Share

ตอนที่ 7

last update Last Updated: 2026-02-14 12:13:01

ตอนที่ 7

นี่คือครั้งแรกนับจากมาเป็น ‘คุณหนูสี่’ ถานเมิ่งจีที่นางได้ออกมาท่องราตรีจึงตื่นตาไม่น้อย 

“นี่หรือคือถนนคนบาปแห่งซั่วหยาง” 

ร้านรวงนับร้อยไม่นับรวมแผงลอยอีกด้วยบนถนน ‘คนบาปแห่งซั่วหยาง’ นี้มองจากหัวตรอกไปสุดตรอกนางมิอาจมองไปถึงท้ายตรอกได้ เรียวปากเล็กจึงเผยออ้างค้าง ตาก็โตแวววาว เพราะตื่นตาตื่นใจ คาดไม่ถึงเลยว่ายุคโบราณเช่นนี้จะมีแหล่งเริงรมย์ยิ่งใหญ่ อาจใหญ่เสียกว่าตรอกข้าวสารหรือย่านทองหล่อในยุคที่ตนเองตายจากมาเสียด้วยซ้ำ 

“แล้วตรอกนี้มีหอนางโลมกี่แห่งกันเล่า ยาวสุดลูกหูลูกตาถึงเพียงนี้” 

“ข้าน้อยก็ไม่ทราบขอรับ” โต้วซานคิดว่าคุณหนูสี่นั้นถามตนเองจึงตอบออกมา 

“เจ้าทราบก็แปลกแล้ว” ถานเมิ่งจีกล่าวออกไปจากใจจริง ก็อีกฝ่ายอายุสิบสามหนาวเท่านั้น รู้จักหอนางโลมก็แปลกเต็มทน คิดแล้วให้ปวดใจ หากรู้ว่าถนนคนบาปนี้กว้างใหญ่นางคงเรียกใช้บ่าวชายที่อายุมากกว่านี้คงดีกว่า แต่มาคิดได้ในยามนี้จะมีประโยชน์อันใดเล่า 

“เอาเช่นนี้ดีกว่านะโต้วซาน เจ้านำม้ารอข้าอยู่ภายนอกก็แล้วกัน” 

เอาเด็กชายเข้าไปก็คงช่วยอันใดนางไม่ได้ ให้เขาเฝ้าม้ายังได้ประโยชน์กว่ามาก พลันนั้นก็คิดขึ้นมาได้ว่าตนเองนับจากอายุครบสิบหกหนาวในต้าเซิ่งนี้ทำอันใดก็ติดขัดนองเลือดไปหมด สงสัยคำว่าราหูเข้าพระเสาร์แทรกนี้คงมีอยู่จริงเสียแล้ว 

“แต่ว่า…” 

โต้วซานรู้สึกอยากเข้าไปเปิดโลกสักครั้งจึงบังอาจคิดคัดค้าน แต่พอนึกได้ว่าจวนไท่เว่ยที่ร้ายกาจที่สุดคือคุณหนูสี่ผู้นี้เขาจึงหุบปากแทบไม่ทัน 

“เฝ้าม้าตัวนี้ราวกับมันคืออาชาจากสวรรค์จนกว่าข้าจะกลับมา หากข้ากลับมาพบคนพร้อมม้า ชีวิตของเจ้าจะไม่จบลงเพียงโรงเลี้ยงม้าของสกุลถาน ข้าคุณหนูสี่ ‘ถานเมิ่งจี’ ให้คำมั่น” 

นางกล่าวจบก็ปลดป้ายหยกประจำกายมอบให้เด็กหนุ่มเพื่อเป็นแรงใจให้เขาคุ้มครองม้าตัวนี้อย่างดี จนกว่านางและลี่จื่อจะกลับมา 

“ลำบากเจ้าแล้วโต้วซาน” 

กล่าวแล้วจึงตบลงไปบนหัวไหล่ผอมโซของเด็กหนุ่มที่มีความสูงกว่านาง แต่ร่างกายกลับซูบผอมกว่านาง คงเพราะลำบากมาตั้งแต่จำความได้เป็นแน่ 

เท้าเรียวก้าวไปข้างหน้าด้วยสีหน้ามุ่งมั่น สองตาสอดส่ายอ่านป้ายหน้าร้านรวงต่าง ๆ ไม่นานก็ยิ้มออกมาเมื่อพบเป้าหมายที่ต้องการ 

“คุณชายน้อยผู้นี้รูปงามเสียจริง สนใจจะเข้าไปท่องเที่ยวในหอชมบุรุษซ่างเสินของเราหรือไม่” 

‘ซ่างเสิน’ คงหมายถึงเทพเซียนรูปงามกระมัง เด็กสาวยิ่งเดินลึกเข้าไปมากเท่าใดกลับมีแต่ความแปลกใจ มิคาดเลยว่าแม้แต่หอชมบุรุษต้าเซิ่งก็ยังมีอยู่หลายแห่ง ไม่ต่างจากหอนางโลมเลยด้วยซ้ำ 

