Partager

เข้าเฝ้าฮ่องเต้

last update Date de publication: 2026-02-10 10:00:57

หวังจิ้งเสวียนยืนอยู่หน้าตำหนักเฉียนชิงมาครึ่งชั่วยามได้แล้ว แม้จะมีเหล่าขุนนางข้าราชบริพารเดินผ่านไปผ่านมาแวะเข้ามาทักทายเขา แต่ชายหนุ่มก็ยังคงยืนนิ่งประหนึ่งรูปสลัก ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย

ชิงหลานที่ยืนมือไพล่หลังได้แต่ลอบถอนหายใจ เขาอยากจะเข้าไปกราบทูลเรื่องนี้ให้ฝ่าบาททรงทราบแทนองค์รัชทายาทนัก หากแต่เรื่องนี้เป็นเรื่องขององค์รัชทายาท เขาไม่อาจล่วงเกินได้ นอกจากคอยเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น

“เฮ้อ...” หวังจิ้งเสวียนถอนหายใจอีกครา ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปในตำหนักเฉียนชิง

เฉินกงกงรีบเดินเข้ามาค้อมกาย “ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท”

“เฉินกงกงประกาศบอกเสด็จพ่อให้ที เราจะมาขอเข้าเฝ้า”

“พ่ะย่ะค่ะ” เฉินกงกงรับคำแล้วหันกายเดินกลับเข้าไปในตำหนักทันที

ภายในห้องทรงอักษรร่างของฮ่องเต้กำลังนั่งประทับอยู่บนโต๊ะ ที่มีกองฎีกามากมายวางเรียงเอาไว้ กลิ่นหอมของกำยานที่จุดไว้ลอยอบอวลไปทั่ว บรรยากาศสงบเงียบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจ

“กราบทูลฝ่าบาท องค์รัชทายาทเสด็จมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ละสายพระเนตรออกจากหน้าฎีกา ดวงตาหงส์ทอประกายแวววาวขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินว่าองค์รัชทายาทมาขอเข้าเฝ้า

“ให้เขาเข้ามาเถิด”

ฮ่องเต้ตรัสกลับพร้อมลุกออกจากโต๊ะทรงงานไปนั่งประทับที่โต๊ะรับรองแทน ฮ่องเต้นั่งรอไม่นานหน้าทางเข้าปรากฏร่างขององค์รัชทายาท

“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ”

“มาถึงแล้วก็มานั่งเถิด”

องค์รัชทายาทเดินมานั่งลงฝั่งตรงกันข้ามกับฮ่องเต้ โดยมีเฉินกงกงกำลังรินชาใส่จอกทั้งสองใบ

องค์รัชทายาทนั่งก้มพระพักตร์เงียบ ๆ ในหัวเขามีหลากหลายคำพูดที่อยากจะกราบทูลให้เสด็จพ่อทรงทราบ หากแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเสด็จพ่อเขากลับพูดไม่ออก

จนกระทั่งเสียงทุ้มต่ำดุจสายน้ำอุ่นพลันดังขึ้นเรียกสติขององค์รัชทายาทให้ออกจากภวังค์

“จิบชาสักหน่อยเถิด”

“พ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทยกจอกชาขึ้นมา ดวงเนตรทอดมองเงาสะท้อนในน้ำชา ก่อนจะเหม่อลอยอีกครา

ฮ่องเต้เห็นอากัปกิริยาที่ผิดแผกขององค์รัชทายาทก็เกิดเป็นกังวล และสายพระเนตรเหลือบไปเห็นพระพักตร์แดงช้ำ ยิ่งทรงเป็นห่วงจึงตรัสถามออกไป

“องค์รัชทายาท เหตุใดพระพักตร์ของเจ้าถึงเป็นเช่นนั้น?”

องค์รัชทายาทสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ลูกเป็นคนทำเองพ่ะย่ะค่ะ”

“เหตุใดเจ้าถึงได้ทำเช่นนั้น?” ฮ่องเต้วางจอกชาลงบนโต๊ะหว่างคิ้วขมวดเข้าหากัน

“คือว่า...” องค์รัชทายาทกำจอกชาแน่นขึ้นกว่าเดิม บนพระพักตร์ฉายความกังวลออกมา

ฮ่องเต้สังเกตเห็นจึงปล่อยให้องค์รัชทายาทได้เรียบเรียงความคิดอย่างเงียบงัน กระทั่งองค์รัชทายาทยอมเอ่ยออกมา

“ที่วันนี้ลูกมาขอเข้าเฝ้า เพราะมีเรื่องอยากจะกราบทูลให้เสด็จพ่อทรงทราบ...”

