LOGIN“จะเสียงดังไปไย เจ้าคงไม่คิดว่าเป็นลี่จื่อที่ขวัญกล้าบังอาจวางยาข้าจริงใช่หรือไม่?”
กายเล็กดีดตนเองขึ้นจากเตียงมานั่งกอดเข่า วางคางเรียวลงบนหัวเข่ามองจับจ้องสาวใช้รุ่นพี่ด้วยสายตาสงสัย
“เอ่อ…”
ลู่เจียวถึงกับพูดไม่ออกยามเจอกับคุณหนูสี่ผู้มากปัญญา หาใช่คุณหนูสี่คนเดิมก่อนรถม้าตกลงไปในแม่น้ำจนศีรษะกระทบกระเทือนเมื่อหนึ่งหนาวก่อน
“ถึงข้าไม่ได้ไปดูการสอบสวน แต่ก็พอจะคาดเดาได้ พี่สามคงไม่ตรงไปตรงมา เพราะเช่นไรพี่หญิงใหญ่ที่เป็นพี่สาวร่วมมารดาเดียวกันกับข้าที่เป็นน้องสาวต่างมารดา เขาคิดช่วยใครเจ้าย่อมรู้แจ้ง”
หนึ่งในต้าเซิ่งสอนนางได้หลายสิ่งว่าที่เคยดูซีรีส์แล้วมองว่ามันน้ำเน่าไกลตัวนั้น บัดนี้ความน้ำเน่านั้นกลับมาใกล้จนหายใจรดต้นคอนางเลยทีเดียว การแก่งแย่งระหว่างภรรยาเอกและอนุภรรยาไม่เกินจริง เช่นไรบุตรที่เกิดจากภรรยาเอกและอนุภรรยาอิจฉาริษยากันยิ่งกว่าเป็นจริงหลายเท่านัก ยิ่ง ‘พี่รอง’ ที่เป็นพี่ชายร่วมมารดาของคุณหนูสี่ต้องไปอยู่ไกลถึงชายแดนมานานกว่าหกหนาว คาดว่าในจวนที่ขาดฮูหยินเอกคงมีเพียงบิดาและท่านย่าที่รักใคร่ห่วงใยคุณหนูสี่จากใจจริงนอกจากนั้นยิ่งคุณหนูสี่ย่อยยับ คนเหล่านั้นมีแต่ยินดีปรีดาอย่างไม่ต้องสงสัย
หึ! ‘เกรงว่าบัดซบกว่านี้คงไม่มีอีกแล้ว’ ถานเมิ่งจีกดยิ้มมุมปากอย่างเบื่อหน่าย ยิ่งคิดว่าอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนต้องแต่งงานออกไปเป็นพระชายาเอกก็ยิ่งเบื่อหน่าย เพราะอีกฝ่ายเป็นถึงท่านอ๋องแปด สตรีท้ายตำหนักคงมากเกินครึ่งร้อยเป็นแน่ แต่นางจะถือเสียว่าตนเองฐานะเหนือกว่านับเป็น ‘หัวหน้า’ ส่วนท่านอ๋องแปดหลี่ปิงเฉิงนับเป็นเจ้านายใหญ่ของตำหนักจึงยกให้เป็น ‘ท่านประธาน’ ส่วนสตรีมากล้นก็นับเป็น ‘พนักงานประจำ’ ก็แล้วกัน
“เช่นไรข้าก็จะต้องได้เจรจากับลี่จื่อให้จงได้ เพราะมีเพียงนางที่จะบอกความจริงแก่ข้าได้ อย่างน้อยนางก็ต้องทราบว่าม่านอวี้ได้ยามาจากที่ใด หากจับคนไร้หลักฐานก็เหมือนถ่มน้ำลายขึ้นท้องฟ้าให้มันกลับมาทำร้ายตนเองเจ้าเข้าใจแล้วหรือไม่”
“คุณหนู…”
ลู่เจียวพึมพำเสียงแผ่ว เพราะมิคาดว่าศีรษะบาดเจ็บหนึ่งครั้งจะทำให้คนโง่เขลากลับมามากปัญญาจนน่าตกใจเช่นนี้ หรือว่านางจะหาก้อนหินสักก้อนมาทุบศีรษะตนเองบ้างจะได้เฉลียวฉลาดได้สักกึ่งหนึ่งของคุณหนูสี่ก็ยังดี
“ไปจัดเตรียมของที่ข้าต้องการมา อ้อ ทางที่ดีหากเจ้าหาเด็กหนุ่มมาติดตามข้าสักคนได้จะยิ่งดีมาก ขออายุสักสิบสองถึงสิบสามหนาว”
กำชับออกไปเพราะนางต้องการให้ตนเองมีคนติดตามเป็นบุรุษจึงค่อยสมจริง ถึงหน้าและรูปร่างของตนเองไม่ให้ปลอมเช่นไรก็คงถูกจับได้อยู่ดี แต่ผู้ใดสนใจกัน นางมีตั๋วเงินเป็นใบผ่านทาง จะให้นกบนฟ้ากลายเป็นปลามีปีกก็ยังทำได้เลย!
