LOGINจวนตระกูลลู่ยามนี้แตกตื่นโกลาหล เมื่อเห็นเหว่ยอ๋องอุ้มร่างที่อาบไปด้วยเลือดและไร้สติของลู่เสียนเข้ามา อีกทั้งร่างกายของเหว่ยอ๋องยังมีลูกธนูปักอยู่ที่อกและชุ่มโชกไปด้วยเลือด องครักษ์ทุกคนรวมทั้งตงหานและผิงอันก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งสร้างความตื่นตระหนกตกใจให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก ลู่ฮูหยินถึงกับหมดสติไปด้วยความตกใจ หมอหลวงถูกตามตัวมาให้ช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
วังหลวง ณ ห้องทรงอักษร ฮ่องเต้พอได้รับรายงานถึงกับตกพระทัยพระพักตร์ซีดเผือดจนไร้สีเลือด วรกายสั่นเทาด้วยความเป็นห่วงและกังวล เหว่ยอ๋องและคุณหนูใหญ่ถูกลอบทำร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส ยามนี้กำลังระดมหมอหลวงไปที่จวนตระกูลลู่ ฮ่องเต้กำหมัดแล้วทุบลงบนโต๊ะด้วยอารมณ์เดือดดาล “มันจะมากเกินไปแล้ว! ใครกันที่บังอาจทำเรื่องเช่นนี้ได้ ประกาศราชโองการให้หน่วยสืบสวนตรวจสอบเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด!” “พ่ะย่ะค่ะ” ทหารองครักษ์ส่วนพระองค์ รีบนำราชโองการไปที่กรมสืบสวนทันที “ให้คนไปติดประกาศ ใครมีเบาะแสจะได้รับรางวัล” “พ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้กราดเกรี้ยวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ใครกันที่เหิมเกริมกระทำการอุกอาจ กล้ากระตุกหนวดมังกรเช่นนี้คงไม่คิดอยากมีชีวิตอยู่แล้ว “เหตุใดเหว่ยอ๋องถึงพลาดท่าเสียทีได้ง่ายดายนักเล่า?” เขาเอ่ยถามรองแม่ทัพฉือที่มารายงาน เพราะเหว่ยอ๋องมีวรยุทธสูงส่งไม่น่าจะเสียทีได้ง่าย ๆ “ทูลฝ่าบาท เป็นเพราะกำลังที่น้อยกว่า และฝ่ายคนร้ายก็มีฝีมือด้านการต่อสู้ อีกอย่างท่านอ๋องต้องคอยระวังความปลอดภัยของคุณหนูใหญ่ด้วย จึงทำให้พลาดท่าเสียทีได้ง่ายพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้รับฟังอย่างเข้าใจ “เจ้าบอกบิดาของเจ้าให้ตรึงกำลังเตรียมพร้อมตลอดเวลา ข้ากลัวว่าคนร้ายจะฉวยโอกาสช่วงนี้ บุกทำโจมตีอย่างไม่คาดคิด” “พ่ะย่ะค่ะ” ทางด้านตระกูลกู้ยามนี้กำลังนั่งรอคนที่จะมารายงานความคืบหน้า แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีผู้ใดมารายงาน เสนาบดีกู้เว่ยเทียนเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้ ลุกเดินไปเดินมาอย่างกระวนกระวาย กู้เว่ยหยางและเจินซีหยวนแม้จะนั่งด้วยท่าทีเงียบสงบ แต่ความรู้สึกภายในใจกลับหวาดหวั่นและกังวลไม่น้อย เหตุการณ์ดูเงียบผิดปกติเกินไป เหตุใดยังไม่มีข่าวคืบหน้าใด ๆ แม้ภายในใจจะกังวลมากเพียงใด แต่พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอ ดูเหมือนการรอคอยที่ยาวนานก็จะถึงคราวสิ้นสุด เมื่อบ่าวหน้าจวนได้วิ่งเข้ามารายงานด้วยใบหน้าตื่นตกใจ “เรียนนายท่านยามนี้ทางวังหลวงออกมาติดป้ายประกาศ เหว่ยอ๋องและคุณหนูใหญ่ ลูกลอบทำร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส