LOGINจวนตระกูลลู่
หลังจากหมอหลวงตรวจอาการของลู่เสียนเสร็จ ก็รีบรายงานกับเหว่ยอ๋องที่นั่งอยู่ข้างเตียงด้วยท่าทีสงบนิ่ง เขากุมมือของนางเอาไว้ไม่ปล่อย “ทูลท่านอ๋องอาการคุณหนูใหญ่ปกติดีทุกอย่างพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงยังไม่ฟื้น ต้องขออภัยที่กระหม่อมไร้ความสามารถ” เขารับฟังด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง เขาคิดว่าดวงจิตของนางคงไปที่ไหนสักแห่ง นางถึงไม่ฟื้นขึ้นมาเสียที สิ่งที่เขาเห็นในวันนี้ เขาเชื่อว่านางไม่ใช่คนธรรมดา บาดแผลบนร่างกายของนางหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ เลือดของนางก็พิเศษมาก เขาสั่งทุกคนให้ปิดปากเรื่องของนาง ไม่ว่าจะเป็นพลังความสามารถและเลือดของนางที่สามารถช่วยเหลือคนได้ โดดเด่นเกินไปใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี เขาบีบมือของนางเบา ๆ และดูเหมือนนางจะบีบมือเขากลับ แต่ยังคงหลับตาอยู่อย่างนั้น “จิ้งจอกน้อย นางร้ายของข้าตื่นขึ้นมาเถิด เจ้าทำให้ข้าใจไม่ดีหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูกเลยหรือรู้ไม่ ข้าเป็นคนพูดไม่เก่ง แต่ก็อยากจะพูดเพื่อให้เจ้าตื่นขึ้นมาเสียที” ทุกคนยืนมองเหว่ยอ๋องที่นั่งพูดกับลู่เสียน รู้สึกเจ็บปวดและสะเทือนใจ ไม่อยากเชื่อบุรุษเช่นเขาจะอ่อนโยนได้ถึงเพียงนี้ ลู่เฉิงและลู่ฮูหยินน้ำตาคลอกับภาพตรงหน้า เจียวลู่ยืนโอบลู่อันอย่างปลอบประโลม เช่นเดียวกับรองแม่ทัพฉือ ที่คอยเช็ดน้ำตาให้ลู่เจินที่ร้องไห้ออกมาไม่หยุด ส่วนคนอื่น ๆ พากันไปที่ห้องกราบไหว้บรรพบุรุษ เพื่อขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ลู่เสียนฟื้นขึ้นมา สามวันผ่านไปลู่เสียนก็ยังนอนหลับไม่ไหวติง ไม่มีวี่แววว่านางจะตื่นฟื้นขึ้นมา สร้างความกังวลและเป็นห่วงให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก ลู่เฉิงกินไม่ได้นอนไม่หลับด้วยความเป็นห่วง ส่วนลู่ฮูหยินถึงกับล้มป่วยเพราะกังวลและเครียดเกินไป ทางด้านวังหลวงก็มีความกังวลไม่ต่างกัน เพราะว่าเป็นวันพรุ่งนี้แล้ว ที่เป็นงานเลี้ยงต้อนรับคณะทูตจากต่างแคว้น ยามนี้ทั่ววังหลวงถูกตกแต่งประดับประดาด้วยดอกไม้และโคมไฟที่แสนงดงาม ฮ่องเต้ยืนไพล่หลังมองออกไปทางหน้าต่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียด วันนี้ไทเฮา ฮองเฮา รัชทายาทจื้อเหวินเซียว องค์หญิงจื้อเหม่ยฮวา มารวมตัวกันที่ห้องทรงอักษรของฮ่องเต้ เพราะข่าวที่ว่าคุณหนูใหญ่ยังคงหลับใหลไม่ได้สติ สร้างความกังวลใจให้กับทุกคน จนต้องมาหาฮ่องเต้ถึงห้องทรงอักษร “เสด็จพ่อหากนางยังไม่ฟื้นตื่นขึ้นมาเราจะทำอย่างไรกันดีพ่ะย่ะค่ะ ข้าไม่เชื่อฝีมือของท่านหญิงกับคุณหนูฟู่ ว่าจะรับมือกับต่างแคว้นได้” รัชทายาทเอ่ยขึ้นมาอย่างเป็นกังวล “นั้นสิฮ่องเต้ เมื่อก่อนข้ายอมรับว่ามีอคติกับนาง แต่ว่าตอนนี้แคว้นโจวอยู่ไม่ได้หากไม่มีนาง หากนางฟื้นตื่นขึ้นมา ข้าสาบานเลยว่าจะดีกับนางให้มาก” ไทเฮาเอ่ยขึ้น ฮ่องเต้ถอนใจออกมาแล้วเดินกลับมานั่งยังโต๊ะทำงาน ก่อนจะหยิบรูปที่นางวาดขึ้นมาดู แคว้นโจวถึงแม้จะไม่ใหญ่เหมือนแคว้นอื่น