LOGIN“ไม่!”
กายเล็กลุกพรวดขึ้นมาจากที่นอนราวกับแผ่นหลังถูกจี้ด้วยถ่านไฟร้อน ๆ ใบหน้าและตามร่างกายมีแต่เหงื่อกาฬไหลชุ่ม
“คุณหนูท่านฟื้นแล้ว”
เสียงของสาวใช้ที่รับใช้ใกล้ชิดกันมาหนึ่งฤดูหนาวดังขึ้นพร้อมสัมผัสอบอุ่นที่ต้นแขน ทำให้ถานเมิ่งจีเพิ่งได้สติว่าที่แท้ตนเองเพียงฝันไปเท่านั้น
“ฮูหยินผู้เฒ่าเพิ่งกลับเรือนไปเมื่อครู่นี้เจ้าค่ะ คุณหนูสี่ต้องการสิ่งใดหรือไม่ บอกลู่เจียวมาได้เลย”
ลู่เจียวเป็นดังพี่สาวที่ดี หากตลอดหนึ่งหนาวไม่มีสาวใช้และฮูหยินผู้เฒ่าซึ่งเป็นท่านย่าคอยเคียงข้าง ชีวิตของคนหลงภพที่ไร้ความทรงจำในภพนี้เลยคงลำบากกว่านี้ไม่น้อย
“ข้ากลับมาที่จวนแล้วหรือลู่เจียว” พอหันมองสำรวจรอบกายแล้วพบกับภาพของห้องนอนคุ้นเคยจึงพอจะทราบแล้วว่าตนเองกลับมาถึงจวนถานไท่เว่ยแล้ว
“เจ้าค่ะ กลับมาได้หลายชั่วยามแล้ว”
ลู่เจียวเทน้ำใส่ถ้วยส่งให้ผู้เป็นนายได้ดื่มดับความกระหายไปพลางก็ตอบอีกฝ่ายไปพลาง
“ว่าแต่ข้ายังไม่ได้คำตอบเลยว่าเหตุใด้ข้าทำผิดถึงเพียงนั้นกลับยังคงสุขสบายอยู่ในจวนและนอกจวนมาถึงสามหนาวได้”
นี่คือสิ่งที่ติดค้างใจของถานเมิ่งจีไป แม้แต่ในความฝันเมื่อครู่ใหญ่ ภาพสองมือที่เต็มไปด้วยเลือดติดตายากจะลบเลือน ชีวิตคนถึงสองคนกับม้าหนึ่งตัวสำหรับนางมันโหดร้ายเกินไป ตอนเป็นเจ้าจันทร์ที่เลือกเรียนเภสัชก็เพราะจิตไม่แข็งพอจะเรียนหมอ พอมาเป็นถานเมิ่งจีไม่คิดเลยว่าเด็กสาวอายุเพียงสิบสามหนาวกลับคิดเอาชีวิตคน นางรับไม่ได้จริง ๆ
“ก็เพราะคุณหนูคือบุตรสาวสายตรงเพียงคนเดียวของถานไท่เว่ย ไหนจะยังมีตำแหน่งคู่หมั้นคู่หมายขององค์ไท่จื่อกับสกุลเดิมของต้าฮูหยินนั้นเป็นพระญาติกับอดีตไทเฮา เพียงเท่านี้สกุลเหลิ่งแค้นเพียงใดก็ยากจะต่อกรเจ้าค่ะ”
เพราะท่านตาของคุณหนูสี่เป็นจวิ้นกั๋วกง แล้วส่งต่อมาให้ท่านลุง ไหนจะเป็นสกุล ‘ฮั่ว’ ซึ่งเป็นสกุลเดิมของอดีตไทเฮา ดังนั้นฮ่องเต้จึงต้องไว้หน้าคนสกุลฮั่ว เพียงเท่านี้สกุลเหลิ่งก็อยากจะเอื้อมถึง คงไม่ต้องกล่าวถึงบิดาที่เป็นไท่เว่ยซึ่งกุมกำลังทหารอยู่ในกำมือเรือนแสน ดังนั้นจะให้คนตายมาขายคนเป็นเห็นทีท่านอัครมหาเสนาบดีเหลิ่งคงไม่ทำเป็นแน่
“อำนาจวาสนานี่มันช่างน่ากลัวจริง ๆ”