…ตำหนักซ่างหยาง…
“นับว่านางเฉลียวฉลาดกว่าบิดาของนางสินะ”
หลังจากฟังที่ ‘ซ่งจิน’ องครักษ์เงาฝีมือดีของตนที่ส่งไปสอดแนมยังจวนถานไท่เว่ย หลี่ปิงเฉิงก็พึมพำออกมาด้วยสีหน้าพึงใจไม่ปิดบัง เพราะหากนางเฉลียวฉลาด การเป็นพระชายาเอกให้เขาก็นับว่าเลือกไม่ผิด
“ไป๋ลู่ เตรียมตัวให้พร้อม คืนนี้ข้าจะไปดูเรื่องสนุกยังหอชุนอวี่”
แน่นอนว่าเขาทราบเรื่องที่ถานม่านอวี้ป้ายความผิดให้สาวใช้ตนเอง แต่ก็มิคาดว่าถานเมิ่งจีที่อดีตโง่เง่าเต่าตุ่นไม่พอยังเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจจะยอมเลือกวิธีลงมือเงียบเชียบแทนการดื้อดึงเอาแต่ใจ ใช้ฐานะคุณหนูสี่ที่เหล่าฮูหยินทั้งรักทั้งตามใจเรียกร้องให้ปล่อยคน แทนที่จะหาเรื่องลำบากและยุ่งยากด้วยการหนีออกจากจวน เพราะหากนางยืนยันจะเอาลี่จื่อกลับไปสอบสวนให้ได้ อย่างไรเหล่าฮูหยินถานก็ย่อมตามใจหลานรักอยู่ดี
แต่นางกลับคิดการใหญ่วางแผนหลบหนี เขาจึงอยากไปดูให้เห็นกับตาว่าแท้จริงนางเฉลียวฉลาดจริง หรือเพียง ‘เล่นใหญ่’ ไปเท่านั้น…
“กินอีกคำสิเสี่ยวเมิ่ง”
ค่ำนี้เหล่าฮูหยินถานก็สั่งคนครัวทำอาหารอ่อนที่หลานสาวคนเล็กชอบมาเอาอกเอาใจถึงเรือน สร้างความหมั่นไส้ให้กับถานม่านอวี้อย่างยิ่ง แต่แน่นอนที่นางแสดงออกไปมีเพียงคิดปั้นแต่ง และเสแสร้งเช่นเดิม
“ใช่น้องสี่ เพียงหกวันก็ซูบผอมลงไปมาก ยามต้องแต่งชุดเจ้าสาวเต็มพิธีการคงจะลำบากหากยังผ่ายผอมเช่นนี้ กินอีกหน่อยเถิด ปลานึ่งบ๊วยนี้พี่สาวตั้งใจปรุงรสตามที่น้องสี่ชอบเลยนะ ยังมีซี่โครงหมูตุ๋นรากบัวนี้อีก”
กับข้าวมากมายถูกคีบมาวางในถ้วยอย่างเอาใจ ถานเมิ่งจีถึงกับผวาหลังจากเจอฤทธิ์เจอเดชของอีกฝ่ายที่ใส่ยาปลุกกำหนัดให้กินจนตนเองได้สามีมาหนึ่งคน
“ลำบากพี่สาวแล้ว ดูสิเจ้าคะท่านย่า พี่สาวช่างน่ารักน่าใคร่ ห่วงใยเสี่ยวเมิ่งถึงเพียงนี้ เสี่ยวเมิ่งตื้นตันใจเหลือเกิน”
กล่าวจบเด็กสาวจึงคีบเนื้อปลานึ่งบ๊วยป้อนให้ถึงปากของถานม่านอวี้ไปพลางเปิดยิ้มหวานแสนปัญญาอ่อนไปพลาง คิดว่านาง ‘แสดงเก่ง’ ผู้เดียวหรือไร จะบอกให้ว่า ‘เจ้าจันทร์’ คนนี้ก็ไม่ธรรมดาหรอกนะนางปีศาจอสรพิษม่านอวี้!
