LOGIN“ลู่เสียน!! เข้าตะโกนออกมาสุดเสียง แต่เพราะเขาหันมามองลู่เสียน ลูกธนูดอกหนึ่งจึงพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ฉึก! ลูกธนูปักเข้าที่อกเขาอย่างจัง ร่างของเขาเซถอยออกไปสองสามก้าวก่อนจะทรุดลงกับพื้น
“ท่านอ๋อง!!” ลู่เสียนกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะพยายามข่มใจกลั้นความเจ็บปวดจากบาดแผล คลานไปหาเขาอย่างสุดความสามารถ ภายในใจยามนี้ทั้งหวาดกลัวและเจ็บปวด ท่านอ๋องท่านอย่าเป็นอะไรนะ น้ำตาของนาง ไหลออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ “ท่านอ๋อง!! ท่านอย่าเป็นอะไรนะเพคะ” ลู่เสียนตรงเข้าไปสวมกอดเขาเอาไว้ ด้วยกายที่สั่นเทาหวาดกลัวว่าจะสูญเสียเขาไป นางยกมือไปสัมผัสบนอกเขา ที่มีลูกธนูปักอยู่ เลือดสด ๆ ไหลหลักออกมาไม่หยุด นางเองก็ถูกเลือดไหลอาบไปทั้งร่างจากบาดแผลที่ถูกฟัน บาดแผลที่ว่าเจ็บยังไม่เจ็บเท่าใจของนาง เหล่าคนร้ายหยุดต่อสู้ลง แล้วยืนมองกลุ่มคนของเหว่ยอ๋องที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างสะใจ แค่กำจัดเขาและคุณหนูใหญ่ได้ คนอื่นก็ไม่สำคัญเท่าใดนัก ดูท่าเหว่ยอ๋องและคุณหนูใหญ่ ชีวิตคงจบสิ้นลงวันนี้แล้ว “ท่านปู่ช่วยด้วยเจ้าคะ เขาและข้าจะตายเช่นนี้ไม่ได้” ลู่เสียนร้องไห้ออกมาด้วยหวาดกลัว เมื่อมองเห็นเขานอนอยู่ในอ้อมแขน เขายกมือมาเช็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยน “ตายพร้อมกับข้าเจ้าไม่ดีใจหรือ?” ลู่เสียนสะอื้นจนตัวโยน เจ็บปวดใจและไม่อยากยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น เลือดสด ๆ ยังคงหลั่งไหลอาบไปทั้งแขนของลู่เสียน จนไปชโลมกำไลหยกจนชุ่ม และทันใดนั้น! เปรี้ยง!! จู่ ๆ แสงสายฟ้าอสนีบาตก็ฟาดลงมาที่ร่างลู่เสียนดังสนั่นหวั่นไหว ทุกคนตกตะลึงไม่คาดคิดว่าจะเกิดสิ่งที่เรียกว่าเหนือธรรมชาติเกิดขึ้น แสงอสนียังคงฟาดลงมาไม่หยุด เปรี้ยง! แสงสีแดงของสายฟ้าอสนีบาตยังคงฟาดลงมาที่ร่างของลู่เสียน อย่างต่อเนื่อง เปรี้ยง! ต่อมาเป็นสีส้ม เปรี้ยง! สีเขียว เปรี้ยง! สีน้ำเงิน เปรี้ยง! สีม่วง เปรี้ยง! สีเงิน เปรี้ยง! สีทอง จากนั้นพลังแสงทั้งเจ็ดสีก็ดันร่างของลู่เสียนให้ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ร่างของนางนอนหงายอยู่บนอากาศ ก่อนที่ร่างของนางจะเริ่มหมุนเป็นวงกลมอย่างช้า ๆ ก่อนจะเริ่มหมุนเร็วขึ้นและเร็วขึ้น จนพลังของแสงสายฟ้าทั้งเจ็ดผสมผสานจนกลายเป็นหนึ่งเดียวคือสีทอง ลู่เสียนกระโดดลงมาจากท้องฟ้าด้วยท่าทีแข็งกร้าว มองกลุ่มคนที่ยืนมองนางด้วยสายตาดุจมัจจุราช “ท่านปู่ตระกูลลู่ปลอดภัยแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปข้าจะปกป้องทุกคนเอง” นางเอ่ยบอกวิญญาณบรรพบุรุษในใจอย่างฮึกเหิม เหล่าคนชั่วทั้งหลายพวกเจ้าอยากให้ข้าร้ายเองนะ เตรียมตัวรับสิ่งที่พวกเจ้าทำกับข้าเอาไว้ให้ดี “ขอบคุณสวรรค์ที่เมตตา” เสียงเหล่าชายชราเอ่ยขึ้นมาพร้อมกันด้วยความปลาบปลื้มและปีติยินดี ความกังวลมลายหายหายไป ตระกูลลู่เป็นตระกูลพ่อค้า ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับใคร ยามนี้มีศัตรูอย่างไม่รู้ตัว ถึงคราวที่จะต้องลุกขึ้นมาปกป้องตนเองจากคนที่คิดร้ายให้หลาบจำว่า ไม่ควรมาปลุกเสือให้ตื่น แผลที่อยู่บนร่างของนาง จู่ ๆ ก็เลือนหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ อาการบาดเจ็บไม่คงเหลืออยู่อีกเลย ร่างนี้เหมือนเป็นร่างใหม่ ที่แข็งแรงแข็งแกร่งและดูเหมือนจะมีพลังอย่างล้นเหลือ ลู่เสียนแสยะยิ้มออกมาอย่างพอใจ มองกลุ่มชายชุดดำอย่างกับแมลงตัวเล็ก ๆ ลู่เสียนก้าวเดินอย่างช้า ๆ แต่ทว่ามั่นคง นางก้มลงหยิบดาบที่อยู่ในมือของเหว่ยอ๋อง แล้วจับลากไปกับพื้นอย่างกับนักล่าที่กำลังจะฆ่าเหยื่อ กลุ่มคนร้ายเกือบสามสิบคนแข้งขาเริ่มสั่นอย่างไม่ทราบสาเหตุ ภายในใจเริ่มสั่นกลัว ยามนี้พวกเขาไม่รู้ว่ากำลังเผชิญหน้าอยู่กับอะไร นางเป็นใครกันแน่ปีศาจหรือว่าคน “กลัวเหรอ? ไม่ต้องกลัวดาบเล่มนี้คมมาก เพราะผ่านการใช้ในศึกสงครามมานับไม่ถ้วน ฆ่าคนมาแล้วนับหมื่นชีวิต พวกเจ้าจะตายโดยไม่รู้สึกอะไร” กล่าวจบร่างของลู่เสียนก็พุ่งทะยานออกไปรวดเร็วดั่งสายฟ้า ฉึบ! ฉึบ! ฉึบ! ชั่วพริบตากลุ่มชายชุดดำทั้งสามสิบคนก็ล้มลงจมกองเดือด ลำคอถูกตัดจากปลายดาบที่แหลมคม ไม่มีใครได้มีโอกาสร้องออกมาสักคน เพราะรวดเร็วจนแทบไม่ทันได้ตั้งตัว เหว่ยอ๋องนั่งมองภาพเหล่านั้นอย่างนิ่งสงบ เขารู้อยู่แล้วว่านางต้องไม่ใช่คนธรรมดา ลู่เสียนเดินกลับมาหาเหว่ยอ๋อง ก่อนจะประคองร่างของเขาให้นอนลง เขาเอื้อมมือมากุมมือของนางเอาไว้แน่น “ลู่เสียนได้เห็นเช่นนี้ข้าก็ตายตาหลับแล้ว” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า ลู่เสียนมองเขาอย่างสงบนิ่ง “หากหม่อมฉันไม่อนุญาตให้ท่านตาย ท่านก็ไม่มีสิทธิ์ตายเพคะ ทุกคนมารวมกันตรงนี้” นางเอ่ยบอกออกไป ทุกคนก็ค่อย ๆ ขยับตัวอย่างยากลำบาก ตะเกียกตะกายมารวมตัวกัน ลู่เสียนมองด้วยความเจ็บปวดและสงสาร พวกเขาได้รับบาดเจ็บอย่างแสนสาหัส เลือดโชกเต็มร่างกายแต่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ นางยอมใจในความอดทนของพวกเขาจริง ๆ เมื่อทุกคนมารวมตัวกันดีแล้ว ลู่เสียนก็ดึงมีดสั้นข้างเองของผิงอันออกมา ก่อนจะชูมีดขึ้นไปบนท้องฟัา “เทพยดาฟ้าดินจงช่วยปกป้องคนดี ข้าในฐานะตัวแทนของเหล่าเทพผู้พิทักษ์ ขอหลั่งเลือดเพื่อปกป้องคนดีขอเหล่าทวยเทพจงช่วยส่งเสริมและช่วยปกป้อง เงยหน้าไม่อายฟ้าก้มหน้าไม่อายดิน ทุกหยาดหยดของข้าคือพลัง” เปรี้ยง! แสงสายฟ้าอสนีฟาดลงมาที่ร่างของลู่เสียนอีกครั้ง เพื่อเป็นการตอบรับคำขอของนาง ร่างของลู่เสียนเปล่งประกายทอแสงสีทอง นางกรีดมีดไปที่ฝ่ามือ ปล่อยให้เลือดหยดใส่ปากของทุกคน “ทุกคนโปรดรับพลังจากข้า” เปรี้ยง! สายฟ้ายังลงฟาดลงมาที่ร่างของลู่เสียน แต่นางกลับไม่เป็นอะไร ทุกคนมองภาพนั้นอย่างเหม่อลอย เหมือนพวกเขากำลังอยู่ในความฝันไม่ใช่เรื่องจริง ทุกคนอ้าปากรับหยดเลือดที่ลู่เสียนยื่นมือมาจ่อตรงริมฝีปาก หยดเลือดสีทองเปล่งแสงเรืองรอง พอพวกเขากลืนกินลงไป จากร่างกายที่อ่อนแรงก็เริ่มมีพลังขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อนางให้เลือดจนครบทุกคนใบหน้าของนาง