นางมารหมื่นบุปผา

นางมารหมื่นบุปผา

last updateTerakhir Diperbarui : 2024-11-09
Bahasa: Thai
goodnovel16goodnovel
Belum ada penilaian
83Bab
2.2KDibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

แม่ทัพเฉิงจิ้นเหอ หนึ่งในแม่ทัพผู้เยี่ยมยุทธถูกส่งตัวมายังดินแดนลับเร้นเพื่อกวาดล้างอำนาจของเหล่ามาร และหนึ่งในเหตุผลที่เขาต้องมาที่นี่ก็เพื่อตามล่า นางมารหมื่นบุปผา ผู้ซึ่งปลิดชีวิตคู่หมายของเขาโดยไร้ความปราณี หากแต่เมื่อเฉินจิ้นเหอได้พบนาง โลกอันเปล่าร้างนั้นเสมือนกลับมาเบ่งบานในหัวใจของจอมยุทธผู้ไร้รัก

Lihat lebih banyak

Bab 1

บทที่ 1

                รัชสมัยแห่งพระเจ้าซ่งไทจู่ ราชวงศ์ซ่งที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการรวบรวมอาณาจักรจากความแตกแยกและขัดแย้งให้เป็นปึกแผ่น  ชีวิตของประชาชนอยู่ท่ามกลางการแปลงเปลี่ยน ในราชสำนักเต็มไปด้วยการแก่งแย่งเพื่อผลประโยชน์ของตน

                ไม่ว่าโลกภายนอกจะวุ่นวายสักเพียงใดหากยังมีอีกโลกหนึ่งซึ่งไกลห่างจากความสับสนทั้งมวล นั่นคืออารามวัดโค้วอิงยี่ บนยอดเขางังฮ้วยฮง หนึ่งในยอดเขาสูงในม่านเมฆแห่งเขาเหลียงซาน หยางเซิงไต้ซือเฒ่านั่งสวดคำภีร์ต่อหน้าองค์พระภายในอารามเก่าแก่แม้เวลาล่วงเลยไปจนดึก แสงจันทร์สาดส่องลอดเข้ามาทางช่องลมบนผนังอาบควันธูปเทียนที่ลอยอวลภายในนั้น ทว่าทุกอย่างดูเหมือนเกิดความผิดปกติขึ้นในฉับพลันเมื่อเปลวเทียนสะบัดไหวราวถูกเป่าด้วยลมแรงหากไม่ยอมดับลง หยางเซิงไต้ซือลืมตาขึ้นพร้อมกันนั้นและวางลูกประคำในมือลงก่อนเอียงหน้าเล็กน้อยหากไม่ยอมเหลียวหลังกลับไปแม้รู้สึกถึงการมาของใครคนหนึ่งทั้งที่ไม่ได้ยินเสียงประตูอารามที่เปิดเข้ามาแม้แต่น้อย รอยปากหยักล้อมรอบด้วยหนวเครายาวขาวโพลนบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาหยัดขึ้น

                “เจ้ามิได้เข้ามาในที่นี้นานแค่ไหนกันแล้วนะ...ฟางซิน”

                น้ำเสียงที่เอ่ยถามนั้นกว้างกังวานแม้ไต้ซือเฒ่าชราภาพถึงเกือบร้อยปี เขารู้สึกได้ถึงอาการหยุดกึกของผู้ซึ่งยืนนิ่งเบื้องหลัง แม้มิได้เหลียวกลับไปมองหากหยางเซิงไต้ซือก็นึกภาพของนางผู้เป็นเจ้าของความงามที่ทั่งทั้งยุทธภพร่ำลือ เรือนร่างอรชรสูงระหงในชุดไหมแพรสีแดงก่ำกรุยกรายตัดกับผิวเงางามราวหยกล้ำค่า รูปหน้านั้นงดงามสวยซึ้งผ่องผาดใต้เครื่องประดับปิ่นปักผมและกลิ่นดอกไม้จากกายนางกลบกลิ่นธูปเทียนในอารามสิ้น ฟางซินแย้มยิ้มเรียวปากอิ่มสีแดงชาด

                “นานมากแล้วกระมังท่านไต้ซือ”