“โธ่…เห็นพี่น้องรักใคร่เช่นนี้ ย่าถึงตายก็ตายตาหลับแล้ว”
เฮ้อ!
‘รักใคร่ราวกับกาสะลองกับซ้องปีบน่ะสิท่านย่า เกรงว่าหากท่านตายคงได้ผวาตื่นจากหลุมแทบไม่ทันเท่านั้น!’ ภายในใจของถานเมิ่งจีคิดเช่นนั้น หากแต่ภายนอกเด็กสาวกลับยิ้มแย้มอ่อนหวานราวกับคุณหนูแสนซื่อบื้อ แล้วต่างสลับกันคีบกับข้าวให้กับนางปีศาจอสรพิษม่านอวี้มิได้ขาด จนต่างคนต่างกลืนอาหารไม่ลง เพราะรู้สึกอยากอาเจียนที่ต้องมาฝืนใจเช่นนี้มิต่างกัน
“เฮ้อ!”
กว่าจะจบมื้ออาหารก็เล่นเอานางหมดพลังงานไปไม่น้อย มองท้องฟ้าที่มืดสนิทก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ที่สามารถส่งท่านย่ากลับเรือนไปได้
“ทุกสิ่งที่ข้าต้องการเตรียมพร้อมแล้วหรือไม่ลู่เจียว”
พอลู่เจียวกลับมาพร้อมข้าวของหอบใหญ่กับเด็กชายวัยราวสิบสามหนาว จึงย่อมยิ้มออกมาได้พร้อมกับคิดว่าจะยุคใดสมัยไหน เพียงมี ‘เงิน’ จะติดเหล็กหรือดัดก้อนหินล้วนง่ายดายจริง ๆ
“เรียบร้อยดีเจ้าค่ะคุณหนูสี่ แล้วนี่คือโต้วซาน บุตรชายของท่านลุงโต้วหานคนเลี้ยงม้าเจ้าค่ะ โต้วซานคารวะคุณหนูสี่เสีย”
“โต้วซานคารวะคุณหนูสี่ขอรับ”
ถานเมิ่งจีมองดูเด็กชายตรงหน้า เห็นแววความฉลาดของอีกฝ่ายก็ยิ้มพึงใจส่งไปให้สาวใช้คนสนิทเช่นลู่เจียวทันทียิ่งอีกฝ่ายเลือกบุตรของทาสเลี้ยงม้ามาให้ เด็กสาวก็ยิ่งพึงใจ เพราะชนชั้นทาสย่อมแปลกหน้าสำหรับผู้เป็นนายหญิงอีกคนในจวนถานไท่เว่ยแห่งนี้
“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าข้าไม่ชอบใช้คนปากมาก”
“ทราบขอรับคุณหนูสี่”
“ดี! ไปเตรียมม้ารอข้ายังนอกกำแพงจวน อีกครึ่งชั่วยามข้าจะเป่าขลุ่ยดินเหนียวนี้เป็นสัญญาณ บอกให้เจ้านำม้ามารอรับ”
“ขอรับคุณหนูสี่”
เด็กหนุ่มจากไปว่องไวจนนางที่มองตามยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าให้สาวใช้คนสนิทมาช่วยตนเองแต่งกายอยู่ครู่ใหญ่จึงเสร็จสิ้น
“ขออภัยนะลู่เจียว”
“!?” ลู่เจียวทำหน้าไม่เข้าใจหลังจากตนเองช่วยแต่งกายให้คุณหนูของตนเรียบร้อย อีกฝ่ายกลับหันมากล่าวขอโทษ
ตุ๊บ!