“ข้าไม่ชอบบุรุษ ข้าชอบนารี ขอบคุณพี่ชายที่แนะนำ” 

กว่าจะหลุดมาจากสถานเริงรมย์ของสตรีและบุรุษที่ชมชอบบุรุษด้วยกันมาได้ เด็กสาวก็ถึงกับเหงื่อตกจนต้องซื้อพัดกระดาษมาโบกไล่ความร้อน แสงสีของถนนคนบาปนี้ช่างงดงามไม่น้อย 

“คุณชายน้อยสนใจแวะชมบุปผางามของหอชุนอวี่ของเราก่อนหรือไม่เจ้าคะ ราตรีนี้มีงานประมูลบุปผางามนับสิบดอกนะเจ้าคะ” 

สาวน้อยแหงนมองขึ้นไปยังหอสูงเจ็ดชั้นก็เห็นชื่อ ‘ชุนอวี่’ เด่นชัดจึงโล่งใจว่าตนเองมาถึงสักครา ที่สำคัญราตรีมีงานประมูลบุปผา นับว่านางได้มาเปิดโลกเป็นกำไรชีวิตแล้ว 

“แต่ก่อนเข้างานคุณชายน้อยต้องมีตั๋วเงินห้าสิบตำลึงก่อน จึงสามารถเข้าไปชมการประมูลได้เจ้าค่ะ” 

สาวงามทั้งสามนางที่กำลังล้อมหน้าล้อมหลังนางอยู่นี้ช่างตาถึงไม่เบา เพราะขณะนี้นางสวมอาภรณ์ของชนชั้นกลาง หาใช่อาภรณ์แสนแพงระยับเช่นคุณชายสกุลใหญ่ ก่อนเข้าไปจึงออกปากเรียกหาตั๋วเงิน เพราะห้าสิบตำลึงนี้คุณชายชนชั้นกลางไม่มีปัญญาหามาจ่ายได้เป็นแน่ 

“ได้สิ นี่ตั๋วเงินห้าสิบตำลึงสำหรับเข้างาน ส่วนนี่คือค่าแนะนำของพี่สาวทั้งสาม” 

มีเงินก็ต้องใช้ ยิ่งวันนี้เล่นใหญ่เป็นคุณชายน้อยผู้ร่ำรวยก็ต้องไปให้สุด นอกจากตั๋วเงินห้าสิบตำลึงเงิน นางจึงแจกสาวงามทั้งสามไปอีกคนละสามตำลึงเงิน ทำเอาทั้งสามแทบจะอุ้มนางเข้าไปยังห้องประมูลบุปผาเลยทีเดียว 

‘คนมีเงินมันดีเช่นนี้เอง’ 

เรียวปากงามยกยิ้มลึกซึ้ง ทำเอาสาวงามทั้งสามแทบละลายกลายเป็นน้ำ เพราะในยาม ‘คุณชายน้อย’ แย้มยิ้มราวกับเทพเซียนลงมาจุติลงมาให้เหล่าสาวงามได้เชยชมก็มิปาน 

“หากข้าอยากนั่งเก้าอี้ที่ดีที่สุดต้องจ่ายอีกเท่าใด” 

หากไม่เปิดเผยว่ามีเงินหนา นางคงยากจะสืบได้ว่าสาวใช้นามลี่จื่อผู้นั้นอยู่ที่ใด แต่มันก็เสี่ยงไม่น้อย เพราะนางไม่มีผู้ติดตามเลย มือเล็กขยับมือไปยังรองเท้าบุรุษที่ยาวมาถึงครึ่งหน้าแข่งเพื่อดูว่ามีดสั้นนั้นยังอยู่ดีหรือไม่ 

“เก้าอี้ตรงนั้นดีที่สุด แต่มีนายท่านผู้หนึ่งจับจองไปแล้ว มิทราบว่าคุณชายน้อยยินดีจะรับเก้าอี้อันดับสองหรือไม่เจ้าคะ” 

สตรีสาวงามวัยคงเกินสามสิบหนาว พอนางโลมหนึ่งในสามที่มารับ ‘คุณชายน้อย’ เงินหนาเข้าไปรายงานเท่านั้นก็เร่งรุดมาต้อนรับด้วยตนเอง กิริยาแทบจะคุกเข่านั้นทำเอาถานเมิ่งจีแทบผงะหงายหลัง ยังดีตั้งสติได้ไว ยืนได้อย่างมั่นคงเสียก่อน 

“ได้ ข้ารับ” 

ตั๋วเงินสองร้อยตำลึงถูกเหน็บลงไปยังหน้าอกขนาดมหึมาของสตรีผู้เป็นเหล่ามาม่าของหอชุนอวี่ ก่อนที่นางจะโน้มกายลงไปกระซิบยังใบหูขาวผ่องของอีกฝ่ายว่า… 

