LOGINข่าวลือเรื่องนักฆ่าลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาทอีกครั้ง ทำให้แม่ทัพหยางได้รับโทษตามคำสัตย์ที่ได้ให้ไว้กับองค์ฮ่องเต้ การปกป้ององค์รัชทายาทจึงตกไปเป็นของหัวหน้าองครักษ์หย่งแทน
ศาลากลางสระบัวในเขตสวนบุปผาเป็นสถานที่อันงดงาม และเป็นสถานที่โปรดปรานขององค์รัชทายาทที่มักจะมานั่งพักผ่อนอยู่ที่นี่
แต่สถานที่อันงดงามนี้กลับเป็นจุดนัดพบของคนสองคน ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าพวกเขาจะมานั่งอยู่ด้วยกันได้
ชาร้อนถูกกลืนลงสู่ลำคอระหง ลมวสันต์พัดผ่านส่งกลิ่นหอมดอกสาลี่ที่ปลูกบริเวณโดยรอบแถวนั้น
ตุบ
หลี่หลิ่งฟางวางจอกชาลงบนโต๊ะเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์องค์รัชทายาท นางมอบรอยยิ้มที่คิดว่าเป็นมิตรที่สุดให้กับชายหนุ่ม แต่ทว่า...
“พระชายาได้โปรดอย่ายิ้มแบบนั้น”
หลี่หลิ่งฟางหุบยิ้มลงทันควันราวกับเมื่อกี้ไม่มีอันใดเกิดขึ้น นางยกจอกชาขึ้นจิบดับอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นในใจ
“องค์รัชทายาทมีเรื่องอันใดจะตรัสกับหม่อมฉันหรือเปล่าเพคะ ถึงได้เรียกหม่อมฉันมาเข้าเฝ้าพระองค์”
หวังจิ้งเสวียนเม้มปากมองจอกชาของตนตรงหน้า เขามีหลายคำถามมากมายที่อยากจะตรัสถามออกไป แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน อีกอย่างความสัมพันธ์ของพวกเขาที่ผ่านมาไม่ดีเท่าใดนัก
หลี่หลิ่งฟางเห็นว่าชายหนุ่มยังคงนั่งนิ่งเงียบ พอลองดูจากท่าทางก็พอจะเดาออกอยู่บ้าง และความสัมพันธ์ของสองตัวละครนี้ไม่มีอันใดดีเลย
‘เจ้านี่พอเจอความเปลี่ยนแปลงก็ไปไม่เป็นสินะ เด็กน้อยจริง ๆ’
หลี่หลิ่งฟางไม่ได้เร่งให้ชายหนุ่มถามหรือพูดคุยกับตน เพราะว่าถ้านางได้กลับไปที่ตำหนักเฟิ่งอี๋ตอนนี้ นางก็คงรู้สึกเบื่อหน่ายที่ไม่รู้จะทำอันใด เลยเลือกที่จะนั่งจิบชาเงียบ ๆ รอให้อีกฝ่ายตรัสขึ้นมาแทน
ทว่าความเงียบงันนี้กลับทำให้หวังจิ้งเสวียนวิตกกังวล จนเขารู้สึกปวดหัวขึ้นมาเหมือนสมองกำลังจะระเบิด
หลี่หลิ่งฟางที่รับรู้การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์จากประสบการณ์ของตน นางจึงเป็นฝ่ายชวนคุยแทนเรื่องจะได้ดำเนินต่อไปอย่างง่ายดาย
“องค์รัชทายาทมิชอบชาสาลี่หรือเพคะ?”
หวังจิ้งเสวียนได้สติ “เปล่า เรามิได้มิชื่นชอบ”
“ถ้าเช่นนั้นพระองค์ทรงลองจิบชาสักนิดก่อนเถิดเพคะ หม่อมฉันมีเวลาว่างเหลือเฟือสามารถนั่งอยู่ตรงนี้ได้ตลอดทั้งวัน”
“อย่างงั้นหรือ...”