แต่พื้นที่เต็มไปด้วยดินที่อุดมสมบูรณ์ การทำไร่นาเรือกสวนจึงได้ผลิตผลที่ดี อีกทั้งแร่เงินแร่ทองทองคำก็มีมาก จึงเป็นที่มาของสงครามที่ต่างแคว้นยากได้ แต่แคว้นโจวก็ยืนหยัดอยู่ได้อย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางสงครามที่มีขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน แม่ทัพฉือเป็นแม่ทัพผู้แข็งแกร่งและมีความสามารถ เมื่อบุตรชายของเขาเติบโตขึ้นมาพร้อมเหว่ยอ๋องและกุนซือเจียวลู่ สามทหารเสือผู้แข็งแกร่ง พวกเขาร่วมกันสู้รบปกป้องดินแดนจนชนะมาได้ทุกครั้ง จนทุกแคว้นต้องขอยื่นสัญญาสงบศึกชั่วคราว มายามนี้สามแคว้นส่งคณะทูตมาเยือน ดูผิวเผินเหมือนมาแลกเปลี่ยนความรู้และกระชับความสัมพันธ์ แต่แท้ที่จริงก็คือการมาท้ารบกันทางความรู้ความสามารถ โดยเลือกให้สตรีเป็นคนลงประชันความสามารถ แทนบุรุษที่ถนัดด้านการรบมากกว่า “เมื่อก่อนข้าก็มั่นใจมาโดยตลอดว่า คุณหนูตระกูลฟู่ที่ความงามโดดเด่นและมีความสามารถเป็นที่รับรู้ จะต้องรับมือกับองค์หญิงต่างแคว้นได้แน่ แต่หลังจากงานเลี้ยงชมบุปผา ข้าถึงได้เปิดหูเปิดตาว่ายังมีสตรีที่เก่งกว่านางหลายเท่านัก และสตรีผู้นั้นก็คือคุณหนูใหญ่ตระกูลลู่ ยามนี้พอคิดว่าจะไม่มีนางเข้าร่วมงาน ข้าก็เห็นความพ่ายแพ้ของแคว้นโจวไว้รอแล้ว” “ฝ่าบาท ท่านราชครูขอเข้าเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ถอนใจออกมา ก่อนจะพยักหน้าว่าให้เข้ามาได้ สองชายชราตำแหน่งราชครู รีบทำความเคารพก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้ากังวล “ฝ่าบาท ได้ข่าวว่าคุณหนูใหญ่ถูกลอบทำร้าย ป่านนี้ยังไม่ฟื้นคืนสติ เช่นนี้เราจะทำอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ?” สองราชครูที่เคยแข่งเดินหมากและวาดภาพกับลู่เสียน ยามนี้ไว้เนื้อเชื่อใจในฝีมือของนางเป็นอย่างมาก แต่พอได้รับข่าวก็รู้สึกเป็นกังวลจนต้องขอเข้าเฝ้า “คงต้องฝากความหวังไว้กับตระกูลฟู่ และเราก็ต้องช่วยกันสวดมนต์ภาวนา ให้คุณหนูใหญ่ฟื้นตื่นขึ้นมาทันเวลา” สองชายชราเมื่อได้ยินคำตอบก็ตกใจหน้าซีด แคว้นโจวเป็นหนึ่งมาโดยตลอดไม่ว่าจะด้านไหน เมื่อก่อนเขาก็คิดว่าคุณหนูตระกูลฟู่มีความสามารถที่สุด แต่พอเขาสองคนได้เห็นฝีมือของคุณหนูใหญ่ เขาก็คิดว่านางนี่แหละที่นำพาแคว้นให้ได้เชิดหน้าชูตาอย่างยิ่งใหญ่ไม่อายแคว้นใด แต่หากเป็นเช่นนี้ก็คงต้องแล้วแต่บุญแต่กรรมก็แล้วกัน จวนตระกูลลู่ เช้าตรู่วันต่อมา ทุกคนก็รีบตื่นขึ้นมาแต่เช้าแล้วรีบมาที่เรือนของคุณหนูใหญ่ด้วยความหวัง ประตูเรือนของนางยังปิดสนิท เหว่ยอ๋องได้ยินเสียงฝีเท้าของทุกคนมายืนรอ ก็หันไปจุ๊บหน้าผากของลู่เสียนเบา ๆ นางยังคงนอนหลับใหลไม่มีทีท่าว่าฟื้นตื่นขึ้นมา เขายกมือลูบแก้มของนาง “ชายารักเจ้าจะนอนเป็นผักแบบนี้ไปถึงเมื่อใด ตื่นขึ้นมาเสียเถิด ใจของข้าเจ็บปวดเหลือเกิน ที่เห็นเจ้านอนอยู่แบบนี้” จู่ ๆ น้ำตาของเขาก็ไหลออกมาอย่างกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ ความเจ็บปวดอัดอั้นที่ต้องเห็นนางนอนมีลมหายใจ แต่ไม่ยอมตื่นฟื้นขึ้นมาเสียที มันทรมานเหมือนมีใคร