                “ใยเจ้าจึงเข้ามาในอารามอันเงียบสงบยามวิกาล ที่นี่หาได้มีผู้เยี่ยมยุทธเพื่อให้เจ้าได้ลิ้มลองการสับประยุทธ มีเพียงเสียงสวดและควันธูปเทียน พลอยจะทำให้กลิ่นหอมยวนใจของเจ้าต้องอับเฉาลงเสียเปล่าปลี้”

                “ทั่วทั้งยุทธภพก็คิดเช่นท่าน...หยางเซิงไต้ซือ ทุกคนล้วนคิดว่าทุกลมหายใจของข้าคือความกระหายอยากได้อาบคราบโลหิต หากมิมีใครสักคนคิดว่าข้านี้ก็เฉกเดียวกับปุถุชนทั่วไป ปรารถนาได้อยู่อย่างสุขสงบเสียบ้าง”

                “เจ้าไม่เหมือนคนอื่นทั่วไป มิเช่นนั้นเวลาไปไหนมาไหนคงไม่มีใครตามติดเจ้าดังเช่นการมาที่อารามโค้วอิงยี่แห่งนี้”

                แล้วไต้ซือเฒ่าก็ลุกขึ้นจากการนั่งขัดสมาธิ การสวดนั้นสิ้นสุดลงเพื่อที่จะหันกลับมายังเจ้าของเสียงกังวานใสหากแต่ใบหน้างามหมดจดกลับแต่งแต้มด้วยเครื่องขับผิวอันเข้มข้น เบื้องหน้าของหยางเซิงใต้ซือบัดนี้คือตัวตนของสตรีผู้ได้ชื่อว่าทั้งยุทธภพต้องการและเกลียดชังนางหนักหนา

                ฟางซิน...ประมุขแห่งพรรคบุปผาสวรรค์ หนึ่งในพรรคมารอันน่ายำเกรงและแข็งแกร่ง เจ้าของสมญา นางมารหมื่นบุปผาแห่งวังบุปผาสวรรค์

                จอมยุทธทั่วแผ่นดินต้องการตัวนางมิใช่ด้วยรูปโฉมสคราญหากแต่เป็นเพราะชื่อเสียงร่ำลือถึงความอำมหิตจากการเข่นฆ่าผู้คนบริสุทธิ์มากมาย นางคือผู้ชั่วช้าในสายตาของคนภายนอกหากสำหรับหยางเซิงไต้ซือแล้ว ฟางซินคือเด็กสาวไร้เดียงสาผู้ซึ่งถูกหล่อหลอมมาด้วยความโหดร้าย

                ด้วยไม่มีผู้ใดล่วงรู้มาก่อนว่านางคือผู้รอดชีวิตจากคมกระบี่ของ ไป๋เจี้ยน เทพยุทธกระบี่ขาวประมุขพรรคเฟิงอี้ ในสายตาของทุกคนเขาคือบุรุษฝ่ายธรรมะผู้เต็มไปด้วยคุณธรรม หากแท้แล้วไป๋เจี้ยนคือคนบาปในคราบนักบุญผู้ฆ่าสองสามีภรรยาผู้เยี่ยมยุทธซึ่งถูกปลิดชีพโทษฐานคิดการกบฏต่อราชสำนักทั้งที่จริงแล้วประมุขพรรคเฟิงอี้ต้องการคัมภีร์ที่สองสามีภรรยาคู่นั้นครอบครอง นั่นคือคัมภีร์เฟิงเหลย หรือคัมภีร์ฟ้าคำราม หากผู้ใดฝึกวิทยายุทธจากคัมภีร์เฟิงเหลยถึงขั้นสูงสุดจะมีอำนาจกล้าแกร่งถึงขั้นถล่มยอดเขาหวงซานทั้งหุบเขาได้เพียงชั่วลมปราณจากหนึ่งฝ่ามือ ไป๋เจี้ยนมิล่วงรู้ว่าบุตรสาวเพียงคนเดียวของสองสามีภรรยาได้รอดชีวิตจากการช่วยเหลือของหยางเซิงไต้ซือตั้งแต่นางอายุได้ห้าขวบ

