LOGINหวังจิ้งเสวียนยืนอยู่หน้าตำหนักเฉียนชิงมาครึ่งชั่วยามได้แล้ว แม้จะมีเหล่าขุนนางข้าราชบริพารเดินผ่านไปผ่านมาแวะเข้ามาทักทายเขา แต่ชายหนุ่มก็ยังคงยืนนิ่งประหนึ่งรูปสลัก ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย
ชิงหลานที่ยืนมือไพล่หลังได้แต่ลอบถอนหายใจ เขาอยากจะเข้าไปกราบทูลเรื่องนี้ให้ฝ่าบาททรงทราบแทนองค์รัชทายาทนัก หากแต่เรื่องนี้เป็นเรื่องขององค์รัชทายาท เขาไม่อาจล่วงเกินได้ นอกจากคอยเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น
“เฮ้อ...” หวังจิ้งเสวียนถอนหายใจอีกครา ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปในตำหนักเฉียนชิง
เฉินกงกงรีบเดินเข้ามาค้อมกาย “ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท”
“เฉินกงกงประกาศบอกเสด็จพ่อให้ที เราจะมาขอเข้าเฝ้า”
“พ่ะย่ะค่ะ” เฉินกงกงรับคำแล้วหันกายเดินกลับเข้าไปในตำหนักทันที
ภายในห้องทรงอักษรร่างของฮ่องเต้กำลังนั่งประทับอยู่บนโต๊ะ ที่มีกองฎีกามากมายวางเรียงเอาไว้ กลิ่นหอมของกำยานที่จุดไว้ลอยอบอวลไปทั่ว บรรยากาศสงบเงียบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจ
“กราบทูลฝ่าบาท องค์รัชทายาทเสด็จมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ละสายพระเนตรออกจากหน้าฎีกา ดวงตาหงส์ทอประกายแวววาวขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินว่าองค์รัชทายาทมาขอเข้าเฝ้า
“ให้เขาเข้ามาเถิด”
ฮ่องเต้ตรัสกลับพร้อมลุกออกจากโต๊ะทรงงานไปนั่งประทับที่โต๊ะรับรองแทน ฮ่องเต้นั่งรอไม่นานหน้าทางเข้าปรากฏร่างขององค์รัชทายาท
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ”
“มาถึงแล้วก็มานั่งเถิด”
องค์รัชทายาทเดินมานั่งลงฝั่งตรงกันข้ามกับฮ่องเต้ โดยมีเฉินกงกงกำลังรินชาใส่จอกทั้งสองใบ
องค์รัชทายาทนั่งก้มพระพักตร์เงียบ ๆ ในหัวเขามีหลากหลายคำพูดที่อยากจะกราบทูลให้เสด็จพ่อทรงทราบ หากแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเสด็จพ่อเขากลับพูดไม่ออก
จนกระทั่งเสียงทุ้มต่ำดุจสายน้ำอุ่นพลันดังขึ้นเรียกสติขององค์รัชทายาทให้ออกจากภวังค์
“จิบชาสักหน่อยเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทยกจอกชาขึ้นมา ดวงเนตรทอดมองเงาสะท้อนในน้ำชา ก่อนจะเหม่อลอยอีกครา
ฮ่องเต้เห็นอากัปกิริยาที่ผิดแผกขององค์รัชทายาทก็เกิดเป็นกังวล และสายพระเนตรเหลือบไปเห็นพระพักตร์แดงช้ำ ยิ่งทรงเป็นห่วงจึงตรัสถามออกไป
“องค์รัชทายาท เหตุใดพระพักตร์ของเจ้าถึงเป็นเช่นนั้น?”
องค์รัชทายาทสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ลูกเป็นคนทำเองพ่ะย่ะค่ะ”
“เหตุใดเจ้าถึงได้ทำเช่นนั้น?” ฮ่องเต้วางจอกชาลงบนโต๊ะหว่างคิ้วขมวดเข้าหากัน
“คือว่า...” องค์รัชทายาทกำจอกชาแน่นขึ้นกว่าเดิม บนพระพักตร์ฉายความกังวลออกมา
ฮ่องเต้สังเกตเห็นจึงปล่อยให้องค์รัชทายาทได้เรียบเรียงความคิดอย่างเงียบงัน กระทั่งองค์รัชทายาทยอมเอ่ยออกมา
“ที่วันนี้ลูกมาขอเข้าเฝ้า เพราะมีเรื่องอยากจะกราบทูลให้เสด็จพ่อทรงทราบ...”
