Masukเธอต้องการลูก ส่วนเขาต้องการหาความจริง เมื่อจุดประสงค์ต่างกัน ก็คงต้องลองสู้กันสักตั้ง ว่าใครจะแพ้หัวใจตัวเองไวกว่ากัน
Lihat lebih banyakเสียงนาฬิกาบนผนังห้องตรวจเดินเชื่องช้าราวกับตั้งใจ
ติ๊ก… ติ๊ก… ติ๊ก… เดซี่เรย์จ้องมันโดยไม่รู้ตัว สายตาไม่ได้มองเข็มที่หมุนอยู่จริงๆ แต่มองทะลุผ่านไปยังอะไรสักอย่างที่ไม่มีอยู่ที่นั่น หูได้ยินเสียงมีนาพูด แต่สมองประมวลผลได้เพียงครึ่งเดียว “…รังไข่ทำงานผิดปกติมาสักระยะหนึ่งแล้วนะเดซี่” เสียงเพื่อนสนิทนุ่มกว่าปกติ ซึ่งนั่นทำให้เดซี่เรย์รู้สึกหนักใจยิ่งกว่า เพราะมีนาไม่เคยพูดนุ่มกับเธอโดยไม่มีเหตุผล “ค่าฮอร์โมนที่วัดได้บ่งชี้ว่า…” บ่งชี้ว่า คำสามคำนั้นถูกหยุดไปเล็กน้อย เดซี่เรย์กำมือแน่นบนตัก เล็บที่ถูกทาสีชมพูอ่อนกดลึกเข้าไปในฝ่ามือจนรู้สึกเจ็บ แต่เธอไม่ได้แสดงออกถึงความเจ็บเลยสัดนิด เพราะความเจ็บปวดเล็กน้อยนั้นมันช่วยให้เธอยังอยู่ในห้องตรวจนี้ได้อย่างคนที่ยังมีความรู้สึกอยู่ “โอกาสตั้งครรภ์ตามธรรมชาติของแกต่ำมากเลยเดซี่” มีนาพูดต่อ วางแฟ้มผลแลบลงบนโต๊ะแล้วมองตรงมาที่เพื่อนรักอย่างเห็นใจ “ไม่ใช่ว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย แต่ถ้าแกอยากมีลูก ก็ต้องวางแผนอย่างจริงจังตั้งแต่ตอนนี้เลย เพราะเวลาเป็นปัจจัยสำคัญมาก” “เวลา…?” เดซี่เรย์ทวนคำนั้นออกมาเบา ๆ สติของเธอในตอนนี้เหมือนหลุดลอยอยู่ในอากาศไปแล้วเรียบร้อย “แกมีเวลาเหลืออีกแค่หนึ่งปี หรือ…อาจจะน้อยกว่านั้น เรื่องนี้ฉันไม่สามารถการันตีได้แบบแน่นอน แต่มันก็อยู่ช่วงเวลานี้” มีนาไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป เพราะมันไม่ใช่สไตล์ของเธอสักเท่าไหร่ หากเป็นคนอื่นเธอคงบอกตรง ๆ ไปแล้วตั้งแต่แรก และเดซี่เรย์รู้ดีว่าเพื่อนเลือกจะพูดตรง ๆ กับเธอก็เพราะรักเธอ ไม่ใช่เพราะไม่แคร์ความรู้สึกของเธอ “ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่ข่าวที่แกอยากได้ยิน แต่ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งมีทางออกมากกว่า จริงไหม?” ทางออก…เดซี่เรย์หัวเราะออกมาด้วยโทนเสียงเดียว และมันเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน แต่ขมมากพอที่มีนาจะขมวดคิ้วตามไปด้วย ทางออกที่ว่าคืออะไรกัน เธอเพิ่งจะอายุยี่สิบเจ็ด แต่งงานมาได้สามปีกับผู้ชายที่นอนห้องเดียวกันแต่ไม่เคยแตะเนื้อต้องตัวเธอแม้แต่ครั้งเดียว