Se connecterข่าวลือเรื่องนักฆ่าลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาทอีกครั้ง ทำให้แม่ทัพหยางได้รับโทษตามคำสัตย์ที่ได้ให้ไว้กับองค์ฮ่องเต้ การปกป้ององค์รัชทายาทจึงตกไปเป็นของหัวหน้าองครักษ์หย่งแทน
ศาลากลางสระบัวในเขตสวนบุปผาเป็นสถานที่อันงดงาม และเป็นสถานที่โปรดปรานขององค์รัชทายาทที่มักจะมานั่งพักผ่อนอยู่ที่นี่
แต่สถานที่อันงดงามนี้กลับเป็นจุดนัดพบของคนสองคน ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าพวกเขาจะมานั่งอยู่ด้วยกันได้
ชาร้อนถูกกลืนลงสู่ลำคอระหง ลมวสันต์พัดผ่านส่งกลิ่นหอมดอกสาลี่ที่ปลูกบริเวณโดยรอบแถวนั้น
ตุบ
หลี่หลิ่งฟางวางจอกชาลงบนโต๊ะเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์องค์รัชทายาท นางมอบรอยยิ้มที่คิดว่าเป็นมิตรที่สุดให้กับชายหนุ่ม แต่ทว่า...
“พระชายาได้โปรดอย่ายิ้มแบบนั้น”
หลี่หลิ่งฟางหุบยิ้มลงทันควันราวกับเมื่อกี้ไม่มีอันใดเกิดขึ้น นางยกจอกชาขึ้นจิบดับอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นในใจ
“องค์รัชทายาทมีเรื่องอันใดจะตรัสกับหม่อมฉันหรือเปล่าเพคะ ถึงได้เรียกหม่อมฉันมาเข้าเฝ้าพระองค์”
หวังจิ้งเสวียนเม้มปากมองจอกชาของตนตรงหน้า เขามีหลายคำถามมากมายที่อยากจะตรัสถามออกไป แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน อีกอย่างความสัมพันธ์ของพวกเขาที่ผ่านมาไม่ดีเท่าใดนัก
หลี่หลิ่งฟางเห็นว่าชายหนุ่มยังคงนั่งนิ่งเงียบ พอลองดูจากท่าทางก็พอจะเดาออกอยู่บ้าง และความสัมพันธ์ของสองตัวละครนี้ไม่มีอันใดดีเลย
‘เจ้านี่พอเจอความเปลี่ยนแปลงก็ไปไม่เป็นสินะ เด็กน้อยจริง ๆ’
หลี่หลิ่งฟางไม่ได้เร่งให้ชายหนุ่มถามหรือพูดคุยกับตน เพราะว่าถ้านางได้กลับไปที่ตำหนักเฟิ่งอี๋ตอนนี้ นางก็คงรู้สึกเบื่อหน่ายที่ไม่รู้จะทำอันใด เลยเลือกที่จะนั่งจิบชาเงียบ ๆ รอให้อีกฝ่ายตรัสขึ้นมาแทน
ทว่าความเงียบงันนี้กลับทำให้หวังจิ้งเสวียนวิตกกังวล จนเขารู้สึกปวดหัวขึ้นมาเหมือนสมองกำลังจะระเบิด
หลี่หลิ่งฟางที่รับรู้การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์จากประสบการณ์ของตน นางจึงเป็นฝ่ายชวนคุยแทนเรื่องจะได้ดำเนินต่อไปอย่างง่ายดาย
“องค์รัชทายาทมิชอบชาสาลี่หรือเพคะ?”
หวังจิ้งเสวียนได้สติ “เปล่า เรามิได้มิชื่นชอบ”
“ถ้าเช่นนั้นพระองค์ทรงลองจิบชาสักนิดก่อนเถิดเพคะ หม่อมฉันมีเวลาว่างเหลือเฟือสามารถนั่งอยู่ตรงนี้ได้ตลอดทั้งวัน”
“อย่างงั้นหรือ...”
หลี่หลิ่งฟางมองพระพักตร์ยามสงบนิ่งของหวังจิ้งเสวียน แม้จะไม่รู้นิสัยที่แท้จริงของตัวละครนี้ เพราะเป็นตัวประกอบที่จะโผล่มาช่วงที่นางเอกนิยายทุกข์ใจ และคนที่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคนแรกก็ คือ หวังจิ้งเสวียน
“...”