หลี่หลิ่งฟางมองพระพักตร์ยามสงบนิ่งของหวังจิ้งเสวียน แม้จะไม่รู้นิสัยที่แท้จริงของตัวละครนี้ เพราะเป็นตัวประกอบที่จะโผล่มาช่วงที่นางเอกนิยายทุกข์ใจ และคนที่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคนแรกก็ คือ หวังจิ้งเสวียน
“...”
‘ช่วยเหลือนางเอกทุกอย่างตลอดที่มีปัญหา น่าจะได้บทพระรองสองก็ได้นะ คนเขียนก็ออกจะใจร้ายหน่อย ๆ ที่แต่งให้หมอนี่ไม่ได้รับความรักจากนางเอกเลย’
หลี่หลิ่งฟางนั่งทบทวนเนื้อเรื่องในหนังสือ และจากความทรงจำอันน้อยนิดของร่างนี้
ตัวประกอบถ้าถูกกำหนดให้รอดก็รอด แต่ถ้าถูกกำหนดให้ตายก็ตายง่ายดาย ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเกิดขึ้นจากปลายนิ้วของนักเขียน โดยรังสรรค์เรื่องราวเพื่อชูบทให้กับตัวละครนำ และหน้าที่ชูบทจะเป็นใครไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ตัวประกอบมากมายในเรื่อง
หลี่หลิ่งฟางคิดแล้วก็พอทำใจได้ประมาณหนึ่ง ตอนนี้เรื่องราวของนิยายเรื่องนี้กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป เพราะตัวประกอบที่ถูกกำหนดให้ตายกลับยังมีชีวิตอยู่ถึงสองคน และดันเป็นตัวประกอบที่มีอำนาจเสียด้วย
ฉะนั้นเรื่องราวหลังจากนี้คงต้อง...
“...ยา พระชายา!”
หลี่หลิ่งฟางหลุดจากภวังค์ความคิดของตน ดวงตาดอกท้อช้อนขึ้นสบตากับดวงตาหงส์ของหวังจิ้งเสวียน
“พระชายาเป็นอันใดหรือเปล่า เราเห็นเจ้านั่งเหม่อลอยนานมาก หรือว่าเจ้ารู้สึกมิดีงั้นหรือ ให้เราตามหมอหลวงให้ดีหรือไม่?”
หลี่หลิ่งฟางส่ายหน้าตรัสกลับไปว่า “หม่อมฉันสบายดีเพคะ องค์รัชทายาทมิต้องทรงเป็นห่วง หม่อมฉันเพียงแค่นั่งคิดเรื่องเรื่อยเปื่อยเพลินเฉย ๆ เพคะ”
“เป็นเช่นนั้นหรือ?”
“เพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มกลับ
หวังจิ้งเสวียนจ้องมองนิ่งตรัสขึ้นมาว่า “พระชายาเรื่องที่เราอยากจะพูดคุยกับเจ้ามีหลายเรื่องมาก จนเรามิรู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี แต่ว่าเราอยากพูดอย่างหนึ่งกับเจ้า”
หลี่หลิ่งฟางคล้ายจะเดาคำตอบออก แต่นางยอมทำเป็นไม่รู้เรื่องตรัสกลับไป “เรื่องอันใดหรือเพคะ?”
“เรา...เราขอโทษ ขอโทษสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา เรื่องที่เราใส่ร้ายเจ้าด้วย แล้วก็เรื่องที่เราเป็นพระสวามีที่แย่ยิ่งกว่าสุนัข”
หลี่หลิ่งฟางยังคงนั่งจ้องมองนิ่ง แต่ภายในใจกลับ...
‘ในชีวิตก่อนน่าจะเดาหวยให้ถูกแบบนี้บ้าง เผื่อข้าถูกรางวัลที่หนึ่งนอนตีพุงขึ้นอืดอย่างสบายใจเฉิบได้เลยนะ’
หลี่หลิ่งฟางคิดแล้วก็เศร้าใจเงียบ ๆ คนเดียว
หวังจิ้งเสวียนเห็นว่าไม่มีเสียงตอบกลับมา เขาก็พอจะเดาความรู้สึกของพระชายาออก หวังจิ้งเสวียนรู้ว่าพระชายานั้นรักตนอย่างจริงใจ ทว่าเขากลับทำลายความรักอันบริสุทธิ์ของนางกับมือของตนเอง
หวังจิ้งเสวียนไม่กล่าวโทษพระชายา หากนางต้องการที่จะหย่ากับเขา หวังจิ้งเสวียนจะทำทุกวิถีทางที่จะให้เสด็จพ่อออกราชโองการหนังสือหย่าให้กับนาง
“พระชายาหากเจ้าอยากจะหย่า เรายินดีจะ...”
