Share

บทที่ 1

Author: Karawek House
last update Petsa ng paglalathala: 2025-08-13 21:34:05

อาจูปรือหนังตาขึ้นอย่างเชื่องช้า พยายามเพ่งมองเงาร่างสง่าผ่าเผยในเครื่องแต่งกายสีน้ำเงินเข้ม ดูสูงส่ง

เสี้ยววินาทีนั้น แสงอาทิตย์ที่ส่องกระทบเปลือกตาบดบังให้มองเห็นใบหน้าคนเพียงคนเดียวในสายตาไม่ชัดนัก รู้เพียงแต่ว่าท่ามกลางรัศมีสีทองเรืองรอง เงาร่างตรงหน้านี้ดูเย็นชา

ร่างสง่าผ่าเผยในเครื่องแต่งกายสีน้ำเงินเข้มที่ดูเย็นชาร่างนี้ขยับนิ้วมือเรียวสวยรั้งผ้าม่านเข้าหาเสาเตียงแล้วจับมันพันเอาไว้อย่างเนิบช้า

เมื่อผ้าม่านถูกกำจัด แสงตะวันเจิดจ้าก็สาดเข้าปะทะ ทำเอาเธอตาพร่า

“รู้สึกตัวเสียที” น้ำเสียงเข้มขรึมทรงเสน่ห์ขับให้เงาร่างในสายตาเธอ

ดูสูงส่งเลิศลอยขึ้นอีกแปดส่วน

อาจูเหม่อมองอยู่นาน นานจนม่านหมอกพร่ามัวจางหาย ทิ้งภาพ ‘คุณชาย’ ที่ดูหล่อเหลายิ่งกว่าพระเอกหนังจีนเรื่องไหนๆ ไว้แทนที่

“...เทพ...เทพบุตรชัดๆ...”

ถ้าไม่เคยพบเขาในสภาพนี้มาก่อน เธออาจเพ้อใส่หน้าเขาประมาณนี้

แต่เพราะเธอไม่ใช่แค่เคยพบเขามาก่อน แต่ยังตื่นขึ้นมาเจอเขาในสภาพแบบเดิมๆ แบบเดียวกันนี้มาแล้วถึงสองครั้ง ครั้งแรกคือตอนที่เธอเพิ่งจะฟื้นขึ้นมาในโลกนี้ ครั้งที่สองคือตอนที่รู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งหลังกินยาพิษร้ายแรงเข้าไป พอต้องมาพบกันในรูปแบบเดิมเป็นครั้งที่สาม นอกจากจะไม่ประทับใจแล้ว เธอยังอยากแค่นเสียงใส่เขาอีกว่า “สารรูปหลอกลวง!”

“เซียนเซิง[1]...” อาจูฝืนผุดลุกขึ้นจากเตียง ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าร่างสูงสง่า เสี้ยววินาทีนั้น การฝืนลุกจากเตียงลงมานั่งคุกเข่าทำเอาคนเพิ่งรู้สึกตัวเจ็บแปลบจนน้ำตาเล็ด เพียงชั่วอึดใจ น้ำหยดหนึ่งก็ไหลร่วงรดแก้มนวลผิวบางใสโดยไม่ต้องเสแสร้ง

“เซียนเซิง...นี่ท่านยอมรับข้าเป็นศิษย์แล้วใช่ไหม” น้ำเสียงหวานๆ ฟังดูอ่อนแรงที่หลุดออกมาจากปากตัวเองทำเอาอาจูยังอดสงสารตัวเองไม่ได้ ได้แต่หวังว่าความน่าเวทนาระดับนี้จะช่วยสั่นสะเทือนหัวใจที่ทั้งเย็นชาและแข็งกระด้างยิ่งกว่าหินของผู้ชายตรงหน้าได้บ้าง

“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าไม่ต้องการรับศิษย์ หากต้องการฝึกเดินลมปราณทะลวงจุด ให้ไปหาผู้อื่นเสีย” เขาบอกเน้นถ้อยเน้นคำ

อาจูหัวใจกระตุกวูบ รีบใช้ทักษะที่มั่นใจว่าถนัดที่สุดในชีวิต

“แต่...เซียนเซิง...ศิษย์ผู้นี้จะไปหาผู้ถึงพร้อมด้วยคุณธรรม ทั้งยังเชี่ยวชาญทั้งวรยุทธและการแพทย์อย่างท่านได้ที่ใด ในสายตาศิษย์ ผู้ที่จะเยียวยาร่างนี้ได้ ก็มีแต่ท่านเท่านั้น” ก็แน่ละสิ...ยาพิษชนิดไม่มียารักษาที่ข้ากินเข้าไปเป็นของท่าน ในเมื่อท่านเป็นคนคิดค้น กระทั่งท่านยังไม่มีปัญญารักษา แล้วหมอที่ไหนจะช่วยข้าได้ หึ!

ยังไม่นับอีกว่าตอนนี้เธออยู่ในร่างเด็กสาวความจำเสื่อม ไร้ญาติขาดมิตร นอกจากเงินถุงที่เขาทิ้งไว้ให้ก็ไม่มีของมีค่าอะไรติดตัวเลยสักชิ้น ร่างกายอ่อนแอไม่เป็นวรยุทธ

ในโลกยุคโบราณที่ท่านบุรุษสูงส่งเทียมเมฆา ชีวิตสตรีต่ำต้อยกว่าเศษหญ้า แถมยังมีการแบ่งชนชั้นทางสังคม ต่อให้เด็กสาวรูปลักษณ์งดงามโดดเด่นชนิดนี้ไม่โดนจับไปขาย หรือโดนบังคับให้ไปเป็นอนุของคนบ้ากามชั่วช้า เกิดระหว่างเดินทางไปนั่นมานี่ดันจับพลัดจับผลูอาการกำเริบขึ้นมากะทันหัน แล้วหาใครมาช่วยเดินลมปราณทะลวงจุดให้ไม่ได้ ผลลัพธ์ก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้น

เพราะฉะนั้น...เกาะติดตานี่ไว้นี่แหละ ทางออกที่ดีที่สุด!