เพราะระหว่างอำนาจกับชีวิตของบุตรสาวและหลาน ตาเฒ่าเหลิ่งคงเลือกอำนาจวาสนาแทน บัดนี้จึงยังคงอยู่ในฐานะอัครมหาเสนาบดีใหญ่ไม่เปลี่ยน ใจดวงน้อยเพิ่งกระจ่างถึงสัจธรรมจริงแท้ที่ไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยไหนอำนาจและเงินตราก็อยู่เหนือทุกสิ่งก็วันนี้
“เจ้าไปพักเถอะลู่เจียว”
“มิได้เจ้าค่ะ คุณหนูยังตัวร้อนไม่คลาย คืนนี้ลู่เจียวจะนอนหน้าเตียงนี้ไม่ไปที่ใดเจ้าค่ะ”
ท้องนภาใกล้กระจ่างแล้ว สาวใช้เช่นลู่เจียวคงหลับได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยามถานเมิ่งจีไม่กล่าวอันใดอีกเพราะราตรีนี้นางคิดว่าตนเองทำให้สาวใช้คนสนิทลำบากมามากแล้ว ให้สาวรุ่นพี่ได้พักบ้างมีเพียงตนเองว่าง่ายดื่มยาแสนขมบาดลิ้นแล้วนอนต่อจึงเป็นทางเลือกที่สมควรที่สุด
แต่ดูเหมือนนางจะคาดผิดไปพอสมควร เพราะหลังจากนั้นถึงห้าวัน สาวน้อยหลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะพิษไข้เล่นงานแม้ขับถ่ายก็ยังต้องอาศัยกระโถนทำเอานางถึงกับขยาดเรื่องระหว่างชายหญิงไปเลย คิดว่าหากต้องมีอีกคงถึงตาย
“เสี่ยวเมิ่งตื่นแล้วหรือ”
น้ำเสียงโอบอ้อมอารีนี้ย่อมจดจำได้ขึ้นใจว่าเป็นผู้ใดต่อให้นางยังไม่ทันได้ลืมตา
“ท่านย่า…”
ภายในปากที่ขมจนไม่อยากกลืนน้ำลายทำเอาคนกินยาง่ายมาตลอดถึงกับหวาดกลัวถ้วยบรรจุน้ำสีน้ำตาลแก่เกือบดำถึงสามถ้วยในถาดที่ลู่เจียวประคองอยู่เบื้องหลัง
“เด็กดีกินยาก่อนนะ มา ย่าเป่าให้”
สตรีวัยหกสิบหนาวรับเอาถ้วยบรรจุน้ำยากลิ่นเกินต้านมาถือเอาไว้ในมือแล้วเป่า ถึงชิงชังมันมาก แต่เพราะอยากหายดีถานเมิ่งจีจึงจำใจรับมาดื่มรวดเดียวสามถ้วยไม่ปริปากบ่นเช่นในอดีต ทำเอาฮูหยินผู้เฒ่าถานยิ้มเอ็ดดู
“ผูเถาเคลือบน้ำตาลที่หลานชอบ”
ถานเมิ่งจีรับเอาองุ่นเคลือบน้ำตาลมาจิ้มเข้าปากแล้วอมซึมซับความหวาน หกวันผ่านพ้นปากของนางแทบไม่รับรสใดอีกเลยนอกจากรสขมของยาสมุนไพรมากมาย แต่สายตาห่วงใยของท่านย่าและลู่เจียวก็กระตุ้นเตือนให้นางอยากแสดงความอ่อนแอออกไป
“ท่านพ่อคงโกรธเสี่ยวเมิ่งจนไม่อยากพบหน้ากระมัง” ห้าวันที่หลับ ๆ ตื่น ๆ เด็กสาวจำได้ว่าไม่พบหน้าบิดาเลย ส่วนพี่ชายคนที่สามแต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่ชอบนางอยู่แล้ว คงไม่ต้องเอ่ยถึงถานม่านอวี้ เพราะคนนั้นชิงชังนางจนคิดให้ตายไป ถึงจะทำทีมาเยี่ยมนางทุกวัน แต่ภายในใจของนางรู้แจ้ง สตรีผู้นั้นเพียงมาดูให้แน่แก่ใจว่านางใกล้ตายหรือยังเพียงเท่านั้น
