Masukคหบดีลู่เฉิงยกยิ้มด้วยความพอใจ พวกนางถูกแต่งเข้ามาเพื่อหาทายาทที่เป็นบุตรชาย เขาไม่ได้มีความรักลึกซึ้งอะไรกับพวกนาง แต่ในเมื่อแต่งงานกันมาแล้ว ก็ต้องดูแลกันให้ดี เท่าที่สามีผู้หนึ่งจะทำได้ เขาเชื่อว่าพวกนางไม่มีทาง ทิ้งความสุขสบายแล้วจากไป
“ลู่เสียนเจ้ามีอะไรจะพูดหรือไม่?” ลู่เสียนพอได้ยินเช่นนั้น ก็พยักหน้าให้อันฉี นำกระดาษที่นางเขียนกฏระเบียบขึ้นมา แจกจ่ายให้กับทุกคน พอทุกคนรับมาอ่าน ก็ตกใจหน้าซีดเผือด จากนั้นความไม่พอใจก็เริ่มตามมา “พี่ใหญ่นี่มันอะไรกันเจ้าคะ? ต่อไปทุกคนจะมีเบี้ยหวัดให้ทุกเดือน หากใครใช้หมดไม่มีสิทธิ์มาขอเพิ่ม แล้ว50ตำลึงจะไปพออะไรเจ้าคะ? ค่าชุดค่าเครื่องประดับ ค่าเครื่องประทินโฉม ท่านพ่อ พี่ใหญ่ทำแบบนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ?” เป็นคุณหนูรองที่โวยวายอย่างไม่พอใจ “ท่านแม่ดูสิเจ้าคะ พอท่านพ่อมอบอำนาจให้นาง นางเริ่มกดขี่ข่มเหง เริ่มเผด็จการขึ้นมาแล้ว ข้าไม่ยอมนะท่านแม่” คุณหนูสี่ลู่หลิน เอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ ลู่ฮูหยินมองบุตรสาวคนเล็กอย่างเย็นชา ก่อนจะพูดขึ้นมาบ้าง “เรื่องนี้ข้าก็เห็นด้วยกับท่านพ่อของเจ้า ที่มอบอำนาจให้ลู่เสียน เพราะต่อไปนางต้องคอยดูแลทุกคน การมีเบี้ยหวัดข้าก็คิดมานานแล้ว พวกเจ้าใช้เงินทองกันอย่างสุรุ่ยสุร่าย หากไม่ทำเช่นนี้ เงินทองตระกูลลู่คงหมดลงสักวัน” “จะหมดลงได้อย่างไร ตระกูลลู่ของเราร่ำรวยมาก ชาตินี้ใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด ท่านแม่ข้าไม่ยอม เบี้ยหวัดแค่นั้น ข้าจะไปพอใช้ได้อย่างไร” คุณหนูรองลู่อันยังคงโวยวายไม่ยอม คหบดีลู่เฉิงได้แต่ส่ายหน้า ด้วยความเอือมระอาและเบื่อหน่าย “เอาละหากเข้าใจกันดีแล้วก็แยกย้ายกันไปเถิด” คหบดีลู่เอ่ยยุติบทสนทนา ทุกคนจึงรีบทยอยเดินกันออกไป แม้ภายในใจจะไม่พอใจมากเพียงใด ก็ได้แต่เก็บความรู้สึกเอาไว้ เพราะขนาดคุณหนูรองและคุณหนูสี่พูด คหบดีลู่และลู่ฮูหยินยังไม่ใส่ใจ พวกนางจะทำอะไรได้ ฮูหยินรองเมื่อมาถึงเรือน ก็กระแทกตัวลงนั่งอย่างแรง ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะอย่างอัดอั้นตันใจ กับเรื่องราวที่เกิดขึ้น “หากท่านคหบดีลู่มอบอำนาจให้นางเช่นนี้ ต่อไปทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องเป็นของนางหมดแน่” “นั่นสิเจ้าคะ แค่วันแรกนางก็ตัดเบี้ยหวัดของพวกเรา ต่อไปนางจะทำอะไรอีก” คุณหนูห้าลู่เจียวเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ “แต่ว่าที่นางทำข้าเห็นด้วยนะ ที่จริงเบี้ยหวัด50ตำลึง ก็ยังถือว่าเยอะมาก หากไม่ใช้ฟุ่มเฟือยข้าว่ายังเหลือใช้อีกด้วย” คุณหนูสามลู่เจินเอ่ยเสริมขึ้นมา “พี่หญิง!