น้ำเสียงหยุดลงหว่างคิ้วขมวดเข้าหากันอีกครั้ง ฝ่ามือหนากำจอกชาแน่น เพื่อหวังให้ความอุ่นร้อนในจอกคอยให้ความอบอุ่นกับฝ่ามือของตน ก่อนที่น้ำเสียงจะตรัสขึ้นมาอีกครั้ง
“เสด็จพ่อคือลูก...มีเรื่องมิสบายพระทัยมากเลยพ่ะย่ะค่ะ วันนี้ลูกทะเลาะกับพระชายามา ลูก...ตะคอกใส่นางแล้วก็เมินเฉยนาง มิยอมพูดจากับนาง เพราะวันนี้ที่งานเลี้ยงจิบชาของเจ้าตระกูลถง นางได้ไปมีเรื่องกับบุตรชายของเจ้ากรมอาญา ลูกได้แต่ห้ามนาง แต่มิได้ปกป้องนาง ลูก...”
“จิ้งเสวียน”
องค์รัชทายาทชะงักทันทีที่เสด็จพ่อตรัสเรียกชื่อของตน
“นางมิใช่พระชายาของเจ้าหรือ แล้วเหตุใดเจ้าถึงมิยืนอยู่เคียงข้างนาง?”
“...”
“ถ้างั้นพ่อขอถามเจ้า เจ้ารักพระชายาของเจ้าหรือไม่”
“...พ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทตอบอย่างแน่วแน่ แม้จะเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ฮ่องเต้ถอนพระทัย ก่อนจะตรัสถึงเรื่องที่มิอาจเก็บเอาไว้ได้อีก
“พ่อมีเรื่องหนึ่งที่มิเคยตรัสบอกเจ้า แท้จริงแล้ว...อัครมหาเสนาบดีให้พ่อร่างราชโองการหนังสือหย่าให้ เพราะเขามิต้องการให้บุตรีเป็นพระชายาของเจ้าอีกต่อไป และนี่...”
องค์รัชทายาทมองม้วนกระดาษที่ภายในคือหนังสือหย่า และประทับตรามังกรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำให้ดวงตาทั้งสองข้างของชายหนุ่มเบิกโพลง มือแข็งค้าง ลมหายใจสะดุดคล้ายโลกทั้งใบเงียบงันลงในชั่วขณะ
‘ข้ากับนาง...หย่ากันแล้วหรือ?’
ฮ่องเต้เฝ้าทอดพระเนตรพระโอรสของตนเงียบ ๆ กระทั่งพระโอรสขอตัวกลับตำหนักไปพร้อมกับหนังสือหย่าฉบับนั้น
-----
หลี่หลิ่งฟางวิ่งมาหยุดอยู่ที่หน้าพระตำหนักเฉียนชิง ซึ่งก่อนหน้านี้นางไปหาองค์รัชทายาทที่ตำหนักตงกงมา แต่นางกำนัลแจ้งว่าองค์รัชทายาทเสด็จไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท นางจึงได้มารอพบชายหนุ่มที่นี่
ทว่าผู้ที่เดินออกมากลับเป็นเฉินกงกง
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ พระชายา”
“เฉินกงกง องค์รัชทายาทเข้าเฝ้าฝ่าบาทเสร็จหรือยัง?”