“เข้าใจผิดแล้วเสี่ยวเมิ่ง ช่วงนี้ท่านพ่อของเจ้ากำลังวุ่นวาย ไหนจะจัดเตรียมงานแต่งของเจ้ากับท่านอ๋องแปด และงานของม่านอวี้และองค์ไท่จื่อ มาเยี่ยมเจ้ายามใด เจ้าก็ยังหลับอยู่ นี่ขนาดหน้าที่สวบสวนลี่จื่อผู้นั้นก็ยังยกให้เป็นหน้าที่ของพี่สามของเจ้าเลย”
คิ้วเรียวขมวดฉับพลันทันใด มิใช่ประหลาดใจที่บิดาต้องจัดเตรียมพิธีรสของตนเองกับหลี่ปิงเฉิง เพราะนางทราบดีว่าคงหนีไม่พ้นต้องแต่งงานกับบุรุษต่ำทรามผู้นั้น เนื่องจากฐานะของตนเองไม่ธรรมดา จะให้จบลงด้วยการต่างคนต่างแยกย้ายเห็นทีจะไม่ใช่ แต่ที่นางประหลาดใจก็คือลี่จื่อเป็นสาวใช้ของถานม่านอวี้ แล้วเหตุต้องไปสอบสวนสาวใช้ต่ำต้อยกันเล่า?
“ท่านย่าหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ เหตุใดต้องสอบสวนลี่จื่อ นางทำสิ่งใดผิดจนต้องยกให้พี่สามสอบสวนนางเร่งด่วนแทนท่านพ่อด้วย”
“ก็เพราะนางคือคนที่คิดร้ายวางยาคุณหนูสี่ในราตรีนั้นเช่นไรเล่าเจ้าคะ” กลับเป็นลู่เจียวที่ตอบไขข้อข้องใจของนางแทนเหล่าฮูหยินถาน
“ลี่จื่อน่ะหรือวางยาข้า?” จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ถึงสาวใช้ผู้นั้นจะเคารพรักถานม่านอวี้มาก แต่ตลอดหนึ่งหนาวในจวนถานไท่เว่ย นางล้วนทราบดีลี่จื่อขี้ขลาดที่สุดแล้ว นางจะเอาความกล้าใดมาวางยานรกนั้นแก่คุณหนูสี่สายตรงเช่นตนเองไปได้
“แต่นางก็ยอมสารภาพแล้วนะเจ้าคะคุณหนูสี่ นางยอมรับว่าเป็นผู้วางยาคุณหนูในราตรีนั้น เนื่องจากเก็บความแค้นมานานที่คุณหนู่สี่คอยแต่จะรังแกนาง”
ลู่เจียวกล่าวออกมาด้วยอารมณ์ชิงชังสาวใช้รุ่นพี่เช่นลี่จื่อ แต่ถานเมิ่งจีที่สติวันนี้คืนกลับมาครบถ้วนกลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะให้เป็นความจริงที่ใดอดีตถานเมิ่งจีคนเดิมนิสัยไม่ดีรังแกคนไปทั่ว แต่คนที่ขี้ขลาดเช่นนั้นไม่มีวันคิดการใหญ่ขนาดวางยานางในงานเลี้ยงใหญ่ที่สำคัญ ราตรีนั้นลี่จื่อและลู่เจียวล้วนรอคอยอยู่ที่ประตูวัง มิได้ก้าวติดตามพวกตนเข้าไปในงานเลย
‘เห็นทีนางปีศาจอสรพิษนั่นเพื่อพ้นผิดถึงกับป้ายสีคนสนิทตนเองเสียเป็นแน่’ ไม่นานถานเมิ่งจีก็วิเคราะห์เหตุการณ์คราวนี้ได้เด็ดขาด