ทางกรมสืบสวนบอกจะตามสืบเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด และทางวังหลวงยังติดประกาศหากใครมีเบาะแสจะให้รางวัลด้วยขอรับ” เสนาบดีกู้เว่ยเทียน กู้เว่ยหยาง เจินซีหยวน ต่างหันมามองหน้ากันอย่างไม่พอใจ พวกเขายังไม่ตายหรือนี่ แล้วทำไมยังไม่มีใครมาแจ้งข่าว ทำไมยังซ่อนตัวเงียบอยู่ หรือว่าไม่อยากให้ตกเป็นเป้าสายตา “ท่านพ่อพวกเขาเงียบผิดปกตินะขอรับ หรือว่าเป็นเพราะทำงานไม่สำเร็จเลยไม่กล้ามารายงาน” กู้เว่ยหยางเริ่มกังวลขึ้นมา ใบหน้าเริ่มมีท่าทีเคร่งเครียด “อย่าบอกนะว่าพวกเขาถูกจับตัวไปแล้ว” เจินซีหยวนคาดเดาขึ้นมา “ท่านพ่อหากพวกเขาถูกจับ หากถูกเค้นเอาคำตอบพวกเขาจะไม่ซัดทอดถึงพวกเราหรือขอรับ?” “เรื่องนั้นไม่ต้องกังวล พวกเขาเป็นนักฆ่าเดนตาย ยอมทำงานแลกชีวิตเพื่อเงินดูแลครอบครัว หากถูกจับได้ย่อมปลิดชีพฆ่าตัวตายก่อนสารภาพ อู่ห่าวให้คนออกไปสืบข่าว” เสนาบดีกู้รีบสั่งคนสนิทให้ออกไปสืบข่าวทันที “ขอรับ” จวนตระกูลฟู่ ยามนี้เสนาบดีฟู่และท่านหญิงฟู่เหลียนฮวา นั่งฟังบ่าวที่มารายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ข่าวเหว่ยอ๋องและคุณหนูใหญ่ถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัส ฮ่องเต้มีพระราชโองการให้กรมสืบสวน สืบสวนเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด เสนาบดีฟู่กำหมัดแน่นอย่างโกรธเคืองที่พวกเขารีบลงมือเกินไป ต่อไปแต่ละตระกูลคงทำอะไรยากขึ้น เพราะคงถูกจับตามองจากฝ่ายสืบสวน “บัดซบ! เจ้าพวกโง่นั่นรีบลงมือ แต่ก็ยังไม่อาจเอาชีวิตเหว่ยอ๋องและคุณหนูใหญ่ได้ช่างน่าขัน พลอยทำให้พวกเราลำบากไปด้วยเลย” “นั่นสิเจ้าค่ะ งานต้อนรับคณะทูตจะมาถึงอีกสามวัน ข้าได้ข่าวว่าแคว้นฉิน มีองค์หญิงผู้เก่งกาจมากความสามารถ นางเตรียมตัวเพื่องานนี้โดยเฉพาะ เพราะคิดว่าในใต้หล้านี้ ไม่มีใครโดดเด่นไปกว่านางอีกแล้ว แคว้นเจินเป็นน้องสาวของหยวนอ๋อง ซึ่งความงดงามและความสามารถถือว่าโดดเด่น ส่วนแคว้นเป่ยเป็นองค์หญิงพระองค์เล็ก ที่กล่าวกันว่าทั้งงดงามและมีความสามารถ แคว้นโจวมีข้าและน้องรอง และข้ายังได้ยินข่าวว่ามีคุณหนูใหญ่มาร่วมด้วย หากนางมาบาดเจ็บเช่นนี้แล้วแคว้นเราจะทำอย่างไร” “เจ้าไม่ดีใจหรือไงไม่มีนาง เจ้ากับน้องสาวของเจ้าจะโดดเด่นกว่าใคร” “ท่านพ่อหากให้พูดกันตามตรง ถึงข้าจะไม่ชอบนาง แต่ก็ต้องยอมรับว่านางมีความสามารถโดดเด่นจริง ๆ หากให้พวกข้าต้องไปประชันฝีมือกับเหล่าองค์หญิงต่างแคว้น ข้ากลัวว่าจะทำให้ขายหน้าเสียเปล่า ๆ เจ้าค่ะ” ฟู่เหลียนฮวายอมรับว่า ความสามารถของนางไม่อาจสู้คุณหนูใหญ่ได้ เพราะนางเห็นกับตาตัวเองมาแล้ว ยิ่งเป็นองค์หญิงต่างแคว้น หากพวกนางไม่มีความสามารถจริง คงไม่ลงทุนเดินทางมาไกลถึงแคว้นโจว แต่ตอนนี้คุณหนูใหญ่ดันมาถูกทำร้าย คนที่ต้องรับหน้าที่นี้ก็ต้องเป็นนางและฟู่เหลียนอวี่ องค์หญิงจื้อเหม่ยฮวาก็ไร้ความสามารถ การประชันความสามารถนี้เป็นหน้าเป็นตาให้กับแคว้น หากทำได้ไม่ดีถึงไม่ถูกตำหนิ แต่ก็จะทำให้คนทั้งแคว้นผิดหวัง