LOGINกลุ่มคนร้ายพากันยิงธนูจนเหนื่อย แต่ลูกธนูก็เพียงแค่ไปลอยค้างอยู่กลางอากาศ พวกเขามองภาพนั้นเหมือนถูกผีหลอก นี่มันเกิดอะไรขึ้น! คนร้ายรอบนี้มีถึง50คนต่างตกตะลึงตาค้างทำตัวไม่ถูก ในจังหวะนั้นลู่เสียนและเหว่ยอ๋องก็พุ่งออกไปโดยที่พวกเขาไม่ทันได้ตั้งตัว รวมทั้งตงหาน ผิงอัน จางไห่และองครักษ์อีกห้าคน ก็พุ่งออกไปจัดการกับกลุ่มคนร้ายอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน
ฉึบ! อ๊ากกก! ฉึบ! อ๊ากกก! รวดเร็วดั่งลมพายุที่พัดมาแล้วผ่านไป ร่างของนักฆ่าร่วม50คนล้มลงกับพื้นคนแล้วคนเล่า รอบนี้ลู่เสียนไม่ได้ฆ่าให้ตายในดาบเดียว เพราะนางต้องการสอบปากคำว่าใครอยู่เบื้องหลัง เหล่านักฆ่าเมื่อเห็นสถานการณ์ตกเป็นรองและคิดว่าไม่รอด จึงพยายามฆ่าตัวตายโดยการกัดเม็ดยาที่อมไว้ในปากทันที เหล่าองครักษ์เห็นเช่นนั้นต่างก็รีบสกัดกั้นไม่ให้พวกเขาฆ่าตัวตาย แต่ว่าลู่เสียนหันมาเห็นจึงตัดสินใจตะโกนขึ้นมา “เก็บไว้เพียงสองคนก็พอ นอกนั้นอย่าให้รอดชีวิตไปได้!” ลู่เสียนเปลี่ยนใจเก็บไว้เพียงสองคน เพราะคนร้ายมีกันเยอะเกินไปหากต้องพากลับเมืองหลวงน่าจะลำบากในการเดินทาง สองคนก็น่าจะเพียงพอต่อการสอบปากคำและเค้นเอาความจริง องครักษ์จับนักฆ่าที่รอดชีวิตสองคนมัดแล้วจับพาดบนหลังม้า ลู่เสียนและเหว่ยอ๋องกวาดตามองรอบ ๆ บริเวณอีกครั้งให้แน่ใจ ก่อนจะพากันกลับไปขึ้นรถม้าแล้วเดินทางกลับเมืองหลวงทันที ทางด้านลู่อัน ลู่เจินและลู่หลิน ที่พากันออกมาตรวจกิจการร้านค้าต่าง ๆ โดยมีองครักษ์ตามประกบไม่ห่าง เมื่อก่อนไปไหนมาไหนจะมีเพียงบ่าวรับใช้ข้างกาย แต่มาตอนนี้เจียวลู่ รองแม่ทัพฉือ และองค์รัชทายาท ได้หาองครักษ์หญิงที่มีฝีมือมาไว้ข้างกายให้พวกนางเพื่อความปลอดภัย “พี่รอง พี่สาม เราแวะกินบะหมี่ร้านนั้นหน่อยเป็นอย่างไรเจ้าคะ? ดูเหมือนวันนี้จะขายไม่ดีไม่มีลูกค้าเลย เราไปช่วยอุดหนุนหน่อยพวกเขาจะได้มีรายได้เจ้าค่ะ” ลู่หลินมองเห็นร้านบะหมี่ที่ไม่มีลูกค้าเลยก็นึกสงสาร จึงลองชวนลู่อันและลู่เจินไปช่วยอุดหนุน อีกอย่างนางเป็นคนชอบกินบะหมี่ที่อยู่ริมถนนเช่นนี้ เพราะนางคิดว่ามันได้บรรยากาศดี แต่ก่อนจะก้าวเข้าไปยังร้านบะหมี่ ท่านหญิงฟู่เหลียนฮวาและฟู่เหลียนอวี่ก็เข้ามาขวางเอาไว้เสียก่อน “ว่าที่พระชายาดูเหมือนว่าจะกินอาหารไม่เลือกสถานที่เอาเสียเลย แต่อย่างว่าคุณหนูตระกูลพ่อค้าถึงแม้จะมีเงินและร่ำรวยมากเพียงใด สุดท้ายก็หนีไม่พ้นการเป็นคนชั้นต่ำอยู่ดี” ลู่หลินหันมามองคุณหนูตระกูลฟู่อย่างไม่พอใจ สตรีผู้นี้งดงามไร้ที่ติแต่เสียดายปากเน่าไปหน่อย ในเมื่อมีปากแต่แกว่งไปทั่วเช่นนี้ ก็อย่าหวังว่าลู่หลินคนนี้จะปล่อยผ่าน “โอ้โหคุณหนูฟู่ ท่านพูดจาสูงส่งยกตนข่มท่านเช่นนี้ ท่านรู้หรือไม่ว่ามันทำให้ท่านดูต่ำมากกว่าใครในใต้หล้านี้เสียอีก ท่านเคยรู้จักบทกวีบทนี้หรือไม่ อืมข้าคิดว่าคนอย่างท่านคงไม่รู้จักหรอก เดี๋ยวข้าจะท่องให้ฟัง “ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว” ท่านต้องให้ข้าขยายความให้ฟังหรือไม่?” ลู่หลินเอ่ยจบก็ยกแขนขึ้นมากอดอกอย่างเย่อหยิ่ง ฟู่เหลียนอวี่มองเหยียดกับท่าทางของลู่หลิน “กิริยาท่าทางเช่นนี้หรือจะมาเป็นพระชายารองขององค์รัชทายาท