“แล้วบัดนี้ลี่จื่อนางถูกลงโทษเช่นไร”
ผ่านมาถึงหกวันนับจากราตรีนั้น ไม่แน่ใจว่าคุณชายสามกับถานม่านอวี้ สองพี่น้องคู่นั้นลงมือเด็ดขาดกำจัดลี่จื่อทิ้ง ตัดตอนความผิดของตนไปแล้วหรือยัง เพราะหากนางต้องการจะเอาคืนถานม่านอวี้ คงมีเพียงเล่นบทคนดีช่วยศัตรูของศัตรูเท่านั้น
“โบยนางหนึ่งร้อยไม้แล้วจึงขายขาดนางให้แก่หอนางโลมชุนอวี่แล้วเจ้าค่ะ ชาตินี้จนตายก็ไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันแล้วหึ! สารเลวเช่นนางก็สมควรแล้ว”
นี่คือกฎบ้าน แต่นางเกรงว่าถานม่านอวี้และถานเถียนหย่งคงไม่มีวันปล่อยให้ลี่จื่อรอดชีวิตออกมาพูดความจริงที่ทั้งสองร่วมกันทำชั่วเป็นแน่
“ขายนางออกไปกี่วันแล้ว”
ถานเมิ่งจีถามออกไปด้วยกิริยาร้อนรน เพราะหากลี่จื่อตายลง ความชั่วของสองพี่น้องคู่นั้นเช่นไรนางก็คงไร้หลักฐานจะตีแผ่ออกมาได้แล้ว
“เพิ่งขายออกไปเมื่อยามเฉินเจ้าค่ะ”
“เตรียมอาภรณ์ ข้าจะออกไปหอนางโลมชุนอวี่”
“มิได้นะเสี่ยวเมิ่ง ไข้ของเจ้าเพิ่งจะหาย จะออกไปถูกลมด้านนอกมิได้ อีกสิ่งนี่ใกล้งานมงคลแล้ว จะให้คนเห็นเจ้าไปสถานที่เช่นหอนางโลมได้เช่นไร”
เหล่าฮูหยินถานลุกขึ้นกดหัวไหล่ของหลานสาวคนเล็กให้นอนลงไปบนเตียง สีหน้าจริงจังเข้มงวดจนถานเมิ่งจีมองไม่เห็นทางว่าตนเองจะหลุดออกไปภายนอกจวนได้อย่างไร
“อะ…เอ่อ เจ้าค่ะ ๆ เสี่ยวเมิ่งรู้สึกเพลียอย่างยิ่ง เช่นนั้นขอเสี่ยวเมิ่งหลับอีกสักงีบนะเจ้าคะท่านย่า”
เข้าเมืองตาหลิ่วมีแต่ต้องหลิ่วตาตาม หาไม่หากแข็งข้อคงมีเพียงแต่ข้อของนางที่จะหัก ยิ่งโทษเดิมที่ตนเองสร้างเรื่องงามหน้าเอาไว้ หากบิดาและฮ่องเต้กับสกุลฮั่วไม่วิ่งเต้นบิดเบือนข่าวจากร้ายให้บรรเทา ป่านนี้ชื่อเสียงคุณหนูสี่ที่ได้ดีอยู่แล้วคงแหลกยับเป็นแน่ คิดแล้วก็แค้นใจถานม่านอวี้อย่างยิ่ง
“เจ้าดูแลคุณหนูสี่ให้ดี จนกว่าจะถึงวันสมรสจะให้นางออกจากจวนมิได้ เข้าใจหรือไม่ลู่เจียว”
