หน้าหลัก / รักโบราณ / นักฆ่าตำหนักเย็น / เผชิญหน้ากับเนื้อเรื่องหลัก

แชร์

เผชิญหน้ากับเนื้อเรื่องหลัก

last update วันที่เผยแพร่: 2026-02-17 10:00:29

หลังวันที่หลี่หลิ่งฟางไปพบคุณชายไต้วันนั้นก็ผ่านมาได้สามวัน และวันนี้ดันเป็นวันที่หลี่หลิ่งฟางคิดว่าซวยที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้

ปึง!

จอกสุราวางกระแทกลงบนโต๊ะไม้ ภายในห้องรับรองแขกที่เหลาสุราชื่อดังของเมืองหลวง

“เหตุใดพวกองค์ชายองค์หญิงจากแคว้นเซี่ยถึงได้มาศึกษาที่แคว้นของเราด้วย!”

หลี่หลิ่งฟางจิบสุราพลางแอบฟังเรื่องที่ตัวละครเอกพูดคุยกันเงียบ ๆ

“เจียงหนิงรักษามารยาทด้วย” มู่จงชิงเอ่ยห้ามปรามหญิงสาว

“หึ” เจียงหนิงนั่งลงที่เก้าอี้ของตนพลางกอดอกไม่พอใจ

“พวกเราได้รับมอบหมายจากท่านราชครูให้สานสัมพันธไมตรีกับแคว้นเซี่ย คำสั่งนี้ฝ่าบาทถ่ายทอดคำสั่งลงมา เจ้าคิดหรือว่าพวกเราจะขัดได้” ซิ่งหมิงพูดขึ้นระหว่างยกจอกสุราขึ้นจิบ

เสียงถอนหายใจดังขึ้นก่อนที่เสียงทุ้มจะตามมา

“พวกเราเลิกพูดคุยไร้สาระ และเริ่มพูดคุยจริงจังกันเสียทีเถิด” หลิวอ๋องหยิบจดหมายออกมาจากใต้แขนเสื้อเฉียนคุน และส่งมอบให้กับทุกคนได้อ่าน

หลังที่ทุกคนอ่านจดหมายฉบับนั้นจบทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบ ก่อนที่เสียงของหญิงสาวจะดังขึ้นทำลายความเงียบ

“ตัวแทนแคว้นเซี่ยที่ถูกส่งมาล้วนเป็นองค์ชายองค์หญิง พวกเราต้องระมัดระวังมิให้เกิดเรื่องเด็ดขาด การสานสัมพันธไมตรีครั้งนี้นับเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ของแคว้นทั้งสอง อย่าลืมคิดไตร่ตรองให้ดีก่อนจะลงมือทำสิ่งใด”

“อย่างที่คุณหนูเยว่กล่าวมา พวกเราควรระมัดระวังตัวให้ดี อย่าทำให้แคว้นของเราเสื่อมเสียชื่อเสียงเด็ดขาด” ซิ่งหมิงพูดเสริมอีกแรง

“ตัวแทนฝั่งพวกเรามีพวกเราห้าคน รวมคุณชายไต้ และ...” เยว่หลินหันหน้าไปมองชายหนุ่มและหญิงสาวที่นั่งอยู่โต๊ะอีกตัว “...และองค์รัชทายาทกับพระชายา ก็เท่ากับว่าฝั่งพวกเรามีแปดคน”

หลิวอ๋องผงกศีรษะ จากนั้นพวกเขานั่งพูดคุยปรึกษาหารือต่ออีกสักพัก จนต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันกลับเรือนในยามเซิน

หลิวอ๋องเดินตามหลังองค์รัชทายาทและพระชายามาเงียบ ๆ ตลอดทาง ในหัวของเขามีเรื่องมากมายที่อยากจะทูลถามทั้งสองพระองค์ แต่เขาไม่รู้ว่ามันเหมาะสมหรือไม่ที่จะทูลถาม

จนกระทั่งเสียงหวานดังขึ้นเบื้องหน้าของเขา

“ท่านหลิวอ๋องมีเรื่องใดอยากจะถามพวกเราทั้งสองหรือไม่?”

