Home / รักโบราณ / นักฆ่าตำหนักเย็น / คุณชายไต้รู้ความจริง

Share

คุณชายไต้รู้ความจริง

last update publish date: 2026-02-16 10:00:32

หวังจิ้งเสวียนสะลึมสะลือลืมตาตื่น เขายืดกายบิดขี้เกียจเพื่อคลายความเมื่อยล้า กะพริบตาปริบ ๆ อย่างเชื้องช้าเพื่อปรับภาพเบื้องหน้าให้กระจ่างชัด

ครั้นมองเห็นแจ่มชัดแล้ว หวังจิ้งเสวียนก้มมองดวงหน้างามที่ยังคงหลับใหลอยู่อย่างสงบ ยิ่งจ้องมองยิ่งทำให้รู้สึกหลงใหลในความงามไม่รู้เบื่อ

“จ้องขนาดนั้น หม่อมฉันก็เขินอายแย่สิเพคะ”

เสียงแผ่วหวานดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มบาง

“เจ้าตื่นแล้วหรือ หลับสบายหรือไม่?” หวังจิ้งเสวียนตรัสถามพลางยิ้มอ่อนโยน

“หลับฝันดีมากเลยเพคะ”

หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะโน้มหน้าไปหอมแก้มฟอดใหญ่ ทำให้เกิดเสียงหัวเราะคิกคักตามมา

“อีกเดี๋ยวสำรับอาหารก็จะยกมาถวายแล้ว ระหว่างช่วงที่รักษาตัวอยู่อยากเสวยอันใดเป็นพิเศษหรือไม่?”

หลี่หลิ่งฟางทำท่าทางครุ่นคิดก่อนจะตอบกลับมาว่า “ซิ่งเหรินโต้วฟู่ [1] เพคะ และหม่อมฉันขอน้ำตาลดอกกุ้ยฮวามาเสวยคู่กันด้วยนะเพคะ”

“ได้ เราจะให้พ่อครัวหลวงจัดเตรียมเอาไว้ให้เจ้าทันที”

ในระหว่างนั้นเสียงเคาะหน้าประตูห้องบรรทมดังขึ้น ซึ่งคนที่มาเยือนคืออันฉีที่ยกสำรับอาหารมาถวายพร้อมกับถ้วยยาหนึ่งถ้วยใหญ่

หวังจิ้งเสวียนยกถาดสำรับอาหารมาวางไว้ที่โต๊ะข้างเตียง และตรัสถ่ายทอดคำสั่งกับนางกำนัลของหญิงสาวว่า “เจ้าไปบอกพ่อครัวหลวงให้เตรียมซิ่งเหรินโต้วฟู่พร้อมกับน้ำตาลดอกกุ้ยฮวาเอาไว้ด้วย หลังพระชายาเสวยสำรับนี้เสร็จ นางจะเสวยของหวานต่อทันที”

“รับทราบเพคะ”

หวังจิ้งเสวียนหันกลับมาประคองร่างของหญิงสาวให้ค่อย ๆ ลุกขึ้นพิงพนักเตียง และถือถ้วยข้าวต้มซุปสมุนไพรตักขึ้นมาเป่าไล่ไอร้อน ก่อนจะยื่นไปจรดริมฝีปากบาง

หลี่หลิ่งฟางอ้าปากรับข้าวต้มที่ชายหนุ่มเป็นคนป้อนให้กับนางทุกคำอย่างว่าง่าย จนกระทั่งข้าวต้มหมดไม่หลงเหลือสักหยด และเป็นช่วงที่อันฉียกของหวานมาถวายพอดี

“ซิ่งเหรินโต้วฟู่มาถวายแล้วเพคะ” อันฉียื่นถาดไปให้กับองค์รัชทายาท และนางก็รับถาดสำรับอาหารกลับคืนมาเพื่อนำไปเก็บ

ดวงตากระจ่างใสทอแสงประกายแวววาว ยามเห็นของโปรดของตนอยู่ตรงหน้าห่างไปไม่กี่ชุ่น พลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ

หวังจิ้งเสวียนเผยรอยยิ้มเอ็นดู เขาตักชิ้นซิ่งเหรินโต้วฟู่ไปจิ้มกับน้ำตาลดอกกุ้ยฮวา และยื่นไปป้อนให้กับหลี่หลิ่งฟาง

“เป็นอย่างไรบ้าง?”