ก็ซีดเซียวลงอยากเห็นได้ชัด “ยังไม่ต้องไปไร่ชา กลับจวนก่อน” เอ่ยจบนางก็หมดสติไปทันที เหว่ยอ๋องลุกพรวดพราดมารับร่างของนาง เขารีบหักลูกธนูที่ปักอยู่บนอกของเขา ก่อนจะช้อนร่างของลู่เสียนขึ้นมาอุ้ม “กลับจวน” “พ่ะย่ะค่ะ”เมื่อกลับมาถึงจวนลู่เสียนและลู่หลินก็อาสาทำอาหารเอง เพราะนึกอยากกินก๋วยเตี๋ยว เหว่ยอ๋องและรัชทายาทไม่ได้กลับมาด้วยเพราะต้องอยู่พูดคุยเรื่องงานกันต่อที่ห้องทรงอักษร ลู่เสียนและลู่หลินจึงได้แวะตลาดก่อนเพื่อที่จะซื้อกระดูกหมู เนื้อหมู หัวไชเท้าและผัก ยามนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยงแล้ว ลู่เสียนจึงคิดว่าทำเผื่อมื้อเย็นไปด้วยเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา“พี่หญิงมีอะไรให้ข้าช่วยบ้างเจ้าคะ?” ลู่ฟางและลู่เซียนเดินเข้ามาถาม เพราะได้ยินว่าลู่เสียนและลู่หลินจะทำอาหารเอง ด้านหลังตามมาด้วยสององค์ชาย ที่ทำตัวคล้ายหมาน้อยติดตามเจ้านายอย่างน่าเอ็นดู“เอากระเทียมไปแกะ”“เจ้าค่ะ”“พี่หญิงนางร้ายอันสองมารายงานตัวเจ้าค่ะ” เสียงลู่อันดังมาแต่ไกล“ข้านางร้ายอันดับสามก็มารายงานตัวเช่นกันเจ้าค่ะ” ลู่เสียนขำออกมากับท่าทางของพวกนาง “เช่นนั้นนางร้ายอันดับสองและอันดับสามไปนวดแป้ง เดี๋ยวข้าจะสอนทำบะหมี่ ลู่หลินเจ้าจะทำเส้นอย่างอื่นด้วยหรือไม่?”“ทำเส้นใหญ่เจ้าค่ะง่ายดี แล้วก็จะห่อเกี๊ยวด้วยเจ้าค่ะ”“ทำเยอะ ๆ ไปเลยเผื่อมื้อเย็นไปเลยทีเดียว อ้าวลู่เจียวเจ้ามาพอดีเจ้าเอาผักไปล้าง”“เจ้าค่ะ”ลู่เฉิงยืนเอามือไพล่หลังมองภาพที่บรร
ยามนี้คนที่มีความสุขที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคหบดีลู่เฉิง ที่เวลานี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มีความสุขจนยากจะบรรยาย เหล่าบรรดาลูกเขยอยู่กันพร้อมหน้าถึงเจ็ดคน จะมีใครโชคดีเท่าเขาไม่มีอีกแล้ว “ลู่เฉิงจัดงานแต่งพร้อมกันทีเดียวไปเลยเจ็ดคู่ดีหรือไม่?” ฮ่องเต้เอ่ยถามเขาที่เอาแต่นั่งยิ้มไม่พูดไม่จา“ฝ่าบาทกระหม่อมกำลังคิดอยู่พอดีเลยพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาทจัดงานพร้อมกันก็ดีนะเพคะ หม่อมฉันอยากเห็นงานแต่งที่ยิ่งใหญ่อลังการที่มีคู่บ่าวสาวถึงเจ็ดคู่” ฮองเฮาเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้นพระพักตร์เริ่มขึ้นสีแดงนิด ๆ เพราะได้ดื่มโซจูไปหลายจอก วันนี้นางรู้สึกผ่อนคลายและรื่นเริงมากจริง ๆ บรรยากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางใฝ่ฝันอยากได้มาตลอด เพราะวังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่จะทำตามใจตนเองได้ พอได้มาสัมผัสบรรยากาศที่นี่จึงรู้สึกชอบเป็นพิเศษ “ฝ่าบาทมีสาสน์ส่งมาจากต่างแคว้นพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รีบเข้ามารายงานพร้อมยื่นสาสน์ให้ฮ่องเต้ เขารับมาเปิดอ่านอย่างไม่รีรอ จากนั้นเขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่า ฮ่า ลู่เฉิงเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจบุตรสาวตระกูลพ่อค้าของเจ้า แต่มายามนี้กลับแตกต่างออกไปแล้วอะนะ ดูเหมือนแคว้นเป่ยจะส่งสาสน์มาขอด