ไต้ซือเฒ่าช่วยชีวิตเด็กหญิงไว้และนำไปฝากไว้กับ เพ่ยหลิน ประมุขพรรคบุปผาสวรรค์พรรคมาร สตรีที่ครั้งหนึ่งเคยผูกใจรักต่อเขาหากแต่หยางเซิงกลับเลือกที่จะตัดขาดตัวเองจากโลกียะเข้าสู่โลกแห่งธรรมตลอดชีวิต ต่อมาเมื่อฟางซินเติบโตขึ้นนางจึงเก็บเรื่องราวความแค้นไว้ในใจและฝึกวิทยายุทธอันเป็นความสามารถในสายเลือดก่อนขึ้นเป็นประมุขใหญ่แห่งพรรคมารในวัยเพียงสิบเจ็ดปีจากการแต่งตั้งของเพ่ยหลินเพราะนางไม่มีลูก เส้นทางชีวิตของเด็กหญิงคนหนึ่งที่เห็นพ่อแม่ถูกฆ่าต่อหน้าต่อตากลับกลายเป็นหนึ่งในผู้เยี่ยมยุทธและอันตรายที่สุดในยุทธจักร ใครต่างต้องการตัวนางด้วยเชื่อว่านางมารหมื่นบุปผาคือผู้ได้ครอบครองคัมภีร์สะท้านภิภพอย่างเฟิงเหลย

“ข้ามากับเหมยเหม่ยเพียงเท่านั้น”

ฟางซินตอบน้ำเสียงจริงจังขณะสายตาของนางไม่ยอมละไปจากไต้ซือเฒ่าซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ให้ชีวิตสำคัญยิ่ง

“ฟางซิน...ตอนนี้ใครต่างต้องการตัวเจ้า จอมยุทธมากมายต่างควานหาตัวนางมารหมื่นบุปผา”

“หึ...ก็ด้วยเหตุผลเดียวคือคัมภีร์เล่มนั้น”

“ข้าได้เตือนเพ่ยหลินแล้วครั้งหนึ่งตอนฝากเจ้าไว้กับนาง ว่าอย่าให้เจ้าแตะต้องวรยุทธไม่ว่าจะเป็นกระบวนท่าใดก็ตาม”

“ท่านห้ามมิได้ดอก ในเมื่อข้านี้เองเป็นคนขอให้ท่านแม่สั่งสอนมันให้แก่ข้า”

“ยุทธภพนี้หนอวุ่นวาย ใยเจ้าจึงยอมให้กิเลศฝ่ายต่ำครอบงำตัวเอง”

“มิมีอำนาจใดจักครอบครองข้าได้!”