เสียงของพระชายาเรียกสติของหลิวอ๋องให้กลับมาเผชิญหน้ากับความจริง

“กระหม่อมขอประทานอภัย ที่ทำให้พระชายามิสบายพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”

“ท่านหลิวอ๋องขอโทษพวกเราทำไม พวกเรามิได้มิสบายพระทัยแต่อย่างใด พวกเราเห็นท่านอ๋องเหม่อมองพวกเราอยู่นาน เปิ่นกงเลยคิดว่าท่านอ๋องอาจมีเรื่องสำคัญต้องการจะถาม”

“พระชายาอ่านใจกระหม่อมได้เช่นนี้ กระหม่อมรู้สึกขอบพระทัยพระชายามากเลยพ่ะย่ะค่ะ แน่นอนว่ากระหม่อมมีเรื่องอยากจะทูลถามทั้งสองพระองค์ กระนั้นพวกเราไปหาร้านเงียบ ๆ นั่งพูดคุยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

“ตามแต่เสด็จพี่จะสะดวก” หวังจิ้งเสวียนเป็นฝ่ายตอบกลับ

พวกเขาทั้งสามเดินเข้าร้านขายเสี่ยวหลงเปาแห่งหนึ่ง ที่บริเวณแถวนั้นผู้คนบางตากว่าใจกลางเมืองหลวง เสี่ยวเอ้อร์เดินเข้ามารับรายการ

“พวกเราขอเสี่ยวหลงเปาร้อนสาม...พวกเจ้าทั้งสองจะทานด้วยหรือไม่?” หลิวอ๋องหันไปถามองครักษ์และนางกำนัลที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านหลังผู้เป็นนายทั้งสอง

“ท่านอ๋องเชิญเสวยตามสบายเถิดเพคะ หม่อมฉันจะไปเดินเล่นคอยแถวนี้มิไกลจากร้านมากนัก” อันฉีตอบตามความจริง และรีบลากองครักษ์ขององค์รัชทายาทติดมาด้วย

เพราะนางรู้ว่าเจ้านายทั้งสามต้องการพูดคุยแบบส่วนตัว พวกเขาที่เป็นข้าราชบริพารอยู่ด้วยอาจจะรู้สึกอึดอัด

“เจ้าลากข้ามาทำไม?”

อันฉีสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงทุ้มจากทางด้านหลังของนาง

“ข้ารู้หน้าที่ แต่เจ้าน่ะสิมิรู้หน้าที่ของตนเอง” อันฉีหันมาพูดคุยกับองค์รักษ์ขององค์รัชทายาท

“หน้าที่ของข้าคือเฝ้าระวังอันตราย และคอยปกป้ององค์รัชทายาทข้างพระวรกาย แต่เจ้ากลับลากข้าออกมา” ชิงหลานพูดความจริง

“ข้าก็บอกไปแล้วนี่ว่าพวกเราจะคอยอยู่แถวนี้ เจ้ายืนตรงนี้มิเห็นเจ้านายของเจ้างั้นหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้นเจ้าก็ตาบอดแล้ว”

ชิงหลานรู้สึกได้ถึงความกรุ่น ๆ ในอกของตนเอง

“สตรีเช่นเจ้าน่ารำคาญนัก”

“บุรุษอย่างเจ้าน่าหงุดหงิดเช่นกัน”

ทั้งสองต่างตีตัวออกห่างไม่ยืนใกล้กันอีก โดยที่พวกเขาหันหน้ากลับไปที่หน้าทางเข้าร้านขายเสี่ยวหลงเปา

ภายในร้านเงียบสงบหลังเสี่ยวหลงเปาสามถ้วยยกมาเรียงบนโต๊ะเรียบร้อย หลิวอ๋องรีบทูลเข้าเรื่องทันที

“ทั้งสองพระองค์เคยได้ยินเรื่องสานสัมพันธไมตรีมาบ้างหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

หวังจิ้งเสวียนผงกศีรษะ และหลี่หลิ่งฟางพยักหน้าเบา ๆ

“ดี กระหม่อมจะได้อธิบายให้ทั้งสองพระองค์เข้าใจรวบรัด โดยในวันที่ตัวแทนจากแคว้นเซี่ยเดินทางมาถึง วันนั้นพวกเราจะได้เข้าร่วมสำนักศึกษาพร้อมกันทั้งหมดสิบหกคน และได้พักคืนที่สำนักศึกษาด้วยเลย”

“หากพักที่สำนักศึกษาจะมีการป้องกันแน่นหนาหรือไม่ เปิ่นกงกลัวว่า...” องค์รัชทายาทมีพระพักตร์กังวล

“ฝ่าบาทได้ฝากฝังเรื่องนี้ให้กับแม่ทัพหยางเอาไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะ” หลิวอ๋องตอบกลับ

“แม่ทัพหยางได้อภัยโทษแล้วหรือ?”

หลิวอ๋องผงกศีรษะแทนการตอบกลับ “หากองค์รัชทายาทมีพระประสงค์จะเปลี่ยนกองกำลังป้องกัน พระองค์สามารถตรัสสั่งกระหม่อมได้ กระหม่อมจะนำเรื่องนี้ไปกราบทูลให้ฝ่าบาททรงทราบเองพ่ะย่ะค่ะ”

หวังจิ้งเสวียนส่ายหน้า “มิเป็นไร เป็นท่านแม่ทัพหยางดีแล้ว”

หลิวอ๋องมองพระพักตร์ของพระอนุชานิ่ง ก่อนจะทูลในสิ่งที่ตนสงสัย “อาเสวียน เจ้ากับพระชายา...” หลิวอ๋องหันไปมองพระพักตร์ของพระชายาอย่างชั่งใจ

“ท่านอ๋องอย่ากังวล ท่านอยากทูลถามองค์รัชทายาทเรื่องใดเชิญถามได้เต็มที่ มิต้องเกรงพระทัยเปิ่นกง”

หลิวอ๋องผงกศีรษะ ก่อนจะเบนหน้ากลับไปทอดพระเนตรมองพระอนุชา

“เจ้าใส่ร้ายพระชายาใช่หรือไม่?”