ท่านเงียบไปเลย นี่อย่าบอกนะว่า พอเห็นนางมีอำนาจ ก็จะรีบพูดประจบเอาใจ สอพลอ!” “ข้าก็แค่คิดว่า50ตำลึงมันเยอะมาก คุณหนูจวนอื่นได้น้อยกว่านี้ด้วยซ้ำ” “นั่นมันจวนอื่น ไม่ใช่จวนตระกูลลู่แน่นอน หากว่าพี่หญิงยังพูดเข้าข้างนาง ข้าจะไม่พูดกับท่านอีก” “หยุด! หยุดเถียงกันเสียที ข้ารำคาญ” ฮูหยินรองแผดเสียงออกมาอย่างรำคาญ เบี้ยหวัดจากที่นางที่นางเคยได้200ตำลึง ลดเหลือ100ตำลึง และไม่สามารถขอเพิ่มได้อีก นางจะมากไปแล้ว ลู่เจินและลู่เจียวเห็นมารดา ดูจะหัวเสียเป็นอย่างมาก จึงพากันปลีกตัวออกไปอย่างรวดเร็ว เรือนอนุจาง ยามนี้นางก็หัวเสียและโกรธเคืองคุณหนูใหญ่ไม่แพ้กัน จากที่เคยได้เบี้ยหวัด150ตำลึงลดเหลือ100ตำลึงเท่านั้น นางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ พอได้อำนาจบารมีก็เริ่มชูหางอวดเบ่ง คอยดูเถอะว่าข้า จะจัดการเจ้าอย่างไร “ท่านแม่ชาเจ้าค่ะ” คุณหนูหกลู่ฟางเห็นมารดาอารมณ์ไม่ดี จึงรีบรินชาให้อย่างเอาใจ แต่แล้ว เพล้ง! อนุจางปัดถ้วยชา ด้วยอารมณ์หงุดหงิด ลู่ฟางและลู่เซียนมองหน้ากันอย่างตกใจ ก่อนจะรีบปลีกตัวออกไป ด้วยความหวาดกลัว ทางด้านลู่เสียน เมื่อทุกคนแยกย้ายกันไปหมดแล้วนางก็ถอนใจออกมา สงครามคงเริ่มแล้วสินะ ลู่เฉิงเห็นท่าทางหนักใจของบุตรสาว ก็หัวเราะออกมา “ถึงกับถอนใจเลยเชียวหรือ ไหวหรือไม่? นี่เพียงเริ่มต้นเองนะ” “ท่านพี่ ท่านก็อย่าไปพูด ตัดกำลังใจนางสิเจ้าคะ” ลู่ฮูหยินเอ่ยปรามสามี ที่ดูจะอารมณ์ดี ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์ค่อนข้างตึงเครียด “ฮูหยินเจ้าไม่รู้อะไร การพูดแบบนี้นี่แหละ จะช่วยให้นางฮึกเหิม และฮึดสู้ขึ้นมาละ” “ข้าไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ หรอกเจ้าค่ะ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสนาบดีลู่ตบเข่าดังฉาด! พอใจกับคำตอบของนาง “ให้มันได้อย่างนี้สิลูกรัก สมกับเป็นบุตรสาวของคหบดีลู่เฉิง ฮ่าฮ่า” ลู่เฉิงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ลู่เสียนครุ่นคิดถึงวิธีว่าจะทำอย่างไร ถึงจะทำให้พวกนางเข้าใจคุณค่าของเงิน เพราะยุคนี้ไม่นิยมให้คุณหนูหยิบจับอะไรเลย นอกจากฝึกเตรียมตัวออกเรือนวัน ๆ ก็เย็บปักถักร้อย คัดอักษร ดีดพิน อ่านตำรา ทุกอย่างฟังดูแล้วน่าเบื่อสำหรับนาง เพราะนางมาจากยุคสองพันยี่สิบห้า