นางไม่อยากแบกความหวังของทุกคน คุณหนูใหญ่ถึงข้าจะไม่ชอบท่าน แต่ขอร้องโปรดหายให้ทันวันงานด้วยเถอะเมื่อกลับมาถึงจวนลู่เสียนและลู่หลินก็อาสาทำอาหารเอง เพราะนึกอยากกินก๋วยเตี๋ยว เหว่ยอ๋องและรัชทายาทไม่ได้กลับมาด้วยเพราะต้องอยู่พูดคุยเรื่องงานกันต่อที่ห้องทรงอักษร ลู่เสียนและลู่หลินจึงได้แวะตลาดก่อนเพื่อที่จะซื้อกระดูกหมู เนื้อหมู หัวไชเท้าและผัก ยามนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยงแล้ว ลู่เสียนจึงคิดว่าทำเผื่อมื้อเย็นไปด้วยเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา“พี่หญิงมีอะไรให้ข้าช่วยบ้างเจ้าคะ?” ลู่ฟางและลู่เซียนเดินเข้ามาถาม เพราะได้ยินว่าลู่เสียนและลู่หลินจะทำอาหารเอง ด้านหลังตามมาด้วยสององค์ชาย ที่ทำตัวคล้ายหมาน้อยติดตามเจ้านายอย่างน่าเอ็นดู“เอากระเทียมไปแกะ”“เจ้าค่ะ”“พี่หญิงนางร้ายอันสองมารายงานตัวเจ้าค่ะ” เสียงลู่อันดังมาแต่ไกล“ข้านางร้ายอันดับสามก็มารายงานตัวเช่นกันเจ้าค่ะ” ลู่เสียนขำออกมากับท่าทางของพวกนาง “เช่นนั้นนางร้ายอันดับสองและอันดับสามไปนวดแป้ง เดี๋ยวข้าจะสอนทำบะหมี่ ลู่หลินเจ้าจะทำเส้นอย่างอื่นด้วยหรือไม่?”“ทำเส้นใหญ่เจ้าค่ะง่ายดี แล้วก็จะห่อเกี๊ยวด้วยเจ้าค่ะ”“ทำเยอะ ๆ ไปเลยเผื่อมื้อเย็นไปเลยทีเดียว อ้าวลู่เจียวเจ้ามาพอดีเจ้าเอาผักไปล้าง”“เจ้าค่ะ”ลู่เฉิงยืนเอามือไพล่หลังมองภาพที่บรร
ยามนี้คนที่มีความสุขที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคหบดีลู่เฉิง ที่เวลานี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มีความสุขจนยากจะบรรยาย เหล่าบรรดาลูกเขยอยู่กันพร้อมหน้าถึงเจ็ดคน จะมีใครโชคดีเท่าเขาไม่มีอีกแล้ว “ลู่เฉิงจัดงานแต่งพร้อมกันทีเดียวไปเลยเจ็ดคู่ดีหรือไม่?” ฮ่องเต้เอ่ยถามเขาที่เอาแต่นั่งยิ้มไม่พูดไม่จา“ฝ่าบาทกระหม่อมกำลังคิดอยู่พอดีเลยพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาทจัดงานพร้อมกันก็ดีนะเพคะ หม่อมฉันอยากเห็นงานแต่งที่ยิ่งใหญ่อลังการที่มีคู่บ่าวสาวถึงเจ็ดคู่” ฮองเฮาเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้นพระพักตร์เริ่มขึ้นสีแดงนิด ๆ เพราะได้ดื่มโซจูไปหลายจอก วันนี้นางรู้สึกผ่อนคลายและรื่นเริงมากจริง ๆ บรรยากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางใฝ่ฝันอยากได้มาตลอด เพราะวังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่จะทำตามใจตนเองได้ พอได้มาสัมผัสบรรยากาศที่นี่จึงรู้สึกชอบเป็นพิเศษ “ฝ่าบาทมีสาสน์ส่งมาจากต่างแคว้นพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รีบเข้ามารายงานพร้อมยื่นสาสน์ให้ฮ่องเต้ เขารับมาเปิดอ่านอย่างไม่รีรอ จากนั้นเขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่า ฮ่า ลู่เฉิงเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจบุตรสาวตระกูลพ่อค้าของเจ้า แต่มายามนี้กลับแตกต่างออกไปแล้วอะนะ ดูเหมือนแคว้นเป่ยจะส่งสาสน์มาขอด