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงคิดว่าพวกเขาควรจะเอ่ยกับลู่เสียนและเหว่ยอ๋อง เรื่องที่พวกเขาได้ตัดสินอยากขอถอนคำพูดสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุและอยากแก้ไขใหม่เป็น อยากขอคบหาดูใจกับพวกนางดูก่อน “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง คือก่อนหน้านี้ที่พวกข้าได้เอ่ยออกไปว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุ ในตอนนั้นพวกข้าพูดไปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี ในตอนนี้จึงอยากขอถอนคำพูดและเปลี่ยนเป็นขอคบหาดูใจกับพวกนางอย่างจริงใจ”“พวกท่านแน่ใจหรือเพคะ การตัดสินใจของพวกท่านในวันนี้จะมีผลในวันข้างหน้า พวกนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ จึงมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจตลอดเวลา ว่าจะมีคนจะมาดูถูกชาติกำเนิดของนาง เพราะฉะนั้นการแสดงความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญมาก”“หม่อมฉันจะให้โอกาสพวกท่านคิดทบทวนอีกครั้ง เพราะพวกนางเป็นน้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องปกป้องพวกนางอย่างสุดความสามารถ อีกอย่างพวกท่านเป็นถึงองค์ชาย แต่งงานกับบุตรสาวของอนุย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของราชวงศ์ หากแต่งออกไปฐานะทางสังคมก็คงเป็นได้เพียงอนุ หากว่าพวกท่านพร้อมจะยืดอกกางแขนปกป้องศักดิ์ศรีของพวกนางได้อย่างสง่าผ่า
“ในเมื่อท่านทั้งสองคนเดินทางมาเพื่ออยากให้หม่อมฉันช่วยเหลือ หม่อมฉันยินดีช่วยแต่ว่าในเมื่อท่านเริ่มต้นไม่ดี หม่อมฉันก็จะให้บทลงโทษกับองค์ชายเช่นพวกท่านได้เรียนรู้เสียบ้าง เพราะเท่าที่เห็นพระองค์คงถูกตามใจจนเคยตัวและไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านสองคนต้องอยู่ที่นี่เพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่ แลกกับการรักษาโรคระบาดที่เมืองเชียงตง ท่านทั้งสองจะว่าอย่างไรเพคะ?”ฮ่องเต้ได้ฟังลู่เสียนพูดก็นึกชื่นชมขึ้นมาในใจ นางช่างมีความคิดไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบวิธีการของนางมากเลยทีเดียว เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนางอยากแสนภาคภูมิใจและมองนางอย่างรักใคร่ไม่ปิดบัง จื้อตงหยางครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดีสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง หากนางยอมช่วยเหลือจะให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น“ได้พวกข้าตกลง”“ดีเพคะถ้าเช่นนั้น ลู่ฟาง ลู่เซียน พวกเจ้าพาพวกเขาไปทำแผล”“พี่หญิงทำไมต้องเป็นพวกข้า ข้าไม่อยากทำ” ลู่เซียนรีบเอ่ยปฏิเสธขึ้นมา เพราะนางไม่ชอบบุรุษที่ชอบพูดจาด้อยค่าผู้อื่น เพียงเพราะมีฐานะเหนือกว่า ลู่เสียนยกยิ้มมองน้องสาวอย่างเอ็นดู บุรุษที่ไม่ชอบบุตรสาวของอนุ ให้คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่นานพวก
