LOGINเมื่อกลับมาถึงจวน ลู่อัน ลู่เจินและลู่หลินก็เห็นว่าลู่เสียนกลับมาถึงแล้ว พวกนางจึงรีบเข้าไปหาเพื่อจะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ลู่เสียนฟัง
พอเขามาถึงก็รีบยอบกายทำความเคารพเหว่ยอ๋อง ก่อนจะรีบนั่งลงแล้วเริ่มเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง “พี่ใหญ่วันนี้คุณหนูตระกูลฟู่มาหาเรื่องพวกเราด้วยเจ้าค่ะ แต่ว่าข้าได้ตบสั่งสอนนางไปสองฉาด” ลู่หลินเอ่ยเล่าด้วยสีหน้าสะใจ “ข้าก็ได้ตบท่านหญิงไปสองที เอาคืนที่นางตบข้าก่อนหน้านี้” ลู่อันเอ่ยขึ้นมาบ้าง ลู่เสียนกวาดตามองพวกนางนิ่ง รอบ ๆ ตัวของลู่หลินและลู่อันมีไอพิษแต่ว่ามีเพียงบางเบา ไม่สามารถทำอันตรายอันใดได้ คงเป็นเพราะพวกนางได้ดื่มเลือดของนางก่อนหน้านี้ พิษพวกนี้จึงไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปในร่างกายได้ แค่นางไม่อยู่เพียงไม่กี่ชั่วยาม พวกเขาก็เริ่มลงมือกันแล้ว โชคดีที่นางให้ทุกคนได้ดื่มเลือดที่นางทำขึ้น มิเช่นนั้นไม่รู้ว่าป่านนี้พวกนางจะเป็นอย่างไร สุดท้ายพวกเขาก็เผยตัวตนออกมาจนได้ รีบร้อนลงมือเช่นนี้คงคิดว่ายาพิษไม่มีใครจับได้สินะ ลู่เสียนแอบหัวเราะอยู่ในใจอย่างเย้ยหยัน ลู่อัน ลู่เจิน ลู่หลิน มองลู่เสียนอย่างแปลกใจเพราะเห็นนางเอาแต่จ้องมองโดยไม่พูดสิ่งใดออกมา “พี่หญิงใหญ่มีอะไรหรือเจ้าคะ?” “ลู่หลิน ลู่อัน พวกเจ้าสองคนถูกพิษ” “ถูกพิษ!!” ลู่หลินและลู่อันร้องออกมาด้วยความตกใจใบหน้าซีดเผือด “พวกเจ้าไม่ต้องตกใจดูเหมือนพิษนี้จะยังทำอะไรพวกเจ้าไม่ได้” “พี่หญิงแล้วท่านรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ เหตุใดข้าไม่รู้สึกอะไรเลย ลู่หลินเจ้ารู้สึกผิดปกติหรือไม่?” ลู่หลินรีบส่ายหัว “ใครถูกพิษหรือ?” เจียวลู่ที่ก้าวเข้ามาพร้อมรองแม่ทัพฉือและองค์รัชทายาท เอ่ยถามขึ้นเมื่อได้ยินว่ามีคนถูกพิษ ลู่อันจึงรีบลุกขึ้นไปหาเจียวลู่แล้วเอ่ยบอกสิ่งที่เกิดขึ้น “พี่ลู่พี่ใหญ่บอกว่าข้ากับลู่หลินถูกพิษ” “อะไรนะ!!” พวกเขาร้องออกมาอย่างตกใจ พวกนางไปถูกพิษได้อย่างไร “พี่ผิงอันไปปิดประตูห้ามให้ใครมารบกวน” ลู่เสียนเอ่ยบอกกับองครักษ์คนสนิทด้วยน้ำเสียงจริงจัง ใบหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย “เจ้าค่ะคุณหนูใหญ่” ผิงอันรีบไปปิดประตูห้องโถง ก่อนจะบอกให้ตงหานยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู จากนั้นก็เดินกลับมายืนอยู่มุมหนึ่ง ลู่เสียนลงจากตักเหว่ยอ๋องแล้วกลับมานั่งลงบนเก้าอี้ข้างเขา ด้วยสีหน้าครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา นางคงต้องเริ่มวางแผนเอาคืนพวกเขาเสียที ดูท่าพวกเขาคงไม่คิดจะปล่อยตระกูลลู่ไปง่าย ๆ จะเป็นฝ่ายรอรับอย่างเดียวไม่ได้ ถึงเวลาต้องโต้กลับเสียที “วันนี้คุณหนูตระกูลฟู่มาหาเรื่องพวกนาง เลยถูกพวกนางตบสั่งสอน แต่ว่าพอพวกนางกลับมาถึงจวน