ผู้ชาย…ที่เซ็นสัญญาการแต่งงานเหมือนเซ็นสัญญาทางธุรกิจ กำหนดระยะเวลา กำหนดเงื่อนไข กำหนดทุกอย่างที่เขาคิดว่ามันสมควรสำหรับเขา แดเนียล สามีในนามของเธอ เขาเย็นชาที่สุดเท่าที่เธอเคยรู้จักใครสักคนที่มีนิสัยเย็นชามาในชีวิตนี้ “เดซี่…” “ฉันโอเค…จริง ๆ นะ” เธอบอก แต่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเพื่อน เพราะความจริงมันเอ่อล้นอยู่ที่ดวงตาของเธอ “แกไม่ต้องโอเคก็ได้ ฉันอยู่ตรงนี้…แกรู้ใช่ไหม?” ครั้งนี้เดซี่เรย์เงยหน้าขึ้น และรอยยิ้มที่เธอฝืนขึ้นมานั้นสั่นเล็กน้อยที่มุมปากของร่างบาง “มีนา” เธอเรียกชื่อเพื่อนช้า ๆ “เขาไม่มีวันยอมแน่นอน…” — ท้องฟ้าตอนเย็นของกรุงเทพฯ ย้อมแดงส้มสวยงามเกินกว่าจะเหมาะกับอารมณ์ของเธอในตอนนี้ที่จะมองมัน เดซี่เรย์ขับรถกลับบ้าน หรือที่ใคร ๆ ต่างก็เรียกมันว่าเพ้นส์เฮาส์ เธอจอดรถในที่จอดประจำของแต่ละห้อง และนั่งอยู่ในนั้นอยู่สักพักโดยที่ไม่ดับเครื่อง เปิดแอร์เย็นฉ่ำ เพลงในวิทยุยังเปิดอยู่ แต่เธอไม่ได้ยินเสียงมันแล้วตั้งแต่ขับมาจากโรงพนาบาล ภาพที่มีนาวาดให้ฟังค่อย ๆ ประกอบร่างในหัว รังไข่เสื่อมเร็วกว่าวัย โอกาสน้อยลงทุกเดือน หากไม่ดำเนินการในเวลาที่เหมาะสม…มันอาจจะสายเกินแก้จริง ๆ “เฮ้อ…โคตรจะบ้าเลยให้ตายเถอะ” ร่างบางฟุ่บหน้าลงไปพวงมาลัยรถ ก่อนจะบ่นออกมาเบา ๆ เธอเพิ่งจะอายุยี่สิบเจ็ดปีเอง แต่ร่างกายของเธอกลับกำลังนับถอยหลังลงเสียอย่างนั้น เดซี่เรย์หลับตาลง หวนนึกถึงแม่ที่เสียไปตั้งแต่เธออายุได้เก้าขวบ ทิ้งให้เธอและพ่ออยู่ด้วยกันสองคนในบ้านหลังใหญ่ที่เงียบเหงาเกินกว่าจะเรียกว่าบ้านได้ “แค่อยากมีครอบครัวที่อบอุ่น ยากจัง…” ดวงตางามหลับพริ้มลงพร้อมกีฝับหยาดน้ำตาที่เริ่มรินไหลลงมาสู่แก้มนวลเนียนของตน พลางหวนนึกถึงช่วงที่ตัวเธอได้เติบโตมาโดยรู้จักความเงียบดีกว่าเสียงหัวเราะ และรู้จักการรอดีกว่าการถูกรอ ตั้งแต่จำความได้ สิ่งที่เธออยากได้มากที่สุดในโลก ไม่ใช่เงินหรือชื่อเสียงเงินทองอะไร เธอแค่อยากมีบ้านที่อบอุ่น มีลูกที่เธอจะได้มอบความรักและการเลี้ยงดูอย่างดี และไม่ต้องนอนฟังความเงียบคนเดียวเหมือนกับเธอ…แค่นั้นเอง “เอาวะ ลองดูสักตั้ง!” ยังไม่ทันที่น้ำตาจะไหลอาบแก้มได้นาน ร่างบางก็ลุกพรวดออกจากพวงมาลัยก่อนจะปาดน้ำตาทิ้งไป และพูดออกมาราวกับว่าไม่มีอะไรจะเสียอีกต่อไปแล้ว “เดซี่แกต้องสู้…เพื่อความฝันเดียวที่แกมี!” ไม่รอช้า เธอรีบคว้ากระเป๋าก่อนจะรีบลงจากรถทันที ทิ้งคราบเด็กสาวอ่อนแอเอาไว้ในความทรงจำก็พอ เดย์ซี่เรย์เดินตรงไปที่ลิฟต์ก่อนจะกดไปที่ชั้นสูงสุดของตึก ซึ่งทั้งชั้นมีคนอยู่เพียงแค่สองคน นั่นก็คือเธอและ…สามีในนามเท่านั้น เมื่อขึ้นมาถึงภายในห้องก็พบว่าห้องทั้งห้องนั้นมืดสนิท ซึ่งมันผิดปกติ เพราะปกติแล้วจะมีแสงไฟส่องอยู่เสมอ เดซี่เรย์เปิดสวิตช์ไฟข้างประตูตามสัญชาตญานทันที “อ่าว…ไม่เปิดไฟล่ะคะ” เมื่อเปิดไฟมาก็พบว่า แดเนียลนั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่กลางห้อง แขนพาดบนพนักพิง ขาไขว้ สวมสูทสีดำที่ดูเหมือนเพิ่งกลับจากประชุม เนกไทสีเข้มยังผูกอยู่ครบ มือข้างหนึ่งถือแก้วน้ำเปล่า ไม่ใช่เครื่องดื่มสีอำพันที่เคยชอบดื่มเป็นประจำ เขาเงยหน้าขึ้นมองภรรยาในนามช้า ๆ ดวงตาสีเข้มนั้นที่เดซี่เรย์ไม่เคยมองออกสักครั้งว่าเขากำลังรู้สึกอะไรอยู่ “กลับดึก” นั่นไม่ใช่คำถามหรือการแสดงความห่วงใยใด ๆ เขาแค่บันทึกข้อเท็จจริงเท่านั้น ซึ่งเธอชินเสียแล้วในตอนนี้ “ไปหาหมอมาค่ะ” ร่างบางตอบเรียบ ๆ ก่อนจะวางกระเป๋าบนเก้าอี้ข้างประตู เปลี่ยนรองเท้าเดินในบ้านอย่างปกติที่เคยทำ เขาไม่ถามว่าเธอเป็นอะไร ไม่ถามว่าโอเคไหม ทำไมถึงไปหาหมอ แค่ยกแก้วขึ้นจิบเล็กน้อย แล้วกลับไปจ้องมองหน้าจอไอแพดอ่านเอกสารงานของตนต่อ “ไม่ถามหน่อยเหรอคะ ว่าไปทำไม?” เมื่อเห็นว่าเขาเงียบไผเธอจึงเริ่มเอ่ยถามออกไป ทั้งที่ปกติไม่เคยคิดจะทำด้วยซ้ำ “ไม่ใช่ธุระของฉันนี่” นี่แหละแดเนียลตัวจริงเสียงจริง อะไรที่เขาไม่ได้ประโยชน์หรือเกี่ยวข้องอะไร เขาไม่คิดจะสนใจมันแม้แต่นิด “ฉันขอคุยด้วยได้ไหมคะ?” เมื่อเห็นว่าเขาไม่คิดจะสนใจเธอก็จำเป็นต้องคุยกับเขาตรง ๆ แดเนียลไม่ได้หันมามองเธอ เพียงส่งคำถามกลับไปเท่านั้น “คุยเรื่องอะไร” เดซี่เรย์หายใจเข้าลึก ๆ แล้วนึกถึงคำที่มีนาพูดซ้ำอีกครั้ง ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งมีทางออกมากกว่า… “เรื่องสัญญาของเราค่ะ” เธอพูด “ฉันอยากจะคุยอะไรเพิ่มเติมหน่อย” ห้องทั้งห้องเข้าสู่ความเงียบขึ้นทันทีที่ร่างบางพูดจบ เงียบเสียจนเดซี่เรย์ได้ยินเสียงของหัวใจตัวเอง ที่กำลังเต้นระรัวอยู่ในขณะนี้ แดเนียลวางแก้วลงบนโต๊ะตรงหน้า เสียงแก้วกระทบกับโต๊ะดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่สายตาคุมดุจะช้อนมองเธออย่างที่เธออธิบายไม่ได้ว่าคนที่มองเธอกำลังรู้สึกอะไร ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีความโกรธ ไม่ได้แฝงความแปลกใจใด ๆ แต่มีอะไรบางอย่างในนั้นที่ทำให้เธอรู้สึกราวกับว่า เขาอ่านเธออออกก่อนที่เธอจะพูดด้วยซ้ำ “ไม่ใช่ตอนนี้”เสียงดนตรีคลาสสิกยังคงบรรเลงคลอเบา ๆ ภายในห้องจัดเลี้ยงหรู ผู้คนแต่งกายด้วยชุดราตรีราคาแพง เดินพูดคุยแลกเปลี่ยนนามบัตรและผลประโยชน์กันอย่างสง่างาม รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของแต่ละคนล้วนถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ จนแทบแยกไม่ออกว่าใครจริงใจและใครกำลังสวมหน้ากากเดซี่เรย์เดินตามแดเนียลมาเงียบ ๆ แม้ชายหนุ่มจะไม่ได้จับมือเธอไว้ แต่ฝีเท้าที่ยาวและรวดเร็วของเขาทำให้เธอต้องรีบเดินตามแทบไม่ทัน“คุณคะ…”หญิงสาวเรียกเบา ๆ แต่คนด้านหน้าไม่ตอบ เขายังคงเดินต่อ สีหน้าหล่อเหลาเรียบนิ่งจนจับอารมณ์ไม่ถูกเดซี่เรย์เม้มริมฝีปากอย่างสงสัย เธอไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย แล้วทำไมจู่ ๆ เขาถึงดูอารมณ์เสียขึ้นมาแบบนี้เมื่อเดินมาถึงระเบียงด้านนอกของห้องจัดเลี้ยง เสียงดนตรีด้านในก็เบาลง เหลือเพียงสายลมยามค่ำคืนที่พัดผ่านเบา ๆ พร้อมวิวเมืองที่เต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับแดเนียลหยุดเดินกระทันหันจนเดซี่เรย์ที่เดินตามมาเกือบชนแผ่นหลังกว้างของเขา แต่ยังโลคดีที่เธอชะงักฝีเท้าไว้ได้ทันเสียก่อน ไม่อย่างนั้น ใบหน้างามในค่ำคืนนี้คงปูดโปนไปเสียแล้ว“คุณ…”ยังไม่ทันพูดจบ แดเนียลก็หันกลับมาหาเธอ ดวงตาคมของเขาจ้องมองมาที่เธอนิ่ง
เซียวพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ ดวงตาคมยังคงจับจ้องไปยังคนทั้งสองไม่วางในขณะเดียวกัน แดเนียลก็กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน สายตาของชายหนุ่มเย็นชาและระแวดระวังมากกว่าปกติเขาไม่ชอบสายตาแบบนั้น สายตาของคนที่กำลังประเมินบางอย่าง และสิ่งที่เซียวกำลังประเมินอยู่ในตอนนี้… ก็คือเดซี่เรย์“คุณคะ?”