Masukชายหนุ่มลุกพยุงร่างเดินโซเซเข้ามาในห้องบรรทม ที่ตอนนี้ภายในห้องมีกลิ่นกำยานสมุนไพรลอยคละคลุ้งชวนเวียนหัว เศษผ้าและน้ำต้มที่เปรอะเปื้อนโลหิตวางบนโต๊ะข้างเตียงเต็มไปหมด แม้แต่ผ้าห่มผืนหนายังชุ่มไปด้วยโลหิต
หวังจิ้งเสวียนเดินมาหยุดอยู่ใกล้เตียง ก้มมองร่างของหญิงสาวที่นอนหลับใหลลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ บนเรือนร่างถูกพันผ้าพันแผลหลายจุด ดวงหน้างามระเรื่อไปด้วยรอยถลอก
“เหตุใดนางถึงบาดเจ็บเช่นนี้...บอกข้ามา”
“ทูลองค์รัชทายาท จากบาดแผลที่กระหม่อมตรวจดูคาดว่าพระชายาถูกทำร้ายด้วยของมีคมพ่ะย่ะค่ะ”
หวังจิ้งเสวียนเบิกตากว้างมองร่างของหลี่หลิ่งฟางที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส บรรยากาศรอบตัวแผ่กลิ่นอายโทสะออกมา จนข้าราชบริพารที่ยืนอยู่ใกล้สัมผัสได้
“ชิงหลาน ไป! เจ้าจงออกไปลากตัวคนที่บังอาจทำร้ายนางมาให้ข้า!”
คำประกาศิตแผดดังสนั่นห้องบรรทม วันนั้นในวังหลวงจึงได้รับรู้ว่าพระชายาถูกลอบปลงพระชนม์
เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ในห้องบรรทมเหลือเพียงบุรุษหนึ่งและสตรีหนึ่ง ควันกำยานหลายสายลอยขึ้นเอื่อย ๆ คลุ้งเต็มห้อง
ร่างของชายหนุ่มนั่งเท้าแก้มอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง สายตาจับจ้องไปที่ร่างของหญิงสาวที่กำลังหลับใหลอยู่บนเตียง
ความเงียบโอบล้อมรอบห้อง หวังจิ้งเสวียนไล่สายตาของตนจากดวงหน้างามลงมาที่ผ้าพันแผลขนาดใหญ่บริเวณหน้าท้อง ดวงตาหงส์พลันสั่นไหว
หวังจิ้งเสวียนเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง มือขวากำหมัดแน่นโกรธที่ตนไม่สามารถทำอันใดได้เลยสักอย่าง
“เหตุใด...สถานการณ์ถึงได้เป็นเช่นนี้ไปได้ ข้ามิได้อยากให้เจ้าบาดเจ็บ ข้าอุตส่าห์ซ่อนเจ้าเอาไว้ แต่คนพวกนั้นยังหาเจ้าเจออีกงั้นหรือ พระชายา...ไม่ว่าผู้ใดก็ตามหวังให้เจ้าต้องตาย ข้าจะลากศีรษะพวกมันมาให้ได้”
หยาดน้ำตารินไหลลงอาบพวงแก้มเนียนเป็นสาย หลุบตามองต่ำ พยายามกลั้นเสียงร้องไห้
“องค์รัชทายาท...เหตุใดจึงร้องไห้หรือเพคะ?”
หวังจิ้งเสวียนสะดุ้งสุดตัวรีบหันไปมอง ดวงตาของนางลืมขึ้นและกำลังมองมาที่เขา
“ร้องไห้ทำไมหรือเพคะ”
เสียงหวานเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้งพร้อมขยับมือขึ้นเล็กน้อย หวังจิ้งเสวียนรีบพุ่งออกจากเก้าอี้ไปกอบกุมฝ่ามือบางนั้นทันที
ร่างของเขานั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียง ดวงตาหงส์เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหนหรือไม่?”
“หม่อมฉันรู้สึกดีขึ้นแล้วเพคะ สงสัยได้สมุนไพรดีเลยทำให้ความเจ็บทุเลาลงไปมากแล้วเพคะ” หลี่หลิ่งฟางตอบพร้อมรอยยิ้ม
แต่รอยยิ้มและคำพูดของนางกลับไม่ทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าสบายใจ
“เจ้าบาดเจ็บถึงเพียงนี้ ยังจะยิ้มได้อีกงั้นหรือ?”