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วลงมาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน ก่อนที่จื้ออี้เฉิงจะตรงมาคว้าข้อมือของลู่เซียน ส่วนจื้อตงหยางตรงเข้ามาคว้าข้อมือของลู่ฟาง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเตรียมตัวใช้วิชาตัวเบาเหาะจากไป แต่ว่า…“เดี๋ยวก่อน!” เป็นเสียงของฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นมา จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางหันขวับมามองอย่างตกใจ เสด็จลุงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร “คิดจะมาเอาคนไปช่วยแต่วิธีการของพวกเจ้าช่างไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าคงต้องตักเตือนบิดาของเจ้าถึงการกระทำอันไรมารยาทของบุตรชายของเขาเสียแล้ว ข้านั่งอยู่ด้านใดไม่คิดจะมาทักทาย แต่ยังดันจะพาสตรีที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยเช่นนี้ เจ้าคงต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองแล้วละหลานชาย”“ถวายบังคมเสด็จลุง”“ตามข้าเข้าไปข้างใน” กล่าวจบฮ่องเต้สะบัดอาภรณ์เดินเข้าไปในจวนอย่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นสองหลานชายทำตัวไร้การอบรมเช่นนี้ จื้ออี้เฉิงยังคงจับแขนของลู่เซียนเอาไว้ไม่ปล่อย ส่วนตงอยางก็กำข้อมือของลู่ฟางเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินตามฮ่องเต้เข้าไปด้านในจากทุกคนจึงเดินตามเข้ามาเพราะอยากรู้ว่าเขาสองคนเป็นใคร และอยากรู้ว่าฮ่องเต้จะตัดสินอย่างไรกับเรื่องนี้ ฮ่อ
บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสุขและสนุกสนาน ลู่เสียนจึงตัดสินใจลุกออกไปช่วยน้องสาวแจกอาหารที่หน้าจวน ปล่อยให้บุรุษนั่งสนทนากันไปเพราะเมื่อมีสุราเข้ามาร่วมวงก็ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนมีความครึกครื้นกันมากขึ้น โซจูที่ลู่หลินเอาออกมาจากมิติ ดูเหมือนทุกคนจะชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะดีกรีแรงถูกคอนักดื่มเป็นอย่างยิ่งบุตรสาวตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนออกมายืนแจกซาลาเปา เกี๊ยวน้ำ และหมูหันอยู่หน้าจวน ผู้คนทั้งเมืองหลวงถือจานและถ้วยออกมารับอาหาร เพราะลู่หลินให้คนเขียนป้ายบอกให้ทุกคนเตรียมมา จะได้สะดวกนำกลับไปกินที่เรือน“พี่ตงหาน พี่ผิงอัน ไปบอกกลุ่มทหารที่ไปกับพวกเรา ให้มาเอาอาหารไปกินด้วยเจ้าคะ”“ขอรับ/เจ้าค่ะ”“ลู่หลินแบ่งอาหารไว้ส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับทหารที่ไปกับข้า”“ได้เจ้าค่ะเดี๋ยว ข้าจะจัดแยกไว้ต่างหาก”ผู้คนที่มายืนต่อแถวรับอาหาร ต่างยืนมองคุณหนูตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนด้วยสายตาชื่นชม พวกนางมีความงดงามอย่างหาใครเทียบไม่ได้ อีกทั้งพวกนางยังเป็นคนจิตใจดีมีน้ำใจและไม่ถือตัวเลยสักนิด แตกต่างจากคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ที่เคยเห็นอย่างลิบลับ“เจ้าดูคุณใหญ่และคุณหนูสี่สิ อีกหน่อยก็ต้องแต่งเป็นพระชายาแล้ว แต่พวกนา