เสียงหวานดังขึ้นข้างตัวทำให้แดเนียลดึงสายตากลับมา“อืม”“คุณมองใครอยู่เหรอคะ”เดซี่เรย์มองตามทิศทางสายตาของเขาอย่างสงสัย แต่ก่อนที่เธอจะหันไปเห็นว่าเป็นใคร แดเนียลก็ขยับตัวเข้ามาบดบังมุมมองของเธอเสียก่อน“ไม่มีอะไร”“ไม่มีอะไรจริงเหรอคะ”“อืม”หญิงสาวหรี่ตามองเขาอย่างจับผิด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถามต่อ เพราะในจังหวะนั้นเอง กลุ่มนักธุรกิจหลายคนก็เดินเข้ามาทักทายแดเนียลพอดี“คุณแดเนียล ไม่เจอกันนานเลยนะครับ”“ยินดีที่ได้พบครับ”“ได้ข่าวว่าโปรเจกต์ล่าสุดประสบความสำเร็จมากทีเดียว”บทสนทนาทางธุรกิจเริ่มต้นขึ้นทันที เดซี่เรย์จึงถอยออกมายืนด้านหลังอย่างรู้งาน เธอยังไม่คุ้นเคยกับสถานการณ์แบบนี้สักเท่าไหร่ แต่คิดว่าหน้าที่ของเลขาคือยืนอยู่ไม่ไกลเจ้านายมากนัก คอยช่วยเหลือเมื่อจำเป็น และไม่รบกวนการพูดคุย
แสงไฟระย้าและคริสตัลนับร้อยดวงส่องประกายระยิบระยับอยู่ภายในห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ของโรงแรมหรูระดับห้าดาว เพดานสูงโปร่งถูกตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยลวดลายสีทองอ่อนตัดกับผ้าม่านกำมะหยี่สีเข้มที่ทอดยาวลงมาจากด้านบน บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยกลุ่มนักธุรกิจ ผู้บริหาร และบุคคลมีชื่อเสียงที่กำลังยืนพูดคุยแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางธุรกิจกันอย่างเป็นกันเองเสียงดนตรีแจ๊สคลอเบา ๆ ดังแทรกอยู่ท่ามกลางบทสนทนา เสิร์ฟพร้อมไวน์ราคาแพงและอาหารชั้นเลิศที่ถูกจัดวางอย่างสวยงามนี่ไม่ใช่งานเลี้ยงธรรมดา แต่เป็นงานรวมตัวของบุคคลระดับสูงที่มีอิทธิพลทั้งในและต่างประเทศและแน่นอน… ทุกสายตาล้วนจับจ้องไปยังแขกคนสำคัญที่กำลังจะมาถึงประตูทางเข้าหลักถูกเปิดออกช้า ๆ บทสนทนาหลายจุดภายในงานเงียบลงอย่างพร้อมเพรียงชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีดำตัดเย็บอย่างสมบูรณ์แบบก้าวเข้ามาภายในงานด้วยท่วงท่าสงบนิ่งและสง่างาม ร่างสูงของแดเนียลโดดเด่นจนแทบไม่ต้องพยายามสร้างความสนใจเลยแม้แต่น้อยสูทสีดำเข้มขับให้ไหล่กว้างและรูปร่างสมส่วนของเขาดูทรงอำนาจมากขึ้น เนกไทสีเงินเข้มและนาฬิกาหรูบนข้อมือยิ่งเสริมภาพลักษณ์ของผู้ชายที่เกิดมาเพื่อยืนอยู่บน
การประชุมในครั้งนี้ยาวนานกว่าปกติเพราะกว่าจะเสร็จก็เย็นเสียแล้ว เมื่อแดเนียลออกมาจากห้องประชุม ก็พบว่าเดซี่เรย์ยังนั่งทำงานอยู่ที่เดิม แสงไฟสีอ่อนส่องลงบนใบหน้าหวานที่กำลังก้มอ่านเอกสารอยู่อย่างตั้งใจ ใบหน้าของร่างบางเผยให้เห็นถึงความเหนื่อยล้าเล็กน้อยชายหนุ่มยืนมองเธออยู่พักหนึ่ง โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่าถูกเขาแอบมองอยู่“งานยังไม่เสร็จ?”