“สองร้อยตำลึงนี้คงพอให้ข้าได้นั่งสบายใช่หรือไม่พี่สาวคนงาม” 

อวี่หนงมาม่าถึงกับใบหน้าแดงก่ำราวกับสาวน้อยก็มิปาน ยิ่งมองสบกับรอยยิ้มกรุ้มกริ่มแพรวพราวจากหนุ่มน้อย แต่ความหล่อเหลานั้นกลับมีมากตรงหน้า ก็ยิ่งทำให้หัวใจของสาวงามวัยเกินสามสิบหนาวที่พบพานบุรุษมามากมายเกินจะนับ กลับมาสะเทิ้นเขินอายกับเพียงหนุ่มน้อยกิริยาร้ายกาจตรงหน้าจนเสียกิริยาเสียแล้ว 

“ย่อมได้เจ้าค่ะ ย่อมได้อยู่แล้ว” 

มุมปากงามพลันกระตุกเหยียดยิ้มให้นางยิ่งหล่อเหลาเกินบรรยาย ขนาดบุรุษด้วยกันยังตกหลุมของคุณชายน้อยที่แต่งกายหาได้โดดเด่น แต่เพราะผิวพรรณกับสง่าราศีนั้นมากล้น ไม่จำเป็นต้องสวมอาภรณ์ชั้นดีก็มากเสน่ห์อยู่ดี 

“มิคาดว่าคุณหนูสี่พอแต่งกายเป็นบุรุษเช่นนี้จะหล่อเหลา จนบุรุษแท้จริงยังต้องอายม้วนเสื่อกลับจวนไปหลายคนเช่นนี้” 

ซ่งจินหันไปกระซิบกระซาบกับสหายเช่นไป๋ลู่ แต่ก็ยังดังไปถึงหูของท่านอ๋องแปดหลี่ปิงเฉิงอยู่ดี เมื่อครั้งนางปีนออกมาจากจวนถานไท่เว่ยนั้นมืดนัก จึงมองไม่ชัด พอพบพานในหอชุนอวี่เช่นนี้เขาเองก็ต้องยอมรับจากใจว่า ‘ภรรยา’ ของตนเองไม่ว่าจะเป็นสตรีหรือบุรุษ ถานเมิ่งจีผู้นี้กลับรูปโฉมงดงามไม่แตกต่าง 

“ระวังอย่าให้ผู้ใดรังแกนางได้” 

เพราะสำหรับเขาแล้วนับจากราตรีนั้น ถานเมิ่งจีก็นับเป็นคนของตนไปแล้ว ที่มีสิทธิ์รังแกนางได้จึงมีเพียงเขาเท่านั้นและราตรีนี้ก็ออกจะขัดใจพอสมควรที่นางบุกเดี่ยวมายังสถานที่แห่งนี้เพียงผู้เดียว ยังดีว่าเขากำลังเบื่ออยู่พอดี จึงมาผ่อนคลายในราตรีนี้ 

“ขอรับนายท่าน ขอรับนายท่าน” 

พอได้โต๊ะยังชั้นที่สามของหอชุนอวี่ ถานเมิ่งจีจึงนั่งลงแล้วมองสำรวจโดยรอบด้วยความระมัดระวัง แม้แต่สุราที่ถูกยกมาวางแล้วมีสาวงามรุ่นพี่ทั้งสามนางคอยเทลงจอกหรูหราป้อนให้ถึงปาก เด็กสาวกลับไม่ยอมดื่ม เพราะไม่วางใจจนสาวงามต่างมองมาด้วยสายตาสงสัย 

“ข้านั้นคออ่อนนัก ขอพี่สาวทั้งสามได้โปรดเห็นใจสิบสี่ด้วย” แน่นอนว่านางมีตั๋วเงินมาไม่น้อย จึงใช้มันให้เกิดประโยชน์ สามงามทั้งสามโดนตั๋วเงินปิดปากไปจึงรับเอาสุรานั้นดื่มแทนนางไปเสียหึ! 

‘นี่สินะที่มีคำกล่าวว่าเงินตัดเหล็กก็ได้ โน้มให้ก้อนหินอ่อนเป็นดินเหนียวก็ยังได้ ไม่ผิดไปจริง ๆ’ คิดไปสายตาก็สอดส่ายมองรอบกายไปด้วย ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดยังโต๊ะที่ยื่นออกมายังชั้นที่ห้า แต่เพราะไกลเกินไป สายตาของนางจึงมองไม่เด็ดขาดว่าบุรุษที่นั่งอยู่ตรงกลางโดยมีบุรุษถึงห้าคนยืนอารักขาอยู่นั้นใช่คนที่นางสงสัยหรือไม่ 

“โต๊ะนั้นคงเป็นโต๊ะที่ดีที่สุดใช่หรือไม่พี่สาว” 