“อยากถูกหวย”
“...”
หลี่หลิ่งฟางสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ ดวงหน้างามขึ้นสีแดงก่ำลามไปถึงใบหู รีบพูดแก้ตัวอย่างตะกุกตะกัก
“มะ...หม่อมฉันหมายถึง...เอ่อ...มิใช่เพคะ! คือว่าองค์รัชทายาททรงตรัสว่าอันใดนะเพคะ?!”
หวังจิ้งเสวียนนั่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนตรัสขึ้นว่า “พระชายาหมายถึงเสี่ยงดวงงั้นหรือ?”
หลี่หลิ่งฟางไม่รู้ว่าเสี่ยงดวงที่องค์รัชทายาทหมายถึงคืออันใด นางจึงเออออตามน้ำไป
“ชะ...ใช่แล้วเพคะ! หม่อมฉันอยากเสี่ยงดวงมากเลยเพคะ”
“อ๋อ งั้นพระชายาตามเรามาสิ”
หลี่หลิ่งฟางยิ้มกลับไปให้ โดยไม่ได้ซักถามอันใดกับหวังจิ้งเสวียน และนั่นจึงเป็นความคิดที่ผิดอย่างมหันต์
-----
ณ ร้านเสี่ยงดวงฝูฝู
หลี่หลิ่งฟางยืนจ้องมองป้ายหน้าร้านมาครึ่งก้านธูปน่าจะได้แล้ว ก่อนหน้านี้ที่ให้กลับไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่ ก็เผลอคิดว่าอาภรณ์ที่ตนสวมใส่ตั้งแต่เช้าคงเปรอะเปื้อนดินโคลนตอนถอนหญ้า
แต่ที่ไหนได้กลับพาออกมาข้างนอกวังหลวง และยังพามาสถานที่ที่ดูแล้วไม่น่าไว้ใจอีก
“เอ่อ...องค์รัชทายาทเพคะ ที่นี่มัน...”
“ร้านเสี่ยงดวงที่เราตรัสถึงไง เมื่อห้าวันก่อนเราเดินผ่านร้านนี้เห็นผู้คนต่อแถวกันยาวเหยียด เราว่าร้านนี้น่าจะให้โชคพระชายาได้นะ”
‘ไม่ๆๆ ไม่ใช่แล้ว มันเป็นพวกนักต้มตุ๋น นี่เจ้าดูไม่ออกหรือไงเนี่ย!’
หลี่หลิ่งฟางไม่ทันจะเอ่ยขึ้นมาห้าม ร่างของชายหนุ่มก็เดินนำลิ่วเข้าร้านไปแล้ว
กรี๊ดดดด!