แต่ก็สงสัยได้ไม่นานเมื่อท้ายทอยของตนคล้ายถูกของหนักกระแทกลงมา จนบังเกิดความเจ็บวูบ หนึ่งสติของลู่เจียวก็มืดมนไม่รับรู้อันใดอีก ยังดีที่ขนาดร่างกายของสาวใช้คนสนิทและถานเมิ่งจีไม่ต่างกันมาก หาไม่นางคงต้องปล่อยให้อีกฝ่ายล้มลงไปกระแทกพื้นเสียเป็นแน่
ถึงจะเจ็บมือไม่น้อยที่ต้องออกแรงทุบตีลงไปบนท้ายทอยของลู่เจียว แต่ทำเช่นไรได้ในเมื่อท่านย่าคาดโทษสาวใช้ของนางเอาไว้ มีเพียงต้องลงมือโหดเหี้ยมเช่นนี้จึงปกป้องอีกฝ่ายได้นาง จึงต้องทำ เพราะเพียงทุบกำปั้นลงไปหนึ่งตุ๊บยังดีกว่าถูกลงโทษโบยหลายสิบไม้ตามกฎบ้านสกุลถาน
“ขอโทษนะลู่เจียว”
หลังจากลากอีกฝ่ายไปมัดเอาไว้ยังเสาเรือนกลางห้องนอนสำเร็จ สาวน้อยถานเมิ่งจีจึงถอนหายใจโล่งอกจากนั้นจึงถอยหลังไปยืนมองสภาพภายในเรือนอีกรอบ สำรวจว่ามีอันใดขาดตกแล้วท่านย่าจะสืบสาวไปเอาความผิดกับลู่เจียวได้อีกหรือไม่ พอแน่ใจนางจึงอาศัยความมืดอำพรางกายจนไปถึงกำแพงจวนด้านทิศเหนือ ซึ่งต่ำที่สุดแล้วในจวนถานไท่เว่ย
“เฮ้อ! โคตรเหนื่อยบอกเลย”
คนเพิ่งฟื้นไข้ที่ต้องออกแรงมากถึงกับทรุดกายลงนั่ง พร้อมกับหายใจทางปากพักเหนื่อยอยู่ราวหนึ่งเค่อจึงปีนป่ายขึ้นไปอยู่บนกำแพงได้สำเร็จ ใบหน้างามบัดนี้มีหยาดเหงื่อชุ่มไปหมด แต่หากช้าไปกว่านี้จะเลยเวลาที่นัดกับโต้วซานแล้วแผนอาจล่ม หรืออาจช้าเกินไปจนลี่จื่อถูกปิดปากไปตลอดกาลเสียก่อน
ทว่าพอปีนขึ้นมานั่งบนกำแพงสำเร็จ ปัญหาใหญ่ก็บังเกิด!
“เพิ่งรู้แจ้งก็วันนี้แหละว่าข้ามันกลัวความสูง”
นางจับกิ่งหลิวเอาไว้แน่นเรียวปากเล็กพึมพำออกมาด้วยเสียงจวนเจียนจะร้องไห้จากนั้นจึงสวดมนต์มั่วซั่วไปหมดขาเรียวก็สั่นระริกหากรู้ว่ากำแพงสูงเช่นนี้นางยอมมุดช่องสุนัขลอดแต่แรกก็ดีแต่มาคิดได้ในยามนี้ก็สายเสียแล้ว
“เอาน่ามันไม่สูงหรอกสูงที่ใดกันไม่สูง…เล้ย”
สะกดจิตตนเองอยู่อีกสองเค่อจึงค่อยสงบใจหยิบขลุ่ยดินเหนียวมาเป่าส่งสัญญาณเรียกเด็กหนุ่มโต้วซานให้นำม้ามารอรับแต่จนแล้วจนรอดเด็กสาวกลับทำใจกล้าโดดจากกำแพงลงไปบนหลังม้าไม่ไหว ก็โธ่…
ใครไม่เคยหวาดกลัวความสูงคงไม่เข้าใจนางเป็นแน่นั่งทำใจอยู่สองเค่อถานเมิ่งจีกลับยากจะตัดใจเคยตายมาแล้วก็ใช่ว่าจะไม่กลัวตายอีกนี่นานั่งอยู่จนแสงจันทร์มาเยือนถูกแมลงกัดกินจนเลือดแทบหมดตัวกลั้นใจแล้วตัดใจอีกนางก็ไม่กล้ากระโดดกำแพงสักครา…
พลั่ก!
“!!!”