นางหันไปถามสาวงามที่หน้าอกหน้าใจเหลือกินเหลือใช้ จนนางที่มีแค่พอใช้รู้สึกริษยาอยู่บ้าง หากแต่ก็เล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากคิดขึ้นมาอีกทีมันมีแค่พอใช้ก็ไม่ลำบาก หากของนางใหญ่เท่าหัวทารกเช่นนี้คงไม่กล้าเดินออกจากจวนเป็นแน่ 

“ใช่เจ้าค่ะคุณชายน้อย” 

“แล้วพี่สาวทราบหรือไม่ว่าคุณชายโต๊ะนั้นคือผู้ใด” 

“มิทราบเลยเจ้าค่ะ คาดว่าคงเป็นนายท่านจากต่างแคว้น เพราะไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเช่นเดียวกันกับคุณชายน้อยกระมังเจ้าคะ” 

พอได้คำตอบเช่นนี้นางจึงไปต่อไม่ถูก เพราะตนเองก็เป็นคนแปลกหน้าเช่นกัน 

“พี่สาว ข้ามีข้อสงสัยอยากจะถาม” 

คิดทบทวนดูแล้วหากตนเองไม่เร่งสอบถามถึงสาวใช้ของถานม่านอวี้ก็กลัวจะไม่ทันการ ถึงทราบดีว่าการทำสิ่งใดใจร้อนผลอาจเสียหาย แต่สถานที่แห่งนี้ยิ่งอยู่นานยิ่งไม่ปลอดภัย 

“คุณชายน้อยเชิญถาม” 

“อย่างที่พวกท่านเห็น ข้าไร้คนติดตามและสาวใช้ เพราะระหว่างเดินทาง สาวใช้ข้างกายเกิดล้มป่วยจึงคิดอยากได้สาวใช้เพิ่มสักนางสองนาง ไม่ทราบว่าพี่สาวทั้งสามพอจะแนะนำข้าได้หรือไม่” 

แน่นอนว่าคำถามย่อมต้องมีค่าตอบแทนตั๋วเงินอีกสามแผ่นจึงย้ายจากกระเป๋าของนางไปเหน็บอยู่ระหว่างเต้าทรวงของสาวงามทั้งสามอย่างแม่นยำ 

“โธ่…คุณชายน้อยก็ช่างกล่าวเกรงใจไปแล้ว คนกันเองมีหรือจะแนะนำมิได้ ขอบอกตามตรงวันนี้นอกจากบุปผางามก็ยังมีสาวใช้จากจวนสกุลใหญ่ถูกขายออกมาถึงสามนาง หากคุณชายน้อยสนใจก็เพียง…” 

สาวงามทิ้งสายตามายังส่วนหน้าอกที่นางเก็บตั๋วเงินเอาไว้ เพียงเท่านั้นถานเมิ่งจีก็กระจ่างว่าหากตั๋วเงินของนางมากพอการซื้อชีวิตคนล้วนไม่ยากเย็น 

“เช่นนั้นก็ลำบากพี่สาวทั้งสามแล้ว” 

ตั๋วเงินอีกร้อยห้าสิบตำลึงปลิวไปต่อหน้า ไม่นานสตรีที่ดูเป็นหัวหน้าหอนางโลมแห่งนี้ก็ถูกเชิญมาเจรจากับนางอีกครั้ง 

“มิทราบว่าคุณชายต้องการสาวใช้แบบใดเจ้าคะ ที่ด้านหลังนั้นมีมากกว่าสิบชีวิต หากคุณชายสนใจจริงเช่นนั้นมิสู้ไปเลือกที่ด้านหลังดีหรือไม่เจ้าคะ” 

‘หากเป็นกับดัก นางจะทำเช่นไรดีนะ’ ถานเมิ่งจีที่เพิ่งเสียทีให้นางปีศาจอสรพิษม่านอวี้มาเมื่อไม่กี่วันจึงยากจะวางใจคนมากเล่ห์ภายในหอนางโลม เพราะตนนั้นแสดงตนเป็นคุณชายน้อยผู้ร่ำรวยแจกจ่ายตั๋วเงินราวกับมันคือกระดาษเปล่า แต่มาถึงที่แห่งนี้ไม่ไปดูคนที่ดั้นด้นมาก็สูญเปล่าเท่านั้น 

“เช่นนั้นหลังจบการประมูลก็ลำบากพี่สาวคนงามพาสิบสี่ไปพบคนแล้ว” 

หากนางดึงเวลาอีกหน่อยย่อมไม่ดูอยากได้คนมากไป ก็คงพอทำให้เหล่ามาม่าคนงามไม่ระแวงสงสัย เลยเลือกจะรอให้ใกล้จบการประมูลนี้เสียก่อน 

“ย่อมได้เจ้าค่ะ” 