อย่างน้อยก่อนหน้านี้เขาก็ช่วยชีวิตเธอไว้ ทั้งยังยอมเสียเวลาขลุกตัวอยู่ในวัดร้างเพื่อรักษาเธอตั้งเป็นเดือนๆ โดยที่ไม่ได้ทำอะไรนอกลู่นอกทางกับร่างงามล่มเมืองไร้สติ สาวๆ ขาวๆ หอมๆ แถมยังมีหน้าอกหน้าหน้าใจอวบอึ๋มเกินอายุร่างนี้แม้แต่น้อย ล่าสุดก็ยังช่วยอุ้มคนหมดสติอย่างเธอข้ามหุบเหวมานอนพักรักษาตัวบนเตียงอุ่นๆ วัดจากเรื่องนี้ อย่างน้อยๆ คนคนนี้ก็น่าจะเป็นผู้ชายมีศักดิ์ศรีและมีมโนธรรมอยู่มาก เอ่อ...ถ้าไม่นับเรื่องที่เขายืนกรานจะเซย์บ๊ายบาย[2] ปฏิเสธที่จะรักษาอดีตคนไข้ทั้งๆ ที่รู้ว่าเธอดันไปกินยาที่เขามอบให้เก็บไว้ใช้ปกป้องตัวเองแทนที่จะกินยาที่เตรียมไว้ให้ใช้รักษาอาการปวดศีรษะ...เรื่องที่ทอดทิ้งเด็กสาวความจำเสื่อมที่โดนพิษร้ายแรงไว้กลางป่าเพียงลำพัง แล้วก็เรื่องที่ปล่อยให้สาวน้อยน่าสงสารคนหนึ่งนั่งคุกเข่าตั้งหลายชั่วยามน่ะนะ...

หลังจากนิ่งเงียบอยู่นาน ในที่สุดตาหน้านิ่งก็ขยับริมฝีปากเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเนิบช้า “คุณธรรมรึ? ข้าเพียงช่วยรักษาตอบแทนที่ช่วยหลั่งเลือดเลี้ยงหญ้าแสงจันทร์โลหิตเท่านั้น”

ห๊ะ?

หญ้าบ้าบออะไรกัน แล้วหลั่งเลือดอะไร จำไม่เห็นได้สักนิด!

คงเพราะเห็นเธอทำหน้าเหมือนไม่ยอมเข้าใจ จ้าวหุบเขาเดียวดายจึงช่วยขยายความให้ด้วยสีหน้าราบเรียบไร้อารมณ์อย่างที่สุด

“หนึ่งเดือนก่อน ข้ามีความจำเป็นต้องใช้สมุนไพรหายากชนิดหนึ่ง จึงต้องลงไปค้นหาถึงภายนอกหุบเขา ค้นหาอยู่หลายวัน ในที่สุดก็พบสมุนไพรที่ต้องการกอใหญ่เติบโตอยู่ข้างร่างไร้สติของสตรีชุดเขียวครามผู้หนึ่ง...ซึ่งก็คือเจ้า กล่าวได้ว่า ยามนั้นหากไม่ได้โลหิตหล่อเลี้ยงหญ้าชนิดที่ว่าไว้ ตัวข้าจ้าวหุบเขาผู้นี้ก็คงไม่ได้ตัวยาสำคัญที่ต้องการ” เขายังคงค่อยๆ เอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ในเมื่อเอามาก็ต้องจ่ายไป ข้าเพียงตอบแทนคุณด้วยคุณเท่านั้น”

อาจูกำลังร้อนใจ ห่วงความปลอดภัยและความสุขสบายในชีวิต ไม่มีแก่ใจจะฟังประโยคยืดยาวพวกนั้นสักเท่าไหร่ จับใจความสั้นๆ ได้แค่ว่าเขาพยายามจะบอกปัด

ฮึ่ย...! ใครจะยอมถอดใจง่ายๆ กันล่ะ!

“ผู้มีคุณธรรมอย่างไรก็คือผู้มีคุณธรรม ผู้ดีจริงแท้ย่อมไม่อวดอ้าง...แม้ท่านจะพูดเช่นไร ตัวตนของท่านที่เป็นเช่นนี้ ก็ช่างสูงส่งยิ่งนัก...” อาจูบีบเสียงให้เล็กลง น้ำเสียงที่ชวนให้นึกถึงเสียงพิณและน้ำผึ้งป่าจึงฟังดูยิ่งกว่านุ่มนวลอ่อนหวาน

เพื่อความน่าประทับใจ เธอพยายามเค้นน้ำตาให้หลั่งออกมาคลอเคล้าสองตา ดูชื่นชม ศรัทธา และจริงใจ

“หรือชาวบ้านกลุ่มที่พาเจ้ามาที่ปากทางเข้าหุบเขา ไม่ได้บอกว่าพวกเขาล้วนเรียกข้าว่าอะไร”

บอกสิ ถ้าพวกเขาไม่ยั้งปาก แน่นอนว่าต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าท่านน่ะ ทั้งชั่วโฉด โหดเหี้ยม ใจดำ แถมยังงกเป็นที่สุด!

แน่นอนว่าเธอหวังจะพึ่งเขา จึงไม่อาจตอบแบบนี้ได้...

