินซีเหยาหยุดอยู่หน้าเสาต้นที่สี่ ภาพสลักบนเสานั้นเป็นหญิงสาวในชุดสีเงินยืนอยู่หน้าประตูหิน นางถือระฆังใบเล็กไว้ในมือ ขณะที่ชายในชุดดำทองยืนอยู่ด้านหลัง ทั้งสองไม่ได้หันหน้าเข้าหากัน แต่ต่างมองไปยังเงาดำที่อยู่หลังประตู ใต้ภาพมีอักขระจารึกไว้หลายบรรทัด หลินซีเหยาใช้เวลาถอดความอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนอ่านออกมาอย่างช้า ๆ “ผู้พิทักษ์แห่งจันทราจะเก็บรักษาความทรงจำ ผู้สืบสายเลือดแห่งสุริยันจะรักษาแก่นพลัง เมื่อความมืดพยายามกลืนกินทั้งสอง ผู้หนึ่งต้องจดจำ อีกผู้หนึ่งต้องยืนหยัด” เฟิงอ้าวเทียนเดินเข้ามาหา “ความหมายของมันคืออะไร” “ข้าคิดว่ามังกรเงินมีหน้าที่รักษาความทรงจำของผนึก ส่วนมังกรดำทองเป็นผู้คอยประคองแก่นพลัง แต่ทั้งสองต้องร่วมมือกันจึงจะรักษาผนึกได้” “นั่นอธิบายได้ว่าทำไมพลังของเราจึงตอบสนองต่อกัน” “ใช่ค่ะ แต่ยังมีบางอย่างที่ข้าไม่เข้าใจ” นางชี้ไปยังส่วนท้ายของอักขระ “ข้อความตรงนี้ถูกขูดออกไป มีใครบางคนจงใจลบมัน” เฟิงอ้าวเทียนตรวจดูรอยขูดอย่างระมัดระวัง “รอยนี้เก่ามาก น่าจะเกิดขึ้นหลังจากภาพสลักถูกสร้างไม่นาน” “ถ้าเป็นเช่นนั้น คนที่ลบข้อความอาจต้องการปกปิดบางสิ่งจากคนรุ่นหลัง” “หรืออาจพยายามป้องกันไม่ให้ความลับบางอย่างถูกเปิดเผย” หลินซีเหยาหันมามองเขา “ท่านคิดว่าคนผู้นั้นกำลังปกป้องพวกเราหรือปิดบังความผิดของตนเอง” เฟิงอ้าวเทียนส่ายหน้า “เรายังไม่มีหลักฐานพอจะตัดสิน” นางยิ้มบาง ๆ “ดูเหมือนท่านจะจำคำพูดของตัวเองได้ดี” “ข้าไม่ต้องการให้เจ้าต้องคอยเตือนข้าทุกครั้ง” “เช่นนั้นก็ดีค่ะ” เสียงหัวเราะเบา ๆ ของทั้งคู่สะท้อนอยู่ในวิหาร ก่อนความเงียบจะกลับมาอีกครั้ง ขณะที่พวกเขากำลังตรวจสอบเสาหิน มู่ชางกลับพบรอยเท้าบางอย่างบนพื้นน้ำแข็งด้านหลังวิหาร รอยเท้านั้นมีขนาดไม่ใหญ่ แต่ปลายเท้าลึกผิดธรรมชาติ คล้ายผู้ที่เดินผ่านบริเวณนี้มีน้ำหนักมากกว่าร่างกายทั่วไป “องค์รัชทายาท มาทางนี้พ่ะย่ะค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาเดินเข้าไปดู รอยเท้าเริ่มจากประตูด้านข้างของวิหาร ลากยาวไปจนถึงกำแพงหินที่ถูกน้ำแข็งปกคลุม ทว่าบริเวณปลายทางกลับไม่มีช่องเปิดให้เห็น หลินซีเหยาคุกเข่าลง สัมผัสพื้นน้ำแข็งอย่างระมัดระวัง “รอยเท้านี้ยังมีพลังหลงเหลืออยู่ค่ะ ไม่เก่ามากนัก” “หมายความว่ามีใครเข้ามาที่นี่ไม่นานมานี้หรือ” เฟิงอ้าวเทียนถาม “อาจเป็นเช่นนั้น แต่ข้ายังไม่อาจระบุได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใด” เฟิงอ้าวเทียนยกมือขึ้น ปล่อยพลังสีดำทองบางเบาไปตามพื้นเพื่อสัมผัสร่องรอย ทันใดนั้น