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya
Tidak ada komentar
83 Bab
บทที่ 1
รัชสมัยแห่งพระเจ้าซ่งไทจู่ ราชวงศ์ซ่งที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการรวบรวมอาณาจักรจากความแตกแยกและขัดแย้งให้เป็นปึกแผ่น ชีวิตของประชาชนอยู่ท่ามกลางการแปลงเปลี่ยน ในราชสำนักเต็มไปด้วยการแก่งแย่งเพื่อผลประโยชน์ของตน ไม่ว่าโลกภายนอกจะวุ่นวายสักเพียงใดหากยังมีอีกโลกหนึ่งซึ่งไกลห่างจากความสับสนทั้งมวล นั่นคืออารามวัดโค้วอิงยี่ บนยอดเขางังฮ้วยฮง หนึ่งในยอดเขาสูงในม่านเมฆแห่งเขาเหลียงซาน หยางเซิงไต้ซือเฒ่านั่งสวดคำภีร์ต่อหน้าองค์พระภายในอารามเก่าแก่แม้เวลาล่วงเลยไปจนดึก แสงจันทร์สาดส่องลอดเข้ามาทางช่องลมบนผนังอาบควันธูปเทียนที่ลอยอวลภายในนั้น ทว่าทุกอย่างดูเหมือนเกิดความผิดปกติขึ้นในฉับพลันเมื่อเปลวเทียนสะบัดไหวราวถูกเป่าด้วยลมแรงหากไม่ยอมดับลง หยางเซิงไต้ซือลืมตาขึ้นพร้อมกันนั้นและวางลูกประคำในมือลงก่อนเอียงหน้าเล็กน้อยหากไม่ยอมเหลียวหลังกลับไปแม้รู้สึกถึงการมาของใครคนหนึ่งทั้งที่ไม่ได้ยินเสียงประตูอารามที่เปิดเข้ามาแม้แต่น้อย รอยปากหยักล้อมรอบด้วยหนวเครายาวขาวโพลนบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาหยัดขึ้น “เจ้ามิได้เข้ามาในที่นี
Baca selengkapnya
บทที่ 2
น้ำเสียงหนักของนางบังเกิดลมพัดไหววูบจนเปลวเทียนที่จุดรอบอารามดับไปเกือบททั้งหมด ยังเหลือเปลวสีทองของเทียนต่อหน้าองค์พระและทำให้หยางเซินไต้ซือชะงักงันเมื่อเขานึกอะไรได้บางอย่าง“นี่คืออำนาจแห่งลมปราณภายในกายเจ้า มันหนักหน่วงและทรงพลังยิ่งจนอาจทำลายอารามเล็ก ๆ นี้ได้ในพริบตา ไม่สิ...มันอาจทำลายอารามในวัดนี้ได้ทีเดียวทั้งหมด ฟางซิน...นี่เจ้าฝึกวรยุทธจากคัมภีร์ฟางเหลยถึงขั้นสูงแล้วใช่หรือไม่”เมื่อถูกเตือนสติอารมณ์ของฟางซินจึงสงบลง นางตวัดสายตาเพียงน้อยเปลวไฟก็จุดขึ้นบนเทียนไขจนอารามเล็กสว่างไสวขึ้นอีกครั้งแต่ยังความตระหนกแก่ไต้ซือเฒ่ายิ่งนัก นางไม่ยอมตอบขณะหยางเซินไต้ซือส่ายหน้าและทอดถอนใจ“ฟางซิน...เจ้าไม่บอกข้าก็ไม่เป็นไร เมื่อเจ้ามาที่นี่ก็ดีแล้ว ข้ามีเรื่องที่อยากถาม...เมื่อไม่กี่วันมานี้มีคนจากราชสำนักเดินทางมายังเขาหวงซานแต่ถูกฆ่าตายทั้งหมด เจ้า...คือผู้ปลิดชีพคนเหล่านั้นใช่หรือไม่?”“ข้าไม่รู้ไม่เห็นกับเรื่องที่ท่านว่ามา”ผู้ฟังเลิกคิ้วขาวโพลนด้วยความฉงน “เจ้าว่าอย่างไรนะ นี่เจ้าแกล้งไม่รู้หรือว่าไม่รู้เรื่องจริง ๆ กันแน่”“ผิดก็ว่าผิด ถูกก็ว่าถูก ถึงข้าจะอยู่พรรคมารแต่ก็รู้ถึงคุณ
Baca selengkapnya
บทที่ 3