“ผู้อื่นพูดถึงท่านไว้มากมายเพียงใดแล้วอย่างไร ท่านจิตใจดีมีคุณธรรมแค่ไหน ในใจศิษย์ผู้นี้ย่อมรู้ดีเป็นที่สุด...” อาจูจ้องลึกลงในดวงตาคู่คมด้วยแววตาแบบเดียวกับลูกหมาหิวโซกำลังอ้อนวอนขออาหาร

หงิง~

“ได้โปรด...ก่อนหน้านี้เป็นท่านที่ช่วยชีวิตศิษย์ไว้ ศิษย์จึงมีชีวิตรอดมาได้ราวปาฏิหาริย์ ตั้งแต่แรกนั่น ในเมื่อท่านคิดจะให้ชีวิตแล้ว ใยมิสงเคราะห์คนยากให้ตลอดรอดฝั่ง” เพราะกลัวสะดิ้งไม่พอ อาจูกะพริบตาแถมให้อีกสองปริบ ก่อนจะเอ่ยต่อไป “ศิษย์สูญเสียความทรงจำ ไร้ญาติขาดมิตร รู้เพียงว่าในอกมีความคับแค้นใจใหญ่หลวงที่ยังไม่ได้สะสาง ศิษย์ยังไม่อยากตายทั้งๆ ที่จำตัวเองไม่ได้เช่นนี้...” เรื่องที่เจ้าของร่างนี้ดูเหมือนจะมีความคับแค้นใจ เธอพูดจริง แต่เรื่องช่วยสะสางให้บ้าบออะไรนั่น ไม่ได้อยู่ในหัวเธอเลยสักนิด

เหอะ...แก้แค้นบ้าบออะไรกัน เกิดเป็นคน ฟ้าอุตส่าห์ประทานชีวิตมาให้ แค่เอาตัวให้รอดใช้ชีวิตให้ดีก็พอแล้ว เธอไม่ใช่พวกยึดติดกับอดีต จบนะ

จ้าวหุบเขาเดียวดายใช้ดวงตาคู่คมจ้องมองเธออยู่ครู่ใหญ่ เนิ่นนานนัก เจ้าของร่างที่ดูสูงส่งเย็นชาราวเทพเซียนก็ขยับริมฝีปากอีกหน “พิษชนิดนี้ร้ายแรงสำหรับผู้ฝึกยุทธและผู้มีธาตุทั้งห้า[3]ในร่างกายไม่สมดุลย์ ไม่ส่งผลต่อคนทั่วไปมากนัก ในเมื่อร่างกายแข็งแรงดีแล้ว เหตุใดต้องทรมานตนเอง หาเรื่องใส่ตัว”

อาจูฟังแล้วตัวแข็งค้าง จู่ๆ ก็อยากจะยกนิ้วกลางใส่คนตรงหน้า

มารดามันเถอะ! อะไรคือไม่ส่งผล! ก็ตอนนั้นท่านไม่ได้บอกข้าแบบนี้นี่!

อะไรคือ “ร่างกายนี้ต้องพิษร้ายแรง นับแต่นี้ต้องระวังรักษาตัวให้มาก หากอาการกำเริบให้รีบไหว้วานผู้ฝึกลมปราณสักคนช่วยทะลวงจุดให้ มิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต” อะไรคือแค่กินยาเข้าไปชั่วอึดใจเดียวเลือดกำเดาก็ไหล เป็นลมล้มพับ เล่นพูดมาแค่นี้ เล่นร่างกายออกอาการตั้งขนาดนี้ ข้าก็นึกว่าตัวเองใกล้ตายเต็มทีแล้วนะสิ!

อาจูลอบกัดริมฝีปากแน่น ยิ่งนึกถึงความลำบากจากการเดินเท้าขึ้นเขาและความเจ็บจนชาเมื่อตอนนั่งคุกเข่าตากอากาศเย็นจัดก็โกรธจนอยากจะร้องไห้ แต่หลังจากใช้เวลาชั่งตวงวัดอยู่หนึ่งวินาทีเต็มก็ตัดสินใจปล่อยเลยตามเลย

ถึงอย่างไร การมีที่ซุกหัวนอนก็สำคัญ...

คนอยากฝากตัวเข้าเป็นศิษย์อาศัยดวงตาที่แดงก่ำจากอารมณ์โกรธกรุ่น จ้องลึกลงในตาท่านจ้าวหุบเขา ถามเสียงสั่นสะท้านเหมือนลูกนกปีกหัก “ศิษย์ไร้ที่ไป ไม่รู้ว่าในอนาคตต้องเผชิญเรื่องเลวร้ายใดหรือไม่ วันนี้เคราะห์ดีได้เซียนเซิงเมตตาช่วยดูแลจนร่างกายดีขึ้นแล้ว แล้วในอนาคตเล่า...หากถึงคราวตกทุกข์ได้ยากร่างกายเกิดอ่อนแอลงกะทันหันจะทำอย่างไร”

เขาเองก็จ้องลึกลงในตาเธอเช่นกัน “ความหมายก็คือ...หากมีความเสี่ยงที่ร่างกายจะอ่อนแอลงจนพิษกำเริบ ก็ขอเสี่ยงฝึกฝนลมปราณเพื่อให้สามารถช่วยเดินลมปราณทะลวงจุดให้ตนเองในยามคับขัน”

อาจูเลือกใช้ดวงตาเว้าวอนฉายแววมุ่งมั่นแทนคำตอบ

“ยาพิษชนิดนี้นับเป็นหนึ่งในบรรดายอดยาพิษ แม้แต่ข้าซึ่งเป็นผู้คิดค้นก็ยังหาวิธีรักษาไม่ได้ ทำได้เพียงช่วยปรุงยาต้านและใช้ลมปราณช่วยบรรเทายามอาการกำเริบ ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาค้นคว้าอีกกี่ปี จึงจะพบยาแก้พิษ”

อาจูรีบพยักหน้าหงึก รับคำ “ศิษย์ย่อมเข้าใจดี...”

“หากคิดจะอยู่ที่นี่ จนกว่าจะพบวิธีถอนพิษออกจากร่าง นับแต่นี้เจ้า

ไม่อาจออกจากหุบเขาไปที่ใดทั้งนั้น ต่อให้วันหนึ่งความทรงจำเกิดฟื้นคืน หากไม่หายดี ข้าจะไม่มีวันปล่อยเจ้ากลับไปสะสางเรื่องใด พูดเช่นนี้แล้วยังอยากเข้าหุบเขา ให้ข้าเป็นผู้ช่วยระงับอาการ สอนเดินลมปราณทะลวงจุดอีกหรือไม่?”