เสียงทุ้มดังขึ้นเมื่อเขามองเธอจนพอใจแล้ว เดซี่เรย์เงยหน้าทันทีที่ได้ยินเสียงถามจากเขา“ประชุมเสร็จแล้วเหรอคะ”“อืม”“งั้นฉันขออีกสิบนาทีนะคะ งานใกล้เสร็จแล้วล่ะค่ะ”แดเนียลเหลือบมองกองเอกสารตรงหน้าร่างบาง ก่อนจะดึงแฟ้มในมือเธอออกไปเฉย ๆ“…”“กลับบ้าน”“แต่ฉันยังทำงานไม่เสร็จนะคะ”“พรุ่งนี้ค่อยมาทำ”“ไม่ได้ค่ะ ส่งคืนมานะคะ”“ทำไม”“ฉันเป็นพนักงานดีเด่นน่ะค่ะ”แดเนียลเงียบไปเพียงสองวินาที ก่อนจะตอบกลับเรียบ ๆ“ฉันเป็นเจ้าของบริษัท”“…”“และฉันสั่งให้เธอกลับบ้าน เดี๋ยวนี้”เดซี่เรย์อ้าปากค้างให้กับคำพูดของเขา เอาจริงดิ? เขาเล่นงี้เลยแล้วเธอจะเอาอะไรไปสู้ หนทางไหนก็สู้เขาไม่ได้เลยเถอะส่วนคนตัวสูงหลังพูดจบก็เดินนำออกไปแล้ว ราวกับไม่คิดจะเปิดโอกาสให้เธอ
“เดี๋ยว ๆ แกมั่นใจได้ไงว่าเขารู้สึกพวกนั้นกับฉัน?”เพราะช่วงที่ผ่านมาเธอไม่เคยรับรู้เลยว่าเขามีความรู้สึกแบบนั้นให้กับตัวเอง แต่ก็ใช่ว่าเธอจะรับรู้ไม่ได้เลยขนาดนั้น มีหลายครั้งที่เขามักแสดงอาการบางอย่างออกมา อย่างเช่นการตามใจเธออย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนนั่นเองก็เช่นกัน“ช่วงที่แกป่วยแกไม่รู้สึกแปลก ๆ
เดซี่เรย์แอบยิ้มอยู่เงียบ ๆ ตลอดทางที่แดเนียลอุ้มเธอไปยังห้องนอน ถึงเขาจะยังทำหน้านิ่งเหมือนเดิม แต่เธอก็จับได้อยู่ดีว่าแขนที่ประคองเธอไว้มันอ่อนโยนกว่าปกติแค่ไหนคนอะไร…ปากแข็งชะมัด“คุณแดเนียลคะ”“อีกแล้ว?”“คุณอุ้มฉันเก่งจังเลยนะคะ”“มันไม่ใช่เรื่องน่าชม”“สำหรับฉันมันน่าชมนะ”แดเนียลถอนหายใจเบา
#ห้องทำงานแดเนียลขณะนี้ภายในห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่กำลังตกอยู่ในความเงียบที่ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะส่งเสียงออกมา ไม่ว่าจะเดซี่เรย์ หรือดันเต้เองก็ตาม เพราะเจ้าของห้องขณะนี้กำลังคุยโทรศัพท์อยู่กับทนายความให้จัดการสั่งลบสื่อต่าง ๆ เพราะเธอถูกถ่ายไปโดยไม่ได้รับอนุญาต“ขอยคุณคุณมากครับ ไว้ผมจะติดต่อไปคุยเ
ชายหนุ่มปริศนาสวมหมวกสีดำและสวมมาร์กปิดหน้าเดินกลับไปขึ้นรถก่อนจะกดส่งคลิปวิดีโอและรูปถ่ายส่งไปให้ใครบางคนที่ปลายทาง และไม่นานทางนั้นก็โทรกลับมา“ครับนาย”“ลูกสาวฉัน… แน่เหรอ?”เสียงปลายสายกรอกเสียงถามออกมาราวกับตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้เห็น ชายหนุ่มคนเดิมหยิบเอารูปถ่ายของหญิงสาวหน้าตาสะสวยแต่รสนิยมการ