“ท่านประมุขคะ”“เจ้ากลับไปยังสำนัก ส่วนข้าจะเข้าไปในหมู่บ้าน”“แต่...ท่านประมุข ท่านจะไปคนเดียวหรือคะ”“ข้าจะไปสืบเรื่องการตายของคนจากวังหลวง มีคนป้ายสีว่าข้าเป็นคนปลิดชีพคนพวกนั้น หากรู้ว่าเป็นผู้ใดข้าจักไม่เก็บมันไว้ให้เป็นขวากหนามของพรรคเรา”“แต่ตอนนี้ท่านยังอยู่ในช่วงเวลาของการฝึกวรยุทธขั้นสุดท้ายนี่ไม่ใช่หรือคะ”“ข้าจะรีบกลับไปให้เร็วที่สุด อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ราตรี”“แล้วจะให้ข้าเรียนต่อท่านเพ่ยหลินว่าเช่นไร”“บอกเพียงว่าข้ามีธุระสำคัญที่ต้องสะสาง...เจ้าไปได้แล้ว”สิ้นคำสั่งเหมยเหม่ยก็ค้อมศีรษะลงอีกครั้งโดยไม่ตั้งคำถามใดก่อนจะใช้วิชาตัวเบาลอยละลิ่วข้ามหลังคาอารามวัดหายไปในเงามืดใต้แสงจันทร์เสี้ยว ฟางซินก้มมองตัวเองที่บัดนี้เหลือเพียงชุดเสมือนหญิงสาวชาวบ้านธรรมดา เรือนผมยาวเงางามดำขลับมุ่นไว้เหนือศีรษะปราศจากเครื่องประดับอลังการอย่างประมุขพรรคมาร นางหันกลับไปมองอารามเล็กก่อนก้าวลงไปตามทางเดินลาดชันของหุบเขาในหมู่เมฆเพื่อมุ่งหน้าตรงไปยังหมู่บ้านด้านล่าง*************************“ท่านแม่ทัพเฉิง...ข้าเห็นแสงคบเพลิงอยู่ไม่ไกล เราเดินทางจวนถึงหมู่บ้านแล้วขอรับ”หวังซื่ออยู่บนหลังม้า
Baca selengkapnya
บทที่ 4
เฉิงจิ้นเหอตะโกนถามกลับอย่างไม่กลัวเกรงยังความไม่พอใจแก่หนุ่มวัยฉกรรจ์ทั้งสาม“ไม่ใช่เรื่องของเจ้าอย่ามายุ่งย่ามจะดีกว่า ถ้าไม่อยากถูกฆ่ายามวิกาลโดยมิมีผู้รู้เห็นก็จงไปซะ!“แสดงว่าพวกเจ้ากำลังทำเรื่องไม่ดีจริง ๆ ด้วย แต่ขอโทษที ข้าล่ะชอบนักกับไอ้การเข้าไปยุ่งย่ามเรื่องชาวบ้าน”“จิ้นเหอ!”หวังซื่อร้องปรามตัวสั่นเพราะตนเองนั้นไร้วรยุทธ หากไม่ทันเสียแล้วเมื่อแม่ทัพหนุ่มกระโดดลงจากหลังม้า เฉิงจิ้นเหอตวัดผ้าคลุมออกทำให้เห็นรูปร่างสูงใหญ่กำยำในชุดสีดำน่าเกรงขาม ดวงตายาวรีบนใบหน้าหล่อเหลาราวรูปสลักของเทพจ้องคนทั้งสามที่ย่างสามขุมเข้ามาพร้อมกันหญิงสาวซึ่งถูกรายล้อมเมื่อครู่ขยับก้าวถอยหลังแต่กลับสะดุดตอไม้ล้มลง นางเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็เห็นประกายเงาวับสะท้อนจากปลายดาบของชายหนุ่มที่ตวัดไปมาปะทะคมดาบของชายทั้งสามเสียงดังสนั่นหวั่นไหวก่อนคนเลวทั้งหมดจะถูกปลายดาบคมกริบตวัดลงกลางหลังและกลางลำตัวล้มลุกคลุกคลานวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงทั้งที่ตามร่างกายเปื้อนเปรอะด้วยโลหิตแดงฉานหายไปคนละทิศคนละทางในความมืด“แม่นาง...เป็นอย่างไรบ้าง”เฉิงจิ้นเหอปราดเข้าไปประคองร่างของสตรีที่นั่งตกตะลึงบนพื้น นางเงยหน้าขึ้น
Baca selengkapnya
บทที่ 5