“อะหย่อยมากเยยเอคะ!” หลี่หลิ่งฟางตอบพลางเคี้ยวตุ้ย ๆ

หวังจิ้งเสวียนหัวเราะขบขันออกมา “เคี้ยวให้หมดก่อนสิ เลอะริมฝีปากของเจ้าหมดแล้ว” หวังจิ้งเสวียนเอี้ยวตัวหาผ้าเช็ดปาก แต่เขากลับหาไม่เจอจนต้องหันกลับมา

ก่อนจะทันได้เอ่ยอันใดออกไป หลี่หลิ่งฟางก็สบตากับเขาอย่างฉงน หวังจิ้งเสวียนถอนหายใจยิ้ม ๆ ก่อนจะยื่นใบหน้าไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มนั้น โดยที่หลี่หลิ่งฟางไม่ทันได้ตั้งตัว

‘เดี๋ยวๆๆ พระเจ้า! ไอ้หมอนี่มันหลอกกินเต้าหู้ข้าอีกแล้ว!’

จุมพิตรสหวานเริ่มต้นอย่างอ่อนโยน แล้วค่อย ๆ ละเมียดละไมขึ้นเรื่อย ๆ ริมฝีปากหนาขบเม้มเบา ๆ จนกระทั่งริมฝีปากบางเผยอขึ้นเล็กน้อย แล้วเขาก็ใช้โอกาสนั้นสอดลิ้นเข้าไปชกชิมความหวานในโพรงปากได้เต็มที่

“อือ...”

เสียงครางในลำคอดังขึ้นท่ามกลางจุมพิตลึกซึ้ง เรียวลิ้นทั้งสองเกี่ยวกระหวัดพัวพันไม่หยุด ความหอมหวานลอยคลุ้งทุกซอกทุกมุมและทุกหยาดหยด ยิ่งลิ้นหนาไล่ตรอนมากเท่าใด อารมณ์ปรารถนาอยากจะกลืนกินยิ่งพุ่งขึ้นสูง

“แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก...”

เมื่อริมฝีปากทั้งสองผละออกจากกันอย่างอ้อยอิ่ง สายใสที่เชื่อมต่อที่ปลายลิ้นยืดยาวอยู่ชั่วครู่ก่อนจะขาดออกจากกัน

หลี่หลิ่งฟางรีบก้มหน้างุดหลบซ่อนใบหน้าที่ร้อนผ่าวของตน ซึ่งเรียกเสียงหัวเราะชอบใจจากชายหนุ่มตรงหน้า

“ฟางเอ๋อร์ของเราช่างน่าเอ็นดูนัก” หวังจิ้งเสวียนเอื้อมฝ่ามือไปลูบผมหญิงสาวแผ่วเบา

‘เอาล่ะ ไอ้หมอนี่อันตรายเกินไปแล้ว! ทำมาเป็นสนิทเดี๋ยวเถอะ’

หลี่หลิ่งฟางกัดฟันพูด “รอให้หม่อมฉันหายดีก่อนเถิด หม่อมฉันจะแก้แค้นพระองค์แน่เพคะ!”

“ฮ่าๆๆ เช่นนั้นเราจะรอ”

หลี่หลิ่งฟางเงยหน้าถลึงตาขู่ชายหนุ่มจริงจัง ทว่าการขู่นั้นไม่อาจทำให้หวังจิ้งเสวียนกลัวได้ แต่กลับทำให้ชอบใจเสียด้วยซ้ำ

หลังจากวันนั้นหลี่หลิ่งฟางก็ใช้เวลารักษาตัวตลอดสองสามเดือน โดยไม่ได้ออกไปไหนนอกจากนอนพักผ่อนอยู่แต่ในตำหนัก แต่โชคยังดีที่องค์รัชทายาทแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนนางทุกครั้งหลังสามมื้อทุกวัน

กระทั่งบิดาของนางยังไม่ทำถึงขนาดนี้ แต่ก็ไม่อาจห้ามปรามความดื้อรั้นขององค์รัชทายาทได้

และเมื่อวันเวลาผ่านพ้นไปสามเดือน บาดแผลสมานจนแห้งสนิท ร่างกายกลับมามีน้ำมีนวลมากกว่าแต่ก่อน เพราะองค์รัชทายาทมักจะหาอาหารและของว่างที่มีคุณประโยชน์มาให้นางเสมอ