พอถานเมิ่งจีทำเป็นว่าหลับไปแล้วเสียงของเหล่าฮูหยินที่กำชับลู่เจียวก็ลอยมาเข้าหู ซึ่งนางก็ซาบซึ้งในความห่วงใยและหวังดีของท่านย่าอย่างยิ่ง แต่ชีวิตของพยายานหนึ่งเดียวเช่นลี่จื่อก็สำคัญสำหรับนางมาก ถึงในวันนี้นางยังไม่อาจทราบได้ว่าตนจะกระชากหน้ากากคนชั่วเช่นถานม่านอวี้ได้อย่างไร แต่อนาคตก็ไม่แน่ เพราะหากตนเองแต่งงานออกไปเป็นพระชายาเอก อำนาจในมือคงมากกว่านี้ คนที่แต่งงานออกไปเป็นเพียงเหลียงตี้เช่นไรก็ด้อยกว่านางอย่างเห็นได้ชัดเจน หากหลี่ไท่หยางไม่ขยับฐานะอีกฝ่ายขึ้นเป็นไท่เฟย นางก็ยังสามารถกระชากหน้ากากสตรีอ่อนแอและอ่อนโยนของอีกฝ่ายได้อยู่ดี
เสียงปิดประตูเรือนจางหายไปครู่ใหญ่ คนเจ้าเล่ห์จึงค่อยเปิดเปลือกตาขึ้นมาทีละข้างด้วยกิริยาระมัดระวัง ส่วนภายในหัวก็วางแผนเป็นขั้นเป็นตอนว่าตนเองจะหลบหนีออกจากจวนแล้วไปชิงตัวของลี่จื่อมาได้อย่างไร
“ลู่เจียว เจ้าไปหาชุดของบุรุษที่มีร่างกายใกล้เคียงกับข้ามา คืนนี้ข้าต้องได้ออกไปหอชุนอวี่”
ถึงแผนปลอมตัวจะตื้นเขินไปบ้าง แต่มันคือวิธีเดียวที่นางจะสามารถทุ่มเงินซื้อตัวของลี่จื่อออกมาเป็นคนของตนเองได้ หากนางไปในฐานะคุณหนูสี่เห็นทีคนของถานเถียนหย่ง หรือไม่ก็คนของถานม่านอวี้จะต้องจับได้
“คุณหนูสี่!”
ลู่เจียวถึงกับแตกตื่นร้องเสียงหลงที่เพิ่งฟื้นไข้คุณหนูสี่ของตนก็จะหลบหนีออกจากจวน ขัดคำสั่งเหล่าฮูหยินอีกแล้ว และมิใช่หลบหนีไปสถานที่ซึ่งสตรีสมควรไป หากแต่คุณหนูของนางถึงกับใจกล้าจะเข้าไปในหอนางโลมอีกด้วย ลู่เจียวอยากพุ่งศีรษะโขกเสาเรือนให้ตายเสียจริง!
ตลอดงานพิธีการในช่วงเช้าเริ่มตั้งแต่ลงจากหลังม้าจนยกน้ำชาให้กับฮ่องเต้และฮองเฮา ถานเมิ่งจีทำทุกสิ่งถูกต้องเพราะนางทำใจได้แล้ว คิดว่านับจากนี้นางคือลูกจ้าง ส่วนท่านอ๋องแปดคือนายจ้าง เรื่องทางกายนางคิดหลบหลีกคงยาก ซึ่งคิดให้ดีหลี่ปิงเฉิงเปิดเผยพูดจาจริงใจยังดีกว่าหลอกลวงให้นางคิดเข้าข้างตนเอง‘เป็นเช่นนี้ย่อมดีแล้ว’ นางคิดในใจอย่างไม่ถือโทษโกรธท่านอ๋องแปดอีกต่อไป เพราะเขาชัดเจน นางเองก็จะได้ชัดเจนเช่นกัน ระหว่างนางกับเขามีเพียงความใคร่ หากร่วมหมอนจะไม่มีสิ่งใดเกินไปจากนั้น“เจ้าเหนื่อยเกินไปจนสติวิปลาสไปแล้วหรือ?”หลี่ปิงเฉิงที่สังเกตมาพักใหญ่แล้วเห็นว่าถานเมิ่งจีนั้นดูยิ้มแย้มใบหน้าผ่องใส ผิดกับเมื่อครั้งลงจากหลังม้ามาพร้อมกัน ก็ให้สงสัยว่าที่ตนพูดออกไปอาจทำร้ายจิตใจนางจนสติวิปลาสไปแล้วหรือไม่ จึงดูกลับมาร่าเริงได้ไวถึงเพียงนี้ หรือผู้ใดแอบเอาน้ำชาต้าหมา (กัญชา) ให้นางกินเข้าไป จึงดูอารมณ์ดีเกินไปเช่นนี้“เหนื่อยนั้นมาก แต่รู้สึกว่าการแต่งงานนี้ที่จริงก็หาได้เลวร้าย จึงทำให้หม่อมฉันอารมณ์ดีเพคะ” หญิงสาวหันไปคุยกับเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มออกมาจากใจจริงแท้ ดูอย่างไรนางก็ไม่ได้เสแสร้งจนเ