“ความเจ็บมิได้ส่งผลให้หม่อมฉันยิ้มมิได้นี่เพคะ”
หวังจิ้งเสวียนหลุบตาต่ำ ฝ่ามือหนาที่กุมฝ่ามือบางยังคงสั่นเทาไม่หยุด หลี่หลิ่งฟางจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“องค์รัชทายาท เมื่อวานหม่อมฉันทำให้พระองค์ทรงเป็นห่วง หม่อมฉันขอประทานอภัยนะเพคะ ที่หม่อมฉันมิเชื่อฟังพระองค์ หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”
สิ้นคำพูดน้ำตาพรั่งพรูออกจากดวงตาหงส์ดุจน้ำตก เสียงสะอื้นของชายหนุ่มเริ่มดังขึ้น ฝ่ามือหนาที่กุมอยู่ยิ่งกระชับแน่นขึ้นกว่าเดิม
“ไม่...มิใช่เจ้าที่ผิดพระชายา เป็นเราที่ผิดต่อเจ้า เราเป็นพระสวามีของเจ้าแท้ ๆ แต่เรากลับปกป้องเจ้ามิได้ เป็นบุรุษแต่กลับอ่อนแอจนทำให้เจ้าเดือดร้อน เราผิดเองที่ตัดสินใจไม่ดีพอ”
หลี่หลิ่งฟางเหมือนถูกบีบอัดที่หัวใจ เมื่อเห็นชายหนุ่มร้องไห้ตัวโยนกล่าวโทษตนเองไม่หยุดหย่อน
เรื่องราวที่หลุดออกจากเนื้อเรื่องหลักมาแล้ว กลับไม่ง่ายนักในความเป็นจริง เพราะดูเหมือนเส้นทางข้างหน้าจะมีขวากหนามขวางเต็มไปหมด แถมตัวละครอย่างองค์รัชทายาทที่ดูคลุมเครือกลับแสดงความอ่อนแอออกมา
หมับ
หวังจิ้งเสวียนได้สติเงยพระพักตร์ไปมองดวงหน้างามที่กระชับฝ่ามือแน่นขึ้น
“อย่าทรงร้องไห้เลยเพคะ เรื่องราวจะเรียบง่ายหากพวกเราสองคนมีแรงใจ ก็ย่อมจะฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกันได้”
ริมฝีปากของหวังจิ้งเสวียนสั่นเทา เขาตรัสถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“แต่พวกเรามิใช่สามีภรรยากันอีกแล้ว...เราหย่ากันแล้ว”
“...”
หลี่หลิ่งฟางนึกถึงราชโองการหนังสือหย่าขึ้นมาได้ จากที่พยายามเข้มแข็งเพื่อปลอบประโลมชายหนุ่ม ตอนนี้น้ำตาของนางก็รินไหลออกมาไม่ต่างจากชายหนุ่มมากนัก
นับตั้งแต่ที่รับรู้เรื่องนี้มา พวกเขาไม่มีสถานะใดผูกรั้งกันเอาไว้อีกแล้ว กลับกลายไปเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน โดยที่เขามีสถานะเป็นองค์รัชทายาทของแคว้น และนางมีสถานะเป็นเพียงบุตรีของอัครมหาเสนาบดีเท่านั้น
เสียงร้องไห้ดังระงมภายในห้องบรรทม กระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงยามไฮ้ ความสงบจึงหวนกลับคืนมาอีกครั้ง มีเพียงเสียงสะอึกสะอื้นเบา ๆ ที่ยังคงเหลืออยู่
หวังจิ้งเสวียนนอนเอาหน้าเกยขอบเตียงกุมฝ่ามือบางเอาไว้ โดยที่ร่างของตนนั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียง
หลี่หลิ่งฟางที่กลัวว่าชายหนุ่มจะปวดตัวจึงเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“องค์รัชทายาทเพคะ พระองค์ขึ้นมานอนข้าง ๆ หม่อมฉันก็ได้นะเพคะ เตียงด้านในมีที่ว่างเหลืออยู่เพคะ” หลี่หลิ่งฟางเขยือบตัวให้กับชายหนุ่ม
“เจ้าเพิ่งจะฟื้น หากเรานอนดิ้นไปโดนแผลของเจ้าจะทำอย่างไร?”