ความเย็นจัดก็พุ่งย้อนกลับมาตามกระแสพลัง เขารีบถอนมือ หลินซีเหยาลุกขึ้นทันที “ท่านเป็นอะไรหรือไม่” “ไม่เป็นไร แต่มีพลังบางอย่างซ่อนอยู่หลังกำแพงนี้ มันพยายามดูดกลืนพลังของข้า” มู่ชางขยับมายืนด้านหน้า “เราควรถอยออกจากบริเวณนี้ก่อนพ่ะย่ะค่ะ” หลินซีเหยาพยักหน้า “ข้าเห็นด้วย กำแพงนี้อาจเชื่อมต่อกับห้องอีกชั้นหนึ่ง หากเราทำลายมันโดยไม่รู้โครงสร้าง วิหารอาจพังลงมาได้” เฟิงอ้าวเทียนมองกำแพงน้ำแข็งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจถอยกลับไปยังห้องโถงหลัก พวกเขาไม่ได้เปิดทางเข้าไป แต่ทำเครื่องหมายไว้บนแผนที่ เพื่อกลับมาตรวจสอบอีกครั้งเมื่อมีข้อมูลมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ก่อนจะออกจากวิหาร หลินซีเหยากลับได้ยินเสียงระฆังดังขึ้นแผ่วเบา กัง... นางหันกลับไปมองแท่นหินทันที ระฆังเงินยังคงอยู่ที่เดิม ไม่มีผู้ใดแตะต้องมัน แต่บนผิวระฆังกลับปรากฏรอยแสงสีดำบาง ๆ พาดผ่านชั่วพริบตา ก่อนหายไป เฟิงอ้าวเทียนเห็นเช่นกัน สีหน้าของเขาเคร่งขรึมขึ้น “นั่นคือพลังเดียวกับที่อยู่หลังประตูใต้ภูเขา” หลินซีเหยากำเกล็ดเงินในมือ “ดูเหมือนสิ่งที่ถูกผนึกจะส่งพลังมาถึงวิหารแห่งนี้ได้แล้ว” “เราต้องกลับไปแจ้งเหยียนซ่ง และส่งข่าวให้บิดาทราบ” “แต่เราไม่ควรบอกให้ใครเปิดผนึกหรือทำลายระฆัง” “แน่นอน” เฟิงอ้าวเทียนหันไปมองระฆังเป็นครั้งสุดท้าย “ตราบใดที่เรายังไม่รู้ว่าระฆังมีหน้าที่อะไร เราจะไม่ทำสิ่งใดที่อาจทำให้ผนึกอ่อนกำลังลงกว่าเดิม” ทั้งสามออกจากวิหารตามเส้นทางเดิม โดยทิ้งแท่นระฆังไว้ในความเงียบ เมื่อกลับขึ้นมาถึงผิวธารน้ำแข็ง ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงแล้ว ลมหนาวพัดแรงกว่าเดิมจนหิมะปลิวเป็นสาย มู่ชางตรวจสอบเส้นทางกลับ ก่อนพาทั้งสองเดินไปยังช่องเขาทางตะวันตก เฟิงอ้าวเทียนเดินเคียงข้างหลินซีเหยาอยู่พักหนึ่ง ก่อนเอ่ยถาม “เจ้าคิดว่าวิหารแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อรักษาความทรงจำจริงหรือไม่” “ข้าคิดว่าใช่ แต่บางส่วนอาจถูกลบหรือทำลายไปแล้ว เราเห็นเพียงสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่” “แล้วเจ้าคิดว่าหญิงสาวในภาพความทรงจำเป็นบรรพชนของเจ้าหรือไม่” หลินซีเหยานิ่งคิด “อาจเป็นไปได้ค่ะ นางมีพลังคล้ายข้า และสวมเครื่องประดับแบบเดียวกับที่ผู้พิทักษ์ในหุบเขามังกรเงินใช้กัน แต่ข้ายังยืนยันไม่ได้” “หากนางเป็นบรรพชนของเจ้า เราอาจได้รู้ว่านางทำอะไรในสงครามบรรพกาล” “และอาจได้รู้ด้วยว่าทำไมความทรงจำบางส่วนจึงถูกลบออกไป” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “เมื่อกลับถึงป้อม