ตอนที่ 14แปดวันช่างผ่านไปเร็วนัก นับตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาถานเมิ่งจีและถานม่านอวี้ถูกเหล่าฮูหยินถานและถานไท่เว่ยพาเข้าไปยังหอบรรพชนโดยมี ‘ถานเหยียนซ่ง’ บุตรชายคนรองสายตรงที่จะรับตำแหน่งผู้นำสกุลถานคนต่อไป ซึ่งเพิ่งกลับมาจากชายแดนถึงสกุลถานเมื่อสองวันก่อนก็เข้าไปร่วมชมพิธี ‘อำลาบรรพชน’ เช่นสตรีทุกคนในดินแดนต้าเซิ่งแห่งนี้ล้วนต้องกระทำเมื่อยามออกเรือน และถานเหยียนซ่งในอนาคตแน่นอนว่าจะต้องทำหน้าที่บิดาส่งบุตรสาวออกเรือนต่อจากถานหมิงฮ่าวคนเดียวที่ไม่อาจเข้าร่วมมีเพียงถานเถียนหย่ง ถึงภายนอกอีกฝ่ายไม่แสดงกิริยาไม่พึงใจออกไป แต่ภายในใจของคุณชายสามกลับเต็มไปด้วยความริษยาพร้อมจะสาดเพลิงโทสะสังหารพี่ชายต่างมารดาที่ได้ดีมีหน้ากว่าตนทุกสิ่ง โดยไม่สนใจว่ากว่าถานเหยียนซ่งเขาจะก้าวหน้าถึงเพียงนี้ลำบากยากเข็ญเพียงใด ต้องฝึกฝนวิชาการต่อสู้มาตั้งแต่วัยเพียงห้าหนาว จนเก่งกาจรอบด้านทั้งบุ๋นและบู๊ต่างจากเด็กวัยเดียวกันมากเพียงใด“เริ่มท่องคติธรรมครองเรือนแห่งต้าเซิ่งได้แล้ว เสี่ยวม่าน เสี่ยวเมิ่ง”สองกายอรชรในอาภรณ์สีแดงลวดลายนกยวนยางคู่สีทองนั่งบนเบาะหน้าแท่นวางป้ายวิญญาณคนสกุลถานเคียงข้างกัน โดยมีเห
ตอนที่ 13หน้าจวนสกุลถานไท่เว่ยวันนี้พอได้ฟังว่าหลานสาวตัวน้อยกำลังจะกลับจวน เหล่าฮูหยินถานก็ไม่กลัวแดดกลัวลมสั่งให้บ่าวไพร่ชายหญิงยกเก้าอี้มาให้นั่งรอตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันสาดแสงเลยด้วยซ้ำ เห็นแล้วสองพี่น้องถานเถียนหย่งและถานม่านอวี้ต่างก็ริษยาจนขนตาแทบไหม้“ท่านย่ากลับไปรอในโถงกลางดีหรือไม่เจ้าคะ แดดเริ่มแรงแล้ว ประเดี๋ยวจะป่วยเอาได้นะเจ้าคะ” ถานม่านอวี้ที่ไม่ยอมพลาดทุกการเคลื่อนไหวของศัตรูตัวร้ายของตนเร่งรุดตรงไปเอาหน้ากับผู้เป็น ‘ท่านย่า’ เพื่อประจบสอพลอ แต่ดูไม่ประจบสอพลอ ทว่ากิริยานั้นดูห่วงใยจากใจจริง