“เรื่องนั้นองค์รัชทายาทเสด็จกลับตำหนักของพระองค์ไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่หลิ่งฟางถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อย นางอุตส่าห์วิ่งมาตั้งไกล แต่ดันคลาดกันกับชายหนุ่มซะได้
“พระชายาพ่ะย่ะค่ะ พอดีว่าฝ่าบาทเรียกให้พระนางเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
“หืม?” หลี่หลิ่งฟางเลิกคิ้วสงสัย
“เชิญเสด็จตามกระหม่อมมาเถิดพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทกำลังรอพระนางอยู่”
หลี่หลิ่งฟางเอียงคอมอง แต่ก็ยอมเดินตามหลังเฉินกงกงเข้าตำหนักไป โดยมีอันฉียืนรออยู่หน้าตำหนัก
หลี่หลิ่งฟางเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องหนึ่ง กลิ่นหอมจากเตากำยานลอยออกมาแตะที่ปลายจมูก
“ฝ่าบาท พระชายาเสด็จมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ให้นางเข้ามา”
เสียงทุ้มดังกังวานออกมาจากในห้องทำให้หลี่หลิ่งฟางรู้สึกกังวล นี่จะเป็นครั้งแรกที่นางจะได้เข้าเฝ้าฝ่าบาท ผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในใต้หล้านี้
หลี่หลิ่งฟางเดินเข้าไปในห้องที่ฝ่าบาทประทับอยู่ นางเดินมาหยุดอยู่ห่างจากโต๊ะรับรองไม่มาก
“ถวายบังคมเพคะ ฝ่าบาท”
“มานั่งตรงนี้สิ”
“เพคะฝ่าบาท” หลี่หลิ่งฟางทำตามคำสั่งของฮ่องเต้ เดินไปนั่งลงฝั่งตรงกันข้ามกับพระองค์
เฉินกงกงยกกาน้ำชามารินใส่จอกให้ ก่อนที่จะถอยไปยืนรอหน้าประตูเงียบ ๆ
เมื่อในห้องหลงเหลือเพียงแค่สองคน ความเงียบทวีคูณขึ้นมาจนยากจะหายใจได้ทั่วท้อง หลี่หลิ่งฟางยื่นฝ่ามือไปหยิบจอกชามาถือไว้ อย่างน้อยความอุ่นร้อนในจอกชาจะช่วยปลอบประโลมใจของนางในยามนี้ได้
ตุบ
จอกชาถูกวางลงตรงหน้าของหญิงสาว ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำจะดังขึ้นทำลายความเงียบราวนกกระจอกไร้เสียงนี้ลง
“เราได้ยินมาว่าเจ้ากับองค์รัชทายาทมีเรื่องทะเลาะกัน”
“เพคะ เป็นหม่อมฉันที่ผิดเอง หม่อมฉันมิได้ฟังที่องค์รัชทายาทตรัสห้าม จึงทำให้พระองค์ทรงโกรธหม่อมฉันเพคะ”
“...”
ความเงียบงันแผ่คลุมอีกครั้ง คล้ายม่านหมอกบางเบาโรยตัวปกคลุมทั่วห้องโถง หลี่หลิ่งฟางคิดว่าความเงียบเช่นนี้กดดันนางอย่างมาก ราวกับตนกำลังอยู่ในห้องสอบสวนอย่างไรอย่างนั้น
เพราะคิดเรื่องฟุ้งซ่านไปมากมายไกลจนเกือบสุดกู่ แต่เสียงทุ้มดังขึ้นดึงสติของนางให้กลับคืนมาอีกครั้ง
“เจ้ารักองค์รัชทายาทหรือไม่?”
หลี่หลิ่งฟางไม่อาจหยั่งถึงได้ว่าฮ่องเต้ตรัสถามเพื่อสิ่งใด ทว่าคำตอบในใจของนางแน่วแน่ไม่เปลี่ยน ถึงแม้จะรับมือกับชายหนุ่มยากก็ตาม
“เพคะ หม่อมฉันรักองค์รัชทายาทเพคะ”
พระพักตร์ของฮ่องเต้ยังคงสงบนิ่ง หาได้เผยอารมณ์ใดไม่ ก่อนจะตรัสต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
“งั้นหรือ แต่เรามีเรื่องหนึ่งที่อยากจะบอกกับเจ้า ช่วงที่เจ้ายังถูกกักขังอยู่ในตำหนักเหลิ่งกง บิดาของเจ้า อัครมหาเสนาบดีได้มาทูลขอร้องให้เราร่างราชโองการหนังสือหย่าให้เจ้า”
หลี่หลิ่งฟางมองม้วนกระดาษที่ถูกส่งมาให้ตรงหน้า นางยื่นมือไปจับมันคลี่ออกเพื่ออ่านเนื้อหาด้านใน
ดวงตากระจ่างใสไล่อ่านเนื้อหาทีละตัวอักษร หัวใจเต้นกระหน่ำ ลมหายใจขาดช่วงราวหยุดเต้นไปชั่วขณะ จนเมื่อสายตาเห็นตราประทับมังกรปรากฏอยู่ร่างสุดของกระดาษ ดวงตาของนางร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
‘ข้ากับเขา...หย่ากันแล้วเช่นนั้นหรือ?’