“แต่เลือดของเจ้าออกมาก เห็นทีว่าเจ้าจะเดินไม่ไหว เอาอย่างนี้ข้าจะรัดปากแผลให้เจ้าก่อน ว่าแต่...เจ้ากำลังจะไปไหน”“ข้าเดินทางมาหาญาติของข้าในหมู่บ้าน”“เขาอยู่ที่ไหนรึ”“ข้าไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน คิดว่าจะมาหาที่พักนอนก่อนสักราตรีแล้ววันพรุ่งจึงจะออกไปถามคนในหมู่บ้าน ว่าแต่...ท่านล่ะ เอ้อ...ข้ายังไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของท่านเลย”“เรียกข้าว่าจิ้นเหอ”“ท่านมาทำอะไรที่นี่”“ข้ากำลังจะเดินทางไปยังวัดโค้วอิงยี่ ข้ามีธุระสำคัญที่นั่น...หากเจ้าเดินไม่ไหวจริง ๆ ข้าจะให้เจ้านั่งบนหลังม้าของข้าเข้าไปในหมู่บ้านพร้อมกัน”เฉิงจิ้นเหอไม่กล่าวอันใดมากไปกว่านั้น เขาให้หวังซื่อหยิบผ้าและยาจากถุงย่ามบนหลังม้าเพื่อทำแผลให้หญิงสาวอย่างว่องไวแต่ก็เรียบร้อยดีก่อนจะอุ้มนางขึ้นไปนั่งบนหลังอาชาสีเผือกโดยยอมเป็นผู้จูงม้าเดินเข้าไปยังหมู่บ้าน ท่าทีของเขาสงบเยือกเย็นดุจน้ำใต้ขุนเขา แววตากล้าแข็งของเขาบ่งบอกอะไรบางอย่างที่นางคาดการว่าบุรุษงามสง่าดุจเทพผู้นี้หาใช่ชาวบ้านธรรมดาสามัญทั่วไป และสิ่งที่จุดความสงสัยแก่นางอย่างยิ่งคือจุดประสงค์ของการเดินทางไปยังอารามบนยอดเขาหวงซานทั้งสามเข้าไปในหมู่บ้านยามวิกาลกระทั่
Baca selengkapnya
6
จิ้นเหอหันมาถามหญิงสาวที่เขากำลังประคองไหล่ของนางไว้ ทว่าฟางซินกลับมิได้รู้สึกว่าเขาฉวยโอกาสแต่อย่างใดเพราะแววตาที่เขามองมายังนางนั้นสำแดงความห่วงใยอย่างจริงจัง เขาค่อย ๆ ผละห่างและนางต้องแสดงว่าสามารถเดินเองได้“ไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอก มันอาจลำบากแค่เวลาที่ข้าลงจากหลังม้าเท่านั้น หลังจากนี้ข้าช่วยเหลือตัวเองได้”จิ้นเหอพยักหน้าและเดินนำหน้าเข้าไปในโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ สร้างติดหน้าผาอันเป็นเส้นทางแคบก่อนเข้าไปยังหมู่บ้านเล็ก ๆ ภายในโรงเตี๊ยมมีคนนั่งอยู่สองสามคนล้วนเป็นผู้ชาย ที่โต๊ะหนึ่งมีคนยกไหเหล้าขึ้นซดอย่างไม่ยี่หระขณะเจ้าของโรงเตี๊ยมเป็นชายแก่อายุประมาณสักหกสิบกว่าวิ่งเข้ามาหาคนทั้งสาม“นายท่าน...เชิญครับเชิญนั่ง คนของข้าได้จัดเตรียมห้องพักไว้ให้ท่านแล้วสองห้อง สำหรับท่านกับฮูหยินหนึ่งห้องและเพื่อนของท่านหนึ่งห้อง ไม่ทราบว่าท่านต้องการรับน้ำชาและอาหารก่อนหรือไม่”“จัดอาหารและน้ำชามาให้เพื่อนของข้าและฮูหยินของข้า จะเป็นอาหารอะไรก็ได้ที่โรงเตี๊ยมของเจ้ามีในตอนนี้”“ครับท่าน”เจ้าของโรงเตี๊ยมกุลีกุจอวิ่งกลับเข้าไปด้านในเมื่อได้ยินเสียงจิ้นเหอสั่ง ฟางซินนึกประหลาดใจที่เขายอมรับออกมาว่านางเ
Baca selengkapnya
7