“แต่พระองค์มิเคยนอนดิ้นเลยนะเพคะ” หลี่หลิ่งฟางทูลไปตามความจริงจากที่เคยยืนดูองค์รัชทายาทบรรทมที่ตำหนักตงกงวันนั้น ถ้าจะถามว่าใครนอนดิ้นน่าจะเป็นตนเสียมากกว่า
หวังจิ้งเสวียนนั่งคิดอยู่สักพัก เขาก็ส่ายหน้าปฏิเสธนาง
“เจ้าบาดเจ็บสาหัส จะให้บุรุษร่างใหญ่เช่นเราไปนอนร่วมเตียงด้วยคงมิดีเท่าใด เอาเป็นว่าเราจะนอนอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้ พระชายาอย่ากังวลเลย เราเคยนั่งบรรทมบนเก้าอี้บ่อยครั้ง ยามอ่านตำราเรียน”
“หากพระองค์มีพระประสงค์เช่นนั้น หม่อมฉันก็มิขัดเพคะ”
“ดีแล้ว พระชายาพักผ่อนเถิด วันพรุ่งบิดาเจ้าอาจจะมาเยี่ยมก็ได้ รีบนอนพักจะได้หายไว ๆ” หวังจิ้งเสวียนจัดผ้าห่มให้อย่างแผ่วเบา
หลี่หลิ่งฟางจ้องมองการกระทำนั้นเงียบ ๆ จนเอ่ยคำพูดหนึ่งขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงบว่า “หม่อมฉันจะมีองค์รัชทายาทเป็นสวามีเพียงผู้เดียว มิคิดจะเป็นภรรยาของบุรุษใดอีกในชาตินี้ หม่อมฉันให้คำมั่นสัญญาเพคะ”
หวังจิ้งเสวียนมองดวงหน้างามที่ส่งมอบรอยยิ้มอันงดงามมาให้ ดวงตากลับมาร้อนผ่าวอีกครั้ง พยายามเค้นเสียงของตนตรัสกลับไป
“แม้ร่างกายนี้จะตกไปเป็นของผู้อื่น แต่เจ้าจะเป็นเพียงพระชายาผู้เดียวที่เรายอมรับ หากมีชาติหน้าหวังว่าเราจะได้เคียงข้างมิพรากจากกัน”
สิ้นคำ หวังจิ้งเสวียนโน้มหน้าไปจุมพิตที่ริมฝีปากบางอย่างนุ่มนวล ก่อนจะผละออกอย่างอ้อยอิ่ง
“พักผ่อนได้แล้ว เราจะอยู่ตรงนี้มิจากไปไหน” หวังจิ้งเสวียนนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิม ในขณะที่ฝ่ามือกุมมือข้างขวาของหญิงสาวเอาไว้
หลี่หลิ่งฟางตกใจที่ จู่ ๆ ถูกจุมพิตแบบไม่ทันตั้งตัว แต่ก็ยิ้มกลับไปให้ชายหนุ่มก่อนที่ภาพตรงหน้าจะพลันพร่ามัวและดับวูบไป
เช้าวันรุ่งขึ้นบานประตูหน้าตำหนักเฟิ่งอี๋เปิดออกต้อนรับการมาเยือนคนทั้งสาม ซึ่งทั้งสามที่มาล้วนเป็นคนรู้จักกันทั้งสิ้น
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ฮองเฮา” อัครมหาเสนาบดีค้อมกายถวายบังคมทั้งสองพระองค์
“มิต้องมากพิธีหรอกท่านอัครมหาเสนาบดี พวกเราล้วนเป็นคนรู้จักกันอย่างดี” ฮองเฮาตรัสพร้อมรอยยิ้ม “มาเถอะ พวกเราเข้าไปเยี่ยมพระชายากันก่อนดีกว่า”
พวกเขาทั้งสามเดินตามหลังนางกำนัลเข้าไปในตำหนัก และเดินตรงไปที่ห้องบรรทมทันที
อันฉีเปิดประตูห้องบรรทมอย่างแผ่วเบา เมื่อบานประตูห้องบรรทมเปิดออก กลิ่นกำยานสมุนไพรลอยออกมากระทบใบหน้าคนทั้งสาม ฮ่องเต้เดินนำทั้งสองเข้าไปข้างใน ภาพที่พวกเขาเห็นทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสามได้แต่ยืนจ้องมองเงียบ ๆ
ภาพตรงหน้าปรากฏร่างขององค์รัชทายาทที่กำลังบรรทมเท้าขมับอยู่บนเก้าอี้ โดยที่มือขวายังคงกุมมือของพระชายาเอาไว้ ส่วนพระชายาที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสนอนจับนิ้วหัวแม่มือขององค์รัชทายาทเอาไว้