“...” หวังจิ้งเสวียนชะงักค้าง สบตากับพระเชษฐาของตนนิ่ง

“หลังจากวันที่ข้ามาเยี่ยมเจ้า และได้ไปเข้าเฝ้าพระชายาที่ตำหนักเหลิ่งกง ข้าได้ตามสืบเรื่องนี้อยู่สักพักจนข้าได้คำตอบ เจ้า...เกลียดพระชายาขนาดนั้นเชียวหรือหวังจิ้งเสวียน”

หลี่หลิ่งฟางหันหน้าไปมององค์รัชทายาท ที่ตอนนี้พระพักตร์ของเขาแข็งค้างราวกับลืมหายใจ

หวังจิ้งเสวียนรู้สึกมีบางอย่างจุกอยู่ที่ลำคอ เขาพยายามเค้นเสียงเพื่อตอบกลับคำถาม แต่ทว่าเขารู้สึกกดดันจากสายตาคู่นั้นของพระเชษฐา จนต้องหลุบตาต่ำ

หลี่หลิ่งฟางที่เห็นท่าทางไม่ดีของหวังจิ้งเสวียน นางจึงเลือกปกป้องชายหนุ่มทันที เพราะอย่างไรองค์รัชทายาทก็คือพระสวามีของตน หาใช่คนอื่นไม่

“ท่านอ๋อง เปิ่นกงมีเรื่องอยากจะบอกท่านอ๋องเพคะ”

“เรื่องอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

“เรื่องที่ท่านอ๋องทูลถามองค์รัชทายาท เรื่องนั้นเป็นความจริงตามหลักฐานที่ท่านอ๋องสืบหามาได้ แต่ตอนนี้เปิ่นกงและองค์รัชทายาทพวกเราต่างเปิดใจพูดคุยกันแล้ว เปิ่นกงคิดว่าเรื่องมันผ่านไปนานแล้วก็ปล่อยมันไปเถิดเพคะ”

“พระชายา ในวังหลวงถ้าผู้ใดกระทำผิดต้องได้รับโทษ ไม่มีข้อยกเว้นพ่ะย่ะค่ะ”

‘โอ๊ย! พ่อพระเอก พ่อผดุงความยุติธรรม อย่ามาทำร้ายเจ้าลูกเจี๊ยบของฉันนะ! ถึงฉันจะรู้ว่าไม่ใช่เขาที่กล่าวโทษฉัน แต่แผนการของเขายังต้องวางแผนรับมือคนร้ายให้ดีกว่านี้ อย่าเพิ่งทำลายกระดานหมากนี้นะเฟ้ย!’

หลี่หลิ่งฟางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “เปิ่นกงทราบดี แต่องค์รัชทายาทก็ได้รับโทษตามสมควรแล้วเพคะ”

“จิ้งเสวียนน่ะหรือ ได้รับโทษแล้ว?” สีหน้าของหลิวอ๋องดูเหมือนจะไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

“เพคะ หม่อมฉันเห็นด้วยตาของตนเอง”

“พระชายามีหลักฐานมายืนยันคำพูดของพระองค์หรือไม่?”

‘แม่งเอ้ย! พ่อพระเอกกัดไม่ปล่อยจริง ๆ’

หลี่หลิ่งฟางสบถในใจ อารมณ์คุกรุ่นค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น

“ท่านอ๋อง เปิ่นกงเข้าพระทัยที่ท่านอ๋องอยากคืนความยุติธรรมให้เปิ่นกง แต่ท่านอ๋องยืนกรานเช่นนี้มิเท่ากับว่าท่านอ๋องต้องการตำแหน่งองค์รัชทายาทหรอกหรือเพคะ?”