ผลลัพธ์นั้นจึงทำให้ร่างกายของหลี่หลิ่งฟางแข็งแรงจนน่าแปลกใจ

“พระชายาเพคะ วันนี้อากาศดีนัก พวกเราออกไปเดินเล่นกันดีไหมเพคะ?” อันฉีทูลถามในขณะที่นางกำลังนั่งพับผ้าอยู่

“เป็นความคิดที่ดีเหมือนกัน ตกลง ข้าจะออกไปเดินเล่นข้างนอกสูดอากาศบริสุทธิ์สักหน่อย” หลี่หลิ่งฟางกระเด้งตัวออกจากเตียงนอนเดินหายเข้าไปในห้องเปลี่ยนชุด

เพียงใช้เวลาไม่นานสองสาวได้ออกมายืนอยู่ท่ามกลางตลาดใจกลางเมืองหลวง ซึ่งการออกนอกวังโดยไม่มีองครักษ์คอยเฝ้าติดตามนับเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมก็ตาม

กระทั่งเวลานี้หลี่หลิ่งฟางยังคงถูกอันฉีนางกำนัลของตนยืนบ่นอยู่

“เหตุใดพระชายาถึงทำเช่นนี้เพคะ หากองค์รัชทายาทหรือท่านอัครมหาเสนาบดีทราบเรื่องเข้า พระชายาจะถูกลงโทษเอาได้นะเพคะ!”

“ข้าผิดเองที่ทำตามใจตนเองจนเคยตัว แต่ข้ามีสถานที่แห่งหนึ่งที่ข้าอยากไปให้จงได้ หากเรื่องนี้องค์รัชทายาทรู้เข้า เกรงว่าพระองค์จะมิทรงอนุญาตข้าน่ะสิ”

หลี่หลิ่งฟางพูดตามความจริง และเชื่อมั่นว่าหวังจิ้งเสวียนจะไม่อนุญาตตนแน่นอน

อันฉีทอดถอนใจออกมาอย่างจนใจ “รับปากหม่อมฉันนะเพคะ ถ้าหากเจออันตรายเมื่อใด พวกเราต้องรีบหนีออกมาทันทีนะเพคะ”

“ตกลง ข้ารับปากเจ้า”

เมื่อตกลงกันเสร็จสรรพทั้งสองก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในทันที

-----

ณ จวนเจ้ากรมอาญา

ไต้เนี่ยนเจินนั่งตัวสั่นเทาหวาดกลัวอยู่ในมุมหนึ่งของห้องนอนตนเอง ตั้งแต่เมื่อสามเดือนก่อนที่เขาประสบกับเหตุการณ์อันตราย จนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด เขากอดเข่าเอาไว้แน่นสายตาล่อกแล่กสอดส่องไปมา แม้ว่าช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงเช้าที่มีแสงสว่าง แต่มันก็ไม่อาจทำให้ไต้เนี่ยนเจินรู้สึกสบายใจได้

“ไม่...ได้โปรดไว้ชีวิตข้า ได้โปรด...”

เสียงพึมพำดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าภายในห้องที่เงียบกริบ ลมหายใจเข้าออกถี่ มือไม้ยังคงสั่นไม่หยุด

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง ไต้เนี่ยนเจินผวาเบนหน้าไปมองที่ประตูห้องนอนของตน

“คุณชายไต้ขอรับ มีแขกมาขอพบคุณชายขอรับ”

ไต้เนี่ยนเจินจำเสียงที่พูดเมื่อสักครู่ได้ ซึ่งเป็นเสียงของบ่าวรับใช้ใกล้ชิดของตน ไต้เนี่ยนเจินลุกออกจากมุมห้องอย่างลังเล ก่อนจะสาวเท้าเดินไปที่บานประตู

แอ๊ด ~

“ผู้ใดกันที่มาหา...ข้า...”

ทันทีที่ไต้เนี่ยนเจินเปิดประตูห้อง ก็ปรากฏร่างของหญิงสาวที่ตนไม่อยากพบเจอมากที่สุด

“ข้าเองที่มาขอพบคุณชาย” หลี่หลิ่งฟางตอบกลับพร้อมยกยิ้มอย่างเป็นมิตร

ไต้เนี่ยนเจินเกิดอาการตัวสั่นไปทั่วเรือนร่าง ลมหายใจสะดุด ริมฝีปากพะงาบ ๆ หาเสียงพูดของตนเองไม่เจอ

ทว่าหลี่หลิ่งฟางหาได้สนใจอาการเหล่านั้น นางเอ่ยถึงจุดประสงค์ของตนขึ้นมาว่า “ช่วยเชิญข้าไปนั่งที่โต๊ะรับรองของคุณชายได้หรือไม่ จะปล่อยให้แขกยืนรออยู่ตรงหน้าประตูงั้นหรือ?”