“อือ” เสี่ยวเอ้อส่ายหน้าพร้อมหรี่นัยน์ตา “ไม่เคยเห็นหรอก ไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของนาง แต่มีคนหนึ่งที่เคยออกมาประกาศว่าเคยสับประยุทธ์กับนางมารใจอำมหิต”“เขาเป็นใคร?” จิ้นเหอถามอย่างใคร่รู้“เขาคือไป๋เจี้ยน...จอมยุทธกระบี่ขาวประมุขพรรคเฟิงอี้ เขาคือผู้เยี่ยมยุทธในดินแดนหวงซาน มิมีผู้ใดกล้าต่อกรกับคนผู้นี้ ฝีมือกระบี่ของเขาล้ำเลิศยอดยี่ยมหาผู้ใดเทียม”“แล้วการสับประยุทธ์กันผู้ใดเป็นฝ่ายชนะกันเล่า”หวังซื่อถามอย่างใคร่รู้เช่นกันขณะฟางซินนั่งอย่างเยือกเย็น นางไล่ความร้อนบนผิวน้ำชาในถ้วยใบเล็กตรงหน้าด้วยปลายนิ้วที่ส่งพลังออกมาโดยมิมีผู้ใดสังเกตเห็น“ไป๋เจี้ยนบอกว่าเขาเกือบเอาชนะนางได้ แต่นางหนีไปเสียก่อน...ข้าว่าเขามิได้โป้ปดหรือสร้างเรื่องขึ้นมาแน่นอน ผู้เยี่ยมยุทธ์เช่นเขาน่านับถือยิ่งนัก ข้าเคยพบเขาแล้ว เขาผ่านมายังหมู่บ้านนี้และแวะดื่มน้ำชาที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ด้วยนะท่าน”หน้าตาของเสี่ยวเอ้อบ่งบอกถึงความภูมิใจที่ได้รู้จักกับผู้เปี่ยมวิทยายุทธ์สูงส่ง ฟางซินตวัดสายตามอง หัวใจของนางกำลังร้อนรุ่มขึ้นมาทีละน้อยหากก็ต้องสยบคลื่นอารมณ์ที่จะทำให้ลมปราณภายในผันผวน คงมีนางเท่านั้นที่รู้ว่าไ
Baca selengkapnya
8
“ขอบคุณท่านมาก...คนอย่างท่านหาได้ยากยิ่ง วันหนึ่งข้าคงได้ตอบแทนบุญคุณของท่านที่ช่วยเหลือข้าในครั้งนี้”“เจ้าเคยได้ยินคำนี้หรือไม่...ไม่มีใครเลี้ยงอาหารใครเปล่า ๆ โดยไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน แต่ข้าเลี้ยงอาหารเจ้าหนนี้หวังเพียงเจ้าจะได้มีแรงเดินทางไปพบญาติของเจ้าในวันพรุ่ง นอนหลับพักผ่อนเถิด เมื่อฟ้าสางข้าจะพาเจ้าเข้าไปส่งในหมู่บ้าน”ฟางซินมิรู้ว่าจะตอบกลับไปเช่นใด ในหัวใจของนางบังเกิดความซาบซึ้งอย่างมิเคยเป็นมาก่อน ชั่วชีวิตของนางจมอยู่กับความแค้นและเจ็บปวดเพราะคิดว่าคงมิมีผู้ใดในปฐพีนี้จริงใจหากมิมีผลประโยชน์ต่อกัน จิ้นเหอเป็นคนแรกที่ทำให้หัวใจของนางมารอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาดแม้นี่จะเป้นครั้งแรกที่ได้พบ ฟางซินเข้าไปในห้องพักที่ได้รับการปัดกวาดอย่างสะอาดสะอ้านแม้เป็นห้องเล็ก หากแต่นางมิได้คิดว่าจะนอนหลับอย่างสบายใจ มีอะไรบางอย่างที่กระตุ้นเตือนให้นางใคร่รู้มากกว่าการเดินทางเข้ามายังหมู่บ้านแห่งนี้ และสิ่งที่ทำให้นางมิอาจล้มตัวลงนอนได้ในทันทีทันใดคือความสงสัยในตัวบุรุษหนุ่มรูปงามผู้นั้น แม้เขาจะแสดงความดีและจริงใจหากฟางซินก็ยังคงเคลือบแคลง นางตรงไปยังหน้าต่างห้องและเปิดมันออก มองออกไปเห
Baca selengkapnya
9