หลี่หลิ่งฟางกรีดร้องอยู่ภายในใจ หันไปตรัสกับนางกำนัลของตนว่า “อันฉีพวกเราก็รีบตามเสด็จเข้าไปกันเถอะ”
“เพคะ”
กริ๊ง ~
กระดิ่งดังขึ้นทันทีที่มีผู้คนเดินเข้ามาภายในร้าน หลี่หลิ่งฟางนึกแปลกใจที่สมัยนี้มีสิ่งของแจ้งเตือนพ่อค้าแม่ค้าด้วย หรือไม่นักเขียนคงจับเขียนใส่เข้ามาให้สมเป็นร้านหลอกลวงชาวบ้าน
“ยินดีต้อนรับเจ้าค่ะ”
หลี่หลิ่งฟางมองเห็นหญิงสาววัยกลางคนคนหนึ่งเดินออกมาจากหลังร้าน นางเดินยิ้มแป้นมาที่หน้าโต๊ะที่ดูเหมือนเคาน์เตอร์ต้อนรับ
“มิทราบว่าคุณชายและคุณหนูทั้งสองต้องการสิ่งใด ร้านเรามีของให้คุณชายคุณหนูได้เลือกสรรมากมาย มิว่าจะเป็นของนำเข้าจากเมืองฝูฉี หรือของชิ้นนี้ที่นำเข้าจากเมืองจิน หรือว่าจะเป็นของชิ้นนี้ที่นำเข้ามาจากแคว้นเสวี่ยอิง”
หวังจิ้งเสวียนหันมากวักมือเรียกหญิงสาวที่ยืนอยู่ทางด้านหลัง “ฮูหยินมาลองดูของพวกนี้สิ เราว่าเจ้าน่าจะชื่นชอบ”
หลี่หลิ่งฟางเดินไปยืนข้างพระวรกายขององค์รัชทายาท สายตาไล่มองของสามชิ้นที่แม่ค้าหยิบมานำเสนอ
‘ชอบอะไรล่ะ ของปลอมชัด ๆ’
เสียงทุ้มดังขึ้นด้านข้างทำให้หลี่หลิ่งฟางหันไปมอง
“เป็นอย่างไร เจ้าชอบชิ้นไหนเราจะซื้อให้กับเจ้าเอง”
หลี่หลิ่งฟางได้แต่ยิ้มกลับไปให้และตรัสขึ้นมาว่า “หม่อมฉันอยากเดินชมบรรยากาศของเมืองหลวงก่อน ไว้พวกเราค่อยแวะกลับมาใหม่ดีหรือไม่เจ้าคะ?”
หวังจิ้งเสวียนคิดตามก่อนจะผงกศีรษะให้
“เอาสิ เราตามใจฮูหยิน”
หลี่หลิ่งฟางมองแผ่นหลังของชายหนุ่มเดินหายออกจากร้านไป
“อาฉีเจ้าก็ตามนายท่านออกไปก่อนเถิด”
อันฉีไม่รู้ว่าผู้เป็นนายของตนต้องการจะทำสิ่งใด นางจึงตอบรับและขอตัวออกไปรอด้านนอก
เมื่อภายในร้านหลงเหลือเพียงแค่สองคน หลี่หลิ่งฟางหันมาจ้องมองนิ่งที่นักต้มตุ๋นเอ่ยเสียงเย็นยะเยือกขึ้นมาว่า “คิดว่าของพรรค์นี้จะหลอกข้าได้งั้นหรือ? คงอยากได้เงินโดยใช้ทางลัดสกปรกพวกนี้ ระวังคอเจ้าจะหลุดออกจากบ่าด้วยน้ำมือของข้า รีบไสหัวไปจากเมืองหลวงซะ! ไม่สิ หากเจ้าคิดจะหลอกลวงผู้คนให้มาซื้อของของร้านเจ้า งั้นข้าจะจับเจ้ามาทรมานให้สมกับราคาที่เจ้าไปหลอกลวงผู้อื่นมา เจ้าคิดว่าอย่างไร”
“ยะ...ยอมแล้วเจ้าค่ะ! ได้โปรดอย่าตัดคอของข้าเลยเจ้าค่ะ ขะ...ข้าจะรีบเก็บของและไม่หลอกผู้อื่นอีกแล้วเจ้าค่ะ!”
“ดี ทำให้ได้อย่างที่เจ้าพูดล่ะ ข้าจะคอยติดตามการเคลื่อนไหวของเจ้าไม่ว่าเจ้าจะไปอยู่ที่ใด หากกลืนคำพูดเจ้าเตรียมบอกลาคอของเจ้าได้เลย” หลี่หลิ่งฟางทำท่าเฉือนคอขู่อย่างจริงจัง
หญิงสาววัยกลางคนผู้เป็นนักต้มตุ๋นล้มไปนั่งกองอยู่บนพื้นตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
หลังจากที่ทำการข่มขู่เสร็จเรียบร้อย หลี่หลิ่งฟางก็เดินกลับออกมาจากร้าน
“พระชายาทำไมเจ้าเพิ่งจะออกมาล่ะ?” หวังจิ้งเสวียนเดินเข้ามาซักถามทันทีที่เห็นหญิงสาวเดินออกมาจากร้าน
“หม่อมฉันแค่เดินดูของนิดหน่อย แต่ดูเหมือนไม่มีของที่หม่อมฉันชื่นชอบเลยเพคะ”
“งั้นหรือ เช่นนั้นเราพาเจ้าไปหาอันใดเสวยก่อนดีกว่า นี่ก็ยามอู่แล้วเจ้าคงหิวแล้วใช่...”