ตุ๊บ
จวบจนครึ่งชั่วยามผ่านพ้นกลับถูกมือดี…ไม่สินางรู้สึกว่าที่’ ผลัก’ ตนเองลงจากกำแพงนั้นหาใช่มือแต่น่าจะเป็นเท้าที่’ ถีบ’ ส่งนางลงมาบนหลังอาชาอย่างแม่นยำมากกว่าแต่พอตั้งสติหลังจากหายจุกและตกใจยังดีที่โต้วซานนั้นมีฝีมือบังคับม้ามันจึงไม่ตื่นเตลิดในยามที่นางตกลงมานั้นถานเมิ่งจีจึงแหงนหน้าขึ้นไปมองกลับไม่พบสิ่งใดแม้แต่เงาหรือว่าที่แท้ตนเองจะถูก ‘ผี’ ถีบเข้าเสียแล้ว
…ให้ตายเถอะ!…
ขนลุกไปทั้งกายทันทีที่เมื่อครู่คิดว่าความสูงน่ากลัวแล้วบัดนี้ผีกลับน่ากลัวว่า ‘เวรกรรมจริง ๆ เลยนางจันทร์เอ๊ยสงสัยแต้มบุญที่มีจะใช้ไปหมดแล้วช่วงนี้จะทำอะไรก็ติดขัดไปหมดราหูอมอยู่แน่ ๆ’
“บังคับม้าพาข้าไปหอชุนอวี่”
บ่นในใจเสร็จจึงปั้นเสียงขรึมสั่งการโต้วซานราวกับบุคคลที่นั่งทดท้อกับชีวิตบนกำแพงอยู่ครึ่งชั่วยามนั้นมิเคยมีมาก่อนจวบจนม้าของสองนายและบ่าวพ้นตรอกไปแล้ว บุรุษที่ใช้ความมืดอำพรางกายอยู่จึงใช้กำลังภายในลงมาจากต้นหลิวด้วยกิริยาองอาจอย่างยิ่ง
“ท่านอ๋องผลักคุณหนูสี่ลงมาเช่นนั้นมิกลัวนางพลาดแล้วบาดเจ็บหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เกิดมาจนจะสามสิบหนาว ซ่งจินและไป๋ลู่ก็เพิ่งจะเคยเห็นบุรุษเต็มกายใช้เท้าผลักสตรีบอบบางเป็นบุญตาก็ราตรีนี้
“ใครบอกว่าข้าผลักนาง ข้าถีบนางต่างหาก แล้วหากนางเกิดตกลงไปคอหักตายนั่นก็เพราะคนของนางไร้ฝีมือบังคับม้า ส่วนข้าถือว่าถีบได้ดีแล้ว”
“…..” ซ่งจิน
“…..” ไป๋ลู่
สององครักษ์อยากหัวเราะก็ไม่กล้า จะร้องไห้กลับไม่สมควรมีเพียงทำหน้าราวกับกลืนก้อนถ่านแดง ๆ ลงท้องเท่านั้นที่อีกฝ่ายดูภาคภูมิใจที่ตนเองนั้น ‘ถีบ’ ได้ดีดีจนถึงขั้นมาคุยโอ้อวด
“ไปกันเถอะ เผื่อภรรยาของข้านางเกิดเรื่อง ข้าผู้เป็นสามีที่ดีจะได้ช่วยเหลือนางได้ทัน”
…เกรงว่าที่ช่วยเหลือคงเป็นช่วยซ้ำเติมเสียละมากกว่า…
ซ่งจินและไป๋ลู่ต่างคิดตรงกันราวกับนัด เพราะที่เห็นเมื่อครู่ก็เป็นเช่นนั้น จะให้ดีกว่านั้นเกรงว่าจะมิใช่ท่านอ๋องแปดแล้ว แต่กล่าวจากใจถึงพวกตนล้วนทราบว่าท่านอ๋องแปดหาใช่คนดี ทว่าถึงขึ้นถีบภรรยาตนเองนี้พวกเขากลับนับถือเพิ่มพูนไปอีกหลายส่วน