ยุคที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา ยุคที่บุรุษและสตรีเท่าเทียมกัน ต่างจากยุคนี้ไปไกลโข แต่นางนี่แหละจะสร้างความเปลี่ยนแปลง ให้กับสตรียุคโบราณให้ได้เห็นว่า สตรีก็มีความสามารถไม่ต่างจากบุรุษ แต่บุรุษยุคนี้ก็ไม่ชอบสตรีที่เก่งเกินไป เพราะสตรียุคโบราณถูกตีกรอบให้เชื่อฟังสามี แต่ว่าใครสนกันละ นางไม่ได้หวังให้ใครมาชอบ เมื่อมีเงินไม่มีบุรุษก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่สามปีต่อมา รัชทายาท ฮ่องเต้ ฮองเฮาและไทเฮานั่งลุ้นกันว่าไท่จื่อเฟยจะคลอดบุตรเป็นพระโอรสหรือพระธิดา เพราะยามนี้ไท่จื่อเฟยได้ให้กำเนิดพระโอรสแล้วถึงสองพระองค์“รายงานพ่ะย่ะค่ะ หมอหลวงให้มาแจ้งข่าวว่าไท่จื่อเฟยให้กำเนิดพระโอรสพ่ะย่ะค่ะ”“เยี่ยมจริง ๆ” ฮ่องเต้ยกยิ้มอย่างพอใจ“รายงานพ่ะย่ะค่ะ ทางจวนตระกูลลู่ส่งข่าวมาบอกว่า พระชายาเหว่ยอ๋องทรงให้พระโอรสทีเดียวถึงสามพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”“เจ้าว่าอะไรนะ!!” ทุกคนร้องออกมาด้วยความตกใจ ให้กำเนิดบุตรชายทีเดียวถึงสามคน นางตั้งครรภ์ทีหลังแต่ทำผลงานเทียบเท่าทุกคนเลยหรือ น่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว“ให้กำเนิดพระโอรสถึงสามพระองค์ ดีจริงๆ หลานของย่า ข้าต้องไปเยี่ยมนางเสียหน่อย” ฮองเฮาเอ่ยขึ้นมาอย่างตื่นเต้นดีใจ อย่างรู้ว่าเจ้าก้อนแป้งทั้งสามจะหน้าตาจะเป็นเช่นไร “บุตรสาวตระกูลลู่นี่แปลกจริง ๆ ให้กำเนิดบุตรเป็นชายกันหมดแทบทุกคน ในตอนลู่เฉิงแต่งสตรีเข้าจวนถึงสามนางก็ให้กำเนิดแต่บุตรสาว มายามนี้บุตรสาวของเขาให้กำเนิดแต่บุตรชาย ได้ข่าวว่าชายาขององค์ชายอี้เฉิงและองค์ชายตงหยาง ก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายเช่นกัน” ไทเฮายกชาขึ้นมาดื่มด้วยสีหน้าพอใจ“ถ้าจะว่าไปแล้วยามนี้ตระกู
เมื่อพวกเขาออกมาจากเรือนก็เป็นเวลาใกล้เที่ยงวันเข้าไปแล้ว ลู่เสียนและลู่หลินรีบเข้าไปในมิติเพื่อจะไปเอาวิตามินและอาหารบำรุงร่างกาย แต่ปรากฏว่าร้านค้าได้หายไปแล้ว ร้านขายยาก็หายไปด้วยเช่นกัน สงสัยสวรรค์ส่งมาให้ในยามที่เกิดเรื่องเดือดร้อน จากนั้นก็ยึดคืนกลับไปเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว เฮ้อเสียดายจังลู่เสียนและลู่หลินจึงรีบตรงเข้าครัว ทำอาหารอย่างเร่งด่วน ไข่ต้ม ไข่ลวก โจ๊กทรงเครื่อง ผลไม้ ก่อนจะบอกให้บ่าวยกไปที่ห้องอาหาร ทุกคนเดินเข้ามาในห้องอาหารด้วยสีหน้าสดชื่นกระปรี้กระเปร่าและยิ้มแย้มแจ่มใส