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงคิดว่าพวกเขาควรจะเอ่ยกับลู่เสียนและเหว่ยอ๋อง เรื่องที่พวกเขาได้ตัดสินอยากขอถอนคำพูดสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุและอยากแก้ไขใหม่เป็น อยากขอคบหาดูใจกับพวกนางดูก่อน “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง คือก่อนหน้านี้ที่พวกข้าได้เอ่ยออกไปว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุ ในตอนนั้นพวกข้าพูดไปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี ในตอนนี้จึงอยากขอถอนคำพูดและเปลี่ยนเป็นขอคบหาดูใจกับพวกนางอย่างจริงใจ”“พวกท่านแน่ใจหรือเพคะ การตัดสินใจของพวกท่านในวันนี้จะมีผลในวันข้างหน้า พวกนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ จึงมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจตลอดเวลา ว่าจะมีคนจะมาดูถูกชาติกำเนิดของนาง เพราะฉะนั้นการแสดงความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญมาก”“หม่อมฉันจะให้โอกาสพวกท่านคิดทบทวนอีกครั้ง เพราะพวกนางเป็นน้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องปกป้องพวกนางอย่างสุดความสามารถ อีกอย่างพวกท่านเป็นถึงองค์ชาย แต่งงานกับบุตรสาวของอนุย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของราชวงศ์ หากแต่งออกไปฐานะทางสังคมก็คงเป็นได้เพียงอนุ หากว่าพวกท่านพร้อมจะยืดอกกางแขนปกป้องศักดิ์ศรีของพวกนางได้อย่างสง่าผ่า
“ในเมื่อท่านทั้งสองคนเดินทางมาเพื่ออยากให้หม่อมฉันช่วยเหลือ หม่อมฉันยินดีช่วยแต่ว่าในเมื่อท่านเริ่มต้นไม่ดี หม่อมฉันก็จะให้บทลงโทษกับองค์ชายเช่นพวกท่านได้เรียนรู้เสียบ้าง เพราะเท่าที่เห็นพระองค์คงถูกตามใจจนเคยตัวและไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านสองคนต้องอยู่ที่นี่เพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่ แลกกับการรักษาโรคระบาดที่เมืองเชียงตง ท่านทั้งสองจะว่าอย่างไรเพคะ?”ฮ่องเต้ได้ฟังลู่เสียนพูดก็นึกชื่นชมขึ้นมาในใจ นางช่างมีความคิดไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบวิธีการของนางมากเลยทีเดียว เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนางอยากแสนภาคภูมิใจและมองนางอย่างรักใคร่ไม่ปิดบัง จื้อตงหยางครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดีสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง หากนางยอมช่วยเหลือจะให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น“ได้พวกข้าตกลง”“ดีเพคะถ้าเช่นนั้น ลู่ฟาง ลู่เซียน พวกเจ้าพาพวกเขาไปทำแผล”“พี่หญิงทำไมต้องเป็นพวกข้า ข้าไม่อยากทำ” ลู่เซียนรีบเอ่ยปฏิเสธขึ้นมา เพราะนางไม่ชอบบุรุษที่ชอบพูดจาด้อยค่าผู้อื่น เพียงเพราะมีฐานะเหนือกว่า ลู่เสียนยกยิ้มมองน้องสาวอย่างเอ็นดู บุรุษที่ไม่ชอบบุตรสาวของอนุ ให้คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่นานพวก