ตลอดงานพิธีการในช่วงเช้าเริ่มตั้งแต่ลงจากหลังม้าจนยกน้ำชาให้กับฮ่องเต้และฮองเฮา ถานเมิ่งจีทำทุกสิ่งถูกต้องเพราะนางทำใจได้แล้ว คิดว่านับจากนี้นางคือลูกจ้าง ส่วนท่านอ๋องแปดคือนายจ้าง เรื่องทางกายนางคิดหลบหลีกคงยาก ซึ่งคิดให้ดีหลี่ปิงเฉิงเปิดเผยพูดจาจริงใจยังดีกว่าหลอกลวงให้นางคิดเข้าข้างตนเอง‘เป็นเช่นนี้ย่อมดีแล้ว’ นางคิดในใจอย่างไม่ถือโทษโกรธท่านอ๋องแปดอีกต่อไป เพราะเขาชัดเจน นางเองก็จะได้ชัดเจนเช่นกัน ระหว่างนางกับเขามีเพียงความใคร่ หากร่วมหมอนจะไม่มีสิ่งใดเกินไปจากนั้น“เจ้าเหนื่อยเกินไปจนสติวิปลาสไปแล้วหรือ?”หลี่ปิงเฉิงที่สังเกตมาพักใหญ่แล้วเห็นว่าถานเมิ่งจีนั้นดูยิ้มแย้มใบหน้าผ่องใส ผิดกับเมื่อครั้งลงจากหลังม้ามาพร้อมกัน ก็ให้สงสัยว่าที่ตนพูดออกไปอาจทำร้ายจิตใจนางจนสติวิปลาสไปแล้วหรือไม่ จึงดูกลับมาร่าเริงได้ไวถึงเพียงนี้ หรือผู้ใดแอบเอาน้ำชาต้าหมา (กัญชา) ให้นางกินเข้าไป จึงดูอารมณ์ดีเกินไปเช่นนี้“เหนื่อยนั้นมาก แต่รู้สึกว่าการแต่งงานนี้ที่จริงก็หาได้เลวร้าย จึงทำให้หม่อมฉันอารมณ์ดีเพคะ” หญิงสาวหันไปคุยกับเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มออกมาจากใจจริงแท้ ดูอย่างไรนางก็ไม่ได้เสแสร้งจนเ
ตอนที่ 14แปดวันช่างผ่านไปเร็วนัก นับตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาถานเมิ่งจีและถานม่านอวี้ถูกเหล่าฮูหยินถานและถานไท่เว่ยพาเข้าไปยังหอบรรพชนโดยมี ‘ถานเหยียนซ่ง’ บุตรชายคนรองสายตรงที่จะรับตำแหน่งผู้นำสกุลถานคนต่อไป ซึ่งเพิ่งกลับมาจากชายแดนถึงสกุลถานเมื่อสองวันก่อนก็เข้าไปร่วมชมพิธี ‘อำลาบรรพชน’ เช่นสตรีทุกคนในดินแดนต้าเซิ่งแห่งนี้ล้วนต้องกระทำเมื่อยามออกเรือน และถานเหยียนซ่งในอนาคตแน่นอนว่าจะต้องทำหน้าที่บิดาส่งบุตรสาวออกเรือนต่อจากถานหมิงฮ่าวคนเดียวที่ไม่อาจเข้าร่วมมีเพียงถานเถียนหย่ง ถึงภายนอกอีกฝ่ายไม่แสดงกิริยาไม่พึงใจออกไป แต่ภายในใจของคุณชายสามกลับเต็มไปด้วยความริษยาพร้อมจะสาดเพลิงโทสะสังหารพี่ชายต่างมารดาที่ได้ดีมีหน้ากว่าตนทุกสิ่ง โดยไม่สนใจว่ากว่าถานเหยียนซ่งเขาจะก้าวหน้าถึงเพียงนี้ลำบากยากเข็ญเพียงใด ต้องฝึกฝนวิชาการต่อสู้มาตั้งแต่วัยเพียงห้าหนาว จนเก่งกาจรอบด้านทั้งบุ๋นและบู๊ต่างจากเด็กวัยเดียวกันมากเพียงใด“เริ่มท่องคติธรรมครองเรือนแห่งต้าเซิ่งได้แล้ว เสี่ยวม่าน เสี่ยวเมิ่ง”สองกายอรชรในอาภรณ์สีแดงลวดลายนกยวนยางคู่สีทองนั่งบนเบาะหน้าแท่นวางป้ายวิญญาณคนสกุลถานเคียงข้างกัน โดยมีเห