ท่าทางไม่ต่างอะไรกับบ่าวไพร่และแม่ค้าในตลาด ตระกูลลู่อบรมสั่งสอนมาเช่นไรกัน แต่งออกไปก็มีแต่ขายหน้าราชวงศ์” ฟู่เหลียนอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงดูแคลน “กิริยาของข้าก็เป็นเช่นนี้แหละ ราชวงศ์ถึงถูกใจและส่งพระราชโองการมา แต่ว่าเจ้ามายืนจิกกัดข้าอยู่ตรงนี้ต้องการสิ่งใดกัน ให้ข้าเดาเจ้าคงไม่พอใจที่ข้าจะถูกแต่งไปเป็นชายารอง กลัวว่าข้าจะไปแย่งตำแหน่งสำคัญของเจ้าสินะ น่าสงสาร” ลู่หลินเบ้ปากทำน้ำเสียงเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง “เจ้า!!” ฟู่เหลียนอวี่ความโกรธพุ่งปรี้ด นางปราดเข้ามาหาลู่หลินแล้วยกฝ่ามือเตรียมจะฟาดลงบนใบหน้างาม แต่ว่าลู่หลินก็จับแขนของนางเอาไว้เสียก่อน จากนั้น เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! กรี๊ดดด! ฟู่เหลียนอวี่กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดจากแรงตบของลู่หลิน ท่านหญิงที่เห็นเช่นนั้นก็ปราดเข้ามาอีกคน แต่ว่า เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! ลู่อันที่รอจังหวะนั้นอยู่แล้ว จึงกระชากแขนของท่านหญิง จากนั้นก็ยกมือตบซ้ายขวาไม่ยั้ง “ข้าขอเอาคืนที่ครั้งนั้นท่านตบข้า” ลู่อันเอ่ยขึ้นมาอย่างสะใจ “พวกเจ้ายืนอยู่ทำไม! ไปจัดการพวกนางสิ” ท่านหญิงรีบเอ่ยสั่งคนของตนอย่างเกรี้ยวกราด เมื่อความโกรธเข้าครอบงำ ยามนี้จึงหลงลืมไปว่าตนยืนอยู่บนถนนที่มีผู้คนพลุ่กพล่านเดินผ่านไปผ่านมา และตอนนี้ทุกคนก็ยืนมุงดูอยู่เป็นจำนวนมาก คนของท่านหญิงยังไม่มีใครกล้าขยับตัว มีใครบ้างไม่รู้ว่าตระกูลลู่มีป้ายทอง หากลงมือมีสิทธิ์หัวหลุดจากบ่าได้ เพราะฉะนั้นอย่าเสี่ยงดีกว่า ลู่หลิน ลู่อัน ลู่เจิน ก้าวออกมายืนเรียงกันอย่างมาดมั่น ก่อนลู่หลินจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ข้าจะบอกให้คุณหนูตระกูลฟู่ให้จดจำเอาไว้ให้ขึ้นใจ อย่าดูถูกและด้อยค่าผู้อื่นเพียงเพราะเขาเป็นคนธรรมดาไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ คุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ฐานะเพราะทุกคนเลือกเกิดไม่ได้ เกิดมาเป็นคนดีนั่นถึงจะถือว่าเป็นคนสูงส่งจริง ๆ” เยี่ยม!! กล่าวได้ดี! เสียงร้องออกมาอย่างชื่นชมของผู้คนที่ยืนดูและเสียงปรบมือดังสนั่น คำพูดของคุณหนูสี่กล่าวได้ซาบซึ้งกินใจและน่าประทับใจมาก ฟู่เหลียนอวี่อับอายแทบแทรกแผ่นดินหนี ท่านหญิงฟู่เหลียนฮวารีบสะบัดชายเสื้อเดินไปขึ้นรถม้าด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ก่อนที่ฟู่เหลียนอวี่จะรีบก้าวตามขึ้นไป เมื่อขึ้นมาอยู่บนรถม้าท่านหญิงฟู่เหลียนฮวากับฟู่เหลียนอวี่ก็ส่งยิ้มให้กันอย่างสะใจ การแสดงของพวกนางจบลงแล้ว ยอมเจ็บตัวนิดหน่อยแต่ก็ถือว่าคุ้มค่า “พี่หญิงท่านแน่ใจนะว่ายาพิษนี้จะไม่มีใครตรวจพบ?” “แน่ใจสิเพราะองค์หญิงแคว้นเจินให้ข้ามาด้วยตัวเอง แต่ข้าก็ไม่ได้เชื่อนางเสียทีเดียวหรอกนะ ข้าได้เอายาไปให้หมอเทวดาได้ตรวจดู เขายืนยันกับข้าว่ายาพิษนี้ไม่มีสีไม่มีกลิ่นไม่สามารถตรวจพบได้อย่างแน่นอน แล้วท่านหมอเทวดายังบอกอีกว่า ยาพิษชนิดนี้หายสาบสูญไปนานมากแล้ว