หลังจากเหล่ามาม่าคนงามถอยจากไป การประมูลก็เริ่มต้นขึ้น บุปผางามทั้งสิบหกดอกงดงามจริงเสียจนนางที่เป็นสตรีด้วยกันยังเคลิบเคลิ้ม แต่เพราะหาใช่ ‘เป้าหมาย’ นางจึงใจเย็น ไม่มือลั่นเผลอประมูลเอาบุปผางามกลับจวนไปด้วย จนเหลืออีกเพียงสองนางสุดท้าย นางจึงลุกขึ้นไปหาเหล่ามาม่าประจำหอชุนอวี่เพื่อแจ้งความประสงค์ว่าตนเองไม่ถูกใจบุปผางาม แต่อยากไปเลือกสาวใช้คนใหม่แทน 

“คุณชายน้อยเชิญ…” 

เหล่ามาม่าได้มอบหมายหน้าที่นำพาไปพบสาวใช้ที่ถูกขายออกมาให้แก่บุรุษผู้คุมหอนางโลมที่มีร่างกายใหญ่โตสองคน ถานเมิ่งจีจึงเดินรั้งแทน ไม่ยอมตกอยู่ตรงกลางเด็ดขาด เพราะหากนางเลือกอยู่ตรงกลางที่จะเสียเปรียบดูแล้วมีมาก 

ครืด! ครืด! 

ไม่นานประตูบานใหญ่ก็ถูกเปิดออกจนกว้าง ทำให้ถานเมิ่งจีได้เห็นภาพภายในที่เป็นห้องคล้ายห้องคุมขังนักโทษเพราะมีลูกกรงเหล็กแน่นหนาอยู่ด้านในอีกชั้น 

“เชิญคุณชายน้อยดูชมได้ตามต้องการขอรับ” 

คนที่ตัวใหญ่ที่สุดเชื้อเชิญนางด้วยกิริยานอบน้อมผิดรูปกายภายนอก มองแล้วนางก็หายใจไม่สะดวกเท่าใดนัก แต่ไม่เสี่ยงเข้าถ้ำเสือมีหรือจะได้ลูกเสือมาครอบครอง เท้าเรียวก้าวมั่นคงเมื่อตัดสินใจเด็ดขาด 

สภาพภายในนั้นย่ำแย่ยิ่งนัก เหม็นอับจนแทบอาเจียน กลิ่นฉี่กลิ่นอึคละคลุ้งไปหมด จนนางถึงกับต้องยกพัดกระดาษขึ้นมาบังยังปลายจมูกโด่งเรียวทันที ห้องคุมขังแรกไร้วี่แววของสาวใช้ที่ตนต้องการ จนไปถึงห้องที่ห้าซึ่งเป็นห้องท้ายสุดจึงพบคนที่นางตามหา 

“ข้าสนใจนาง” 

พบแล้วมิอาจรอช้าต้องเร่งพาคนจากไป จากนั้นค่อยหาที่ซ่อนตัวให้ลี่จื่อผู้นี้ หาไม่คนเช่นถานม่านอวี้คงไม่ปล่อยคนเป็นแน่ 

“แต่นางบาดเจ็บ และเป็นใบ้ คุณชายสนใจผู้อื่นหรือไม่ เพราะทั้งบาดเจ็บและเป็นใบ้ รับนางออกไปเกรงว่าจะเป็นภาระแก่คุณชายน้อยมากกว่านะขอรับ” 

เป็นใบ้?! 

‘คิดแล้วเชียวว่าคนเช่นถานม่านอวี้และถานเถียนหย่งคงไม่ยอมวางใจปล่อยคนมาโดยง่าย’ เรียวปากเล็กขบเม้มกันจนแน่น สุดท้ายจึงหันไปมองอีกหลายชีวิตในกรงขังดังกับขังสัตว์มิใช่ขังมนุษย์อีกครั้ง 

“ข้าต้องการนาง นาง แล้วก็นาง กับนางผู้เป็นคนใบ้ผู้นั้นอีกคน เพราะปกติข้าก็เบื่อหน่ายคนพูดมาก ได้คนใบ้จึงถูกใจนัก รบกวนพี่ชายช่วยไปแจ้งแก่เหล่ามาม่าว่าข้ารับพวกนางทั้งสี่ คิดราคามาได้เลย ข้าจะออกไปรอด้านนอกก็แล้วกัน” 

หากนางรับไปเพียงคนเดียวย่อมเป็นที่สงสัย แต่รับมาถึงสี่นางแล้วแจ้งแก่เหล่ามาม่าว่าให้ออกใบผ่านทางเพราะนางจะกลับต่างแคว้น คงเข้าทางถานเถียนหย่งและถานม่านอวี้พอดี ก้าวเดินออกจากห้องใต้ดินของหอชุนอวี่ไป เด็กสาวก็ขบคิดวางแผนไป 

สรุปสุดท้ายราตรีนี้ถานเมิ่งจีก็ผลาญตั๋วเงินไปถึงหนึ่งพันห้าร้อยตำลึงเงิน หลังจากจ่ายค่าตัวคนและค่าเช่ารถม้าเพราะนางต้องพาทั้งสี่คนไปหาที่หลบซ่อนก็เข้าสู่ยามจื่อพอดี ดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้ากระจ่าง แต่ภายในใจของถานเมิ่งจีกลับมืดครึ้ม เพราะลี่จื่อพูดไม่ได้หนังสือก็ยังมาเขียนไม่เป็น แถมบาดเจ็บสาหัสคิดไม่ตกว่าจะพาสี่ชีวิตไปซ่อนที่ใดจึงพ้นหูพ้นตาของถานเถียนหย่งและถานม่านอวี้ได้

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ท่านอ๋อง มิใช่ท่านชิงชังข้าหรอกหรือ?   ตอนที่ 15

    ตลอดงานพิธีการในช่วงเช้าเริ่มตั้งแต่ลงจากหลังม้าจนยกน้ำชาให้กับฮ่องเต้และฮองเฮา ถานเมิ่งจีทำทุกสิ่งถูกต้องเพราะนางทำใจได้แล้ว คิดว่านับจากนี้นางคือลูกจ้าง ส่วนท่านอ๋องแปดคือนายจ้าง เรื่องทางกายนางคิดหลบหลีกคงยาก ซึ่งคิดให้ดีหลี่ปิงเฉิงเปิดเผยพูดจาจริงใจยังดีกว่าหลอกลวงให้นางคิดเข้าข้างตนเอง‘เป็นเช่นนี้ย่อมดีแล้ว’ นางคิดในใจอย่างไม่ถือโทษโกรธท่านอ๋องแปดอีกต่อไป เพราะเขาชัดเจน นางเองก็จะได้ชัดเจนเช่นกัน ระหว่างนางกับเขามีเพียงความใคร่ หากร่วมหมอนจะไม่มีสิ่งใดเกินไปจากนั้น“เจ้าเหนื่อยเกินไปจนสติวิปลาสไปแล้วหรือ?”หลี่ปิงเฉิงที่สังเกตมาพักใหญ่แล้วเห็นว่าถานเมิ่งจีนั้นดูยิ้มแย้มใบหน้าผ่องใส ผิดกับเมื่อครั้งลงจากหลังม้ามาพร้อมกัน ก็ให้สงสัยว่าที่ตนพูดออกไปอาจทำร้ายจิตใจนางจนสติวิปลาสไปแล้วหรือไม่ จึงดูกลับมาร่าเริงได้ไวถึงเพียงนี้ หรือผู้ใดแอบเอาน้ำชาต้าหมา (กัญชา) ให้นางกินเข้าไป จึงดูอารมณ์ดีเกินไปเช่นนี้“เหนื่อยนั้นมาก แต่รู้สึกว่าการแต่งงานนี้ที่จริงก็หาได้เลวร้าย จึงทำให้หม่อมฉันอารมณ์ดีเพคะ” หญิงสาวหันไปคุยกับเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มออกมาจากใจจริงแท้ ดูอย่างไรนางก็ไม่ได้เสแสร้งจนเ

  • ท่านอ๋อง มิใช่ท่านชิงชังข้าหรอกหรือ?   ตอนที่ 14

    ตอนที่ 14แปดวันช่างผ่านไปเร็วนัก นับตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาถานเมิ่งจีและถานม่านอวี้ถูกเหล่าฮูหยินถานและถานไท่เว่ยพาเข้าไปยังหอบรรพชนโดยมี ‘ถานเหยียนซ่ง’ บุตรชายคนรองสายตรงที่จะรับตำแหน่งผู้นำสกุลถานคนต่อไป ซึ่งเพิ่งกลับมาจากชายแดนถึงสกุลถานเมื่อสองวันก่อนก็เข้าไปร่วมชมพิธี ‘อำลาบรรพชน’ เช่นสตรีทุกคนในดินแดนต้าเซิ่งแห่งนี้ล้วนต้องกระทำเมื่อยามออกเรือน และถานเหยียนซ่งในอนาคตแน่นอนว่าจะต้องทำหน้าที่บิดาส่งบุตรสาวออกเรือนต่อจากถานหมิงฮ่าวคนเดียวที่ไม่อาจเข้าร่วมมีเพียงถานเถียนหย่ง ถึงภายนอกอีกฝ่ายไม่แสดงกิริยาไม่พึงใจออกไป แต่ภายในใจของคุณชายสามกลับเต็มไปด้วยความริษยาพร้อมจะสาดเพลิงโทสะสังหารพี่ชายต่างมารดาที่ได้ดีมีหน้ากว่าตนทุกสิ่ง โดยไม่สนใจว่ากว่าถานเหยียนซ่งเขาจะก้าวหน้าถึงเพียงนี้ลำบากยากเข็ญเพียงใด ต้องฝึกฝนวิชาการต่อสู้มาตั้งแต่วัยเพียงห้าหนาว จนเก่งกาจรอบด้านทั้งบุ๋นและบู๊ต่างจากเด็กวัยเดียวกันมากเพียงใด“เริ่มท่องคติธรรมครองเรือนแห่งต้าเซิ่งได้แล้ว เสี่ยวม่าน เสี่ยวเมิ่ง”สองกายอรชรในอาภรณ์สีแดงลวดลายนกยวนยางคู่สีทองนั่งบนเบาะหน้าแท่นวางป้ายวิญญาณคนสกุลถานเคียงข้างกัน โดยมีเห