ข้าจะส่งข่าวไปยังวังมังกร ส่วนเจ้าสามารถเขียนสิ่งที่พบในวันนี้ส่งให้อาจารย์หลัวได้ เราจะไม่เปิดเผยเรื่องตำราหรือแผ่นหยกเกินกว่าที่จำเป็น จนกว่าจะรู้ว่ามีใครกำลังจับตาดูเราอยู่หรือไม่” หลินซีเหยามองเขาอย่างพอใจ “เป็นความคิดที่รอบคอบค่ะ” “เจ้าชมข้าได้ง่ายกว่าที่คิดนะ” “ข้าชมเฉพาะเมื่อท่านทำสิ่งที่ควรทำ” “เช่นนั้นข้าคงต้องพยายามทำให้เจ้าชมบ่อยขึ้น” หลินซีเหยาหลุดหัวเราะ “ท่านไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ข้าชมก็ได้ค่ะ” “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น” เฟิงอ้าวเทียนยิ้มเล็กน้อย ก่อนหันกลับไปมองเส้นทางข้างหน้า แม้พวกเขาจะยังไม่พบคำตอบทั้งหมด แต่การค้นพบวิหารจันทราทำให้เห็นชัดขึ้นว่ามังกรดำทองและมังกรเงินเคยมีหน้าที่ร่วมกันในการรักษาผนึก ความสัมพันธ์ของทั้งสองสายเลือดอาจซับซ้อนกว่าที่ประวัติศาสตร์กล่าวไว้ แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือพลังสีดำที่เริ่มปรากฏแม้ในสถานที่ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องผนึก หากมันสามารถแทรกซึมเข้ามาในวิหารได้แล้ว ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าผนึกใต้ภูเขาจะยังคงมั่นคงต่อไปอีกนานเพียงใด ลึกลงไปใต้ธารน้ำแข็ง ระฆังจันทราเงินสั่นสะเทือนอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีเสียงดังออกมา มีเพียงรอยดำเส้นเล็ก ๆ ที่ขยายตัวอยู่ใต้ฐานแท่นหิน เงาที่ซ่อนอยู่หลังผนังน้ำแข็งค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ระฆัง “พวกมันพบวิหารแล้ว...” เสียงแหบพร่าดังขึ้นในความมืด “แต่ยังไม่รู้ว่าความทรงจำที่แท้จริงถูกเก็บไว้ที่ใด” เงาดำนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะแผ่วเบา “ไม่เป็นไร เมื่อผู้พิทักษ์เริ่มจำได้ ประตูที่เหลือก็จะค่อย ๆ เปิดเอง” มันเลื้อยหายเข้าไปในรอยแตกของพื้นหิน บนแท่นระฆัง เส้นแสงสีเงินสว่างขึ้นอีกครั้ง ราวกับกำลังต่อต้านพลังมืดที่แทรกซึมเข้ามา ทว่าความมืดไม่ได้หายไปทั้งหมด มันเพียงซ่อนตัวลึกลงไปกว่าเดิม รอคอยวันที่ผู้สืบสายเลือดทั้งสองจะกลับมาที่วิหารอีกครั้ง และในวันที่พวกเขากลับมา ความทรงจำที่ถูกซ่อนไว้อาจไม่ใช่เพียงเรื่องราวของบรรพชนอีกต่อไป แต่อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะตัดสินชะตาของเผ่ามังกรทั้งหมดพระราชวังมังกรกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง รายงานจากหุบเขามังกรถูกส่งมายังห้องทรงงานอย่างต่อเนื่อง ข้อพิพาทระหว่างเผ่าเกล็ดแดงและเผ่าเกล็ดเงินถูกยุติลงชั่วคราว แหล่งแร่พลังถูกแบ่งเขตใหม่ นักรบทั้งสองฝ่ายได้รับคำสั่งให้หยุดการปะทะ และที่สำคัญที่สุด... ทั้งสองเผ่าเริ่มส่งตัวแทนมาพูดคุยกันแทนการใช้อาวุธ ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ริมหน้าต่างของห้องทรงงาน อ่านรายงานฉบับหนึ่งอย่างตั้งใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่หลังโต๊ะ แต่สายตาของเขากลับไม่ได้อยู่บนเอกสาร มันอยู่ที่นาง ไป๋อวี้เหยารู้สึกได้ จึงเงยหน้าขึ้น "ท่านมองข้าทำไม?" "มองไม่ได้หรือ?" "ท่านมองมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว" "ข้าเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีความอดทนมาก" นางวางรายงานลง "ท่านไม่มีงานทำหรือ?" "มี" "แล้วทำไมไม่ทำ?" "ข้ากำลังทำ" "ทำอะไร?" "มองเจ้า" นางถอนหายใจ "นี่เรียกว่างานหรือ?" "สำหรับข้าใช่" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "จักรพรรดิมังกรนี่จริง ๆ เลย" เฟิงเทียนหลงยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะ "ออกไปเดินกัน" "ตอนนี้?" "ใช่" "ท่านไม่มีประชุมหรือ?" "เลื่อนแล้ว" "อีกแล้ว?" "ข้าเป็นจักรพรรดิ" "แล้ว?" "ข้ามีสิทธิ์เลื่อนประชุม" นางห
ลานหินของหุบเขามังกรยังคงมีรอยแตกจากเหตุการณ์ก่อนหน้า เหล่ามังกรกำลังช่วยกันซ่อมแซมพื้นที่ ขณะที่ผู้นำทั้งสองเผ่ายืนมองสถานการณ์ด้วยสีหน้าครุ่นคิด ไป๋อวี้เหยาเดินอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง "ดูเหมือนทุกคนจะสงบลงแล้ว" "ชั่วคราว" เขาตอบ "ความขัดแย้งที่สะสมมานานไม่หายไปในวันเดียว" "แต่วันนี้อย่างน้อยก็ไม่มีใครต่อสู้กัน" "เพราะพวกเขากลัวข้า" นางหันมองเขา "แล้วท่านไม่อยากให้พวกเขาเชื่อใจกันหรือ?" "อยาก" เฟิงเทียนหลงมองไปยังมังกรสองเผ่า "แต่ความเชื่อใจต้องเกิดจากพวกเขาเอง" ไป๋อวี้เหยาพยักหน้า ทันใดนั้นมังกรหนุ่มเกล็ดแดงคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาคือคนที่เคยเปิดฉากต่อสู้ในวันก่อน ชายหนุ่มคุกเข่าลง "ฝ่าบาท" เฟิงเทียนหลงหยุด "มีอะไร?" "ข้าต้องการขอทดสอบฝีมือกับเผ่าเกล็ดเงิน" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "ยังจะสู้กันอีกหรือ?" มังกรหนุ่มรีบส่ายหน้า "ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเอาชนะ" เขามองไปยังอีกฝ่าย "ข้าต้องการประลองอย่างเป็นทางการ" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินนิ่งไป "ประลอง?" "ใช่" ชายหนุ่มพูด "เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเราไม่ได้จำเป็นต้องเกลียดกัน" ไป๋อวี้เหยามองเขาอย่างแปลกใจ เฟิงเทียนหลงเองก็ไม่ได้พูด
ลานประชุมของหุบเขามังกรถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง ผู้นำของสองเผ่านั่งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะหิน เผ่าเกล็ดแดงขึ้นชื่อเรื่องพลังเพลิง เผ่าเกล็ดเงินมีพลังน้ำแข็ง ทั้งสองเผ่าเคยร่วมมือกันปกป้องชายแดนมาหลายครั้ง แต่ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนสะสมมานานจนกลายเป็นความไม่ไว้วางใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่ตรงกลาง ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ข้างเขา ไม่มีใครกล้าพูดอะไรในช่วงแรก จนกระทั่งผู้นำเผ่าเกล็ดแดงเป็นฝ่ายเปิดปาก "ฝ่าบาท พวกเราไม่ได้ต้องการทำสงคราม" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินมองอีกฝ่าย "แต่พวกเจ้ารุกล้ำเขตของเรา" "เขตนั้นเป็นของพวกเรามาก่อน" เสียงเริ่มดังขึ้น เฟิงเทียนหลงเคาะนิ้วลงบนโต๊ะหนึ่งครั้ง กึก ทุกคนเงียบ "ข้าจะฟังทีละคน" ผู้นำทั้งสองฝ่ายก้มศีรษะ เฟิงเทียนหลงหันไปหาเผ่าเกล็ดแดง "พูด" อีกฝ่ายจึงอธิบายว่าพื้นที่ริมแม่น้ำเคยเป็นแหล่งแร่พลังของพวกเขา แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเผ่าเกล็ดเงินขยายพื้นที่เข้ามา เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินก็รีบโต้แย้ง "พวกเราไม่ได้ยึดพื้นที่" "แต่พวกเจ้าตั้งเสาหินของเผ่าไว้!" "เพราะแม่น้ำเปลี่ยนทาง!" เสียงเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง เฟิงเทียนหลงยังคงนิ่ง ไป๋อวี้เหยา
ลานฝึกของหุบเขามังกรถูกปิดลงชั่วคราว เศษหินจากการต่อสู้ยังคงกระจายอยู่ทั่วพื้น ผู้คนของทั้งสองเผ่าต่างช่วยกันเก็บกวาด ไม่มีใครกล้าพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากนัก ไป๋อวี้เหยาเดินเคียงข้างเฟิงเทียนหลงกลับเข้าสู่เขตพักของราชสำนัก รอยถลอกเล็ก ๆ บนแขนของนางถูกพันด้วยผ้าสีขาวเรียบร้อยแล้ว แต่คนที่เดินอยู่ข้างกันยังคงมองมันเป็นระยะ นางถอนหายใจ "ท่านมองแผลข้ามาสิบรอบแล้ว" "สิบเอ็ด" "นับด้วยหรือ?" "แน่นอน" "มันไม่ได้เจ็บแล้ว" "ข้ารู้" "ถ้ารู้แล้วจะมองทำไม?" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป "เพื่อให้แน่ใจ" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "ท่านนี่..." ยังไม่ทันพูดจบ เสียงมังกรคำรามก็ดังขึ้นจากท้องฟ้า ทั้งคู่เงยหน้าพร้อมกัน มังกรเกล็ดแดงสามตัวกำลังบินไล่ตามมังกรเกล็ดเงินอีกสองตัว เปลวไฟสีแดงพุ่งผ่านอากาศ น้ำแข็งสีฟ้าตอบโต้ทันที "พวกเขายังไม่หยุดอีกหรือ?" ไป๋อวี้เหยาถาม เฟิงเทียนหลงถอนหายใจ "ดูเหมือนจะไม่" เขาหันไปหาองครักษ์ "พานางกลับตำหนัก" "ไม่" ไป๋อวี้เหยาขัดขึ้น เฟิงเทียนหลงหันมามอง "อวี้เหยา" "ข้าไม่เข้าไปในสนามรบ" นางชี้ขึ้นฟ้า "แต่ข้าอยากเห็นว่าท่านจะจัดการอย่างไร" เขานิ่งไปเล็กน