ตอนที่ 13หน้าจวนสกุลถานไท่เว่ยวันนี้พอได้ฟังว่าหลานสาวตัวน้อยกำลังจะกลับจวน เหล่าฮูหยินถานก็ไม่กลัวแดดกลัวลมสั่งให้บ่าวไพร่ชายหญิงยกเก้าอี้มาให้นั่งรอตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันสาดแสงเลยด้วยซ้ำ เห็นแล้วสองพี่น้องถานเถียนหย่งและถานม่านอวี้ต่างก็ริษยาจนขนตาแทบไหม้“ท่านย่ากลับไปรอในโถงกลางดีหรือไม่เจ้าคะ แดดเริ่มแรงแล้ว ประเดี๋ยวจะป่วยเอาได้นะเจ้าคะ” ถานม่านอวี้ที่ไม่ยอมพลาดทุกการเคลื่อนไหวของศัตรูตัวร้ายของตนเร่งรุดตรงไปเอาหน้ากับผู้เป็น ‘ท่านย่า’ เพื่อประจบสอพลอ แต่ดูไม่ประจบสอพลอ ทว่ากิริยานั้นดูห่วงใยจากใจจริง แต่คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาขนาดเหล่าฮูหยินมีหรือจะมองไม่ออก ถึงนางมองออกและเท่าทันอย่างไร เหล่าฮูหยินถานกลับไม่แสดงออกมา นางเลือกที่จะเก็บจดทดเอาไว้ในใจเพียงเท่านั้น เพราะหนึ่งในอดีตนางเคยใจร้ายกับมารดาของถานม่านอวี้ จนสุดท้ายพอคลอดถานเถียนหย่งออกมาได้เพียงเจ็ดวัน สตรีผู้นั้นก็แขวนคอตายจากไปกับสองเพราะนางผ่านโลกมานานจึงทราบว่ายิ่งตนเองตำหนิถานม่านอวี้ก็คล้ายดังนางโยนถ่านร้อน ๆ ไปใส่ถานเมิ่งจี เช่นนี้ที่ผ่านมานางจึงทำราวกับเป็นคนแก่สายตาไม่ดีหูก็ตึง ถานม่านอวี้รังแกถานเมิ่งจีบ
ผ่านไปถึงเจ็ดวันกว่าที่ถานเมิ่งจีจะลุกขึ้นจากเตียงไหว แต่ยังดีว่านับจากค่ำคืนนั้นหลี่ปิงเฉิงก็ไม่โผล่หน้ามาให้นางได้ลำบากใจอีกเลย ช่างดีต่อใจของนางอย่างยิ่งจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาถึงสิบเอ็ดวัน นางจึงได้โอกาสกลับจวนสกุลถาน เพราะเหลือเวลาสำหรับเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวอีกเพียงแปดวันเท่านั้น ซึ่งตลอดเวลาถานเมิ่งจีก็มีความสุขไม่น้อย เพราะที่ตำหนักซ่างหยางนี้ไม่มีถานม่านอวี้คอยทำให้นางปวดสมองกับความร้ายกาจที่มาในคราบของผู้ถูกกระทำ แล้วผลักภาระบทนางร้ายให้นางแสดงอยู่ทุกวัน ยิ่งท่านอ๋องแปดทำตัวดังกับว่าได้ตายจากไปแล้วนางยิ่งสุขล้น!“รถม้ามารอที่หน้าตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะพระชายาถาน” คนที่กำลังเตรียมตัวจะลุกขึ้นเดินถึงกับสะดุดแทบล้ม ยังดีมีลู่เจียวช่วยประคอง เพราะอยู่ดี ๆ กลับถูกท่านกงกงอาวุโสเรียกนางว่า ‘พระชายาถาน’ ทั้งที่อีกตั้งแปดวันงานแต่งงานพระราชทานจะมาถึง“ทะ ท่านหลิ่วกงกง ข้ายังเป็นเพียงคุณหนูสี่เท่านั้น” นางเอ่ยแก้ความเข้าใจของท่านกงกงซึ่งดูจากหลายวันที่ผ่านมาแล้ว นางคิดว่ากงกงผู้นี้คงดูแลตำหนักซ่างหยางแห่งนี้ทั้งหมดเป็นแน่ อนาคตนางจะมาอาศัยที่ตำหนักแห่งนี้ก็สมควรพูดจาให้ดีกับกงกงผู้นี้เอาไ