แต่คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาขนาดเหล่าฮูหยินมีหรือจะมองไม่ออก ถึงนางมองออกและเท่าทันอย่างไร เหล่าฮูหยินถานกลับไม่แสดงออกมา นางเลือกที่จะเก็บจดทดเอาไว้ในใจเพียงเท่านั้น เพราะหนึ่งในอดีตนางเคยใจร้ายกับมารดาของถานม่านอวี้ จนสุดท้ายพอคลอดถานเถียนหย่งออกมาได้เพียงเจ็ดวัน สตรีผู้นั้นก็แขวนคอตายจากไปกับสองเพราะนางผ่านโลกมานานจึงทราบว่ายิ่งตนเองตำหนิถานม่านอวี้ก็คล้ายดังนางโยนถ่านร้อน ๆ ไปใส่ถานเมิ่งจี เช่นนี้ที่ผ่านมานางจึงทำราวกับเป็นคนแก่สายตาไม่ดีหูก็ตึง ถานม่านอวี้รังแกถานเมิ่งจีบ
ผ่านไปถึงเจ็ดวันกว่าที่ถานเมิ่งจีจะลุกขึ้นจากเตียงไหว แต่ยังดีว่านับจากค่ำคืนนั้นหลี่ปิงเฉิงก็ไม่โผล่หน้ามาให้นางได้ลำบากใจอีกเลย ช่างดีต่อใจของนางอย่างยิ่งจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาถึงสิบเอ็ดวัน นางจึงได้โอกาสกลับจวนสกุลถาน เพราะเหลือเวลาสำหรับเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวอีกเพียงแปดวันเท่านั้น ซึ่งตลอดเวลาถานเมิ่งจีก็มีความสุขไม่น้อย เพราะที่ตำหนักซ่างหยางนี้ไม่มีถานม่านอวี้คอยทำให้นางปวดสมองกับความร้ายกาจที่มาในคราบของผู้ถูกกระทำ แล้วผลักภาระบทนางร้ายให้นางแสดงอยู่ทุกวัน ยิ่งท่านอ๋องแปดทำตัวดังกับว่าได้ตายจากไปแล้วนางยิ่งสุขล้น!“รถม้ามารอที่หน้าตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะพระชายาถาน” คนที่กำลังเตรียมตัวจะลุกขึ้นเดินถึงกับสะดุดแทบล้ม ยังดีมีลู่เจียวช่วยประคอง เพราะอยู่ดี ๆ กลับถูกท่านกงกงอาวุโสเรียกนางว่า ‘พระชายาถาน’ ทั้งที่อีกตั้งแปดวันงานแต่งงานพระราชทานจะมาถึง“ทะ ท่านหลิ่วกงกง ข้ายังเป็นเพียงคุณหนูสี่เท่านั้น” นางเอ่ยแก้ความเข้าใจของท่านกงกงซึ่งดูจากหลายวันที่ผ่านมาแล้ว นางคิดว่ากงกงผู้นี้คงดูแลตำหนักซ่างหยางแห่งนี้ทั้งหมดเป็นแน่ อนาคตนางจะมาอาศัยที่ตำหนักแห่งนี้ก็สมควรพูดจาให้ดีกับกงกงผู้นี้เอาไ