เอามีดมากรีดใจเขาอยู่ตลอดเวลา “เป็นบุรุษร้องไห้ได้อย่างไรเพคะ?” ลู่เสียนยกมือมาปาดน้ำตาให้เขาอย่างอ่อนโยน แล้วระบายยิ้มออกมามองเขาอย่างเอ็นดู บุรุษผู้นี้ก็มีมุมนี้ด้วยหรือช่างน่าเอ็นดู “จิ้งจอกน้อย! นางมารน้อย! นางร้ายอันดับหนึ่งของข้า! ตื่นมาได้เสียทีนะ” กล่าวจบเขาก็ดึงร่างของนางมากอดด้วยความดีใจ ใจเขาเต้นแรงราวกับกลองรัวเขาคลี่ยิ้มออกมาด้วยปลาบปลื้มยินดี จนต้องกอดรัดร่างของนางแน่นเมื่อกลับมาถึงจวนลู่เสียนและลู่หลินก็อาสาทำอาหารเอง เพราะนึกอยากกินก๋วยเตี๋ยว เหว่ยอ๋องและรัชทายาทไม่ได้กลับมาด้วยเพราะต้องอยู่พูดคุยเรื่องงานกันต่อที่ห้องทรงอักษร ลู่เสียนและลู่หลินจึงได้แวะตลาดก่อนเพื่อที่จะซื้อกระดูกหมู เนื้อหมู หัวไชเท้าและผัก ยามนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยงแล้ว ลู่เสียนจึงคิดว่าทำเผื่อมื้อเย็นไปด้วยเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา“พี่หญิงมีอะไรให้ข้าช่วยบ้างเจ้าคะ?” ลู่ฟางและลู่เซียนเดินเข้ามาถาม เพราะได้ยินว่าลู่เสียนและลู่หลินจะทำอาหารเอง ด้านหลังตามมาด้วยสององค์ชาย ที่ทำตัวคล้ายหมาน้อยติดตามเจ้านายอย่างน่าเอ็นดู“เอากระเทียมไปแกะ”“เจ้าค่ะ”“พี่หญิงนางร้ายอันสองมารายงานตัวเจ้าค่ะ” เสียงลู่อันดังมาแต่ไกล“ข้านางร้ายอันดับสามก็มารายงานตัวเช่นกันเจ้าค่ะ” ลู่เสียนขำออกมากับท่าทางของพวกนาง “เช่นนั้นนางร้ายอันดับสองและอันดับสามไปนวดแป้ง เดี๋ยวข้าจะสอนทำบะหมี่ ลู่หลินเจ้าจะทำเส้นอย่างอื่นด้วยหรือไม่?”“ทำเส้นใหญ่เจ้าค่ะง่ายดี แล้วก็จะห่อเกี๊ยวด้วยเจ้าค่ะ”“ทำเยอะ ๆ ไปเลยเผื่อมื้อเย็นไปเลยทีเดียว อ้าวลู่เจียวเจ้ามาพอดีเจ้าเอาผักไปล้าง”“เจ้าค่ะ”ลู่เฉิงยืนเอามือไพล่หลังมองภาพที่บรร
ยามนี้คนที่มีความสุขที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคหบดีลู่เฉิง ที่เวลานี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มีความสุขจนยากจะบรรยาย เหล่าบรรดาลูกเขยอยู่กันพร้อมหน้าถึงเจ็ดคน จะมีใครโชคดีเท่าเขาไม่มีอีกแล้ว “ลู่เฉิงจัดงานแต่งพร้อมกันทีเดียวไปเลยเจ็ดคู่ดีหรือไม่?” ฮ่องเต้เอ่ยถามเขาที่เอาแต่นั่งยิ้มไม่พูดไม่จา“ฝ่าบาทกระหม่อมกำลังคิดอยู่พอดีเลยพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาทจัดงานพร้อมกันก็ดีนะเพคะ หม่อมฉันอยากเห็นงานแต่งที่ยิ่งใหญ่อลังการที่มีคู่บ่าวสาวถึงเจ็ดคู่” ฮองเฮาเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้นพระพักตร์เริ่มขึ้นสีแดงนิด ๆ เพราะได้ดื่มโซจูไปหลายจอก วันนี้นางรู้สึกผ่อนคลายและรื่นเริงมากจริง ๆ บรรยากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางใฝ่ฝันอยากได้มาตลอด เพราะวังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่จะทำตามใจตนเองได้ พอได้มาสัมผัสบรรยากาศที่นี่จึงรู้สึกชอบเป็นพิเศษ “ฝ่าบาทมีสาสน์ส่งมาจากต่างแคว้นพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รีบเข้ามารายงานพร้อมยื่นสาสน์ให้ฮ่องเต้ เขารับมาเปิดอ่านอย่างไม่รีรอ จากนั้นเขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่า ฮ่า ลู่เฉิงเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจบุตรสาวตระกูลพ่อค้าของเจ้า แต่มายามนี้กลับแตกต่างออกไปแล้วอะนะ ดูเหมือนแคว้นเป่ยจะส่งสาสน์มาขอด
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงคิดว่าพวกเขาควรจะเอ่ยกับลู่เสียนและเหว่ยอ๋อง เรื่องที่พวกเขาได้ตัดสินอยากขอถอนคำพูดสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุและอยากแก้ไขใหม่เป็น อยากขอคบหาดูใจกับพวกนางดูก่อน “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง คือก่อนหน้านี้ที่พวกข้าได้เอ่ยออกไปว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุ ในตอนนั้นพวกข้าพูดไปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี ในตอนนี้จึงอยากขอถอนคำพูดและเปลี่ยนเป็นขอคบหาดูใจกับพวกนางอย่างจริงใจ”“พวกท่านแน่ใจหรือเพคะ การตัดสินใจของพวกท่านในวันนี้จะมีผลในวันข้างหน้า พวกนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ จึงมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจตลอดเวลา ว่าจะมีคนจะมาดูถูกชาติกำเนิดของนาง เพราะฉะนั้นการแสดงความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญมาก”“หม่อมฉันจะให้โอกาสพวกท่านคิดทบทวนอีกครั้ง เพราะพวกนางเป็นน้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องปกป้องพวกนางอย่างสุดความสามารถ อีกอย่างพวกท่านเป็นถึงองค์ชาย แต่งงานกับบุตรสาวของอนุย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของราชวงศ์ หากแต่งออกไปฐานะทางสังคมก็คงเป็นได้เพียงอนุ หากว่าพวกท่านพร้อมจะยืดอกกางแขนปกป้องศักดิ์ศรีของพวกนางได้อย่างสง่าผ่า
“ในเมื่อท่านทั้งสองคนเดินทางมาเพื่ออยากให้หม่อมฉันช่วยเหลือ หม่อมฉันยินดีช่วยแต่ว่าในเมื่อท่านเริ่มต้นไม่ดี หม่อมฉันก็จะให้บทลงโทษกับองค์ชายเช่นพวกท่านได้เรียนรู้เสียบ้าง เพราะเท่าที่เห็นพระองค์คงถูกตามใจจนเคยตัวและไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านสองคนต้องอยู่ที่นี่เพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่ แลกกับการรักษาโรคระบาดที่เมืองเชียงตง ท่านทั้งสองจะว่าอย่างไรเพคะ?”ฮ่องเต้ได้ฟังลู่เสียนพูดก็นึกชื่นชมขึ้นมาในใจ นางช่างมีความคิดไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบวิธีการของนางมากเลยทีเดียว เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนางอยากแสนภาคภูมิใจและมองนางอย่างรักใคร่ไม่ปิดบัง จื้อตงหยางครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดีสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง หากนางยอมช่วยเหลือจะให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น“ได้พวกข้าตกลง”“ดีเพคะถ้าเช่นนั้น ลู่ฟาง ลู่เซียน พวกเจ้าพาพวกเขาไปทำแผล”“พี่หญิงทำไมต้องเป็นพวกข้า ข้าไม่อยากทำ” ลู่เซียนรีบเอ่ยปฏิเสธขึ้นมา เพราะนางไม่ชอบบุรุษที่ชอบพูดจาด้อยค่าผู้อื่น เพียงเพราะมีฐานะเหนือกว่า ลู่เสียนยกยิ้มมองน้องสาวอย่างเอ็นดู บุรุษที่ไม่ชอบบุตรสาวของอนุ ให้คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่นานพวก