ลานหินกลางหุบเขามังกรเต็มไปด้วยความตึงเครียด มังกรสองกลุ่มยืนประจันหน้ากันคนละฝั่ง ฝั่งหนึ่งมีเกล็ดสีแดงเข้ม อีกฝั่งมีเกล็ดสีเงินอมฟ้า ไม่มีใครยอมถอย ไป๋อวี้เหยาที่กำลังเดินกลับจากริมแม่น้ำกับเฟิงเทียนหลงหยุดลงเมื่อเห็นความผิดปกติ "เกิดอะไรขึ้น?" เฟิงเทียนหลงมองไปยังลานหิน สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที "พวกเขากำลังจะสู้กัน" "ทำไม?" "ความขัดแย้งระหว่างสองสายเลือด" เขาตอบสั้น ๆ ก่อนหันไปหาองครักษ์ "พานางออกไปจากตรงนี้" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "แล้วท่านล่ะ?" "ข้าจะจัดการเอง" "อีกแล้วหรือ?" เขามองนาง "อวี้เหยา ที่นี่อันตราย" "ข้ารู้" นางมองมังกรสองกลุ่ม "แต่ถ้าท่านเข้าไป ข้าก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป เขาไม่อยากให้นางเข้าใกล้การต่อสู้ แต่ก็รู้ดีว่านางไม่ใช่คนที่จะยอมกลับไปนั่งรอโดยไม่ถามอะไร "อยู่ข้างข้า" เขาพูดในที่สุด "ห้ามวิ่งเข้าไป" "ตกลง" "หากข้าบอกให้ถอย เจ้าต้องถอยทันที" "ได้" เขาจับมือนาง "และอย่าปล่อยมือข้า" ไป๋อวี้เหยามองมือที่ถูกจับไว้ "ท่านกลัวข้าหายหรือ?" "มาก" คำตอบตรง ๆ ทำให้นางพูดไม่ออก ทั้งคู่เดินเข้าไปใกล้ลานหิน เสียงโต้เถี
ประตูหินขนาดมหึมาเปิดออกช้า ๆ ไป๋อวี้เหยายืนอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง มองเส้นทางเบื้องหน้าด้วยความสนใจ หุบเขาที่อยู่ตรงหน้าต่างจากพื้นที่อื่นในแดนมังกรอย่างชัดเจน ภูเขาสูงเรียงตัวล้อมรอบผืนดินกว้างใหญ่ หน้าผาสีดำมีเส้นแร่สีทองแทรกอยู่เป็นแนวยาว น้ำตกจากยอดเขาไหลลงสู่แม่น้ำสีเงินที่ทอดผ่านกลางหุบเขา บนท้องฟ้ามีมังกรจำนวนมากบินอยู่ บางตนบินเป็นกลุ่ม บางตนฝึกเปลี่ยนร่าง บางตนต่อสู้กันกลางอากาศ และบางตนนอนขดตัวอยู่บนหน้าผารับแสงอาทิตย์ ไป๋อวี้เหยามองทุกอย่างอย่างตื่นตาตื่นใจ "ที่นี่คือหุบเขามังกร?" "ใช่" เฟิงเทียนหลงเดินเคียงข้างนาง "ที่นี่เป็นสถานที่ที่มังกรสายเลือดโบราณใช้ฝึกฝนและเติบโต" "แล้วท่านเคยมาที่นี่บ่อยไหม?" "ตอนเด็ก" นางหันมองเขา "ตอนเด็กท่านเป็นอย่างไร?" เขานิ่งไปครู่หนึ่ง "ซน" ไป๋อวี้เหยาหัวเราะ "ข้าเดาไว้แล้ว" "เจ้ารู้ได้อย่างไร?" "ดูจากตอนนี้ก็รู้" เฟิงเทียนหลงเลิกคิ้ว "ตอนนี้ข้าซนตรงไหน?" "ชอบตามข้า" "นั่นไม่เรียกว่าซน" "ชอบหวงข้า" "นั่นก็ไม่ใช่" "ชอบหาเรื่องมานั่งข้าง ๆ" เขาเงียบ ไป๋อวี้เหยายิ้มกว้าง "เห็นไหม?" "ข้าแค่ชอบอยู่ใกล้เจ้า" คำตอ







