LOGIN“ดาบสายฟ้า!!” ลู่เสียนร้องออกดังก้องกังวาน จู่ ๆ ท้องฟ้าที่สดใสก็เริ่มมีเมฆหมอกมืดครึ้ม เสียงฟ้าร้องเสียงฟ้าคำรามดังสนั่นทั่วท้องฟ้า เปรี้ยง!สายฟ้าฟาดลงมาไม่หยุดเปรี้ยง! เปรี้ยง! จากนั้นก็มีแสงประกายเจิดจ้าพุ่งลงมาที่ร่างของลู่เสียน ก่อดจะหยุดอยู่ตรงหน้าของนางแล้วกลายเป็นดาบคมเงางับ บ่งบอกถึงความคมว่ามีมากเพียงใด ลู่เสียนเอื้อมมือไปหยิบดาบมาถืออย่างมั่นคง เปรี้ยง! สายฟ้าฟาดลงมาอีกครั้ง
ลู่เสียนรับรู้ถึงพลังของดาบสายฟ้าที่วิ่งจากปลายดาบเข้ามาสู่ร่างของนาง นางยืนจังก้าเพ่งมองยังจุดที่บ่งบอกว่าพวกเขาใกล้เข้ามาแล้ว เหว่ยอ๋องรองแม่ทัพฉือยืนเยื้องไปทางด้านหลังประกบซ้ายขวา ด้านหลังเป็นองครักษ์และทหาร ทุกคนมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตากับสิ่งน่าเหลือเชื่อนี้ คุณหนูใหญ่เป็นใครกันแน่ ทุกคนเริ่มตั้งคำถามขึ้นมาในใจ ไม่นานกลุ่มกองกำลังก็มาถึง เพราะใช้วิชาตัวเบาและพลังยุทธในการเดินทาง จึงไม่จำเป็นต้องใช้ม้า พวกเขาเหาะลงมายืนตรงหน้าลู่เสียนแต่ห่างออกไปราว50ก้าว สายตาของพวกเขามองสำรวจสตรีตรงหน้าอย่างพิจารณา หากให้เดาสตรีงดงามนางนี้ก็คงเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลลู่ เพราะเห็นเหว่ยอ๋องยืนอยู่ด้านขวามือ ด้านซ้ายเป็นรองแม่ทัพฉือ พวกเขาแสยะยิ้มออกมาอย่างน่าเกลียด ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างเย้ยหยัน “เหว่ยอ๋องและรองแม่ทัพฉือไร้ความสามารถถึงขั้นส่งสตรีมาออกหน้าแทนเช่นนี้ช่างน่าขัน” ลู่เสียนได้ฟังก็สวนขึ้นมาทันที เพราะยามนี้นางอารมณ์ไม่ดีแบบสุด ๆ “เจ้าลูกเต่าสกปรกอย่าเพิ่งด่วนพูดจาไร้สาระปัญญาอ่อน เป็นสตรีแล้วอย่างไรทำให้พวกเจ้าตายได้แล้วกัน” “ฮ่า ๆ น่าขันสตรีเช่นเจ้าเหมาะกับการนอนรออยู่บนเตียงมากกว่า” คำพูดของชายผู้นั้นทำเอาเหว่ยอ๋องคิ้วกระตุกส่วนลู่เสียนโทสะพุ่งปรี้ด เปรี้ยง! สายฟ้าฟาดลงมาทำเอากลุ่มนักฆ่าที่มาสะดุ้งเฮือก ลู่เสียนกำดาบแน่นแล้วรวบรวมพลัง “แล้วพวกเจ้าจะต้องเสียใจ แต่ว่าคงต้องไปเสียใจในนรก เพราะว่าถึงเวลาที่ยมทูตมาเอาชีวิตเจ้าลงนรกแล้ว!!” กล่าวจบลู่เสียนก็วิ่งพุ่งเข้าไปยังกลุ่มคนร้ายอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้า พวกเขาไม่ทันขยับร่างก็ถูกฟัดฉับ จนขาดกระเด็นเป็นสองท่อน ฉึบ! ฉึบ! เพียงแค่ชั่วอึดใจคนร้ายนับ100คนนอนตายเกลื่อน บางคนคอขาด บางคนลำตัวขาดเป็นสองท่อน ยามนี้ลู่เสียนร่างกายชุ่มโชกไปด้วยโลหิต นางยืนมองศพด้วยสีหน้าเย็นชา เปรี้ยง! เปรี้ยง! สายฟ้าฟาดลงมาดังสนั่นหวั่นไหวอีกครั้ง