น้ำเสียงหยุดลงหว่างคิ้วขมวดเข้าหากันอีกครั้ง ฝ่ามือหนากำจอกชาแน่น เพื่อหวังให้ความอุ่นร้อนในจอกคอยให้ความอบอุ่นกับฝ่ามือของตน ก่อนที่น้ำเสียงจะตรัสขึ้นมาอีกครั้ง

“เสด็จพ่อคือลูก...มีเรื่องมิสบายพระทัยมากเลยพ่ะย่ะค่ะ วันนี้ลูกทะเลาะกับพระชายามา ลูก...ตะคอกใส่นางแล้วก็เมินเฉยนาง มิยอมพูดจากับนาง เพราะวันนี้ที่งานเลี้ยงจิบชาของเจ้าตระกูลถง นางได้ไปมีเรื่องกับบุตรชายของเจ้ากรมอาญา ลูกได้แต่ห้ามนาง แต่มิได้ปกป้องนาง ลูก...”

“จิ้งเสวียน”

องค์รัชทายาทชะงักทันทีที่เสด็จพ่อตรัสเรียกชื่อของตน

“นางมิใช่พระชายาของเจ้าหรือ แล้วเหตุใดเจ้าถึงมิยืนอยู่เคียงข้างนาง?”

“...”

“ถ้างั้นพ่อขอถามเจ้า เจ้ารักพระชายาของเจ้าหรือไม่”

“...พ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทตอบอย่างแน่วแน่ แม้จะเบาจนแทบไม่ได้ยิน

ฮ่องเต้ถอนพระทัย ก่อนจะตรัสถึงเรื่องที่มิอาจเก็บเอาไว้ได้อีก

“พ่อมีเรื่องหนึ่งที่มิเคยตรัสบอกเจ้า แท้จริงแล้ว...อัครมหาเสนาบดีให้พ่อร่างราชโองการหนังสือหย่าให้ เพราะเขามิต้องการให้บุตรีเป็นพระชายาของเจ้าอีกต่อไป และนี่...”

องค์รัชทายาทมองม้วนกระดาษที่ภายในคือหนังสือหย่า และประทับตรามังกรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำให้ดวงตาทั้งสองข้างของชายหนุ่มเบิกโพลง มือแข็งค้าง ลมหายใจสะดุดคล้ายโลกทั้งใบเงียบงันลงในชั่วขณะ

‘ข้ากับนาง...หย่ากันแล้วหรือ?’

ฮ่องเต้เฝ้าทอดพระเนตรพระโอรสของตนเงียบ ๆ กระทั่งพระโอรสขอตัวกลับตำหนักไปพร้อมกับหนังสือหย่าฉบับนั้น

-----

หลี่หลิ่งฟางวิ่งมาหยุดอยู่ที่หน้าพระตำหนักเฉียนชิง ซึ่งก่อนหน้านี้นางไปหาองค์รัชทายาทที่ตำหนักตงกงมา แต่นางกำนัลแจ้งว่าองค์รัชทายาทเสด็จไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท นางจึงได้มารอพบชายหนุ่มที่นี่

ทว่าผู้ที่เดินออกมากลับเป็นเฉินกงกง

“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ พระชายา”

“เฉินกงกง องค์รัชทายาทเข้าเฝ้าฝ่าบาทเสร็จหรือยัง?”

“เรื่องนั้นองค์รัชทายาทเสด็จกลับตำหนักของพระองค์ไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

หลี่หลิ่งฟางถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อย นางอุตส่าห์วิ่งมาตั้งไกล แต่ดันคลาดกันกับชายหนุ่มซะได้

“พระชายาพ่ะย่ะค่ะ พอดีว่าฝ่าบาทเรียกให้พระนางเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

“หืม?” หลี่หลิ่งฟางเลิกคิ้วสงสัย

“เชิญเสด็จตามกระหม่อมมาเถิดพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทกำลังรอพระนางอยู่”

หลี่หลิ่งฟางเอียงคอมอง แต่ก็ยอมเดินตามหลังเฉินกงกงเข้าตำหนักไป โดยมีอันฉียืนรออยู่หน้าตำหนัก

หลี่หลิ่งฟางเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องหนึ่ง กลิ่นหอมจากเตากำยานลอยออกมาแตะที่ปลายจมูก

“ฝ่าบาท พระชายาเสด็จมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“ให้นางเข้ามา”

เสียงทุ้มดังกังวานออกมาจากในห้องทำให้หลี่หลิ่งฟางรู้สึกกังวล นี่จะเป็นครั้งแรกที่นางจะได้เข้าเฝ้าฝ่าบาท ผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในใต้หล้านี้

หลี่หลิ่งฟางเดินเข้าไปในห้องที่ฝ่าบาทประทับอยู่ นางเดินมาหยุดอยู่ห่างจากโต๊ะรับรองไม่มาก

“ถวายบังคมเพคะ ฝ่าบาท”

“มานั่งตรงนี้สิ”

“เพคะฝ่าบาท” หลี่หลิ่งฟางทำตามคำสั่งของฮ่องเต้ เดินไปนั่งลงฝั่งตรงกันข้ามกับพระองค์