ตอนที่ 11กึก! กึก!เสียงฝีเท้าหนักดังปลุกให้ลู่เจียวที่หลับอยู่หน้าเตียงของคุณหนูสี่สะดุ้งก่อนจะลุกขึ้นนั่งด้วยใบหน้าเลิ่กลั่ก ก่อนจะซีดจนขาวเมื่อเห็นจนกระจ่างว่าผู้มาเยือนในยามดึกดื่นนั้นคือ ‘ท่านอ๋องแปด’ หาใช่คนร้ายที่ใด แต่สำหรับนางแล้วให้เป็นคนร้ายยังน่ากลัวน้อยกว่าท่านอ๋องแปดหลายส่วนนัก!“ท่านอ๋องแปด!” “หุบปาก แล้วตามคนของเปิ่นหวางไปพักข้างนอก” ลู่เจียวนั้นยังคงนิ่ง เพราะไม่คิดทิ้งคุณหนูสี่ไว้กับบุรุษร้ายกาจนาม ‘หลี่ปิงเฉิง’ ต่อให้อีกฝ่ายมีใจคออำมหิตเพียงใดสาวใช้ผู้จงรักภักดีต่อนายสาวก็ไม่กลัวตาย“อยากตายสินะ!” กระบี่ในมือตวัดไปพาดบนลำคอเล็กของสาวใช้ไม่กลัวตายตรงหน้าเตียง แต่ถึงลู่เจียวจะหวาดกลัวจนตัวสั่นหน้าซีดเผือด แต่นางกลับไม่ยอมขยับเปิดทางให้แก่ท่านอ๋องแปดแม้เพียงเสี้ยวธุลี หลี่ปิงเฉิงจับจ้องสาวใช้ของคุณหนูสี่ราวกับจะฉีกเนื้อเลาะกระดูก นางเองก็กัดฟันจ้องตอบเช่นกัน กลัวตายนั้นนางก็มีไม่ต่างจากคนอื่น ๆ แต่นางมีหน้าที่ ‘ปกป้อง’ คุณหนูสี่ ต่อให้ต้องตายลงเดี๋ยวนี้นางก็ไม่เสียใจ“!!!” ลู่เจียวเร่งหลับตาลงทันทีที่เห็นว่าท่านอ๋องแปดเงื้อมือที่กำด้ามกระบี่ขึ้นสูงสุดปลายแขน ทำใจเ
ตอนที่ 10และตลอดทั้งบ่ายไปจนถึงตลอดคืน ไข้ของถานเมิ่งจีก็ยังสูงอย่างน่าเป็นห่วง จนหลี่ปิงเฉิงต้องเรียกให้ท่านหมอหลวงจางมาพักค้างแรมภายในตำหนักซ่างหยางของตนเสีย เนื่องจากเกรงว่าหากคุณหนูสี่อาการทรุดหนักก็จะได้มีหมอรักษาได้ทันเวลาไม่ประมาทอีกต่อไป“บาดแผลของคุณหนูสี่นั้นไม่ธรรมดา เป็นไข้หนักถึงเพียงนี้ยังนับว่าน้อยหรือ หากให้กระหม่อมกล่าวความจริงจากใจก็คือนางไม่ตายก็นับว่าแกร่งเกินบุรุษบางคนอยู่มากแล้วพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องแปด” ท่านอ๋องแปดรับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะออกคำสั่งให้ซ่งจินนั้นไปรับตัวสาวใช้คนสนิทของคุณหนูสี่แซ่ถานมาดูแลในช่วงสายของอีกวัน เพราะเขามีข้อราชกิจต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในช่วงค่ำของวันนี้ ไม่ไปไม่ได้ และคนในตำหนักข้างกายที่ตนวางใจได้มีแต่บุรุษทั้งสิ้น คงมีแต่วิธีเท่านั้นจึงพอคลายความกังวลว่านางอาจถูกอีกฝ่ายส่งคนมา ‘ซ้ำรอย’ จนนางถึงแก่ความตายไป เช่นนั้นแผนของเขาเห็นทีจะเสียหายไปไม่มากก็น้อยเป็นแน่“ข้าได้ข่าวว่าถานเมิ่งจีถูกลอบสังหาร เรื่องนี้จริงเท็จเป็นประการใดกันแน่ปิงเอ๋อร์” หลังจากประชุมขุนนางเสร็จเมื่อช่วงบ่าย บัดนี้จึงเป็นมื้อค่ำพร้อมหน้าทั้งไท่จื่อ กู้ฮองเฮา ร