จากนั้นท้องฟ้าที่มืดครึ้มเมฆหมอกดำทมิฬก็ค่อย ๆ จางหายไป กลายเป็นท้องฟ้าที่สดใสอีกครั้ง ลู่เสียนเดินมาหยุดตรงหน้าเหว่ยอ๋อง “หม่อมฉันอยากอาบน้ำเพคะ” เหว่ยอ๋องรีบหันไปสั่งการองครักษ์ แต่รองแม่ทัพเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน “ท่านอ๋องตรงนั้นมีลำธารไหลผ่าน หากคุณหนูใหญ่ไม่กลัวว่าจะหนาว ก็ไปอาบตรงนั้นได้” พอได้ยินว่ามีลำธารอารมณ์ที่ขุ่นมัวของลู่เสียนก็พลันมลายหายไป นานมากแล้วที่นางไม่ได้เล่นน้ำแบบธรรมชาติ แต่ว่าคงต้องรีบอาบเพราะตอนนี้นางหิวมากเลย ผิงอันรีบวิ่งกลับไปที่รถม้าเพื่อหยิบเสื้อผ้าที่เตรียมมาให้ลู่เสียน เหว่ยอ๋องจับมือลู่เสียนเดินมาที่ลำธารที่ไหลเอื่อย ๆ มารวมกันเป็นแอ่งใหญ่ใสแจ๋ว จนมองเห็นปลาเล็กปลาน้อยแหวกว่ายไปมา ลู่เสียนหันมามองเหว่ยอ๋องด้วยตาเป็นประกาย นางรีบวางถุงผ้าไว้บนโขนหิน เหว่ยอ๋องเดินไปสั่งองครักษ์ให้คอยคุ้มกันห่างออกไป ก่อนจะกลับมาหาลู่เสียนที่กำลังปลดชุดที่เต็มไปด้วยเลือดออกวางไว้ ร่างกายของนางยามนี้เปลือยเปล่าไร้สิ่งใดห่อหุ้ม เหว่ยอ๋องมองนางอย่างตกตะลึงภายในลำคอแห้งผาก น้ำใสจนเห็นรูปร่างของนางชัดเจนงดงามอย่างไร้ที่ติ เขารีบปลดชุดที่สวมใส่เพื่อจะอาบน้ำด้วยเช่นกัน ลู่เสียนแอบปรายตามองเขาด้วยใจที่เต้นระรัว แม้จะเป็นเวลาใกล้ค่ำแต่ยังคงสว่างจ้ามองเห็นทุกอย่างชัดเจน ร่างกายของเขาแข็งแรงบึกบึนเต็มไปด้วยหมัดกล้าม ลู่เสียนแอบกลืนน้ำลายเมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้ “มองขนาดนี้เห็นทีข้าคงต้องจัดให้เจ้าก่อนอาหารมื้อค่ำ” ลู่เสียนหน้าแดงระเรื่อยกสองแขนโอบรอบเอวของเขา ก่อนจะเเหงนหน้ามองเขาอย่างออดอ้อน “คิดถึงหนอนน้อยจะแย่แล้วเพคะ” เขาหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู ก่อนจะใช้มือประคองศีรษะของนางให้รับจูบของเขาที่ก้มลงมา ลู่เสียนจูบตอบกลับไปอย่างร้อนแรง เหว่ยอ๋องร่างกายร้อนฉ่า ไฟรักลุกโชนขึ้นมาทันที เขาก้มลงไปอุ้มร่างของนางขึ้นมา แล้วให้นางเกี่ยวขาเอาไว้บนเอวของเขา ลู่เสียนรีบโอบลำคอของเอาไว้แน่น “ท่านี้ข้าจำมาจากที่เจ้าวาด ลองดูว่าเจ้าชอบหรือไม่” กล่าวจบเขาก็ดันมังกรเข้าไปจนสุดลำ ลู่เสียนรีบผละจูบออกมาเพื่อร้องครางมองเขาตาปรือ บรรยากาศท่ามกลางธรรมชาติเช่นนี้ ทำให้นางมีอารมณ์จนยากจะระงับ “อื้อออ ท่านอ๋องขยับเลยเพคะ หม่อมฉันพร้อมแล้ว” เหว่ยอ๋องไม่รอช้าจับประคองสะโพกงามของนางเอาไว้มั่น ก่อนจะอัดกระแทกอย่างหนักหน่วงตามอารมณ์ปรารถนาที่ปะทุขึ้น “เสียนเอ่อร์ อ่าา เด็กดี อืมมมดีจริง ๆ” “อื้ออ ท่านอ๋องแรงอีกเพคะ” “เด็กดื้อ” เหว่ยอ๋องอัดกระแทกอย่างมันเขี้ยว ก่อนจะทั้งสองจะปลดปล่อยออกมาอย่างสุขสม ลู่เสียนหยิบสบู่มาฟอกตัวให้เขา จากนั้นก็หันมาจัดการตัวเอง แล้วพากันแต่งตัวเดินกลับมาที่กระโจม พอกลับมาถึงนางก็ให้ทหารก่อเตาเพิ่มเพื่อต้มน้ำทำซุปมันฝรั่ง ระหว่างรอซุปก็กินต้มมาม่าไปก่อนรองทอง ลู่เสียนนำมาม่ารสหมูสับมาแกะใส่ถ้วยเพื่อทำเป็นตัวอย่าง จากนั้นก็ตักน้ำร้อนใส่และแกะซองเครื่องปรุง จากนั้นก็หยิบถ้วยอีกอันมาปิดฝา ทุกคนรีบทำตามกันอย่างสนุกสนาน เพราะไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน ผ่านไปไม่นานลู่เสียนก็เปิดฝ่า กลิ่นหอมของมาม่าลอยตลบอบอวล ลู่เสียนยกไปให้เหว่ยอ๋องและของนาง เพื่อนั่งกินข้างกองไฟ “อร่อยมั้ยเพคะ?” “อร่อยมากทั้งสะดวกและง่าย หากยามออกรบมีสิ่งนี้ทหารคงไม่ต้องทนหิว” “ทางที่ดีเราต้องหาวิธีไม่ให้เกิดสงครามเลยจะดีที่สุด” รองแม่ทัพฉือที่ถือถ้วยมาม่าเดินมาทรุดนั่ง ได้ยินประโยคของลู่เสียนก็เอ่ยขึ้นอย่างหนักใจ “พวกข้าก็เคยคิดแต่ว่ามันยากมากเลย แคว้นโจวไม่ได้อยากรบรากับใคร แต่เป็นแคว้นอื่นที่ยกทัพมาเพื่อโจมตี แคว้นโจวก็เพียงแค่ปกป้องแคว้น” “ที่จริงข้าไม่ควรมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องบ้านเมือง แต่ในเมื่อมาเข้ามาแล้ว ข้าคิดว่าก็ต้องช่วยจัดการให้มันดีขึ้น เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ท่านอ๋องและท่านรองแม่ทัพจะจัดการอย่างไร?” “เราคงต้องส่งสาสน์ยกเลิกสัญญายุติสงคราม ในเมื่อพวกเขาเริ่มก่อนข้าก็คงไม่ปล่อยเอาไว้ หากแคว้นเจินไม่ยอมรับ พวกเขาก็ต้องหาหลักฐานมายืนยัน” เหว่ยอ๋องเอ่ยขึ้น ลู่เสียนคิดว่าแบบนี้ก็ดีแคว้นอื่นจะได้เห็นเป็นตัวอย่าง นางไม่ได้ชอบฆ่าใครแต่หากใช้วิธีสันติแล้วยังส่งคนมาลอบฆ่าเช่นนี้ ก็คงต้องใช้วิธีที่เด็ดขาดกันไปเลยยามนี้คนที่มีความสุขที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคหบดีลู่เฉิง ที่เวลานี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มีความสุขจนยากจะบรรยาย เหล่าบรรดาลูกเขยอยู่กันพร้อมหน้าถึงเจ็ดคน จะมีใครโชคดีเท่าเขาไม่มีอีกแล้ว “ลู่เฉิงจัดงานแต่งพร้อมกันทีเดียวไปเลยเจ็ดคู่ดีหรือไม่?” ฮ่องเต้เอ่ยถามเขาที่เอาแต่นั่งยิ้มไม่พูดไม่จา“ฝ่าบาทกระหม่อมกำลังคิดอยู่พอดีเลยพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาทจัดงานพร้อมกันก็ดีนะเพคะ หม่อมฉันอยากเห็นงานแต่งที่ยิ่งใหญ่อลังการที่มีคู่บ่าวสาวถึงเจ็ดคู่” ฮองเฮาเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้นพระพักตร์เริ่มขึ้นสีแดงนิด