ฮ่องเต้นั่งเงียบไม่ได้ตรัสสิ่งใดอีก จนกระทั่งพระชายาขอตัวกลับตำหนักของตน เหลือเพียงพระองค์เพียงลำพังในห้องรับรอง เมื่อทุกเสียงเงียบหาย ฮ่องเต้จึงเอนพระวรกายพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยล้า
“พวกเขาล้วนเป็นเหมือนกัน มิได้เอ่ยขอให้เรายกเลิกราชโองการ แม้แต่ถ้อยคำเดียว กลับยอมรับมันแต่โดยดี...” ฮ่องเต้ทอดถอนพระทัยแผ่วเบา เท้าคางทอดพระเนตรอย่างเหม่อลอย
‘ทั้งที่พวกเขาใกล้จะร่ำไห้กันอยู่แล้ว รักกันมากถึงเพียงนั้นแท้ ๆ เฮ้อ...ให้ตายเถอะ ความรักของคนหนุ่มสาว’
หวังจิ้งเสวียนยืนอยู่หน้าตำหนักเฉียนชิงมาครึ่งชั่วยามได้แล้ว แม้จะมีเหล่าขุนนางข้าราชบริพารเดินผ่านไปผ่านมาแวะเข้ามาทักทายเขา แต่ชายหนุ่มก็ยังคงยืนนิ่งประหนึ่งรูปสลัก ไม่ไหวติงแม้แต่น้อยชิงหลานที่ยืนมือไพล่หลังได้แต่ลอบถอนหายใจ เขาอยากจะเข้าไปกราบทูลเรื่องนี้ให้ฝ่าบาททรงทราบแทนองค์รัชทายาทนัก หากแต่เรื่องนี้เป็นเรื่องขององค์รัชทายาท เขาไม่อาจล่วงเกินได้ นอกจากคอยเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น“เฮ้อ...” หวังจิ้งเสวียนถอนหายใจอีกครา ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปในตำหนักเฉียนชิงเฉินกงกงรีบเดินเข้ามาค้อมกาย “ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท”“เฉินกงกงประกาศบอกเสด็จพ่อให้ที เราจะมาขอเข้าเฝ้า”“พ่ะย่ะค่ะ” เฉินกงกงรับคำแล้วหันกายเดินกลับเข้าไปในตำหนักทันทีภายในห้องทรงอักษรร่างของฮ่องเต้กำลังนั่งประทับอยู่บนโต๊ะ ที่มีกองฎีกามากมายวางเรียงเอาไว้ กลิ่นหอมของกำยานที่จุดไว้ลอยอบอวลไปทั่ว บรรยากาศสงบเงียบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจ“กราบทูลฝ่าบาท องค์รัชทายาทเสด็จมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเ
เมื่อก้าวเท้าข้ามพ้นหน้าประตูจวนตระกูลถงไม่ทันไร เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมาตรงหน้าทันที“วันนี้เจ้าก่อเรื่องเอาไว้มากมาย วันพรุ่งเจ้ากรมอาญาคงเข้าวังหลวงไปทูลเรื่องนี้ต่อฝ่าบาท เจ้าอาจจะทำให้ท่านอัครมหาเสนาบดีบิดาของเจ้าต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”“แต่คนพวกนั้นบังอาจหมิ่นพระเกียรติของพระองค์นะเพคะ”“เรื่องเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีของเรา เรามิใส่พระทัยอยู่แล้ว”“จะมิใส่พระทัยได้อย่างไรเพคะ องค์รัชทายาทจะให้หม่อมฉันทนยืนดูเฉย ๆ หรือ? ในเมื่อพวกเขาล่วงเกินพระองค์ถึงเพียงนั้น”“แต่คนพวกนั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าในภายหลัง”“เรื่องนั้นหม่อมฉันปกป้องตนเอง...”“หลี่หลิ่งฟาง!”