ลู่เสียนจึงพยักหน้าให้บ่าวเริ่มตักโจ๊ก“คุณหนูใหญ่เหตุใดไข่ต้มเยอะขนาดนี้” จื้ออี้เฉิงเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย เพราะบนกลางโต๊ะมีถ้วยใส่ไข่ต้มไว้มากมาย“ก็เพราะว่าไข่ต้มให้พลังงานสูง หม่อมฉันคิดว่าเมื่อคืนทุกคนคงใช้แรงและพลังไปเยอะ ก็เลยทำไข่ต้มและไข่ลวกมาให้ เพิ่มด้วยโจ๊กทรงเครื่อง แล้วก็ผลไม้อย่างเช่นกล้วยหอม รับรองช่วยฟื้นฟูร่างกายให้กลับมามีพลังได้อย่างดีเยี่ยม” กล่าวจบลู่เสียนหันไปปอกเปลือกไข่ให้เหว่ยอ๋องอย่างตั้งใจ ก่อนเอ่ยขึ้นมาเพื่อจะปรึกษาทุกคน “อีกไม่นานก็จะถึงวันแต่งงานแล้ว พวกเรามาจัดงาน
วันต่อมาแม้จะเป็นเวลาสายมากแล้ว แต่เรือนของคุณหนูทั้งเจ็ดก็ยังคงไม่เรียกให้บ่าวไปรับใช้ สาเหตุนั้นคงเดาได้ไม่ยากเพราะเมื่อคืนคหบดีลู่เฉิง ได้ทำการอนุญาตให้ลูกเขยค้างคืนได้ ทั้งลูกเขยเก่าลูกเขยใหม่ พร้อมทั้งยังส่งเสริมด้วยการใช้ยาปลุกกำหนัดชั้นดีผสมกับสุราพร้อมบริการรินให้อย่างดี พวกนางทั้งเจ็ดคนก็พร้อมใจกันดื่มด้วยเช่นกัน โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากเสียเปรียบพวกเขาลู่เสียนยังได้บอกกับบิดาว่าหากจะให้ลูกเขยดื่ม ก็ต้องไปเรียกท่านแม่ ฮูหยินรองและอนุลู่ให้มานั่งดื่มด้วยกัน และเขาผู้เป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้ก็ต้องดื่มด้วยเช่นกัน เมื่อถูกบังคับแกมขู่เข็ญลู่เฉิงก็ต้องทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลของยากำหนัดทำให้เช้านี้เรือนแต่ละหลังปิดสนิท พ่อบ้านจึงรีบไล่บ่าวที่ต้องเข้าไปดูแลรับใช้ให้ไปหาอย่างอื่นทำรอเรือนคุณหนูเจ็ดลู่เซียนที่ยามนี้องค์ชายจื้ออี้เฉิงตื่นมาสานต่อจากเมื่อคืนโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ลู่เซียนนั่งควบขี่เขาโดยมีเขานอนเอนกายพิงหัวเตียง มองนางด้วยสายตาหยาดเยิ้มตามอารมณ์รัญจวน ก่อนจะก้มลงไปดูดดึงยอดอกคู่งาม ที่กระเพื่อมไหวไปตามแรงโยกขยับขึ้นลงของนาง“อื้อองค์ชายหม่อมฉันจะไม่ไหวแล้วเพ
ลานประหาร กองกำลังทหารเตรียมคุ้มกันนักโทษอย่างแน่นหนา เหว่ยอ๋องนั่งเป็นประธาน มีแม่ทัพฉือลี่เฉี่ยว กุนซือเจียวลู่ขนาบข้าง ส่วนลู่เสียนและลู่หลินพวกนางยืนปะปนอยู่กับฝูงชนที่มาดูการประหาร ลู่เสียนให้จางไห่อยู่คุ้มกันที่จวนพร้อมองค์ชาย เสียงกลองดังขึ้นเพื่อย้ำเตือนว่าใกล้ถึงเวลาประหารเข้ามาแล้ว ก่อนผู้ตัดสินโทษจะออกมาอ่านความผิดของพวกเขาให้ทุกคนได้ฟังอีกครั้งและก็เป็นไปตามคาด กลุ่มคนชุดดำเหาะทะยานมายืนอยู่บนหลังคาจำนวนหลายสิบคน ต่างยืนอยู่รอบทิศทางมองสถานการณ์ด้านล่างอย่างประเมิน