“...!” หลิวอ๋องชะงัก

หวังจิ้งเสวียนหันมามองดวงหน้างามด้านข้างด้วยความตกใจ

“...กระหม่อมมิได้ต้องการตำแหน่งองค์รัชทายาทอย่างที่พระชายาตรัสออกมาพ่ะย่ะค่ะ”

“ถ้ามิใช่เช่นนั้น ท่านอ๋องช่วยหยุดไล่ตรอนองค์รัชทายาทได้หรือไม่เพคะ ในเมื่อเปิ่นกงมิได้เดือดร้อนอันใดแล้ว ท่านอ๋องควรปล่อยวางมันบ้างเพคะ”

“กระหม่อมจะทำตามพระประสงค์ของพระชายาพ่ะย่ะค่ะ” หลิวอ๋องโค้งคำนับ

หลี่หลิ่งฟางถอนหายใจหันไปลูบหลังมือของชายหนุ่มด้านข้าง ซึ่งหวังจิ้งเสวียนยังคงงุนงง แต่เขาก็มอบรอยยิ้มกลับคืนมา

ทางด้านอันฉีที่ตอนนี้บนฝ่ามือของนางเต็มไปด้วยของทานเล่นมากมาย โดยเฉพาะซาลาเปาหนึ่งถุงกำลังถูกหญิงสาวล้วงหยิบขึ้นมาทาน

ชิงหลานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่ห่างไกลมากนักชำเลืองมองหญิงสาวทานซาลาเปาอย่างเอร็ดอร่อย ชายหนุ่มเฝ้ามองดูหญิงสาวทานของว่างมากมาย จนแอบคิดว่าของที่หญิงสาวทานไปทั้งหมดนั้น นางเอาไปเก็บซ่อนไว้ที่ใด

ชิงหลานรู้สึกว่าชายอาภรณ์ถูกดึงจึงปรายตามองลงมา

“อินอั๊ย?”

ชิงหลานมองนิ่งสักพักก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ

“ไอ่อินแอ้วอะเอี๊ยไอ”

ชิงหลานลอบถอนหายใจออกมา ยืนเฝ้ามองระวังภัยให้ผู้เป็นนาย และยืนบังลมบังแดดให้กับหญิงสาวข้างกาย

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   บทส่งท้าย : ใช้ชีวิตเรียบง่ายกับเจ้าลูกเจี๊ยบ

    ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ทำนุบำรุงวังหลวง

    วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   หลั่งโลหิตล้างแผ่นดิน

    เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เพลิงกบฏชิงอำนาจ

    แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   แฝงตัวซ่อนเร้น

    ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ถวายสมุดรายชื่อแด่ฮ่องเต้

    รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   นักฆ่าแฝงตัวเข้ามา

    เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเขากลับมารวมตัวที่ห้องอาหารในยามเฉิน เหล่าบ่าวรับใช้ต่างทยอยยกสำรับอาหารมาจัดเรียงบนโต๊ะตามหน้าที่ หลี่หลิ่งฟางทอดมองชาร้อนที่กำลังถูกรินใส่จอกเรียบนิ่งก่อนที่จะเกิดเสียงดังท่ามกลางความเงียบสงบเพล้ง!จอกชาของหวังจิ้งเสวียนถูกปัดหล่นกระแทกพื้นแตกกระจาย บ่าว

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   แนะนำตัว

    เมื่อถึงช่วงเวลายามโหย่ว พวกเขาทั้งสิบหกได้กลับมารวมตัวกันที่ห้องอาหาร ซึ่งบนโต๊ะอาหารถูกแบ่งออกเป็นโต๊ะละสี่คน และแน่นอนว่าหลี่หลิ่งฟางกับหวังจิ้งเสวียนทั้งสองถูกจับให้อยู่โต๊ะเดียวกันกับองค์ชายและองค์หญิงแคว้นเซี่ยไม่นานอาหารยกมาจัดเรียงสองสามอย่างบนโต๊ะพร้อมถ้วยข้าวสี่ถ้วย หลี่หลิ่งฟางจ้องมองคอ

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   หมื่นตำราเฉิงหวู่

    เมื่อถึงวันที่องค์หญิงและองค์ชายจากแคว้นเซี่ยเดินทางมาถึง พวกเขาที่เป็นตัวแทนของเมืองหลวงได้ออกมายืนต้อนรับ“พวกเรายินดีอย่างยิ่งที่ได้พบเหล่าองค์ชาย และองค์หญิงแคว้นเซี่ยที่นี่พ่ะย่ะค่ะ” ราชครูสำนักศึกษากล่าวต้อนรับ“พวกเราต่างหากที่รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ไ

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   คุณชายไต้รู้ความจริง

    หวังจิ้งเสวียนสะลึมสะลือลืมตาตื่น เขายืดกายบิดขี้เกียจเพื่อคลายความเมื่อยล้า กะพริบตาปริบ ๆ อย่างเชื้องช้าเพื่อปรับภาพเบื้องหน้าให้กระจ่างชัดครั้นมองเห็นแจ่มชัดแล้ว หวังจิ้งเสวียนก้มมองดวงหน้างามที่ยังคงหลับใหลอยู่อย่างสงบ ยิ่งจ้องมองยิ่งทำให้รู้สึกหลงใหลในความงามไม่รู้เบื่อ&ldquo

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status