หลี่หลิ่งฟางสะดุ้งโหยงเมื่อถูกตะคอกเสียงดังลั่น นับว่าเป็นครั้งแรกที่ถูกชายหนุ่มขึ้นเสียงใส่ ไม่รู้ว่าตนต้องแสดงความรู้สึกอย่างไร จะโกรธหรือเสียใจดีและนั่น คือ คำพูดสุดท้ายก่อนที่จะเงียบใส่กันตลอดเวลาเดินทางกลับเมื่อรถม้าจอดเทียบประตูวังหลวง หวังจิ้งเสวียนก้าวลงจากรถม้าและเดินจากไปทันที หลี่หลิ่งฟางได้แต่มองตามแผ่นหลังนั้นเงียบ ๆ โดยไม่ได้เอ่ยวาจาสักคำ“พระชายาเพคะ...”หลี่หลิ่งฟางหันไปยิ้มบางให้อันฉี “ช่างเถิด เรากลับตำหนักของเร
บรรยากาศในศาลาเงียบงันลงทันทีที่คุณชายใหญ่แห่งตระกูลมู่ก้าวเข้ามา เขากวาดตามองร่างของคุณชายไต้ที่นอนสลบแน่นิ่ง และบุรุษอีกหลายผู้ ซึ่งบาดเจ็บ ฟกช้ำไปทั้งร่าง ก่อนสายตาจะหันไปหยุดยังสตรีหนึ่งที่ยืนอย่างเงียบสงบ ท่ามกลางความวุ่นวาย และด้านข้างของนางมีองค์รัชทายาทประทับยืนอยู่มู่จงชิงไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงย่างเท้าอย่างเงียบงันเข้าสู่ศาลาเพียงไม่กี่ก้าว ก็มายืนอยู่กลางผู้คน“มิทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”เสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้น พลางยืนสงบมือไพล่หลัง สีหน้าของเขาราวกับไม่เข้าใจภาพที่เห็นตรงหน้าคุณชายเนี่ยหนึ่งในสหายของคุณชายไต้ รีบรุดออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา“คุณชายมู่ โปรดช่วยพวกเราด้วยเถิดขอรับ! สตรีผู้นั้นนาง...นางทำร้ายคุณชายไต้จนบาดเจ็บหนัก มิหนำซ้ำยังลงมือกับพวกข้าด้วย ขอคุณชายได้โปรดจัดการนางแทนพวกเราด้วยเถิดขอรับ!”มู่จงชิงปรายตากลับมามองที่อิสตรีผู้ถูกกล่าวหาอีกครั้ง สายตาของเขากวาดสำรวจเงียบ ๆ บนฝ่ามือของนางยังมีรอยเลือดจางติดอยู่ รอยแดงตามข้อมือบ่งชัดว่านางเคยถูกบีบอย่างแรงจนช้ำขณะที่มู่จงชิงกำล
หลังจากแนะนำตัวไปรอบข้างกลับเงียบกริบทำเอาหลี่หลิ่งฟางหวั่นใจเล็กน้อย ที่ไม่ได้รับเสียงแสดงความยินดีกลับมาราวกับตนอาจจะไม่เป็นที่ต้อนรับจากมิตรสหายของชายหนุ่มแต่แล้ว จู่ ๆ เสียงฮือฮาดังขึ้นพร้อมกับมีร่างของสตรีและบุรุษมากมายต่างกรู่กันเข้ามานั่งประจันหน้ากับตน เอ่ยถามคำถามเข้ามาระรัวจนหลี่หลิ่งฟางตั้งรับไม่ทัน“พระชายาเพคะ ทำไมพระองค์ถึงดูเหมือนนางฟ้ามากเลยเพคะ!”“พระชายางดงามมากเลยเพคะ!”“กระหม่อมเพิ่งเคยเจอพระชายาตัวเป็น ๆ ครั้งแรกเลย พระองค์งดงามมากเลยพ่ะย่ะค่ะ!”“พระชายาเหมาะสมกับองค์รัชทายาทมากเลยเพคะ!”“พระชายาเป็นธิดาสวรรค์หรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ ทำไมพระองค์ถึงดูสูงส่งจนกระหม่อมดูต้อยต่ำไปเลย”“นั่นสิเพคะ”“พระชายา...”หลี่หลิ่งฟางยิ้มแห้งไม่รู้ว่าตนจะตอบคำถามไหนกลับก่อนดี จนกระทั่ง...“นี่พวกเจ้ากำลังทำให้พระชายาของเราตกพระทัยนะ ถอย ๆ ห่างออกไปหน่อยสิ”เสียงของหวังจิ้งเสวียนที่ตรัสห้ามปรามสหายฟังดูเหมือนเด็กน