หมายความว่าถ้าถอนพิษไม่ได้ก็ต้องติดแหง็กอยู่ที่นี่กับตานี่ไปจนตายงั้นเรอะ?

อาจูชั่งน้ำหนักเรื่องนี้ในหัวทันที

เรื่องแก้แค้นบ้าบออะไรนั่นเธอไม่สนใจตั้งแต่แรกแล้ว แต่เรื่องติดแหง็กอยู่ในหุบเขานี่สิ...

เธอมันพวกขี้เบื่อ อยู่ไม่ติดที่ ในยุคสมัยที่จากมาเธอไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่ไหนได้นานเกินสามเดือนเลยสักครั้ง จริงอยู่ที่ว่าปกติแล้วเธอจะใช้ชีวิตเรียบง่าย วันๆ เอาแต่เก็บตัวนั่งแต่งนิยายป๊อกๆ แป๊กๆ ตามประสานักเขียนกำลังมีไฟ อยู่ในบ้านน้อยหอยสังข์ที่เยาวราช แต่ถ้าไม่ได้หนีจากความจำเจไปเที่ยวต่างประเทศหรือต่างจังหวัดสักปีละสามสี่หน เธอจะทนไม่ไหว

แต่ว่าตอนนี้เธอไม่ใช่อาจูคนเดิม

นี่ไม่ใช่ร่างเธอ...ยุคสมัยนี้ก็ไม่ใช่ยุคสมัยของเธอ

ตั้งแต่เกิดและใช้ชีวิตมาร่วมยี่สิบห้าปี ถึงแม้เธอจะชื่อเมษา เป็นคนไทยเชื้อสายจีน เกิดและโตในย่านที่ครึกครื้นที่สุดของเยาวราช แต่ตอนนี้เธอกลายเป็นสาวน้อยจีนโบราณสารร่างบอบบางบ่งบอกยี่ห้อคุณหนูน้อยๆ ในห้องหอ จากประสบการณ์ในการอ่านนิยายจีนแนวทะลุมิติข้ามเวลามาตั้งเป็นกุรุส เด็กสาวหน้าตาสะสวยผิวพรรณดีที่น่าจะเกิดและโตในตระกูลใหญ่ไม่มีวันตกระกำลำบากจนต้องเหลือตัวคนเดียวง่ายๆ แบบนี้แน่ เว้นเสียแต่ว่าเจ้าหล่อนจะโดนปองร้ายโดยใครสักคนที่อันตรายพอตัว พอเอาเรื่องนี้มาวิเคราะห์รวมกับเรื่องที่อิตาจ้าวหุบเขานี่ไปเก็บเธอได้ในสภาพตกเขาใกล้ตาย กับเรื่องที่เด็กนี่เหมือนจะมีความแค้นยิ่งใหญ่ที่เค้นสมองนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นเรื่องอะไรกันแน่ เธอก็ยิ่งกว่าแน่ใจ

ถ้าหอบสังขารต้องพิษรอวันกำเริบเดินเร่ร่อนไปเรื่อยๆ ไม่ช้าก็เร็วจะต้องโดนคนที่อยากให้เจ้าของร่างนี้ตายตามล่าฆ่าล้างจนอยู่ไม่เป็นสุขแน่ๆ

ที่นี่มีหลังคาคุ้มหัว มีข้าวปลาอาหาร มีหมอ แถมยังไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครข้ามหุบเหวที่ทั้งกว้างทั้งลึกมาทำร้าย...ในเมื่อที่นี่ดีถึงขนาดนี้ ตราบใดที่ยังไม่มีวรยุทธ ปกป้องตัวเองไม่ได้ ทนติดแหง็กอยู่ในหุบเขากับตานี่ไปก่อนก็ไม่เลว อย่างน้อยเบื่อๆ ขึ้นมาก็ยังมีหน้าหล่อๆ หุ่นแซ่บๆ ให้ดูแก้เซ็ง...

“เซียนเซิง...ไม่สิ...นับแต่นี้ข้าควรเรียกท่านว่าซือฝุ[4]” ลูกศิษย์คนใหม่

เอ่ย แววตาเต็มตื้น “ซือฝุ...นับตั้งแต่เรียกท่านว่าซือฝุ...หากท่านไม่อนุญาต ชาตินี้ทั้งชาติข้าจะไม่มีวันแยกจากท่านอีกแล้ว” เอ๊ะทำไมฟังดูแปลกๆ

อาจูมุ่นหัวคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย สงสัยว่าควรพูดจาแก้ไขอะไรหรือไม่

แต่พอใช้ตรรกะแบบอาจูอาจูวัดแล้วก็คิดเอาเองว่าคำพูดนี้หมายความว่าเธอจะติดตามรับใช้ซือฝุด้วยความกตัญญูไปจนสุดหล้าฟ้าเหลือง...

อา...ช่างฟังดูเป็นเด็กสาวผู้มีใจกตัญญู น่ารักใคร่เอ็นดูจริงๆ

ใช่แล้ว! เธอเป็นสาวน้อยจิตใจใสซื่อบริสุทธิ์นะ!

หลังจากยืนมองเธอเงียบๆ อีกครู่ใหญ่ ในที่สุด จ้าวหุบเขาเดียวดายก็ถอนหายใจยาว

“ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามนี้”

Yes!

“ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนต้องมีชื่อเรียก หากไม่มีชื่อเรียกคงจะไม่สะดวกนัก” เขามองหน้าเธอคล้ายจะถามว่า อยากจะให้ข้าเรียกว่าอย่างไร?