โครก! คราก!
เสียงท้องร้องดังขึ้นมาระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังพูดอยู่ หวังจิ้งเสวียนหันมาจ้องมองดวงหน้างามที่แดงก่ำอีกครั้งหนึ่ง
“อืม เจ้าคงหิวจะแย่แล้ว”
“...เพคะ”
-----
เมื่อก้าวเท้าข้ามพ้นหน้าประตูจวนตระกูลถงไม่ทันไร เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมาตรงหน้าทันที“วันนี้เจ้าก่อเรื่องเอาไว้มากมาย วันพรุ่งเจ้ากรมอาญาคงเข้าวังหลวงไปทูลเรื่องนี้ต่อฝ่าบาท เจ้าอาจจะทำให้ท่านอัครมหาเสนาบดีบิดาของเจ้าต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”“แต่คนพวกนั้นบังอาจหมิ่นพระเกียรติของพระองค์นะเพคะ”“เรื่องเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีของเรา เรามิใส่พระทัยอยู่แล้ว”“จะมิใส่พระทัยได้อย่างไรเพคะ องค์รัชทายาทจะให้หม่อมฉันทนยืนดูเฉย ๆ หรือ? ในเมื่อพวกเขาล่วงเกินพระองค์ถึงเพียงนั้น”“แต่คนพวกนั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าในภายหลัง”“เรื่องนั้นหม่อมฉันปกป้องตนเอง...”“หลี่หลิ่งฟาง!”หลี่หลิ่งฟางสะดุ้งโหยงเมื่อถูกตะคอกเสียงดังลั่น นับว่าเป็นครั้งแรกที่ถูกชายหนุ่มขึ้นเสียงใส่ ไม่รู้ว่าตนต้องแสดงความรู้สึกอย่างไร จะโกรธหรือเสียใจดีและนั่น คือ คำพูดสุดท้ายก่อนที่จะเงียบใส่กันตลอดเวลาเดินทางกลับเมื่อรถม้าจอดเทียบประตูวังหลวง หวังจิ้งเสวียนก้าวลงจากรถม้าและเดินจากไปทันที หลี่หลิ่งฟางได้แต่มองตามแผ่นหลังนั้นเงียบ ๆ โดยไม่ได้เอ่ยวาจาสักคำ“พระชายาเพคะ...”หลี่หลิ่งฟางหันไปยิ้มบางให้อันฉี “ช่างเถิด เรากลับตำหนักของเร
บรรยากาศในศาลาเงียบงันลงทันทีที่คุณชายใหญ่แห่งตระกูลมู่ก้าวเข้ามา เขากวาดตามองร่างของคุณชายไต้ที่นอนสลบแน่นิ่ง และบุรุษอีกหลายผู้ ซึ่งบาดเจ็บ ฟกช้ำไปทั้งร่าง ก่อนสายตาจะหันไปหยุดยังสตรีหนึ่งที่ยืนอย่างเงียบสงบ ท่ามกลางความวุ่นวาย และด้านข้างของนางมีองค์รัชทายาทประทับยืนอยู่มู่จงชิงไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงย่างเท้าอย่างเงียบงันเข้าสู่ศาลาเพียงไม่กี่ก้าว ก็มายืนอยู่กลางผู้คน“มิทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”เสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้น พลางยืนสงบมือไพล่หลัง สีหน้าของเขาราวกับไม่เข้าใจภาพที่เห็นตรงหน้าคุณชายเนี่ยหนึ่งในสหายของคุณชายไต้ รีบรุดออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา“คุณชายมู่ โปรดช่วยพวกเราด้วยเถิดขอรับ! สตรีผู้นั้นนาง...นางทำร้ายคุณชายไต้จนบาดเจ็บหนัก มิหนำซ้ำยังลงมือกับพวกข้าด้วย ขอคุณชายได้โปรดจัดการนางแทนพวกเราด้วยเถิดขอรับ!”มู่จงชิงปรายตากลับมามองที่อิสตรีผู้ถูกกล่าวหาอีกครั้ง สายตาของเขากวาดสำรวจเงียบ ๆ บนฝ่ามือของนางยังมีรอยเลือดจางติดอยู่ รอยแดงตามข้อมือบ่งชัดว่านางเคยถูกบีบอย่างแรงจนช้ำขณะที่มู่จงชิงกำล