ตอนที่ 11กึก! กึก!เสียงฝีเท้าหนักดังปลุกให้ลู่เจียวที่หลับอยู่หน้าเตียงของคุณหนูสี่สะดุ้งก่อนจะลุกขึ้นนั่งด้วยใบหน้าเลิ่กลั่ก ก่อนจะซีดจนขาวเมื่อเห็นจนกระจ่างว่าผู้มาเยือนในยามดึกดื่นนั้นคือ ‘ท่านอ๋องแปด’ หาใช่คนร้ายที่ใด แต่สำหรับนางแล้วให้เป็นคนร้ายยังน่ากลัวน้อยกว่าท่านอ๋องแปดหลายส่วนนัก!“ท่านอ๋องแปด!” “หุบปาก แล้วตามคนของเปิ่นหวางไปพักข้างนอก” ลู่เจียวนั้นยังคงนิ่ง เพราะไม่คิดทิ้งคุณหนูสี่ไว้กับบุรุษร้ายกาจนาม ‘หลี่ปิงเฉิง’ ต่อให้อีกฝ่ายมีใจคออำมหิตเพียงใดสาวใช้ผู้จงรักภักดีต่อนายสาวก็ไม่กลัวตาย“อยากตายสินะ!” กระบี่ในมือตวัดไปพาดบนลำคอเล็กของสาวใช้ไม่กลัวตายตรงหน้าเตียง แต่ถึงลู่เจียวจะหวาดกลัวจนตัวสั่นหน้าซีดเผือด แต่นางกลับไม่ยอมขยับเปิดทางให้แก่ท่านอ๋องแปดแม้เพียงเสี้ยวธุลี หลี่ปิงเฉิงจับจ้องสาวใช้ของคุณหนูสี่ราวกับจะฉีกเนื้อเลาะกระดูก นางเองก็กัดฟันจ้องตอบเช่นกัน กลัวตายนั้นนางก็มีไม่ต่างจากคนอื่น ๆ แต่นางมีหน้าที่ ‘ปกป้อง’ คุณหนูสี่ ต่อให้ต้องตายลงเดี๋ยวนี้นางก็ไม่เสียใจ“!!!” ลู่เจียวเร่งหลับตาลงทันทีที่เห็นว่าท่านอ๋องแปดเงื้อมือที่กำด้ามกระบี่ขึ้นสูงสุดปลายแขน ทำใจเ
ตอนที่ 10และตลอดทั้งบ่ายไปจนถึงตลอดคืน ไข้ของถานเมิ่งจีก็ยังสูงอย่างน่าเป็นห่วง จนหลี่ปิงเฉิงต้องเรียกให้ท่านหมอหลวงจางมาพักค้างแรมภายในตำหนักซ่างหยางของตนเสีย เนื่องจากเกรงว่าหากคุณหนูสี่อาการทรุดหนักก็จะได้มีหมอรักษาได้ทันเวลาไม่ประมาทอีกต่อไป“บาดแผลของคุณหนูสี่นั้นไม่ธรรมดา เป็นไข้หนักถึงเพียงนี้ยังนับว่าน้อยหรือ หากให้กระหม่อมกล่าวความจริงจากใจก็คือนางไม่ตายก็นับว่าแกร่งเกินบุรุษบางคนอยู่มากแล้วพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องแปด” ท่านอ๋องแปดรับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะออกคำสั่งให้ซ่งจินนั้นไปรับตัวสาวใช้คนสนิทของคุณหนูสี่แซ่ถานมาดูแลในช่วงสายของอีกวัน เพราะเขามีข้อราชกิจต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในช่วงค่ำของวันนี้ ไม่ไปไม่ได้ และคนในตำหนักข้างกายที่ตนวางใจได้มีแต่บุรุษทั้งสิ้น คงมีแต่วิธีเท่านั้นจึงพอคลายความกังวลว่านางอาจถูกอีกฝ่ายส่งคนมา ‘ซ้ำรอย’ จนนางถึงแก่ความตายไป เช่นนั้นแผนของเขาเห็นทีจะเสียหายไปไม่มากก็น้อยเป็นแน่“ข้าได้ข่าวว่าถานเมิ่งจีถูกลอบสังหาร เรื่องนี้จริงเท็จเป็นประการใดกันแน่ปิงเอ๋อร์” หลังจากประชุมขุนนางเสร็จเมื่อช่วงบ่าย บัดนี้จึงเป็นมื้อค่ำพร้อมหน้าทั้งไท่จื่อ กู้ฮองเฮา ร