เฉินกงกงยกกาน้ำชามารินใส่จอกให้ ก่อนที่จะถอยไปยืนรอหน้าประตูเงียบ ๆ

เมื่อในห้องหลงเหลือเพียงแค่สองคน ความเงียบทวีคูณขึ้นมาจนยากจะหายใจได้ทั่วท้อง หลี่หลิ่งฟางยื่นฝ่ามือไปหยิบจอกชามาถือไว้ อย่างน้อยความอุ่นร้อนในจอกชาจะช่วยปลอบประโลมใจของนางในยามนี้ได้

ตุบ

จอกชาถูกวางลงตรงหน้าของหญิงสาว ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำจะดังขึ้นทำลายความเงียบราวนกกระจอกไร้เสียงนี้ลง

“เราได้ยินมาว่าเจ้ากับองค์รัชทายาทมีเรื่องทะเลาะกัน”

“เพคะ เป็นหม่อมฉันที่ผิดเอง หม่อมฉันมิได้ฟังที่องค์รัชทายาทตรัสห้าม จึงทำให้พระองค์ทรงโกรธหม่อมฉันเพคะ”

“...”

ความเงียบงันแผ่คลุมอีกครั้ง คล้ายม่านหมอกบางเบาโรยตัวปกคลุมทั่วห้องโถง หลี่หลิ่งฟางคิดว่าความเงียบเช่นนี้กดดันนางอย่างมาก ราวกับตนกำลังอยู่ในห้องสอบสวนอย่างไรอย่างนั้น

เพราะคิดเรื่องฟุ้งซ่านไปมากมายไกลจนเกือบสุดกู่ แต่เสียงทุ้มดังขึ้นดึงสติของนางให้กลับคืนมาอีกครั้ง

“เจ้ารักองค์รัชทายาทหรือไม่?”

หลี่หลิ่งฟางไม่อาจหยั่งถึงได้ว่าฮ่องเต้ตรัสถามเพื่อสิ่งใด ทว่าคำตอบในใจของนางแน่วแน่ไม่เปลี่ยน ถึงแม้จะรับมือกับชายหนุ่มยากก็ตาม

“เพคะ หม่อมฉันรักองค์รัชทายาทเพคะ”

พระพักตร์ของฮ่องเต้ยังคงสงบนิ่ง หาได้เผยอารมณ์ใดไม่ ก่อนจะตรัสต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น

“งั้นหรือ แต่เรามีเรื่องหนึ่งที่อยากจะบอกกับเจ้า ช่วงที่เจ้ายังถูกกักขังอยู่ในตำหนักเหลิ่งกง บิดาของเจ้า อัครมหาเสนาบดีได้มาทูลขอร้องให้เราร่างราชโองการหนังสือหย่าให้เจ้า”

หลี่หลิ่งฟางมองม้วนกระดาษที่ถูกส่งมาให้ตรงหน้า นางยื่นมือไปจับมันคลี่ออกเพื่ออ่านเนื้อหาด้านใน

ดวงตากระจ่างใสไล่อ่านเนื้อหาทีละตัวอักษร หัวใจเต้นกระหน่ำ ลมหายใจขาดช่วงราวหยุดเต้นไปชั่วขณะ จนเมื่อสายตาเห็นตราประทับมังกรปรากฏอยู่ร่างสุดของกระดาษ ดวงตาของนางร้อนผ่าวขึ้นมาทันที

‘ข้ากับเขา...หย่ากันแล้วเช่นนั้นหรือ?’

ฮ่องเต้นั่งเงียบไม่ได้ตรัสสิ่งใดอีก จนกระทั่งพระชายาขอตัวกลับตำหนักของตน เหลือเพียงพระองค์เพียงลำพังในห้องรับรอง เมื่อทุกเสียงเงียบหาย ฮ่องเต้จึงเอนพระวรกายพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยล้า

“พวกเขาล้วนเป็นเหมือนกัน มิได้เอ่ยขอให้เรายกเลิกราชโองการ แม้แต่ถ้อยคำเดียว กลับยอมรับมันแต่โดยดี...” ฮ่องเต้ทอดถอนพระทัยแผ่วเบา เท้าคางทอดพระเนตรอย่างเหม่อลอย

‘ทั้งที่พวกเขาใกล้จะร่ำไห้กันอยู่แล้ว รักกันมากถึงเพียงนั้นแท้ ๆ เฮ้อ...ให้ตายเถอะ ความรักของคนหนุ่มสาว’

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   บทส่งท้าย : ใช้ชีวิตเรียบง่ายกับเจ้าลูกเจี๊ยบ

    ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ทำนุบำรุงวังหลวง

    วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   หลั่งโลหิตล้างแผ่นดิน

    เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เพลิงกบฏชิงอำนาจ

    แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   แฝงตัวซ่อนเร้น

    ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ถวายสมุดรายชื่อแด่ฮ่องเต้

    รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   คืนเทศกาลหอมรัญจวน (nc)

    บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   คำสัญญาในคืนหยวนเซียว (nc)

    พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เทศกาลหยวนเซียว

    หลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆหลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   พ่อตาพูดคุยกับลูกเขย

    บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ใน

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status