หลังจากแนะนำตัวไปรอบข้างกลับเงียบกริบทำเอาหลี่หลิ่งฟางหวั่นใจเล็กน้อย ที่ไม่ได้รับเสียงแสดงความยินดีกลับมาราวกับตนอาจจะไม่เป็นที่ต้อนรับจากมิตรสหายของชายหนุ่มแต่แล้ว จู่ ๆ เสียงฮือฮาดังขึ้นพร้อมกับมีร่างของสตรีและบุรุษมากมายต่างกรู่กันเข้ามานั่งประจันหน้ากับตน เอ่ยถามคำถามเข้ามาระรัวจนหลี่หลิ่งฟางตั้งรับไม่ทัน“พระชายาเพคะ ทำไมพระองค์ถึงดูเหมือนนางฟ้ามากเลยเพคะ!”“พระชายางดงามมากเลยเพคะ!”“กระหม่อมเพิ่งเคยเจอพระชายาตัวเป็น ๆ ครั้งแรกเลย พระองค์งดงามมากเลยพ่ะย่ะค่ะ!”“พระชายาเหมาะสมกับองค์รัชทายาทมากเลยเพคะ!”“พระชายาเป็นธิดาสวรรค์หรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ ทำไมพระองค์ถึงดูสูงส่งจนกระหม่อมดูต้อยต่ำไปเลย”“นั่นสิเพคะ”“พระชายา...”หลี่หลิ่งฟางยิ้มแห้งไม่รู้ว่าตนจะตอบคำถามไหนกลับก่อนดี จนกระทั่ง...“นี่พวกเจ้ากำลังทำให้พระชายาของเราตกพระทัยนะ ถอย ๆ ห่างออกไปหน่อยสิ”เสียงของหวังจิ้งเสวียนที่ตรัสห้ามปรามสหายฟังดูเหมือนเด็กน
ทางด้านศาลาจัดงานเลี้ยงน้ำชามีเหล่าแขกที่ได้รับจดหมายเทียบเชิญต่างนั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บ่าวรับใช้สองสามคนรีบกุลีกุจอยกเบาะรองนั่งอีกอันมาจัดข้าง ๆ ที่ว่าง แถมจัดเตรียมกาน้ำชาและจอกอันใหม่ที่ดูหรูหรากว่าของผู้อื่นเอาไว้ฮูหยินถงซึ่งสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวเหล่านั้น จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใด เหตุใดถึงเตรียมกาน้ำชาชุดราคาแพงเช่นนั้นออกมา แล้วเบาะรองนั่งอีกอันของผู้ใดกัน?”“บ่าวได้รับคำสั่งมาจากมามาเจ้าค่ะ เห็นว่ามีแขกสำคัญมาเพิ่มเติม”“แขกคนสำคัญ?” ฮูหยินถงทวนคำ น้ำเสียงแฝงแววประหลาดใจ“ท่านแม่เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?” คุณหนูใหญ่ถงเอ่ยถามกับท่านแม่ด้วยความสงสัย“พวกบ่าวรับใช้บอกว่ามามาสั่งให้จัดเตรียมเอาไว้น่ะ”ระหว่างที่ฮูหยินถงกำลังพูดคุยกับบุตรีคนโต เสียงของบ่าวรับใช้อีกคนกำลังเอ่ยขอร้องอย่างยากลำบากอยู่ใกล้ ๆ“คุณหนูเจ้าคะ ได้โปรดย้ายที่นั่งให้บ่าวด้วยเถิดเจ้าค่ะ”คุณหนูรองถงหันขวับมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ทำไมข้าจะต้องย้าย? ข้า