ชื่อเรอะ? อาจูเผลอย่นหัวคิ้วเข้าหากันอีกหน

นี่ถ้าเอาชื่อเซียวเหล่งนึ่ง[5] หรือหลิวอี้เฟย[6]มาใช้ จะเป็นอะไรไหม?

คนหลงยุคสลัดความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้น คลานเข่าขยับเข้าใกล้ท่านจ้าวหุบเขาอีกเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นสบตาคู่คม

“ศิษย์ความจำเสื่อม ไร้ชื่อเรียก ซือฝุเป็นผู้ช่วยชีวิตทั้งยังรับไว้เป็นศิษย์ ถ้าอย่างไร ขอซือฝุโปรดเมตตา...”

“จวี๋ฮวา[7]” เขาตัดบทสั้นๆ

ห๊ะ? ดอกๆ อีกแล้ว!

อาจูเซ็งสุดขีด ในบรรดาชื่อสตรีในนิยายจีนๆ ที่เธอเคยอ่านมา ชื่อบ้าบออะไรก็ตามที่เกี่ยวกับดอกไม้นับเป็นชื่อที่โหลที่สุด แต่ในเมื่อ “ซือฝุ” เป็นคนตั้งให้ ครั้นจะไม่ใช้ก็คงดูเสียมารยาท...

เอาวะ ดอกก็ดอก!

อย่างน้อยๆ ก็ได้เป็นดอกเบญจมาศเลยนะ! ดอกเบญจมาศเป็นสัญลักษณ์ของความสุข ความมั่นคง และความอุดมสมบูรณ์ยังไงล่ะ!

เธอพยายามนึกถึงความหมายที่ดีงามของดอกเบญจมาศ มากกว่าชื่อหนังเรื่อง Curse of the Golden Flower หนังจีนย้อนยุคที่พูดถึงราชวงศ์ราชวงศ์หนึ่งและดอกเบญจมาศ ที่โดนเว็บไซต์วิจารณ์หนังเอามาแปลชื่อเป็นภาษาไทยซะเสียหายว่า “คำสาปดอกทอง”

...

ว่าแต่...

“ซือฝุเจ้าขา ศิษย์ใคร่ขอถาม เหตุใดจึงต้องเป็น ‘จวี๋ฮวา’ ”

ทำไมไม่เป็นเหลียนฮวา[8] หลันฮวา[9] หรือเหมยฮวา?[10] เป็นเพราะท่านเห็นว่าตัวตนของข้าดูสูงค่าและอยากให้มีชีวิตที่ดี สุขสมบูรณ์ เหมือนความหมายของดอกเบญจมาศ อะไรทำนองนั้นใช่ไหม?

แทนคำตอบ ซือฝุผู้หล่อเหลาทว่าดูสุขุมเย็นชาอย่างร้ายกาจปรายตามองทอดออกไปด้านนอกหน้าต่าง

ด้วยความอยากรู้ อาจูถือวิสาสะลุกขึ้นยืนอย่างแช่มช้อยเชื่องช้า เบนหน้ามองตามสายตาซือฝุที่เพิ่งตกได้มาด้วยกิริยาสงบไว้สง่าดุจสุภาพชน

ที่ด้านนอกหน้าต่างนั่น...มีดอกเบญจมาศเบ่งบานอยู่เต็มไปหมด

“วัชพืชพวกนี้แพร่พันธุ์เร็ว เติบโตง่าย ตายยาก ถึงตัดทิ้งเผาทำลายก็ยังงอกขึ้นมาใหม่ได้เรื่อยๆ ข้าเห็นแล้วรำคาญนัก”

คนเพิ่งได้ชื่อใหม่ว่า “จวี๋ฮวา” ฟังแล้วกัดฟันกรอด แต่ยังฝืนยิ้มตอบอย่างโลกสวยที่สุดในชีวิต

“อา...เติบโตง่ายตายยาก...ช่างเป็นชื่อที่ดีนัก”

หางตาเธอเห็นท่านจ้าวหุบเขาปากกรรไกรเหลียวมองมา จึงเสแสร้งแกล้งจ้องมองดอกเบญจมาศด้านนอกหน้าต่างแล้วคลี่ยิ้มงดงามทำตาเป็นประกายยิ่งขึ้น ทั้งที่ในใจลอบด่าเขาตั้งไม่รู้กี่คำ...

[1] 先生(เซียนเซิง) คำว่า先(เซียน) หมายถึง ก่อน  生(เซิง) หมายถึง เกิด  รวมแล้ว 先生จึงหมายถึงผู้ที่เกิดก่อน หรือแปลได้ว่า “ผู้อาวุโส” ในตอนแรกใช้เป็นคำเรียกปัญญาชนอย่างให้เกียรติ ต่อมาใช้เป็นคำเรียกครูอาจารย์ ในปัจจุบันคำนี้หมายถึงคุณผู้ชาย

[2] say bye bye

[3] จีนมีความเชื่อเรื่องพลังจักรวาลอันประกอบไปด้วยธาตุ ไม้ ไฟ ดิน โลหะ และน้ำ ตามความเชื่อนี้ ร่างกายมนุษย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลย่อมต้องมีธาตุทั้งห้าเป็นองค์ประกอบ ในด้านการแพทย์จึงมีการนำเอาหลักธาตุต่างๆ มาใช้อธิบายกลไกการทำงานในร่างกาย

[4] 师父(shīfu) หมายถึง Master อาจเทียบเคียงภาษาไทยได้ว่า “อาจารย์” แต่จะมีลักษณะเฉพาะ คือ เป็นอาจารย์ในลักษณะวิชาชีพ วิทยายุทธ เป็นต้น

[5] ชื่อนางเอกนิยายกำลังภายในชื่อดังเรื่องมังกรหยก

[6] ชื่อในวงการของนางเอกจีนที่สวยน่ารัก ดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสา มีชื่อจริงว่า หลิวซีเหมยจื่อ