เป็นภาพที่สื่อความหมายหลาย ๆ อย่างให้สำหรับผู้ที่พบเห็นเข้าใจทันที
“พวกเรากลับออกไปก่อนดีหรือไม่ ปล่อยให้พวกเขาพักผ่อนกันไปก่อน” ฮองเฮาเสนอความคิดเห็นออกมา
ซึ่งบุรุษทั้งสองต่างผงกศีรษะเห็นด้วยกับความคิดเห็น จึงพากันออกจากห้องบรรทมกลับไปที่ตำหนักเฉียนชิง
-----
ณ ห้องรับรองพระตำหนักเฉียนชิง
หนึ่งสตรีสองบุรุษนั่งอยู่ที่เดียวกัน โดยที่ฮองเฮายกชาขึ้นจิบอย่างสบายพระทัย บนพระพักตร์ฉายแววความสุขออกมา
“เรารู้ว่าพระชายาชอบองค์รัชทายาทมาก แต่มิคิดว่าองค์รัชทายาทจะชอบพระชายากลับด้วย เมื่อก่อนเห็นว่าชอบออกไปหาบุตรีตระกูลเยว่เสียบ่อย แสดงว่าตอนนี้คงมิใช่เช่นนั้นแล้วสินะ”
ระหว่างที่ฮองเฮาตรัสออกมาสองบุรุษกลับนั่งนิ่งเงียบ
“เอาเถอะ ยังไงทั้งสองรักกันดีพวกเราก็อย่าเข้าไปยุ่งเรื่องของพวกเขาให้มันยุ่งยากเลย ดีหรือไม่?”
แม้จะไม่ได้เอ่ยถามเฉพาะเจาะจง แต่บุรุษทั้งสองกลับพยักหน้าระรัวประหนึ่งนัดหมายกันมาก็มิปาน
“ดี ถ้าเช่นนั้นเราขอกลับตำหนักของเราก่อน” ฮองเฮาตรัสจบก็ลุกออกจากห้องรับรองไป
ฮ่องเต้ที่ถูกภรรยาทอดทิ้งนั่งก้มหน้างุด ไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับบุรุษเบื้องหน้าของตน
“ฝ่าบาทอยากตรัสอันใดตรัสมาเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงทุ้มดังขึ้นทำเอาดวงหทัยฮ่องเต้แทบกระเด็นออกมานอกอก
“คือว่า...เรื่องที่ท่านขอเมื่อตอนนั้น...”
“ลืมเรื่องตอนนั้นไปเถิดพ่ะย่ะค่ะ คิดเสียว่ากระหม่อมมิเคยทูลให้พระองค์ทรงทราบ” อัครมหาเสนาบดียกจอกชาขึ้นจิบเงียบ ๆ
“ท่านอัครมหาเสนาบดี...”
อัครมหาเสนาบดีช้อนสายตาขึ้นมองพระพักตร์ของฝ่าบาท ที่ตอนนี้เหมือนอยากจะตรัสบางอย่างกับตน แต่ดูอ้ำอึ้งไม่ยอมพูดออกมาเสียที จนอัครมหาเสนาบดีต้องเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมา
“ในวันเทศกาลหยวนเซียว หากฝ่าบาทว่างก็แวะมาหากระหม่อมที่จวนแล้วกันพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมหมักสุราเอาไว้หลายไหอยากให้พระองค์ลองดื่มดู” หลังทูลจบอัครมหาเสนาบดีก็ยืนขึ้น “วันนั้นกระหม่อมจะพูดคุยกับพระองค์เรื่องของพวกเรา เช่นนั้นกระหม่อมขอตัวทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu
วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั
เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข
แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห
ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน
รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว
บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่
พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น
หลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆหลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหน
บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ใน