‘ช่วยเหลือนางเอกทุกอย่างตลอดที่มีปัญหา น่าจะได้บทพระรองสองก็ได้นะ คนเขียนก็ออกจะใจร้ายหน่อย ๆ ที่แต่งให้หมอนี่ไม่ได้รับความรักจากนางเอกเลย’
หลี่หลิ่งฟางนั่งทบทวนเนื้อเรื่องในหนังสือ และจากความทรงจำอันน้อยนิดของร่างนี้
ตัวประกอบถ้าถูกกำหนดให้รอดก็รอด แต่ถ้าถูกกำหนดให้ตายก็ตายง่ายดาย ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเกิดขึ้นจากปลายนิ้วของนักเขียน โดยรังสรรค์เรื่องราวเพื่อชูบทให้กับตัวละครนำ และหน้าที่ชูบทจะเป็นใครไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ตัวประกอบมากมายในเรื่อง
หลี่หลิ่งฟางคิดแล้วก็พอทำใจได้ประมาณหนึ่ง ตอนนี้เรื่องราวของนิยายเรื่องนี้กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป เพราะตัวประกอบที่ถูกกำหนดให้ตายกลับยังมีชีวิตอยู่ถึงสองคน และดันเป็นตัวประกอบที่มีอำนาจเสียด้วย
ฉะนั้นเรื่องราวหลังจากนี้คงต้อง...
“...ยา พระชายา!”
หลี่หลิ่งฟางหลุดจากภวังค์ความคิดของตน ดวงตาดอกท้อช้อนขึ้นสบตากับดวงตาหงส์ของหวังจิ้งเสวียน
“พระชายาเป็นอันใดหรือเปล่า เราเห็นเจ้านั่งเหม่อลอยนานมาก หรือว่าเจ้ารู้สึกมิดีงั้นหรือ ให้เราตามหมอหลวงให้ดีหรือไม่?”
หลี่หลิ่งฟางส่ายหน้าตรัสกลับไปว่า “หม่อมฉันสบายดีเพคะ องค์รัชทายาทมิต้องทรงเป็นห่วง หม่อมฉันเพียงแค่นั่งคิดเรื่องเรื่อยเปื่อยเพลินเฉย ๆ เพคะ”
“เป็นเช่นนั้นหรือ?”
“เพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มกลับ
หวังจิ้งเสวียนจ้องมองนิ่งตรัสขึ้นมาว่า “พระชายาเรื่องที่เราอยากจะพูดคุยกับเจ้ามีหลายเรื่องมาก จนเรามิรู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี แต่ว่าเราอยากพูดอย่างหนึ่งกับเจ้า”
หลี่หลิ่งฟางคล้ายจะเดาคำตอบออก แต่นางยอมทำเป็นไม่รู้เรื่องตรัสกลับไป “เรื่องอันใดหรือเพคะ?”
“เรา...เราขอโทษ ขอโทษสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา เรื่องที่เราใส่ร้ายเจ้าด้วย แล้วก็เรื่องที่เราเป็นพระสวามีที่แย่ยิ่งกว่าสุนัข”
หลี่หลิ่งฟางยังคงนั่งจ้องมองนิ่ง แต่ภายในใจกลับ...
‘ในชีวิตก่อนน่าจะเดาหวยให้ถูกแบบนี้บ้าง เผื่อข้าถูกรางวัลที่หนึ่งนอนตีพุงขึ้นอืดอย่างสบายใจเฉิบได้เลยนะ’
หลี่หลิ่งฟางคิดแล้วก็เศร้าใจเงียบ ๆ คนเดียว
หวังจิ้งเสวียนเห็นว่าไม่มีเสียงตอบกลับมา เขาก็พอจะเดาความรู้สึกของพระชายาออก หวังจิ้งเสวียนรู้ว่าพระชายานั้นรักตนอย่างจริงใจ ทว่าเขากลับทำลายความรักอันบริสุทธิ์ของนางกับมือของตนเอง
หวังจิ้งเสวียนไม่กล่าวโทษพระชายา หากนางต้องการที่จะหย่ากับเขา หวังจิ้งเสวียนจะทำทุกวิถีทางที่จะให้เสด็จพ่อออกราชโองการหนังสือหย่าให้กับนาง
“พระชายาหากเจ้าอยากจะหย่า เรายินดีจะ...”
“อยากถูกหวย”
“...”
หลี่หลิ่งฟางสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ ดวงหน้างามขึ้นสีแดงก่ำลามไปถึงใบหู รีบพูดแก้ตัวอย่างตะกุกตะกัก
“มะ...หม่อมฉันหมายถึง...เอ่อ...มิใช่เพคะ! คือว่าองค์รัชทายาททรงตรัสว่าอันใดนะเพคะ?!”
หวังจิ้งเสวียนนั่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนตรัสขึ้นว่า “พระชายาหมายถึงเสี่ยงดวงงั้นหรือ?”