[7] 菊花เบญจมาศ

[8] 莲花 ดอกบัว

[9] 兰花 ดอกกล้วยไม้

[10] 梅花 ดอกเหมย หรือดอกบ๊วย

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • นางมารน้อยข้ามภพ   Special END

    เยว่เทียนเสียงอุ้มหลี่อี้หรงกลับมาท่ามกลางสายตาจับจ้องของทุกคนสวีเทียนเป่าและหลี่เซียนเซียนบังเอิญพบลูกนกบาดเจ็บจึงช่วยกันรักษา กลับมาไม่ทันร่วมวงฟังหลี่ลู่เหวิน ได้แต่แปลกใจเพราะบรรยากาศตรงหน้าทันทีที่กลับมาร่วมโต๊ะ ศิษย์พี่ใหญ่เทียนเป่าก็ช่วยประคองเซียนเซียนตัวน้อยขึ้นนั่งเก้าอี้ เขาส่งยิ้มให้ทุกคน กล่าวขออภัย และบอกเล่าเหตุผลที่ไม่เพียงไม่ได้ตามไปสมทบกับคนอื่นๆ ยังพาเซียนเซียนกลับมาร่วมโต๊ะล่าช้า จากนั้นก็ช่วยรินน้ำชาให้เสี่ยวเซียนเซียนตามปกติวิสัยคงเพราะหลี่เซียนเซียนวางตัวสุขุมเป็นผู้ใหญ่ และสวีเทียนเป่าเองก็มีพื้นนิสัยซื่อสัตย์กตัญญู เชื่อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์และน้าบุญธรรมเสียจนดูไม่น่าเป็นห่วงจนเกินไป ทุกคนจึงลืมเลือนข้อเท็จจริงที่ว่า ยิ่งนับวันศิษย์เอกของหุบเขากับเสี่ยวเซียนเซียนที่สักวันต้องเติบโตเป็นสาวและออกเรือน ก็ยิ่งคล้ายจะขลุกอยู่ด้วยกันเนิ่นนานขึ้นเรื่อยๆหากมองข้ามเรื่องที่ว่า ในแต่ละวัน หากไม่ออกเก็บสมุนไพรปรุงยาช่วย เหลือบรรดาสิงสาราสัตว์และผู้คน ศิษย์พี่ใหญ่อย่างสวีเทียนเป่าก็นั่งหลับตาฝึกฝน...ยามนี้พวกเขาทั้งคู่แทบจะใช้เวลาอยู่ร่วมกันตลอดทั้งวันทั้งคืนแล้วด้วย

  • นางมารน้อยข้ามภพ   ตอนพิเศษที่ 6 หลี่เซียนเซียน หลี่อี้หรง (7)

    -7-“บัดซบ! ” หลี่ลู่เหวินที่ลอบมองจากที่ไกลกำหมัดแน่น กัดฟันกรอด “ศิษย์พี่สามบังอาจนัก เขาถึงขั้นหลอกกินเต้าหู้เสี่ยวอี้หรงของพวกเรา! หลอกกินเต้าหู้ไม่พอ ยังคิดอ่านลึกล้ำ โน้มน้าวนาง! หึ...รู้มานานแล้วว่าคนผู้นี้หาใช่พยัคฆ์แต่เป็นหมาป่า ไม่นึกว่ากระทั่งหรงเอ๋อร์ที่เพิ่งจะอายุเพียงหกขวบก็ยังไม่ละเว้น! คุณชายเช่นข้าสังหรณ์ใจอยู่แล้วเชียว ว่าเหตุใดคุณชายตัวโตเช่นเขา จึงจ้องแต่จะคอยหยอกเย้ารังแกเด็กน้อยเช่นนางนัก!”แม้หลี่ลู่เหวินจะดำรงสถานะศิษย์ลำดับที่สี่ของหุบเขา มีสถานนะเป็นศิษย์ผู้น้องของเยว่เทียนเสียง แต่ผู้แซ่หลี่เช่นเขาไม่อาจทำใจยอมรับบุรุษที่ทั้งๆ ที่อายุอานามและความสามารถล้วนเท่าเทียมกัน กลับตัดหน้าแย่งเอาสถานะศิษย์พี่สามของเขาไป ทำให้ “พี่สาม” ตระกูลหลี่ผิงอ๋องเช่นเขาต้องกลายเป็น “ศิษย์พี่สี่” ยามผู้อื่นเรียกขาน เดี๋ยวก็เจ้าสาม เดี๋ยวก็เจ้าสี่ เขาสับสนยิ่งหากตั้งแต่แรกเยว่เทียนเสียงไม่ชิงตัดหน้าแย่งตำแหน่งศิษย์พี่สามไปจากเขา ชีวิตของคุณชายเช่นเขาก็คงไม่สับสนยุ่งยากถึงเพียงนี้กล่าวได้ว่าหลี่ลู่เหวินไม่ถูกชะตาคนผู้นี้ตั้งแต่แรกพบ ยิ่งนับวันก็ยิ่งไม่ชมชอบนิสัย หากจะถามว่าทำไ

  • นางมารน้อยข้ามภพ   ตอนพิเศษที่ 6 หลี่เซียนเซียน หลี่อี้หรง (6)

    -6-เสี่ยวอี้หรงซอยเท้าเล็กๆ วิ่งอย่างรวดเร็ว แต่ไม่เร็วเกินกว่าที่ผู้ฝึกยุทธ์ของหุบเขา โดยเฉพาะคนที่มีวิชาตัวเบาเลิศล้ำกว่าใครเพื่อนอยู่ก่อนแล้วอย่างเยว่-เทียนเสียงจะไล่ตามไม่ทันเยว่เทียนเสียงเห็นเสี่ยวอี้หรงของเขานั่งซุกตัวในทุ่งดอกจวี๋ฮวา เอาหน้าซบเข่าร้องไห้ ก็ตกใจ พลันสำนึกได้ว่าคราวนี้อาจกลั่นแกล้งรังแกนางรุนแรงจนเกินไปถึงแม้อาหารจานนั้นจะรสชาติย่ำแย่มากจริงๆ ก็เถอะ...เยว่เทียนเสียงทอดถอนใจ ทรุดตัวลงนั่งชันเข่าเบื้องหน้าเด็กหญิงตัวน้อยปีนี้เยว่เทียนเสียงเพิ่งจะสิบห้าสิบหกปี ทว่าด้วยวัยเพียงสิบห้าสิบหกปีกลับดูสูงใหญ่แกร่งกร้าวราวกับพยัคฆ์หนุ่มตัวหนึ่งก็ไม่ปาน ท่าทีกึ่งคุกเข่าอย่างจนใจต่อหน้าเด็กน้อยวัยห้าหกขวบผู้หนึ่งจึงดูจะว่าอ่อนโยนขัดรูปลักษณ์รึก็ขัด ทั้งยังดูน่าตลกอยู่มากเมื่อตัวก่อเรื่องเข้าถึงตัวน้องเล็กและกำลังออกปากกล่าวคำขอโทษ ผู้ที่เป็นทั้งพี่รองของบ้านตระกูลหลี่แห่งเทียนจินและดำรงสถานะศิษย์พี่รองของหุบเขาเดียวดายจึงรั้งตัวน้องชายสามของตนไว้ รอดูตัวก่อเหตุจัดการแก้ไข ขอขมาต่อน้องสาวตัวน้อยเสี่ยวอี้หรงของพวกเขานั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ล้วนแล้วแต่ดี เพียงแต่น้องสาวต

  • นางมารน้อยข้ามภพ   ตอนพิเศษที่ 6 หลี่เซียนเซียน หลี่อี้หรง (5)

    -5-หากจะกล่าวว่าหลี่เซียนเซียนให้กลิ่นอายคล้ายเทพเซียนไม่ต่างอะไรไปจากบิดา...หลี่อี้หรงก็ให้ความรู้สึกคล้ายนางมารน้อย พื้นความคิดผิดประหลาด ช่างออดอ้อน ที่มีเนื้อแท้ซุกซน เอาแต่ใจ ไม่ยอมคน ไม่ต่างอะไรไปจากมารดาเลยสักนิดเสี่ยวอี้หรงแม้ยังเยาว์แต่ช่างจับสังเกตและช่างคิดเป็นอย่างยิ่งเป็นต้นว่าระยะนี้นางจับสังเกตได้ว่าท่านแม่มักจะทำอาหารไปออดอ้อนป้อนให้ท่านพ่อที่กรุ่นโกรธ และท่านแม่ที่ใบหน้างอเง้ากำลังแง่งอนสุดกำลังเองก็ออกอาการปลาบปลื้มใจอ่อนเพียงเพราะได้ชิมอาหารรสมือท่านพ่อ นางในวัยหกขวบก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าการเอาอกเอาใจผู้อื่นด้วยอาหารนั้นนับว่าใช้การได้เป็นอย่างยิ่ง จึงมุ่งมั่นติดตามท่านแม่เข้าโรงครัว ขอเรียนรู้กลวิธีทำของอร่อย หลังจากคอยช่วยเป็นลูกมือมาเดือนกว่า ท่านแม่ก็วางใจ ยอมอนุญาตให้นางเริ่มลงมือทำอาหารด้วยตนเองลำพังเสียทีเสี่ยวอี้หรงเริ่มลงมือทำอาหารเป็นครั้งแรกด้วยน้ำตา นางกล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าจับไก่ กว่าจะจับได้ก็ไม่กล้ามัด หลังจากมัดได้อย่างทุลักทุเลแล้วก็ยังไม่กล้าฆ่า สุดท้ายพี่ชายช่างตามใจอย่างพี่ชายสามสกุลหลี่ หลี่ลู่เหวิน จึงต้องเป็นผู้ลงมือมัดและฆ่าไก่ให้น้องเล็ก

  • นางมารน้อยข้ามภพ   ตอนพิเศษที่ 6 หลี่เซียนเซียน หลี่อี้หรง (2-4)

    -2-อาจารย์แม่ของพวกเขาคลอดบุตรสาวฝาแฝด ลูกศิษย์อีกห้าคนในหุบเขา โดยเฉพาะลูกศิษย์ลำดับที่สองและสี่ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นพี่ชายพ่อและแม่เดียวกับทารกแฝดสองคนนี้ หรือก็คือเป็น “บุตรที่แท้จริงอย่างลับๆ” ของจ้าวหุบเขารุ่นปัจจุบันและฮูหยิน ย่อมต้องอยากเข้ามาแสดงความยินดี และชมโฉมหน้าทารกน้อยทั้งสอง เรือนหลังใหญ่ใจกลางคฤหาสน์ยามนี้ นับว่าครึกครื้นยิ่งฮูหยินท่านจ้าวหุบเขาชิงตั้งชื่อบุตรสาวไปแล้วหนึ่งคน เกรงอกเกรงใจสามีไม่น้อย จึงเหลือบุตรสาวไว้ให้สามีตั้งชื่อด้วยตนเองหนึ่งคน พวกเขาทุกคนจึงเรียกเด็กน้อยผู้นี้ว่าเป่าเปาเสี่ยวเป่าไม่เหมือนพี่สาว นางชอบร้องไห้โยเยบ่อยๆ ฮูหยินประมุขเยว่อยากให้สตรีที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ยืนกรานจะเลี้ยงดูบุตรีด้วยตนเองได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ จึงพยายามคว้าข้าวของต่างๆ มาหลอกล่อเสี่ยวเป่า ใครจะนึกว่าเป่าเปาเพียงจับๆ มามองดูก็โยนทิ้งไปเสียหมด โยนทิ้งแล้วก็ร้องไห้เสียงดังจนน่ากลัวว่าภูเขาจะถล่ม ฟ้าจะสะเทือนตอนนั้นเอง ฮูหยินเยว่ก็สังเกตเห็นป้ายหยกที่ฮูหยินท่านจ้าวหุบเขาห้อยเอาไว้ ป้ายหยกชิ้นนี้แวววาวงดงามเป็นอย่างยิ่ง นางฉุกคิดได้ว่าเด็กๆ ชอบของแวววาว จึงขอทดลองเอาป้ายหยกม