ไม่อยากเชื่อว่าจะเห็นมันกลับมาอีก” ฟู่เหลียนอวี่รับฟังอย่างพอใจ “พิษนิทรา” นางยิ้มเยาะอย่างสะใจ ในจังหวะที่ลู่หลินตบหน้า นางก็แอบโปรยยาพิษใส่ลู่หลินเต็ม ๆ และในจังหวะที่ลู่อันตบหน้าท่านหญิง ฟู่เหลียนฮวาก็โปรยยาพิษใส่ลู่อันด้วยเช่นกัน ยานี้จะยังไม่มีผลจนกว่าพวกนางจะนอนหลับ พอพวกนางหลับยาพิษก็จะออกฤทธิ์ โดยไม่มีอาการใด ๆ ให้เห็น พวกนางจะค่อย ๆ หลับลึกและสิ้นลมหายใจไปในที่สุดยามนี้คนที่มีความสุขที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคหบดีลู่เฉิง ที่เวลานี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มีความสุขจนยากจะบรรยาย เหล่าบรรดาลูกเขยอยู่กันพร้อมหน้าถึงเจ็ดคน จะมีใครโชคดีเท่าเขาไม่มีอีกแล้ว “ลู่เฉิงจัดงานแต่งพร้อมกันทีเดียวไปเลยเจ็ดคู่ดีหรือไม่?” ฮ่องเต้เอ่ยถามเขาที่เอาแต่นั่งยิ้มไม่พูดไม่จา“ฝ่าบาทกระหม่อมกำลังคิดอยู่พอดีเลยพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาทจัดงานพร้อมกันก็ดีนะเพคะ หม่อมฉันอยากเห็นงานแต่งที่ยิ่งใหญ่อลังการที่มีคู่บ่าวสาวถึงเจ็ดคู่” ฮองเฮาเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้นพระพักตร์เริ่มขึ้นสีแดงนิด ๆ เพราะได้ดื่มโซจูไปหลายจอก วันนี้นางรู้สึกผ่อนคลายและรื่นเริงมากจริง ๆ บรรยากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางใฝ่ฝันอยากได้มาตลอด เพราะวังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่จะทำตามใจตนเองได้ พอได้มาสัมผัสบรรยากาศที่นี่จึงรู้สึกชอบเป็นพิเศษ “ฝ่าบาทมีสาสน์ส่งมาจากต่างแคว้นพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รีบเข้ามารายงานพร้อมยื่นสาสน์ให้ฮ่องเต้ เขารับมาเปิดอ่านอย่างไม่รีรอ จากนั้นเขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่า ฮ่า ลู่เฉิงเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจบุตรสาวตระกูลพ่อค้าของเจ้า แต่มายามนี้กลับแตกต่างออกไปแล้วอะนะ ดูเหมือนแคว้นเป่ยจะส่งสาสน์มาขอด
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงคิดว่าพวกเขาควรจะเอ่ยกับลู่เสียนและเหว่ยอ๋อง เรื่องที่พวกเขาได้ตัดสินอยากขอถอนคำพูดสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุและอยากแก้ไขใหม่เป็น อยากขอคบหาดูใจกับพวกนางดูก่อน “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง คือก่อนหน้านี้ที่พวกข้าได้เอ่ยออกไปว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุ ในตอนนั้นพวกข้าพูดไปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี ในตอนนี้จึงอยากขอถอนคำพูดและเปลี่ยนเป็นขอคบหาดูใจกับพวกนางอย่างจริงใจ”“พวกท่านแน่ใจหรือเพคะ การตัดสินใจของพวกท่านในวันนี้จะมีผลในวันข้างหน้า พวกนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ จึงมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจตลอดเวลา ว่าจะมีคนจะมาดูถูกชาติกำเนิดของนาง เพราะฉะนั้นการแสดงความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญมาก”“หม่อมฉันจะให้โอกาสพวกท่านคิดทบทวนอีกครั้ง เพราะพวกนางเป็นน้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องปกป้องพวกนางอย่างสุดความสามารถ อีกอย่างพวกท่านเป็นถึงองค์ชาย แต่งงานกับบุตรสาวของอนุย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของราชวงศ์ หากแต่งออกไปฐานะทางสังคมก็คงเป็นได้เพียงอนุ หากว่าพวกท่านพร้อมจะยืดอกกางแขนปกป้องศักดิ์ศรีของพวกนางได้อย่างสง่าผ่า