หลี่หลิ่งฟางไม่รู้ว่าเสี่ยงดวงที่องค์รัชทายาทหมายถึงคืออันใด นางจึงเออออตามน้ำไป
“ชะ...ใช่แล้วเพคะ! หม่อมฉันอยากเสี่ยงดวงมากเลยเพคะ”
“อ๋อ งั้นพระชายาตามเรามาสิ”
หลี่หลิ่งฟางยิ้มกลับไปให้ โดยไม่ได้ซักถามอันใดกับหวังจิ้งเสวียน และนั่นจึงเป็นความคิดที่ผิดอย่างมหันต์
-----
ณ ร้านเสี่ยงดวงฝูฝู
หลี่หลิ่งฟางยืนจ้องมองป้ายหน้าร้านมาครึ่งก้านธูปน่าจะได้แล้ว ก่อนหน้านี้ที่ให้กลับไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่ ก็เผลอคิดว่าอาภรณ์ที่ตนสวมใส่ตั้งแต่เช้าคงเปรอะเปื้อนดินโคลนตอนถอนหญ้า
แต่ที่ไหนได้กลับพาออกมาข้างนอกวังหลวง และยังพามาสถานที่ที่ดูแล้วไม่น่าไว้ใจอีก
“เอ่อ...องค์รัชทายาทเพคะ ที่นี่มัน...”
“ร้านเสี่ยงดวงที่เราตรัสถึงไง เมื่อห้าวันก่อนเราเดินผ่านร้านนี้เห็นผู้คนต่อแถวกันยาวเหยียด เราว่าร้านนี้น่าจะให้โชคพระชายาได้นะ”
‘ไม่ๆๆ ไม่ใช่แล้ว มันเป็นพวกนักต้มตุ๋น นี่เจ้าดูไม่ออกหรือไงเนี่ย!’
หลี่หลิ่งฟางไม่ทันจะเอ่ยขึ้นมาห้าม ร่างของชายหนุ่มก็เดินนำลิ่วเข้าร้านไปแล้ว
กรี๊ดดดด!
หลี่หลิ่งฟางกรีดร้องอยู่ภายในใจ หันไปตรัสกับนางกำนัลของตนว่า “อันฉีพวกเราก็รีบตามเสด็จเข้าไปกันเถอะ”
“เพคะ”
กริ๊ง ~
กระดิ่งดังขึ้นทันทีที่มีผู้คนเดินเข้ามาภายในร้าน หลี่หลิ่งฟางนึกแปลกใจที่สมัยนี้มีสิ่งของแจ้งเตือนพ่อค้าแม่ค้าด้วย หรือไม่นักเขียนคงจับเขียนใส่เข้ามาให้สมเป็นร้านหลอกลวงชาวบ้าน
“ยินดีต้อนรับเจ้าค่ะ”
หลี่หลิ่งฟางมองเห็นหญิงสาววัยกลางคนคนหนึ่งเดินออกมาจากหลังร้าน นางเดินยิ้มแป้นมาที่หน้าโต๊ะที่ดูเหมือนเคาน์เตอร์ต้อนรับ
“มิทราบว่าคุณชายและคุณหนูทั้งสองต้องการสิ่งใด ร้านเรามีของให้คุณชายคุณหนูได้เลือกสรรมากมาย มิว่าจะเป็นของนำเข้าจากเมืองฝูฉี หรือของชิ้นนี้ที่นำเข้าจากเมืองจิน หรือว่าจะเป็นของชิ้นนี้ที่นำเข้ามาจากแคว้นเสวี่ยอิง”
หวังจิ้งเสวียนหันมากวักมือเรียกหญิงสาวที่ยืนอยู่ทางด้านหลัง “ฮูหยินมาลองดูของพวกนี้สิ เราว่าเจ้าน่าจะชื่นชอบ”
หลี่หลิ่งฟางเดินไปยืนข้างพระวรกายขององค์รัชทายาท สายตาไล่มองของสามชิ้นที่แม่ค้าหยิบมานำเสนอ
‘ชอบอะไรล่ะ ของปลอมชัด ๆ’
เสียงทุ้มดังขึ้นด้านข้างทำให้หลี่หลิ่งฟางหันไปมอง
“เป็นอย่างไร เจ้าชอบชิ้นไหนเราจะซื้อให้กับเจ้าเอง”
หลี่หลิ่งฟางได้แต่ยิ้มกลับไปให้และตรัสขึ้นมาว่า “หม่อมฉันอยากเดินชมบรรยากาศของเมืองหลวงก่อน ไว้พวกเราค่อยแวะกลับมาใหม่ดีหรือไม่เจ้าคะ?”