ข้าก็สัมผัสได้ถึงไอพิษที่อยู่รอบ ๆ ตัวของพวกนาง แต่เป็นเพียงภายนอกเท่านั้น ที่ข้าต้องปิดประตู เพราะเรื่องบางเรื่องคนรู้มากไปอาจไม่เป็นผลดีต่อข้า” นางหยุดพูดก่อนจะรับถ้วยชาที่เหว่ยอ๋องรินให้มาดื่ม “ข้าได้พลังมาจากเทพสายฟ้า เลือดของข้าพิเศษมากสามารถรักษาอาการบาดเจ็บและพิษได้ วันก่อนที่ข้าให้ทุกคนดื่มน้ำกระเจี๊ยบ ก็เพราะมีส่วนผสมของเลือดข้าลงไปในนั้นด้วย เรื่องนี้ข้าต้องการให้ปิดเป็นความลับ หากผู้อื่นรู้คงต้องการแย่งชิงตัวข้าไปทำยา” ทุกคนนั่งฟังนางพูดอย่างเหม่อลอย สิ่งที่นางพูดมันเป็นเรื่องจริงหรือ มันจะมหัศจรรย์และน่าเหลือเชื่อเกินไปหรือไม่ เลือดคนสามารถเป็นยาได้จริงหรือ “ถ้าเช่นนั้นที่พวกข้าไม่เป็นอะไรก็เพราะได้ดื่มเลือดพี่ใหญ่หรือเจ้าคะ?” ลู่หลินเอ่ยถามออกมาด้วยท่าทีตื่นตระหนก ยุคปัจจุบันเคยดูแต่หนังซีรีส์แวมไพร์ผีดูดเลือด มาตอนนี้เป็นนางที่ต้องมาดื่มเลือดเสียเอง ฟังดูแล้วน่าขนลุก! “ใช่แต่พิษนี้แปลกมาก เจ้ามาใกล้ ๆ ข้า” ลู่หลินรีบขยับเข้าไปนั่งใกล้ ๆ ลู่เสียนจึงจับไปที่ใบหน้าของลู่หลิน กำไลที่นางสวมอยู่ก็กลายเป็นสีแดงขึ้นมาทันที “นังหนูพิษนี้เรียกว่าพิษนิทรา จะมีผลตอนที่นอนหลับจะทำให้หลับลึกแล้วสิ้นใจตาย” ชายชราบรรพบุรุษเอ่ยบอกออกมา เพราะเมื่อก่อนเขาเปิดร้านขายยาและสมุนไพร และก่อนจะเปิดร้านเขาก็ได้ศีกษาตำราเกี่ยวกับพิษต่าง ๆ เขาจึงพอมีความรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง ลู่เสียนหันไปบอกทุกคนตามที่ชายชราบอกนางทันที “บัดซบ! นังสตรีแพศยากล้าลงมือกับฮูหยินของข้า ตระกูลฟู่มีกี่ชีวิตให้ข้าต้องบั่นคอกัน” เจียวลู่เอ่ยขึ้นด้วยความโมโหสุดขีด “คิดลงมือกับว่าที่พระชายาของข้า เห็นข้าเป็นหัวหลักหัวต่อหรืออย่างไรกัน!” รัชทายาทเกิดอารมณ์โทสะขึ้นมาเช่นกัน ยามนี้พระพักตร์แดงก่ำด้วยความโกรธ เหว่ยอ๋องเห็นเช่นนั้นก็กล่าวขึ้นมาบ้าง “วันนี้ในระหว่างเดินทางกลับ พวกข้าก็ถูกลอบสังหารอีกครั้ง ไร่ชาปกติดีมีคนแจ้งข่าวเท็จ” ปัง! “จะเหิมเกริ่มมากไปแล้ว” รองแม่ทัพฉือทุบโต๊ะดังสนั่นเริ่มโกรธขึ้นมาบ้าง “เสด็จพี่แล้วเราจะเอาอย่างไรต่อไป ให้ข้าทูลเสด็จพ่อหรือไม่?” รัชทายาทหันมาถามเหว่ยอ๋องด้วยสีหน้ากังวล เหว่ยอ๋องหันไปมองลู่เสียน นางจึงเอ่ยขึ้น “เรื่องนี้พวกเราต้องวางแผนให้ดี รัชทายาททูลบอกฝ่าบาทได้เพคะ แต่รบกวนกำชับพระองค์ว่าอย่าแหวกหญ้าให้งูตื่นเพคะ” “ได้” “หม่อมฉันจะทำน้ำกระเจี๊ยบเพิ่มอีกเยอะ ๆ จะได้แบ่งให้ทุกคนเอาไว้ดื่ม องค์รัชทายาทพระองค์ก็นำกลับไปด้วยเพคะ ท่านกุนซือเจียวลู่ ท่านรองแม่ทัพ ก็นำกลับไปให้คนที่จวนดื่มด้วยเจ้าค่ะ องครักษ์และทหารในกองทัพ ทุกคนต้องดื่มเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและเพื่อป้องกันพิษ” “แต่ว่าหากต้องใช้เลือดเจ้าเช่นนี้ เจ้าไม่กลัวหมดตัวหรือ?” เหว่ยอ๋องเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ลู่เสียนฉีกยิ้มก่อนจะกระซิบข้างหูเขาเบา ๆ “ท่านอ๋องก็หมั่นเติมน้ำให้หม่อมฉันบ่อย ๆ สิเพคะ” “....” กว่าเขาจะเข้าใจว่านางหมายถึงอะไรก็คิดอยู่นาน ฮึ! เจ้าจิ้งจอกน้อยเจ้าเล่ห์คืนนี้ข้าจะเติมน้ำให้เจ้าจนล้นเลย “ตอนนี้คนที่น่าสงสัยที่สุดคือตระกูลฟู่ รองลงมาคือตระกูลกู้ และยังมีขุนนางมากมายที่อยู่ฝ่ายพวกเขา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเราต้องวางแผนกันอย่างจริงจัง” เหว่ยอ๋องเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง พวกเขาพยักหน้าเห็นด้วย “แต่หากมีแคว้นอื่นมาร่วมวงด้วยข้าว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา” กุนซือเจียวลู่เริ่มวิเคราะห์ เพราะเขารู้ว่าเจินอ๋องต้องมีแผนการบางอย่างแน่ และหากเป็นเขาที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหาร สัญญายุติสงครามก็คงต้องมีอันสิ้นสุดลง และกองทัพแคว้นโจวก็พร้อมที่จะบุกโจมตีแคว้นเจินอีกครั้ง จากนั้นทุกคนก็ปรึกษาหารือกันอยู่นานจนถึงเวลาอาหารมื้อค่ำ องค์รัชทายาทเมื่อรับอาหารมื้อค่ำเสร็จก็ได้ขอตัวกลับ ลู่หลินจึงเดินมาส่งเขาขึ้นรถม้า “พรุ่งนี้พระองค์จะมาหรือไม่เพคะ?” “หากเจ้าต้องการแสงแดดข้าก็จะมา” เขามองนางตาเป็นประกาย ไม่คิดว่าการเลือกนางมาเป็นคู่ชีวิตจะรู้สึกมีชีวิตชีวาได้มากขนาดนี้ “นอกจากพระองค์ทำให้หม่อมฉันตกหลุมรักแล้ว ยังทำให้หม่อมฉันเริ่มตาบอด” “อย่างไร?” เขาเผลอยกมือมาลูบแก้มนางเล่นอย่างเอ็นดู ผิวนางละเอียดลื้นมือดีจริง ๆ “ก็พอเกิดความรักก็จะทำให้ตามืดบอด ไม่ว่าพระองค์จะทำอะไรหม่อมฉันก็จะมองว่าดีไม่เสียทุกอย่างเพคะ” เขาหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ดีเช่นนั้นเจ้าตาบอดไปตลอดชีวิตเลยนะเพราะข้าจะทำให้เจ้าตกหลุมรักข้าทุกครั้งที่ข้ามา” “เอาเปรียบเกินไป จะให้หม่อมฉันตกหลุมรักพระองค์อยู่ฝ่ายเดียวได้อย่างไร?” “ความหมายของเจ้าคืออยากได้ยินว่าข้าก็ตกหลุมรักเจ้าเช่นกันใช่หรือไม่? มานี่ข้าขอกอดหน่อย” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ลู่หลินเดินไปให้เขากอดแต่โดยดี “นี่คือคำยืนยันจากข้า” เขากอดนางแน่นเพื่อเป็นการยืนยันว่าเขาก็ตกหลุมรักนางเช่นเดียวกัน ลู่หลินฉีกยิ้มออกมาอย่างพอใจ เป็นอย่างพี่หญิงพูดจริง ๆ ด้วย ความรักบทจะมาก็มาแบบไม่ทันตั้งตัวยามนี้คนที่มีความสุขที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคหบดีลู่เฉิง ที่เวลานี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มีความสุขจนยากจะบรรยาย เหล่าบรรดาลูกเขยอยู่กันพร้อมหน้าถึงเจ็ดคน จะมีใครโชคดีเท่าเขาไม่มีอีกแล้ว “ลู่เฉิงจัดงานแต่งพร้อมกันทีเดียวไปเลยเจ็ดคู่ดีหรือไม่?” ฮ่องเต้เอ่ยถามเขาที่เอาแต่นั่งยิ้มไม่พูดไม่จา“ฝ่าบาทกระหม่อมกำลังคิดอยู่พอดีเลยพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาทจัดงานพร้อมกันก็ดีนะเพคะ หม่อมฉันอยากเห็นงานแต่งที่ยิ่งใหญ่อลังการที่มีคู่บ่าวสาวถึงเจ็ดคู่” ฮองเฮาเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้นพระพักตร์เริ่มขึ้นสีแดงนิด ๆ เพราะได้ดื่มโซจูไปหลายจอก วันนี้นางรู้สึกผ่อนคลายและรื่นเริงมากจริง ๆ บรรยากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางใฝ่ฝันอยากได้มาตลอด เพราะวังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่จะทำตามใจตนเองได้ พอได้มาสัมผัสบรรยากาศที่นี่จึงรู้สึกชอบเป็นพิเศษ “ฝ่าบาทมีสาสน์ส่งมาจากต่างแคว้นพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รีบเข้ามารายงานพร้อมยื่นสาสน์ให้ฮ่องเต้ เขารับมาเปิดอ่านอย่างไม่รีรอ จากนั้นเขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่า ฮ่า ลู่เฉิงเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจบุตรสาวตระกูลพ่อค้าของเจ้า แต่มายามนี้กลับแตกต่างออกไปแล้วอะนะ ดูเหมือนแคว้นเป่ยจะส่งสาสน์มาขอด
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงคิดว่าพวกเขาควรจะเอ่ยกับลู่เสียนและเหว่ยอ๋อง เรื่องที่พวกเขาได้ตัดสินอยากขอถอนคำพูดสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุและอยากแก้ไขใหม่เป็น อยากขอคบหาดูใจกับพวกนางดูก่อน “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง คือก่อนหน้านี้ที่พวกข้าได้เอ่ยออกไปว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุ ในตอนนั้นพวกข้าพูดไปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี ในตอนนี้จึงอยากขอถอนคำพูดและเปลี่ยนเป็นขอคบหาดูใจกับพวกนางอย่างจริงใจ”“พวกท่านแน่ใจหรือเพคะ การตัดสินใจของพวกท่านในวันนี้จะมีผลในวันข้างหน้า พวกนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ จึงมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจตลอดเวลา ว่าจะมีคนจะมาดูถูกชาติกำเนิดของนาง เพราะฉะนั้นการแสดงความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญมาก”“หม่อมฉันจะให้โอกาสพวกท่านคิดทบทวนอีกครั้ง เพราะพวกนางเป็นน้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องปกป้องพวกนางอย่างสุดความสามารถ อีกอย่างพวกท่านเป็นถึงองค์ชาย แต่งงานกับบุตรสาวของอนุย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของราชวงศ์ หากแต่งออกไปฐานะทางสังคมก็คงเป็นได้เพียงอนุ หากว่าพวกท่านพร้อมจะยืดอกกางแขนปกป้องศักดิ์ศรีของพวกนางได้อย่างสง่าผ่า