  • นางมารน้อยข้ามภพ   ตอนพิเศษที่ 6 หลี่เซียนเซียน หลี่อี้หรง (1)

    จะด้วยบรรยากาศผ่อนคลายสบายใจระหว่างออกท่องยุทธภพเป็นใจหรืออย่างไรก็สุดรู้ ท้ายที่สุด ฮูหยินจ้าวหุบเขารุ่นปัจจุบันก็ตั้งครรภ์บุตรสาวขึ้นมาจนได้...ไม่ใช่แค่เป็นครรภ์บุตรสาวธรรมดาๆ แต่ยังเป็นครรภ์บุตรสาวฝาแฝดที่รูปโฉมบริสุทธิ์งดงาม น่ารักใคร่เอ็นดูเป็นอย่างยิ่งหากนับจากสถานะข้างตระกูลหลี่แห่งเทียนจิน เด็กสองคนนี้ย่อมต้องกลายเป็นคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองของหลี่ผิงอ๋องผู้วางมือจากราชสำนักอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าเมื่อมองจากสถานะข้างหุบเขาเดียวดายที่คนส่วนใหญ่รับรู้ เด็กสาวสองคนนี้ย่อมไม่ต่างอะไรไปจากองค์หญิงตัวน้อยๆ แห่งอาณาจักรเร้นลับในขุนเขาอวี้หลงจะอย่างไรเลือดก็ข้นกว่าน้ำ...แม้หุบเขาแห่งนี้จะเลือกผู้สืบทอดจากศิษย์มาทุกรุ่น ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าท่านจ้าวหุบเขาผู้ยิ่งนับวันก็ยิ่งรักใคร่หวงแหนภรรยาและบุตรีจะไม่เลือกส่งมอบทุกสิ่งต่อให้บุตรสาวฝาแฝดที่ถือกำเนิดจากฮูหยินคนสำคัญแม้สกุลหลี่มีธรรมเนียมตั้งชื่อบุตรหลานตามลำดับทำเนียบรุ่น ทว่าชื่อเรียกของพวกนางหาได้ตั้งขึ้นตามทำเนียบรุ่น ศาสตร์แห่งดวงชะตา หรือธรรมเนียมปฏิบัติอื่นใดพวกนางสองคน คนหนึ่งถูกเรียกว่า “เซียนเซียน” ส่วนอีกคน ได้ชื่อเรีย

  • นางมารน้อยข้ามภพ   บทที่ 162

    “หิวหรือไม่” จู่ๆ ท่านจ้าวหุบเขาก็ถามขึ้นมาอา...จะว่าไปแล้วก็หิวอยู่หน่อยๆ เหมือนกัน“รออยู่ที่นี่ ในครัวมีน้ำแกงที่เหมาะกับคนท้องว่างมาทั้งวัน” บอกแล้วท่านจ้าวหุบเขาก็เดินออกจากห้องปรุงยาด้วยท่าทีสงบไว้สง่าเป็นอย่างยิ่ง สง่างามเสียจนคนเป็นลูกศิษย์รู้สึกเหมือนกำลังล่วงเกินเทพเซียนด้วยการดึงเอาตัวน

    last updateHuling Na-update : 2026-03-26
  • นางมารน้อยข้ามภพ   บทที่ 153

    อา...ประตูแน่ๆ อาจูกลอกตามองผ้าม่าน รวบสาบเสื้อ ยันสารร่างอ้อนแอ้นในชุดกางเกงสีขาวตัวบางลุกขึ้นจากเตียง อาศัยแสงสลัวรางจากแสงฟ้าแลบเดินฝ่าละอองฝนไปปิดประตูที่เปิดอ้าตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ออกแรงดันกลอนประตูไม้ที่หลวมโพรกให้เสียบลึกยิ่งกว่าเก่า“กลอนประตูหลวมไปหมดแล้ว” เสี่ยวจวี๋ฮวาบ่นพลางสาวเท้า

    last updateHuling Na-update : 2026-03-25
  • นางมารน้อยข้ามภพ   บทที่ 141

    “นี่ก็ผ่านไปได้สักสองเค่อแล้วกระมัง เหตุใดยังรักษากันไม่เสร็จ ดรุณีน้อยนั่นบาดเจ็บหนักหนาสาหัสเพียงใดกัน?” เป็นผู้อาวุโสสกุลซุนพึมพำพลางลูบเคราแพะ ดึงให้แต่ละคนในลานกว้างต่างหลุดจากภวังค์แม้จ้าวหุบเขาจะเชิญผู้อาวุโสสกุลซุนและผู้ติดตามทั้งหมดขึ้นมาเป็นแขกของหุบเขา แต่ยามเพิ่งข้ามหุบเหวเข้ามาในหุบเข

    last updateHuling Na-update : 2026-03-25
  • นางมารน้อยข้ามภพ   บทที่ 146

    “น้ำใจของพวกท่านสกุลซุน พวกเราที่ไหนจะไม่ยินดีรับไว้ ท่านพ่อบ้านเกรงใจเกินไปแล้ว”พ่อบ้านซุนรีบยกมือขึ้นคำนับ กล่าวแต่ว่า “มิกล้า มิกล้า”พูดจาปราศรัยกับพ่อบ้านซุนพอเป็นพิธีแล้ว ท่านจ้าวหุบเขาก็หันมาสั่งเธอเสียงขรึม “ไปแช่น้ำร้อนผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นสักครึ่งชั่วยาม กลับมาแล้วให้นำฉินไปที่ศา

    last updateHuling Na-update : 2026-03-25
Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status