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วลงมาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน ก่อนที่จื้ออี้เฉิงจะตรงมาคว้าข้อมือของลู่เซียน ส่วนจื้อตงหยางตรงเข้ามาคว้าข้อมือของลู่ฟาง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเตรียมตัวใช้วิชาตัวเบาเหาะจากไป แต่ว่า…“เดี๋ยวก่อน!” เป็นเสียงของฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นมา จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางหันขวับมามองอย่างตกใจ เสด็จลุงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร “คิดจะมาเอาคนไปช่วยแต่วิธีการของพวกเจ้าช่างไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าคงต้องตักเตือนบิดาของเจ้าถึงการกระทำอันไรมารยาทของบุตรชายของเขาเสียแล้ว ข้านั่งอยู่ด้านใดไม่คิดจะมาทักทาย แต่ยังดันจะพาสตรีที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยเช่นนี้ เจ้าคงต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองแล้วละหลานชาย”“ถวายบังคมเสด็จลุง”“ตามข้าเข้าไปข้างใน” กล่าวจบฮ่องเต้สะบัดอาภรณ์เดินเข้าไปในจวนอย่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นสองหลานชายทำตัวไร้การอบรมเช่นนี้ จื้ออี้เฉิงยังคงจับแขนของลู่เซียนเอาไว้ไม่ปล่อย ส่วนตงอยางก็กำข้อมือของลู่ฟางเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินตามฮ่องเต้เข้าไปด้านในจากทุกคนจึงเดินตามเข้ามาเพราะอยากรู้ว่าเขาสองคนเป็นใคร และอยากรู้ว่าฮ่องเต้จะตัดสินอย่างไรกับเรื่องนี้ ฮ่อ
บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสุขและสนุกสนาน ลู่เสียนจึงตัดสินใจลุกออกไปช่วยน้องสาวแจกอาหารที่หน้าจวน ปล่อยให้บุรุษนั่งสนทนากันไปเพราะเมื่อมีสุราเข้ามาร่วมวงก็ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนมีความครึกครื้นกันมากขึ้น โซจูที่ลู่หลินเอาออกมาจากมิติ ดูเหมือนทุกคนจะชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะดีกรีแรงถูกคอนักดื่มเป็นอย่างยิ่งบุตรสาวตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนออกมายืนแจกซาลาเปา เกี๊ยวน้ำ และหมูหันอยู่หน้าจวน ผู้คนทั้งเมืองหลวงถือจานและถ้วยออกมารับอาหาร เพราะลู่หลินให้คนเขียนป้ายบอกให้ทุกคนเตรียมมา จะได้สะดวกนำกลับไปกินที่เรือน“พี่ตงหาน พี่ผิงอัน ไปบอกกลุ่มทหารที่ไปกับพวกเรา ให้มาเอาอาหารไปกินด้วยเจ้าคะ”“ขอรับ/เจ้าค่ะ”“ลู่หลินแบ่งอาหารไว้ส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับทหารที่ไปกับข้า”“ได้เจ้าค่ะเดี๋ยว ข้าจะจัดแยกไว้ต่างหาก”ผู้คนที่มายืนต่อแถวรับอาหาร ต่างยืนมองคุณหนูตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนด้วยสายตาชื่นชม พวกนางมีความงดงามอย่างหาใครเทียบไม่ได้ อีกทั้งพวกนางยังเป็นคนจิตใจดีมีน้ำใจและไม่ถือตัวเลยสักนิด แตกต่างจากคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ที่เคยเห็นอย่างลิบลับ“เจ้าดูคุณใหญ่และคุณหนูสี่สิ อีกหน่อยก็ต้องแต่งเป็นพระชายาแล้ว แต่พวกนา