“ในเมื่อท่านทั้งสองคนเดินทางมาเพื่ออยากให้หม่อมฉันช่วยเหลือ หม่อมฉันยินดีช่วยแต่ว่าในเมื่อท่านเริ่มต้นไม่ดี หม่อมฉันก็จะให้บทลงโทษกับองค์ชายเช่นพวกท่านได้เรียนรู้เสียบ้าง เพราะเท่าที่เห็นพระองค์คงถูกตามใจจนเคยตัวและไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านสองคนต้องอยู่ที่นี่เพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่ แลกกับการรักษาโรคระบาดที่เมืองเชียงตง ท่านทั้งสองจะว่าอย่างไรเพคะ?”ฮ่องเต้ได้ฟังลู่เสียนพูดก็นึกชื่นชมขึ้นมาในใจ นางช่างมีความคิดไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบวิธีการของนางมากเลยทีเดียว เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนางอยากแสนภาคภูมิใจและมองนางอย่างรักใคร่ไม่ปิดบัง จื้อตงหยางครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดีสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง หากนางยอมช่วยเหลือจะให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น“ได้พวกข้าตกลง”“ดีเพคะถ้าเช่นนั้น ลู่ฟาง ลู่เซียน พวกเจ้าพาพวกเขาไปทำแผล”“พี่หญิงทำไมต้องเป็นพวกข้า ข้าไม่อยากทำ” ลู่เซียนรีบเอ่ยปฏิเสธขึ้นมา เพราะนางไม่ชอบบุรุษที่ชอบพูดจาด้อยค่าผู้อื่น เพียงเพราะมีฐานะเหนือกว่า ลู่เสียนยกยิ้มมองน้องสาวอย่างเอ็นดู บุรุษที่ไม่ชอบบุตรสาวของอนุ ให้คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่นานพวก
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วลงมาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน ก่อนที่จื้ออี้เฉิงจะตรงมาคว้าข้อมือของลู่เซียน ส่วนจื้อตงหยางตรงเข้ามาคว้าข้อมือของลู่ฟาง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเตรียมตัวใช้วิชาตัวเบาเหาะจากไป แต่ว่า…“เดี๋ยวก่อน!” เป็นเสียงของฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นมา จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางหันขวับมามองอย่างตกใจ เสด็จลุงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร “คิดจะมาเอาคนไปช่วยแต่วิธีการของพวกเจ้าช่างไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าคงต้องตักเตือนบิดาของเจ้าถึงการกระทำอันไรมารยาทของบุตรชายของเขาเสียแล้ว ข้านั่งอยู่ด้านใดไม่คิดจะมาทักทาย แต่ยังดันจะพาสตรีที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยเช่นนี้ เจ้าคงต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองแล้วละหลานชาย”“ถวายบังคมเสด็จลุง”“ตามข้าเข้าไปข้างใน” กล่าวจบฮ่องเต้สะบัดอาภรณ์เดินเข้าไปในจวนอย่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นสองหลานชายทำตัวไร้การอบรมเช่นนี้ จื้ออี้เฉิงยังคงจับแขนของลู่เซียนเอาไว้ไม่ปล่อย ส่วนตงอยางก็กำข้อมือของลู่ฟางเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินตามฮ่องเต้เข้าไปด้านในจากทุกคนจึงเดินตามเข้ามาเพราะอยากรู้ว่าเขาสองคนเป็นใคร และอยากรู้ว่าฮ่องเต้จะตัดสินอย่างไรกับเรื่องนี้ ฮ่อ
บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสุขและสนุกสนาน ลู่เสียนจึงตัดสินใจลุกออกไปช่วยน้องสาวแจกอาหารที่หน้าจวน ปล่อยให้บุรุษนั่งสนทนากันไปเพราะเมื่อมีสุราเข้ามาร่วมวงก็ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนมีความครึกครื้นกันมากขึ้น โซจูที่ลู่หลินเอาออกมาจากมิติ ดูเหมือนทุกคนจะชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะดีกรีแรงถูกคอนักดื่มเป็นอย่างยิ่งบุตรสาวตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนออกมายืนแจกซาลาเปา เกี๊ยวน้ำ และหมูหันอยู่หน้าจวน ผู้คนทั้งเมืองหลวงถือจานและถ้วยออกมารับอาหาร เพราะลู่หลินให้คนเขียนป้ายบอกให้ทุกคนเตรียมมา จะได้สะดวกนำกลับไปกินที่เรือน“พี่ตงหาน พี่ผิงอัน ไปบอกกลุ่มทหารที่ไปกับพวกเรา ให้มาเอาอาหารไปกินด้วยเจ้าคะ”“ขอรับ/เจ้าค่ะ”“ลู่หลินแบ่งอาหารไว้ส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับทหารที่ไปกับข้า”“ได้เจ้าค่ะเดี๋ยว ข้าจะจัดแยกไว้ต่างหาก”ผู้คนที่มายืนต่อแถวรับอาหาร ต่างยืนมองคุณหนูตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนด้วยสายตาชื่นชม พวกนางมีความงดงามอย่างหาใครเทียบไม่ได้ อีกทั้งพวกนางยังเป็นคนจิตใจดีมีน้ำใจและไม่ถือตัวเลยสักนิด แตกต่างจากคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ที่เคยเห็นอย่างลิบลับ“เจ้าดูคุณใหญ่และคุณหนูสี่สิ อีกหน่อยก็ต้องแต่งเป็นพระชายาแล้ว แต่พวกนา
แคว้นโจวยามนี้ผู้คนทั้งเมืองต่างเตรียมตัวต้อนรับการกลับมาของเหว่ยอ๋องและลู่เสียนตั้งแต่ประตูเข้าเมืองจนไปถึงวังหลวง ลู่เฉิงได้จัดเตรียมการต้อนรับเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ ลู่เฉิงยังได้ไปจ้างคณะเชิดสิงโตมาเพิ่มความครึกครื้น ยังไม่พอเขายังไปเหมาประทัดมาแจกจ่ายให้ทุกคนจุด เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย ลู่เฉิงบอกให้ทุกคนจุดเวลาขบวนรถม้ามาถึง ยังไม่พอลู่เฉิงยังไปจ้างคณะระบำดนตรีมาร้องมารำเพื่อความสนุกสนาน ยามนี้เมืองหลวงแคว้นโจวคึกคักเป็นอย่างมาก เมื่อหน่วยข่าวมาแจ้งว่าพวกเขาจะเดินทางมาถึงในอีกไม่ช้า หน่วยที่มาแจ้งข่าวยังรายงานถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ทุกคนรับรู้ ยามนี้ชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่ลู่เสียนโด่งดังไปทั่วหล้า ไม่ว่าจะเป็นความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวหรือแม้แต่ทักษะด้านการแพทย์นางก็ทำได้ดีอย่างน่าทึ่ง ความมีน้ำใจเมตตาไม่เอาความโกรธแค้นมาลงกับผู้บริสุทธิ์ แคว้นเจินแม้จะรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของเชื้อพระวงศ์ แต่ก็รู้สึกโล่งใจที่ทุกคนรอดพ้นจากโรคระบาดและไม่ต้องพบเจอศึกสงคราม แม้จะต้องแลกด้วยการส่งข้าวปีละสองพันกระสอบเป็นเวลาสิบปีเพื่อชดเชยความผิดก็ตาม เพราะทุกคนไม่อยากให้มีสงครามเกิดขึ้น ทางด้านตระกูลลู