ไต้เนี่ยนเจินค่อย ๆ ขยับกายไปหลบซ่อนที่ด้านหลังบานประตูห้องนอน

ร่างของหญิงสาวเดินผ่านเขาเข้าไปที่โต๊ะรับรองอย่างสงบนิ่ง

ไต้เนี่ยนเจินแอบชำเลืองมองบ่าวรับใช้ของตน แต่เมื่อหันออกไปมองกลับไม่พบเจอเสียแล้ว

“คุณชายไต้เชิญมานั่งก่อนสิ”

ไต้เนี่ยนเจินสะดุ้งโหยงยามได้ยินเสียงของหญิงสาว เขาค่อย ๆ หันร่างอันสั่นเทาให้หันกลับไป และพาร่างอันแข็งทื่อไปนั่งลงฝั่งตรงกันข้ามกับหญิงสาว

เมื่อนั่งลงกับที่ความเงียบสงัดโรยตัวโอบล้อมรอบกายขึ้นมาทันที ไต้เนี่ยนเจินก้มหน้างุดมองต่ำไม่กล้าแม้จะสบตา ฝ่ามือหนากอบกุมเข้าหากันเพื่อประคองสติที่แทบจะหลุดลอย

หลี่หลิ่งฟางทอดมองสำรวจชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ และการกระทำนั้นทำให้ร่างของไต้เนี่ยนเจินสะดุ้งโหยงจนตัวลอย

‘เจ้านี่ขวัญหนีดีฝ่อไปแล้วสินะ’

หลี่หลิ่งฟางพึมพำกับตนเองในใจ และเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“คุณชายไต้ อาการดีขึ้นแล้วใช่หรือไม่? ขาข้างที่หักสมานดีแล้วใช่หรือไม่? ไม่มีตรงที่ใดบาดเจ็บแล้วใช่หรือไม่?”

ไต้เนี่ยนเจินไม่อาจเข้าใจเจตนาเบื้องหลังคำถามพวกนั้น แต่หากรักชีวิตของตน เขาจึงผงกศีรษะตอบกลับไป

“ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ดีแล้ว ข้าจะได้มิต้องกังวลอันใด”

ไต้เนี่ยนเจินแอบช้ำเลืองมองหญิงสาวตรงหน้า ซึ่งยามนี้นางนั่งกอดอกพิงพนักเก้าอี้ทำตัวสบาย ๆ ผ่อนคลาย กลิ่นอายบรรยากาศรอบกายไร้ความอึดอัดน่ากลัว เขาจึงรวบรวมความกล้าที่มีเอ่ยถามกลับไป

“พระชายา เสด็จมาหากระหม่อมด้วยเรื่องใดหรือพ่ะย่ะค่ะ...”

“ที่ข้ามาหาคุณชายไต้ เพราะข้าจะมาดูให้แน่ใจ ข้ากลัวว่าคืนนั้นหลังจากข้าล่าถอยออกมาคุณชายจะได้รับอันตราย เพราะคนที่ข้าประมือด้วยฝีมือฉกาจมากนัก เขาสามารถทำให้ข้าบาดเจ็บสาหัสได้ ข้าเลยต้องท่อมาถึงที่นี่หลังข้ารักษาบาดแผลจนหายดีแล้ว”

ไต้เนี่ยนเจินค่อย ๆ เงยใบหน้าขึ้นมาสบตากับหญิงสาวตรงหน้า ที่ครั้งหนึ่งหมายจะเอาชีวิตตน

“วันนั้น...พระชายาประมือกับผู้ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

“ข้าก็มิแน่ใจ เพราะบริเวณแถวนั้นมืดนัก รู้เพียงแค่ว่าเป็นบุรุษร่างกายกำยำสมเป็นชายชาตรี เขาสวมหมวกสาน สวมอาภรณ์สีเทา ข้างเอวห้อยลูกแก้วกะรุนสีเขียว ใบหน้าของเขาดูคมคาย แม้จะมองเห็นไม่ชัดก็ตาม” หลี่หลิ่งฟางนึกลักษณะชายปริศนาในคืนนั้น