จิ้นเหอร้องเรียกและไม่ยอมลดละติดตามร่างอรชรในชุดพลิ้วเบาที่ลอยตัวอยู่ไม่ห่างจากสายตาของเขาแม้เป็นคืนเดือนเสี้ยว ด้วยวิชาการรบและชั้นเชิงการต่อสู้ที่ไม่เป็นรองผู้ใดทำให้หนึ่งในแม่ทัพใหญ่แห่งองค์ซ่งไท่จู่ผู้เกรียงไกรที่แม้มิอาจลอยตัวเหยียบปลายไม้ได้หากก็สามารถกระโดดข้ามจากไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นอย่างว่องไว“หยุดเดี๋ยวนี้...อย่าคิดว่าจะหนีพ้น!”จิ้นเหอตะโกนและเสียงกังวานที่แหวกความมืดไปนั้นทำให้ร่างอรชรในชุดพลิ้วไหวที่ลอยตัวลงบนพื้นหยุดนิ่งอยู่ด้านหน้าห่างจากเขาเพียงไม่กี่ก้าว นางหันกลับมาและแสงสว่างจากจันทรานั้นมิเพียงพอจะให้เขาเห็นหน้าชัดเจนหากก็ทำให้แม่ทัพผู้กล้าแกร่งซึ่งดึงดาบออกจากฝักต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นว่าผู้ที่เขาตามติดมานั้นเป็นอิสตรี แม่ทัพหนุ่มอึ้งไปเพียงเสี้ยวความรู้สึกทว่ายังกุมดาบในมือมั่นด้วยประหวัดนึกได้ว่านางผู้อยู่ตรงหน้ามิใช่หญิงธรรมดาด้วยนางมีวิชาตัวเบา“บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าเจ้าเป็นใคร เมื่อกี๊เจ้าแอบดูข้าจากหลังคาโรงเตี๊ยมใช่หรือไม่”เขาถามเสียงกังวานในความหมองของราตรี ฟางซินถอยหลังไปหนึ่งก้าว นางไม่อาจตอบเขาได้เพราะเกรงว่าจิ้นเหอจะจำได้หากได้ยินเสียงของนางจึงหยุดยืนนิ่
Baca selengkapnya
10
“แล้วท่านเห็นหรือไม่ว่านางเป็นใคร”“นางใช้ผ้าปิดหน้าและราตรีนี้แทบไม่มีแสงจันทร์ จึงไม่อาจรู้ได้เลยว่านางเป็นใคร แต่นางมิใช่ธรรมดาเพราะสามารถฆ่าหมาป่าตัวใหญ่ด้วยวิทยายุทธ์ไม่ถึงหนึ่งกระบวนท่า”“ท่านได้สับประยุทธ์กับนางหรือไม่”“ข้าพลาดท่าและนางหนีไปเสียก่อน แต่ฝีมือของนางมิใช่ธรรมดาเลย ฟางซิน...นั่นชุดของเจ้าเปื้อนเลือด!”จิ้นเหอก้มลงมองที่ชายกระโปรงของหญิงสาว ฟางซินชะงักกึก นางมิทันสังเกตด้วยซ้ำว่าชุดของนางเปื้อนเปรอะโลหิต คงเป็เมื่อครู่ที่นางใช้กลีบดอกไม้ปลิดวิญญาณล้มเจ้าหมาป่าดุร้ายตัวนั้นอย่างรวดเร็วฉับไว“อ้อ...เลือดที่ข้อเท้าของข้าเองนั่นล่ะท่านจิ้นเหอ...เอ้อ...ข้าเผลอเดินสะดุดขาโต๊ะจึงมีเลือดไหลออกมา”“ถ้าเช่นนั้นข้าก็โล่งใจ แต่เจ้าต้องระมัดระวังตัวเพราะข้าชักไม่แน่ใจว่าจะมีผู้ประสงค์ร้ายอยู่แถวนี้อีกหรือไม่ หากมิมิสิ่งใดแล้วข้าก็คงต้องขอตัวก่อน ต้องขอโทษด้วยที่มารบกวนเจ้า”“มิเป็นไร ท่านแสดงความเป็นห่วงข้าก็ซาบซึ้งในน้ำใจยิ่งนัก”“ฟางซิน”จิ้นเหอที่หันหลังให้หันกลับมาอีกครั้งและทำให้ฟางซินที่กำลังจะปิดประตูห้องต้องชะงัก“มีอะไรหรือคะ ท่านจิ้นเหอ”“ปิดประตูหน้าต่างให้แน่นหนา หา
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status