ทางด้านศาลาจัดงานเลี้ยงน้ำชามีเหล่าแขกที่ได้รับจดหมายเทียบเชิญต่างนั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บ่าวรับใช้สองสามคนรีบกุลีกุจอยกเบาะรองนั่งอีกอันมาจัดข้าง ๆ ที่ว่าง แถมจัดเตรียมกาน้ำชาและจอกอันใหม่ที่ดูหรูหรากว่าของผู้อื่นเอาไว้ฮูหยินถงซึ่งสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวเหล่านั้น จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใด เหตุใดถึงเตรียมกาน้ำชาชุดราคาแพงเช่นนั้นออกมา แล้วเบาะรองนั่งอีกอันของผู้ใดกัน?”“บ่าวได้รับคำสั่งมาจากมามาเจ้าค่ะ เห็นว่ามีแขกสำคัญมาเพิ่มเติม”“แขกคนสำคัญ?” ฮูหยินถงทวนคำ น้ำเสียงแฝงแววประหลาดใจ“ท่านแม่เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?” คุณหนูใหญ่ถงเอ่ยถามกับท่านแม่ด้วยความสงสัย“พวกบ่าวรับใช้บอกว่ามามาสั่งให้จัดเตรียมเอาไว้น่ะ”ระหว่างที่ฮูหยินถงกำลังพูดคุยกับบุตรีคนโต เสียงของบ่าวรับใช้อีกคนกำลังเอ่ยขอร้องอย่างยากลำบากอยู่ใกล้ ๆ“คุณหนูเจ้าคะ ได้โปรดย้ายที่นั่งให้บ่าวด้วยเถิดเจ้าค่ะ”คุณหนูรองถงหันขวับมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ทำไมข้าจะต้องย้าย? ข้า
เช้าวันรุ่งขึ้นหวังจิ้งเสวียนหันไปตรัสสั่งกับชิงหลานว่า “วันนี้เราจะพาพระชายาไปเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่จวนตระกูลถง เจ้าคอยอารักขานางให้ดี”“พ่ะย่ะค่ะ”หลี่หลิ่งฟางที่ถูกปลุกตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันขันกำลังยืนหาววอด ๆ โดยมีอันฉียืนเยื้องอยู่ด้านข้าง“หาว...”“พระชายาเพคะ รักษาอากัปกิริยาหน่อยสิเพคะ” อันฉีเอ่ยเสียงเอ็ดผู้เป็นนายของตน“ข้าพยายามแล้ว แต่ข้ารู้สึกง่วงมากจริง ๆ นะอันฉี” หลี่หลิ่งฟางยืนขยี้ตนของตนกระทั่งเสียงทุ้มดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง“เจ้าเตรียมตัวพร้อมหรือยัง?”“อืม” หลี่หลิ่งฟางผงกศีรษะทั้ง ๆ ที่หลับตาอยู่หวังจิ้งเสวียนนำหลี่หลิ่งฟางเดินไปขึ้นรถม้าประจำตัวของตน โดยที่อันฉีให้พื้นที่ส่วนตัวแกผู้เป็นนาย นางจึงเลือกไปนั่งด้านหน้ารถม้าข้าง ๆ องครักษ์ขององค์รัชทายาทแทนระหว่างกำลังเดินทางไปยังจวนตระกูลถง หลี่หลิ่งฟางที่กำลังนั่งสัปหงกมีเรื่องสงสัยจึงทูลถามกับอง์รัชทายาท“องค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันมิเห็นเฉินกงกงเลย เขามิได้มาคอยปรนนิบัติพระองค์หรือเพคะ?”“เฉินกงกงเป็นขันทีข้างพระวรกายของฝ่าบาท ตอนนี้เราไม่มีขันทีข้างกายมีเพียงองครักษ์เท่านั้น อย่างที่พระชายาทราบดี รอบตัวเรามีแต่เ




![ไอยคุปต์ มนตรา พันธนาการราคะ [PWP] + [NC30+] #จบแล้ว](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