“ในเมื่อท่านทั้งสองคนเดินทางมาเพื่ออยากให้หม่อมฉันช่วยเหลือ หม่อมฉันยินดีช่วยแต่ว่าในเมื่อท่านเริ่มต้นไม่ดี หม่อมฉันก็จะให้บทลงโทษกับองค์ชายเช่นพวกท่านได้เรียนรู้เสียบ้าง เพราะเท่าที่เห็นพระองค์คงถูกตามใจจนเคยตัวและไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านสองคนต้องอยู่ที่นี่เพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่ แลกกับการรักษาโรคระบาดที่เมืองเชียงตง ท่านทั้งสองจะว่าอย่างไรเพคะ?”ฮ่องเต้ได้ฟังลู่เสียนพูดก็นึกชื่นชมขึ้นมาในใจ นางช่างมีความคิดไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบวิธีการของนางมากเลยทีเดียว เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนางอยากแสนภาคภูมิใจและมองนางอย่างรักใคร่ไม่ปิดบัง จื้อตงหยางครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดีสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง หากนางยอมช่วยเหลือจะให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น“ได้พวกข้าตกลง”“ดีเพคะถ้าเช่นนั้น ลู่ฟาง ลู่เซียน พวกเจ้าพาพวกเขาไปทำแผล”“พี่หญิงทำไมต้องเป็นพวกข้า ข้าไม่อยากทำ” ลู่เซียนรีบเอ่ยปฏิเสธขึ้นมา เพราะนางไม่ชอบบุรุษที่ชอบพูดจาด้อยค่าผู้อื่น เพียงเพราะมีฐานะเหนือกว่า ลู่เสียนยกยิ้มมองน้องสาวอย่างเอ็นดู บุรุษที่ไม่ชอบบุตรสาวของอนุ ให้คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่นานพวก
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วลงมาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน ก่อนที่จื้ออี้เฉิงจะตรงมาคว้าข้อมือของลู่เซียน ส่วนจื้อตงหยางตรงเข้ามาคว้าข้อมือของลู่ฟาง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเตรียมตัวใช้วิชาตัวเบาเหาะจากไป แต่ว่า…“เดี๋ยวก่อน!” เป็นเสียงของฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นมา จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางหันขวับมามองอย่างตกใจ เสด็จลุงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร “คิดจะมาเอาคนไปช่วยแต่วิธีการของพวกเจ้าช่างไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าคงต้องตักเตือนบิดาของเจ้าถึงการกระทำอันไรมารยาทของบุตรชายของเขาเสียแล้ว ข้านั่งอยู่ด้านใดไม่คิดจะมาทักทาย แต่ยังดันจะพาสตรีที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยเช่นนี้ เจ้าคงต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองแล้วละหลานชาย”“ถวายบังคมเสด็จลุง”“ตามข้าเข้าไปข้างใน” กล่าวจบฮ่องเต้สะบัดอาภรณ์เดินเข้าไปในจวนอย่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นสองหลานชายทำตัวไร้การอบรมเช่นนี้ จื้ออี้เฉิงยังคงจับแขนของลู่เซียนเอาไว้ไม่ปล่อย ส่วนตงอยางก็กำข้อมือของลู่ฟางเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินตามฮ่องเต้เข้าไปด้านในจากทุกคนจึงเดินตามเข้ามาเพราะอยากรู้ว่าเขาสองคนเป็นใคร และอยากรู้ว่าฮ่องเต้จะตัดสินอย่างไรกับเรื่องนี้ ฮ่อ
บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสุขและสนุกสนาน ลู่เสียนจึงตัดสินใจลุกออกไปช่วยน้องสาวแจกอาหารที่หน้าจวน ปล่อยให้บุรุษนั่งสนทนากันไปเพราะเมื่อมีสุราเข้ามาร่วมวงก็ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนมีความครึกครื้นกันมากขึ้น โซจูที่ลู่หลินเอาออกมาจากมิติ ดูเหมือนทุกคนจะชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะดีกรีแรงถูกคอนักดื่มเป็นอย่างยิ่งบุตรสาวตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนออกมายืนแจกซาลาเปา เกี๊ยวน้ำ และหมูหันอยู่หน้าจวน ผู้คนทั้งเมืองหลวงถือจานและถ้วยออกมารับอาหาร เพราะลู่หลินให้คนเขียนป้ายบอกให้ทุกคนเตรียมมา จะได้สะดวกนำกลับไปกินที่เรือน“พี่ตงหาน พี่ผิงอัน ไปบอกกลุ่มทหารที่ไปกับพวกเรา ให้มาเอาอาหารไปกินด้วยเจ้าคะ”“ขอรับ/เจ้าค่ะ”“ลู่หลินแบ่งอาหารไว้ส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับทหารที่ไปกับข้า”“ได้เจ้าค่ะเดี๋ยว ข้าจะจัดแยกไว้ต่างหาก”ผู้คนที่มายืนต่อแถวรับอาหาร ต่างยืนมองคุณหนูตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนด้วยสายตาชื่นชม พวกนางมีความงดงามอย่างหาใครเทียบไม่ได้ อีกทั้งพวกนางยังเป็นคนจิตใจดีมีน้ำใจและไม่ถือตัวเลยสักนิด แตกต่างจากคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ที่เคยเห็นอย่างลิบลับ“เจ้าดูคุณใหญ่และคุณหนูสี่สิ อีกหน่อยก็ต้องแต่งเป็นพระชายาแล้ว แต่พวกนา
แคว้นโจวยามนี้ผู้คนทั้งเมืองต่างเตรียมตัวต้อนรับการกลับมาของเหว่ยอ๋องและลู่เสียนตั้งแต่ประตูเข้าเมืองจนไปถึงวังหลวง ลู่เฉิงได้จัดเตรียมการต้อนรับเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ ลู่เฉิงยังได้ไปจ้างคณะเชิดสิงโตมาเพิ่มความครึกครื้น ยังไม่พอเขายังไปเหมาประทัดมาแจกจ่ายให้ทุกคนจุด เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย ลู่เฉิงบอกให้ทุกคนจุดเวลาขบวนรถม้ามาถึง ยังไม่พอลู่เฉิงยังไปจ้างคณะระบำดนตรีมาร้องมารำเพื่อความสนุกสนาน ยามนี้เมืองหลวงแคว้นโจวคึกคักเป็นอย่างมาก เมื่อหน่วยข่าวมาแจ้งว่าพวกเขาจะเดินทางมาถึงในอีกไม่ช้า หน่วยที่มาแจ้งข่าวยังรายงานถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ทุกคนรับรู้ ยามนี้ชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่ลู่เสียนโด่งดังไปทั่วหล้า ไม่ว่าจะเป็นความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวหรือแม้แต่ทักษะด้านการแพทย์นางก็ทำได้ดีอย่างน่าทึ่ง ความมีน้ำใจเมตตาไม่เอาความโกรธแค้นมาลงกับผู้บริสุทธิ์ แคว้นเจินแม้จะรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของเชื้อพระวงศ์ แต่ก็รู้สึกโล่งใจที่ทุกคนรอดพ้นจากโรคระบาดและไม่ต้องพบเจอศึกสงคราม แม้จะต้องแลกด้วยการส่งข้าวปีละสองพันกระสอบเป็นเวลาสิบปีเพื่อชดเชยความผิดก็ตาม เพราะทุกคนไม่อยากให้มีสงครามเกิดขึ้น ทางด้านตระกูลลู