  • ท่านอ๋อง มิใช่ท่านชิงชังข้าหรอกหรือ?   ตอนที่13

    ตอนที่ 13หน้าจวนสกุลถานไท่เว่ยวันนี้พอได้ฟังว่าหลานสาวตัวน้อยกำลังจะกลับจวน เหล่าฮูหยินถานก็ไม่กลัวแดดกลัวลมสั่งให้บ่าวไพร่ชายหญิงยกเก้าอี้มาให้นั่งรอตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันสาดแสงเลยด้วยซ้ำ เห็นแล้วสองพี่น้องถานเถียนหย่งและถานม่านอวี้ต่างก็ริษยาจนขนตาแทบไหม้“ท่านย่ากลับไปรอในโถงกลางดีหรือไม่เจ้าคะ แดดเริ่มแรงแล้ว ประเดี๋ยวจะป่วยเอาได้นะเจ้าคะ” ถานม่านอวี้ที่ไม่ยอมพลาดทุกการเคลื่อนไหวของศัตรูตัวร้ายของตนเร่งรุดตรงไปเอาหน้ากับผู้เป็น ‘ท่านย่า’ เพื่อประจบสอพลอ แต่ดูไม่ประจบสอพลอ ทว่ากิริยานั้นดูห่วงใยจากใจจริง แต่คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาขนาดเหล่าฮูหยินมีหรือจะมองไม่ออก ถึงนางมองออกและเท่าทันอย่างไร เหล่าฮูหยินถานกลับไม่แสดงออกมา นางเลือกที่จะเก็บจดทดเอาไว้ในใจเพียงเท่านั้น เพราะหนึ่งในอดีตนางเคยใจร้ายกับมารดาของถานม่านอวี้ จนสุดท้ายพอคลอดถานเถียนหย่งออกมาได้เพียงเจ็ดวัน สตรีผู้นั้นก็แขวนคอตายจากไปกับสองเพราะนางผ่านโลกมานานจึงทราบว่ายิ่งตนเองตำหนิถานม่านอวี้ก็คล้ายดังนางโยนถ่านร้อน ๆ ไปใส่ถานเมิ่งจี เช่นนี้ที่ผ่านมานางจึงทำราวกับเป็นคนแก่สายตาไม่ดีหูก็ตึง ถานม่านอวี้รังแกถานเมิ่งจีบ

  • ท่านอ๋อง มิใช่ท่านชิงชังข้าหรอกหรือ?   ตอนที่12

    ผ่านไปถึงเจ็ดวันกว่าที่ถานเมิ่งจีจะลุกขึ้นจากเตียงไหว แต่ยังดีว่านับจากค่ำคืนนั้นหลี่ปิงเฉิงก็ไม่โผล่หน้ามาให้นางได้ลำบากใจอีกเลย ช่างดีต่อใจของนางอย่างยิ่งจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาถึงสิบเอ็ดวัน นางจึงได้โอกาสกลับจวนสกุลถาน เพราะเหลือเวลาสำหรับเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวอีกเพียงแปดวันเท่านั้น ซึ่งตลอดเวลาถานเมิ่งจีก็มีความสุขไม่น้อย เพราะที่ตำหนักซ่างหยางนี้ไม่มีถานม่านอวี้คอยทำให้นางปวดสมองกับความร้ายกาจที่มาในคราบของผู้ถูกกระทำ แล้วผลักภาระบทนางร้ายให้นางแสดงอยู่ทุกวัน ยิ่งท่านอ๋องแปดทำตัวดังกับว่าได้ตายจากไปแล้วนางยิ่งสุขล้น!“รถม้ามารอที่หน้าตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะพระชายาถาน” คนที่กำลังเตรียมตัวจะลุกขึ้นเดินถึงกับสะดุดแทบล้ม ยังดีมีลู่เจียวช่วยประคอง เพราะอยู่ดี ๆ กลับถูกท่านกงกงอาวุโสเรียกนางว่า ‘พระชายาถาน’ ทั้งที่อีกตั้งแปดวันงานแต่งงานพระราชทานจะมาถึง“ทะ ท่านหลิ่วกงกง ข้ายังเป็นเพียงคุณหนูสี่เท่านั้น” นางเอ่ยแก้ความเข้าใจของท่านกงกงซึ่งดูจากหลายวันที่ผ่านมาแล้ว นางคิดว่ากงกงผู้นี้คงดูแลตำหนักซ่างหยางแห่งนี้ทั้งหมดเป็นแน่ อนาคตนางจะมาอาศัยที่ตำหนักแห่งนี้ก็สมควรพูดจาให้ดีกับกงกงผู้นี้เอาไ