เหว่ยอ๋องมองกลุ่มคนที่มาอย่างเย็นชา พลางคิดในใจรนหาที่ตาย “เหว่ยอ๋องหากยอมส่งตัวเสนากู้กับคุณชายกู้มาให้ข้า ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายใคร”“ฮึ! ข้ากลัวว่าชายารักของข้าจะไม่ยอมนะสิ นางนะเป็นคนที่แค้นฝังใจมาก หากเจ้าเอาชนะนางได้ก็เอาคนของเจ้าไปได้เลย แต่ข้ากลัวว่าพวกเจ้าคงต้องจบชีวิตอยู่ที่นี่เสียแล้ว” เหว่ยอ๋องเอ่ยอย่างช้า ๆ ไม่รีบเร่งดูผ่อนคลายไม่น้อย “แล้วนางอยู่ที่ใด?”“อยากพบข้ารึ?” ลู่เสียนจับมือกับลู่หลินกระโดดเหาะลอยขึ้นมายังลานประหาร ชุดที่นางสวมใส่วันนี้รัดกุมทะมัดทะแมงเพราะเตรียมต่อสู้อย่างเต็มที่ ผมของพ
เมื่อกลับมาถึงจวนลู่เสียนและลู่หลินก็อาสาทำอาหารเอง เพราะนึกอยากกินก๋วยเตี๋ยว เหว่ยอ๋องและรัชทายาทไม่ได้กลับมาด้วยเพราะต้องอยู่พูดคุยเรื่องงานกันต่อที่ห้องทรงอักษร ลู่เสียนและลู่หลินจึงได้แวะตลาดก่อนเพื่อที่จะซื้อกระดูกหมู เนื้อหมู หัวไชเท้าและผัก ยามนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยงแล้ว ลู่เสียนจึงคิดว่าทำเผื่อมื้อเย็นไปด้วยเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา“พี่หญิงมีอะไรให้ข้าช่วยบ้างเจ้าคะ?” ลู่ฟางและลู่เซียนเดินเข้ามาถาม เพราะได้ยินว่าลู่เสียนและลู่หลินจะทำอาหารเอง ด้านหลังตามมาด้วยสององค์ชาย ที่ทำตัวคล้ายหมาน้อยติดตามเจ้านายอย่างน่าเอ็นดู“เอากระเทียมไปแกะ”“เจ้าค่ะ”“พี่หญิงนางร้ายอันสองมารายงานตัวเจ้าค่ะ” เสียงลู่อันดังมาแต่ไกล“ข้านางร้ายอันดับสามก็มารายงานตัวเช่นกันเจ้าค่ะ” ลู่เสียนขำออกมากับท่าทางของพวกนาง “เช่นนั้นนางร้ายอันดับสองและอันดับสามไปนวดแป้ง เดี๋ยวข้าจะสอนทำบะหมี่ ลู่หลินเจ้าจะทำเส้นอย่างอื่นด้วยหรือไม่?”“ทำเส้นใหญ่เจ้าค่ะง่ายดี แล้วก็จะห่อเกี๊ยวด้วยเจ้าค่ะ”“ทำเยอะ ๆ ไปเลยเผื่อมื้อเย็นไปเลยทีเดียว อ้าวลู่เจียวเจ้ามาพอดีเจ้าเอาผักไปล้าง”“เจ้าค่ะ”ลู่เฉิงยืนเอามือไพล่หลังมองภาพที่บรร
ยามนี้คนที่มีความสุขที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคหบดีลู่เฉิง ที่เวลานี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มีความสุขจนยากจะบรรยาย เหล่าบรรดาลูกเขยอยู่กันพร้อมหน้าถึงเจ็ดคน จะมีใครโชคดีเท่าเขาไม่มีอีกแล้ว “ลู่เฉิงจัดงานแต่งพร้อมกันทีเดียวไปเลยเจ็ดคู่ดีหรือไม่?” ฮ่องเต้เอ่ยถามเขาที่เอาแต่นั่งยิ้มไม่พูดไม่จา“ฝ่าบาทกระหม่อมกำลังคิดอยู่พอดีเลยพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาทจัดงานพร้อมกันก็ดีนะเพคะ หม่อมฉันอยากเห็นงานแต่งที่ยิ่งใหญ่อลังการที่มีคู่บ่าวสาวถึงเจ็ดคู่” ฮองเฮาเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้นพระพักตร์เริ่มขึ้นสีแดงนิด ๆ เพราะได้ดื่มโซจูไปหลายจอก วันนี้นางรู้สึกผ่อนคลายและรื่นเริงมากจริง ๆ บรรยากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางใฝ่ฝันอยากได้มาตลอด เพราะวังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่จะทำตามใจตนเองได้ พอได้มาสัมผัสบรรยากาศที่นี่จึงรู้สึกชอบเป็นพิเศษ “ฝ่าบาทมีสาสน์ส่งมาจากต่างแคว้นพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รีบเข้ามารายงานพร้อมยื่นสาสน์ให้ฮ่องเต้ เขารับมาเปิดอ่านอย่างไม่รีรอ จากนั้นเขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่า ฮ่า ลู่เฉิงเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจบุตรสาวตระกูลพ่อค้าของเจ้า แต่มายามนี้กลับแตกต่างออกไปแล้วอะนะ ดูเหมือนแคว้นเป่ยจะส่งสาสน์มาขอด
“เรื่องที่เกิดขึ้นเราค่อย ๆ สืบไปดีกว่าเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าคงไม่ง่ายที่จะสืบหาคนที่อยู่เบื้องหลัง ต่อไปข้าจะระมัดระวังตัวให้มากขึ้น แต่ว่าตอนนี้ข้ามีเรื่องอื่นอยากปรึกษาเจ้าค่ะ” ลู่เสียนจ้องมองกุนซือเจียวลู่และรองแม่ทัพฉือ อย่างจริงจังก่อนจะเอ่ยขึ้นพวกท่านสองคนมีความจริงใจเพียงใด ที่จะคบหากับคุณหนูรอ
หลังจากพวกเขารับอาหารเย็นเสร็จ ขอตัวกลับ ลู่เสียนก็ตรงมาแช่อ่าง เพราะรู้สึกเหนื่อยล้า วันนี้นางทำงานหนักจริง ๆ ในคราแรกนางคิดว่า จะนั่งตรวจบัญชี แต่นางรู้สึกว่า อยากนอนพักผ่อนมากกว่า ลู่เสียนจึงตัดสินใจดับเทียน และขึ้นไปนอนก่อนหลับไปด้วยความอ่อนเพลียผ่านไปราว ๆ หนึ่งชั่วยาม ลู่เสียนก็รู้สึกตัวตื่น
เหมือนเสียงฟ้าผ่าลงมากลางใจ ของคนตระกูลฟู่ องค์รัชทายาทต้องการหมั้นหมายกับคุณหนูใหญ่ เสนาบดีฟู่ที่ตกใจเสียใจและเสียหน้า อับอายจากความพ่ายแพ้เรื่องบทกวี ยังไม่ทันได้หายใจคล่อง เรื่องใหม่ก็วิ่งเข้ามา จนเขาเองยามนี้ตั้งตัวไม่ทัน ท่านหญิงฟู่เหลียนฮวา จิกเล็บลงบนฝ่ามือจนเลือดซึมออกมา ส่วนฟู่เหลียนอวี่ยื
การเขียนอักษรกาพย์กลอน ท่านเสนาบดีฟู่ต้องการส่งใคร มาให้คุณหนูใหญ่ชี้แนะกันหรือ?”“กระหม่อมคิดว่า ท่านหญิงฟู่เหลียนฮวาและฟู่เหลียนอวี่ ก็มีความสามารถโดดเด่นเรื่องอักษร กระหม่อมจึงคิดว่า อยากให้ให้พวกนางได้รับคำชี้แนะจาก คุณหนูใหญ่ดูพ่ะย่ะค่ะ”คราวนี้เสียงฮือฮาดังขึ้นมา ไม่มีใครดูไม่ออกว่า การขอคำชี