หวังจิ้งเสวียนคิดตามก่อนจะผงกศีรษะให้
“เอาสิ เราตามใจฮูหยิน”
หลี่หลิ่งฟางมองแผ่นหลังของชายหนุ่มเดินหายออกจากร้านไป
“อาฉีเจ้าก็ตามนายท่านออกไปก่อนเถิด”
อันฉีไม่รู้ว่าผู้เป็นนายของตนต้องการจะทำสิ่งใด นางจึงตอบรับและขอตัวออกไปรอด้านนอก
เมื่อภายในร้านหลงเหลือเพียงแค่สองคน หลี่หลิ่งฟางหันมาจ้องมองนิ่งที่นักต้มตุ๋นเอ่ยเสียงเย็นยะเยือกขึ้นมาว่า “คิดว่าของพรรค์นี้จะหลอกข้าได้งั้นหรือ? คงอยากได้เงินโดยใช้ทางลัดสกปรกพวกนี้ ระวังคอเจ้าจะหลุดออกจากบ่าด้วยน้ำมือของข้า รีบไสหัวไปจากเมืองหลวงซะ! ไม่สิ หากเจ้าคิดจะหลอกลวงผู้คนให้มาซื้อของของร้านเจ้า งั้นข้าจะจับเจ้ามาทรมานให้สมกับราคาที่เจ้าไปหลอกลวงผู้อื่นมา เจ้าคิดว่าอย่างไร”
“ยะ...ยอมแล้วเจ้าค่ะ! ได้โปรดอย่าตัดคอของข้าเลยเจ้าค่ะ ขะ...ข้าจะรีบเก็บของและไม่หลอกผู้อื่นอีกแล้วเจ้าค่ะ!”
“ดี ทำให้ได้อย่างที่เจ้าพูดล่ะ ข้าจะคอยติดตามการเคลื่อนไหวของเจ้าไม่ว่าเจ้าจะไปอยู่ที่ใด หากกลืนคำพูดเจ้าเตรียมบอกลาคอของเจ้าได้เลย” หลี่หลิ่งฟางทำท่าเฉือนคอขู่อย่างจริงจัง
หญิงสาววัยกลางคนผู้เป็นนักต้มตุ๋นล้มไปนั่งกองอยู่บนพื้นตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
หลังจากที่ทำการข่มขู่เสร็จเรียบร้อย หลี่หลิ่งฟางก็เดินกลับออกมาจากร้าน
“พระชายาทำไมเจ้าเพิ่งจะออกมาล่ะ?” หวังจิ้งเสวียนเดินเข้ามาซักถามทันทีที่เห็นหญิงสาวเดินออกมาจากร้าน
“หม่อมฉันแค่เดินดูของนิดหน่อย แต่ดูเหมือนไม่มีของที่หม่อมฉันชื่นชอบเลยเพคะ”
“งั้นหรือ เช่นนั้นเราพาเจ้าไปหาอันใดเสวยก่อนดีกว่า นี่ก็ยามอู่แล้วเจ้าคงหิวแล้วใช่...”
โครก! คราก!
เสียงท้องร้องดังขึ้นมาระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังพูดอยู่ หวังจิ้งเสวียนหันมาจ้องมองดวงหน้างามที่แดงก่ำอีกครั้งหนึ่ง
“อืม เจ้าคงหิวจะแย่แล้ว”
“...เพคะ”
-----
ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu
วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั
เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข
แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห
ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน
รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว
บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่
พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น
พระตำหนักเหลิ่งกงหรือที่คนในวังรู้จักกันในชื่อตำหนักหนาว เป็นตำหนักที่เอาไว้คุมขังเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่กระทำความผิด บ้างก็มีข่าวลือเรื่องคำสาปอาถรรพ์ บ้างก็ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนในยามค่ำคืน ข้าราชบริพารจึงให้สมญานามตำหนักเหลิ่งกงเอาไว้ว่า ‘ตำหนักผีสิง’..“เรื่องเล่าลือของตำหนักก็มีเพียงเท่านี้
อัศนีบาตรฟาดคำรามดังสนั่นกึกก้องอยู่เหนือตำหนักเย็น เมฆฝนอึมครึมตั้งเค้ามาแต่ไกล ความเงียบงันและหนาวเหน็บคืบคลานไปทั่วทุกสารทิศ ทว่าห่างจากจุดนี้ไปกลับสว่างไสวโชติช่วงภายในตำหนักเย็นที่ไร้ความสะดวกสบาย ลมเหมันต์พัดผ่านเข้ามาทำให้ทั่วสรรพางค์หนาวเหน็บสั่นสะท้านจนรู้สึกด้านชา ร่างบอบบางบนเตียงค่อย ๆ