  • ท่านอ๋อง มิใช่ท่านชิงชังข้าหรอกหรือ?   ตอนที่11

    ตอนที่ 11กึก! กึก!เสียงฝีเท้าหนักดังปลุกให้ลู่เจียวที่หลับอยู่หน้าเตียงของคุณหนูสี่สะดุ้งก่อนจะลุกขึ้นนั่งด้วยใบหน้าเลิ่กลั่ก ก่อนจะซีดจนขาวเมื่อเห็นจนกระจ่างว่าผู้มาเยือนในยามดึกดื่นนั้นคือ ‘ท่านอ๋องแปด’ หาใช่คนร้ายที่ใด แต่สำหรับนางแล้วให้เป็นคนร้ายยังน่ากลัวน้อยกว่าท่านอ๋องแปดหลายส่วนนัก!“ท่านอ๋องแปด!” “หุบปาก แล้วตามคนของเปิ่นหวางไปพักข้างนอก” ลู่เจียวนั้นยังคงนิ่ง เพราะไม่คิดทิ้งคุณหนูสี่ไว้กับบุรุษร้ายกาจนาม ‘หลี่ปิงเฉิง’ ต่อให้อีกฝ่ายมีใจคออำมหิตเพียงใดสาวใช้ผู้จงรักภักดีต่อนายสาวก็ไม่กลัวตาย“อยากตายสินะ!” กระบี่ในมือตวัดไปพาดบนลำคอเล็กของสาวใช้ไม่กลัวตายตรงหน้าเตียง แต่ถึงลู่เจียวจะหวาดกลัวจนตัวสั่นหน้าซีดเผือด แต่นางกลับไม่ยอมขยับเปิดทางให้แก่ท่านอ๋องแปดแม้เพียงเสี้ยวธุลี หลี่ปิงเฉิงจับจ้องสาวใช้ของคุณหนูสี่ราวกับจะฉีกเนื้อเลาะกระดูก นางเองก็กัดฟันจ้องตอบเช่นกัน กลัวตายนั้นนางก็มีไม่ต่างจากคนอื่น ๆ แต่นางมีหน้าที่ ‘ปกป้อง’ คุณหนูสี่ ต่อให้ต้องตายลงเดี๋ยวนี้นางก็ไม่เสียใจ“!!!” ลู่เจียวเร่งหลับตาลงทันทีที่เห็นว่าท่านอ๋องแปดเงื้อมือที่กำด้ามกระบี่ขึ้นสูงสุดปลายแขน ทำใจเ

  • ท่านอ๋อง มิใช่ท่านชิงชังข้าหรอกหรือ?   ตอนที่ 10

    ตอนที่ 10และตลอดทั้งบ่ายไปจนถึงตลอดคืน ไข้ของถานเมิ่งจีก็ยังสูงอย่างน่าเป็นห่วง จนหลี่ปิงเฉิงต้องเรียกให้ท่านหมอหลวงจางมาพักค้างแรมภายในตำหนักซ่างหยางของตนเสีย เนื่องจากเกรงว่าหากคุณหนูสี่อาการทรุดหนักก็จะได้มีหมอรักษาได้ทันเวลาไม่ประมาทอีกต่อไป“บาดแผลของคุณหนูสี่นั้นไม่ธรรมดา เป็นไข้หนักถึงเพียงนี้ยังนับว่าน้อยหรือ หากให้กระหม่อมกล่าวความจริงจากใจก็คือนางไม่ตายก็นับว่าแกร่งเกินบุรุษบางคนอยู่มากแล้วพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องแปด” ท่านอ๋องแปดรับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะออกคำสั่งให้ซ่งจินนั้นไปรับตัวสาวใช้คนสนิทของคุณหนูสี่แซ่ถานมาดูแลในช่วงสายของอีกวัน เพราะเขามีข้อราชกิจต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในช่วงค่ำของวันนี้ ไม่ไปไม่ได้ และคนในตำหนักข้างกายที่ตนวางใจได้มีแต่บุรุษทั้งสิ้น คงมีแต่วิธีเท่านั้นจึงพอคลายความกังวลว่านางอาจถูกอีกฝ่ายส่งคนมา ‘ซ้ำรอย’ จนนางถึงแก่ความตายไป เช่นนั้นแผนของเขาเห็นทีจะเสียหายไปไม่มากก็น้อยเป็นแน่“ข้าได้ข่าวว่าถานเมิ่งจีถูกลอบสังหาร เรื่องนี้จริงเท็จเป็นประการใดกันแน่ปิงเอ๋อร์” หลังจากประชุมขุนนางเสร็จเมื่อช่วงบ่าย บัดนี้จึงเป็นมื้อค่ำพร้อมหน้าทั้งไท่จื่อ กู้ฮองเฮา ร

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status