เช้าวันรุ่งขึ้นหวังจิ้งเสวียนหันไปตรัสสั่งกับชิงหลานว่า “วันนี้เราจะพาพระชายาไปเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่จวนตระกูลถง เจ้าคอยอารักขานางให้ดี”“พ่ะย่ะค่ะ”หลี่หลิ่งฟางที่ถูกปลุกตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันขันกำลังยืนหาววอด ๆ โดยมีอันฉียืนเยื้องอยู่ด้านข้าง“หาว...”“พระชายาเพคะ รักษาอากัปกิริยาหน่อยสิเพคะ” อันฉีเอ่ยเสียงเอ็ดผู้เป็นนายของตน“ข้าพยายามแล้ว แต่ข้ารู้สึกง่วงมากจริง ๆ นะอันฉี” หลี่หลิ่งฟางยืนขยี้ตนของตนกระทั่งเสียงทุ้มดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง“เจ้าเตรียมตัวพร้อมหรือยัง?”“อืม” หลี่หลิ่งฟางผงกศีรษะทั้ง ๆ ที่หลับตาอยู่หวังจิ้งเสวียนนำหลี่หลิ่งฟางเดินไปขึ้นรถม้าประจำตัวของตน โดยที่อันฉีให้พื้นที่ส่วนตัวแกผู้เป็นนาย นางจึงเลือกไปนั่งด้านหน้ารถม้าข้าง ๆ องครักษ์ขององค์รัชทายาทแทนระหว่างกำลังเดินทางไปยังจวนตระกูลถง หลี่หลิ่งฟางที่กำลังนั่งสัปหงกมีเรื่องสงสัยจึงทูลถามกับอง์รัชทายาท“องค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันมิเห็นเฉินกงกงเลย เขามิได้มาคอยปรนนิบัติพระองค์หรือเพคะ?”“เฉินกงกงเป็นขันทีข้างพระวรกายของฝ่าบาท ตอนนี้เราไม่มีขันทีข้างกายมีเพียงองครักษ์เท่านั้น อย่างที่พระชายาทราบดี รอบตัวเรามีแต่เ
หลี่หลิ่งฟางยังคงเพลิดเพลินไปกับการพยายามเอาตัวรอดของลูกเจี๊ยบตัวน้อยผู้อ่อนแอ แม้ร่างกายนี้จะเป็นบุรุษแต่กลับอ่อนแอเฉกเช่นอิสตรียิ่งถูกตรอนให้จนมุมมากเท่าใด สมองก็ยิ่งสั่งการให้ดิ้นรนเอาตัวรอดมากขึ้นเท่านั้น“อึก อ่อย! แค่ก แค่ก”ดวงตาดอกท้อเสมองพระพักตร์เกลี้ยงเกลา แต่กลับย้อมไปด้วยหยาดน้ำสีใส ดวงตาหงส์ที่สง่าสูงส่งกลับฉายความกลัวเต็มประดาหลี่หลิ่งฟางผ่อนแรงที่บีบคอจนหวังจิ้งเสวียนไอออกมา รีบกอบโกยลมหายใจเข้าปอดอย่างทุลักทุเล“แค่ก! แค่ก! แค่ก!”ดวงตาดอกท้อมองนิ่งยามที่เจ้าลูกเจี๊ยบหายใจเร็วถี่จนลมหายใจติดขัด ใบหน้าแดงก่ำเพราะขาดอากาศหายใจมานาน“แค่ก! แค่ก! อึก...เจ้า!” ดวงตาหงส์แดงก่ำจับจ้องมาที่หญิงสาวด้านบน ความโกรธฉายออกมาผสมปนเปกับความขลาดกลัวหลี่หลิ่งฟางเห็นเช่นนั้นบนดวงหน้างามเหยียดยิ้มมุมปาก ภายในอกหัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น “ทำไม โกรธงั้นหรือเพคะ? แค่นี้มันยังน้อยไปกับสิ่งที่พระองค์ทำกับหม่อมฉัน” หลี่หลิ่งฟางก้มไปกระซิบที่ข้างใบหูหวังจิ้งเสวียนขยับศีรษะออกจากเสียงพูดชวนขุนลุกนั้น“ตายจริง หม่อมฉ