ไต้เนี่ยนเจินแตะปลายคางกล่าวออกมา “แสดงว่ามิใช่นักฆ่า แต่ก็มิอาจละทิ้งข้อสมมุติฐานนี้ไปได้อยู่ดี”

“ใช่ บางทีตระกูลของเจ้าอาจจะถูกหมายหัวเอาไว้ หากข้ามิอยู่ที่นั่นในคืนนั้นเจ้าคงลงไปอยู่ในหลุมแล้ว”

ไต้เนี่ยนเจินมองหญิงสาวนิ่งพึมพำในใจ ‘แต่คืนนั้น...ผู้ที่หมายชีวิตข้าก็คือท่าน หากชายปริศนาไม่ได้เข้ามาขัด ข้าคงไม่มีโอกาสนั่งอยู่ตรงนี้อีกแล้ว’

“เอาเถอะ ถือว่าข้าบรรลุวัตถุประสงค์ของตนเองแล้ว ข้าจึงขอตัวกลับก่อน” หลี่หลิ่งฟางลุกขึ้นยืนเตรียมตัวกลับ

ไต้เนี่ยนเจินยืนขึ้นตามเอ่ยถามในสิ่งที่ตนสงสัย “พระชายา เหตุใดถึงทำเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ?”

หลี่หลิ่งฟางพอเข้าใจความหมายที่คุณชายไต้ถาม นางจึงตอบไปตามความจริง

“ข้าต้องการปกป้องคนรักของข้า เพราะเจ้ารังแกเขา ไม่แม้จะเคารพเขาในฐานะองค์รัชทายาท ข้าในฐานะพระชายา ย่อมมิอาจนิ่งดูดายให้ผู้ใดก็ตามทำร้ายจิตใจและร่างกายของเขาได้”

ไต้เนี่ยนเจินสะดุ้งโหยงยามสบตาคมกริบ ก่อนที่สายตาน่ากลัวจะมลายหายไป และน้ำเสียงเสียงอ่อนลงเล็กน้อยกล่าวต่อ

“เขาอ่อนแอ แม้จะเป็นบุรุษ เขาเป็นคนที่ไร้เดียงสา ใสซื่อบริสุทธิ์ แม้เขาเคยคิดจะสังหารข้า...”

‘ขอเติมคำให้ดูน่าสงสารหน่อยเถอะ เพราะอย่างไรตัวละครอย่างองค์รัชทายาท ก็อ่อนแอโง่เขลาในสายตาพวกตัวละครหลักอยู่แล้ว’ หลี่หลิ่งฟางครุ่นคิดพึมพำในใจ

ไต้เนี่ยนเจินตาเบิกกว้างเมื่อได้ยินประโยคคำพูดด้านหลัง แถมแววตาเศร้าหมองนั้นทำให้ไต้เนี่ยนเจินรู้สึกเศร้าตามไปด้วย

หลี่หลิ่งฟางจึงอธิบายต่อ “เพราะเขาเป็นโอรสของสวรรค์ จึงมักมีผู้ไม่หวังดีคอยจ้องจะกำจัดเขาทุกเมื่อ ข้าถึงต้องคอยอยู่เคียงข้างเขา ปกป้องเขามิให้ตกอยู่ในอันตราย และข้าไม่อยากให้เขาโดดเดี่ยวในโลกใบนี้ เพราะฉะนั้น หวังว่าคุณชายจะเข้าใจในสิ่งที่ข้าพูดออกไป”

 


[1] ซิ่งเหรินโต้วฟู่ คือ พุดดิ้งอัลมอนด์จีน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   บทส่งท้าย : ใช้ชีวิตเรียบง่ายกับเจ้าลูกเจี๊ยบ

    ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ทำนุบำรุงวังหลวง

    วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   หลั่งโลหิตล้างแผ่นดิน

    เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เพลิงกบฏชิงอำนาจ

    แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   แฝงตัวซ่อนเร้น

    ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ถวายสมุดรายชื่อแด่ฮ่องเต้

    รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   คืนเทศกาลหอมรัญจวน (nc)

    บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   คำสัญญาในคืนหยวนเซียว (nc)

    พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เทศกาลหยวนเซียว

    หลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆหลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   พ่อตาพูดคุยกับลูกเขย

    บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ใน

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status