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วลงมาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน ก่อนที่จื้ออี้เฉิงจะตรงมาคว้าข้อมือของลู่เซียน ส่วนจื้อตงหยางตรงเข้ามาคว้าข้อมือของลู่ฟาง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเตรียมตัวใช้วิชาตัวเบาเหาะจากไป แต่ว่า…“เดี๋ยวก่อน!” เป็นเสียงของฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นมา จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางหันขวับมามองอย่างตกใจ เสด็จลุงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร “คิดจะมาเอาคนไปช่วยแต่วิธีการของพวกเจ้าช่างไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าคงต้องตักเตือนบิดาของเจ้าถึงการกระทำอันไรมารยาทของบุตรชายของเขาเสียแล้ว ข้านั่งอยู่ด้านใดไม่คิดจะมาทักทาย แต่ยังดันจะพาสตรีที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยเช่นนี้ เจ้าคงต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองแล้วละหลานชาย”“ถวายบังคมเสด็จลุง”“ตามข้าเข้าไปข้างใน” กล่าวจบฮ่องเต้สะบัดอาภรณ์เดินเข้าไปในจวนอย่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นสองหลานชายทำตัวไร้การอบรมเช่นนี้ จื้ออี้เฉิงยังคงจับแขนของลู่เซียนเอาไว้ไม่ปล่อย ส่วนตงอยางก็กำข้อมือของลู่ฟางเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินตามฮ่องเต้เข้าไปด้านในจากทุกคนจึงเดินตามเข้ามาเพราะอยากรู้ว่าเขาสองคนเป็นใคร และอยากรู้ว่าฮ่องเต้จะตัดสินอย่างไรกับเรื่องนี้ ฮ่อ
บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสุขและสนุกสนาน ลู่เสียนจึงตัดสินใจลุกออกไปช่วยน้องสาวแจกอาหารที่หน้าจวน ปล่อยให้บุรุษนั่งสนทนากันไปเพราะเมื่อมีสุราเข้ามาร่วมวงก็ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนมีความครึกครื้นกันมากขึ้น โซจูที่ลู่หลินเอาออกมาจากมิติ ดูเหมือนทุกคนจะชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะดีกรีแรงถูกคอนักดื่มเป็นอย่างยิ่งบุตรสาวตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนออกมายืนแจกซาลาเปา เกี๊ยวน้ำ และหมูหันอยู่หน้าจวน ผู้คนทั้งเมืองหลวงถือจานและถ้วยออกมารับอาหาร เพราะลู่หลินให้คนเขียนป้ายบอกให้ทุกคนเตรียมมา จะได้สะดวกนำกลับไปกินที่เรือน“พี่ตงหาน พี่ผิงอัน ไปบอกกลุ่มทหารที่ไปกับพวกเรา ให้มาเอาอาหารไปกินด้วยเจ้าคะ”“ขอรับ/เจ้าค่ะ”“ลู่หลินแบ่งอาหารไว้ส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับทหารที่ไปกับข้า”“ได้เจ้าค่ะเดี๋ยว ข้าจะจัดแยกไว้ต่างหาก”ผู้คนที่มายืนต่อแถวรับอาหาร ต่างยืนมองคุณหนูตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนด้วยสายตาชื่นชม พวกนางมีความงดงามอย่างหาใครเทียบไม่ได้ อีกทั้งพวกนางยังเป็นคนจิตใจดีมีน้ำใจและไม่ถือตัวเลยสักนิด แตกต่างจากคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ที่เคยเห็นอย่างลิบลับ“เจ้าดูคุณใหญ่และคุณหนูสี่สิ อีกหน่อยก็ต้องแต่งเป็นพระชายาแล้ว แต่พวกนา