ๆ เพราะได้ดื่มโซจูไปหลายจอก วันนี้นางรู้สึกผ่อนคลายและรื่นเริงมากจริง ๆ บรรยากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางใฝ่ฝันอยากได้มาตลอด เพราะวังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่จะทำตามใจตนเองได้ พอได้มาสัมผัสบรรยากาศที่นี่จึงรู้สึกชอบเป็นพิเศษ “ฝ่าบาทมีสาสน์ส่งมาจากต่างแคว้นพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รีบเข้ามารายงานพร้อมยื่นสาสน์ให้ฮ่องเต้ เขารับมาเปิดอ่านอย่างไม่รีรอ จากนั้นเขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่า ฮ่า ลู่เฉิงเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจบุตรสาวตระกูลพ่อค้าของเจ้า แต่มายามนี้กลับแตกต่างออกไปแล้วอะนะ ดูเหมือนแคว้นเป่ยจะส่งสาสน์มาขอด
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงคิดว่าพวกเขาควรจะเอ่ยกับลู่เสียนและเหว่ยอ๋อง เรื่องที่พวกเขาได้ตัดสินอยากขอถอนคำพูดสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุและอยากแก้ไขใหม่เป็น อยากขอคบหาดูใจกับพวกนางดูก่อน “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง คือก่อนหน้านี้ที่พวกข้าได้เอ่ยออกไปว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุ ในตอนนั้นพวกข้าพูดไปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี ในตอนนี้จึงอยากขอถอนคำพูดและเปลี่ยนเป็นขอคบหาดูใจกับพวกนางอย่างจริงใจ”“พวกท่านแน่ใจหรือเพคะ การตัดสินใจของพวกท่านในวันนี้จะมีผลในวันข้างหน้า พวกนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ จึงมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจตลอดเวลา ว่าจะมีคนจะมาดูถูกชาติกำเนิดของนาง เพราะฉะนั้นการแสดงความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญมาก”“หม่อมฉันจะให้โอกาสพวกท่านคิดทบทวนอีกครั้ง เพราะพวกนางเป็นน้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องปกป้องพวกนางอย่างสุดความสามารถ อีกอย่างพวกท่านเป็นถึงองค์ชาย แต่งงานกับบุตรสาวของอนุย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของราชวงศ์ หากแต่งออกไปฐานะทางสังคมก็คงเป็นได้เพียงอนุ หากว่าพวกท่านพร้อมจะยืดอกกางแขนปกป้องศักดิ์ศรีของพวกนางได้อย่างสง่าผ่า
“ในเมื่อท่านทั้งสองคนเดินทางมาเพื่ออยากให้หม่อมฉันช่วยเหลือ หม่อมฉันยินดีช่วยแต่ว่าในเมื่อท่านเริ่มต้นไม่ดี หม่อมฉันก็จะให้บทลงโทษกับองค์ชายเช่นพวกท่านได้เรียนรู้เสียบ้าง เพราะเท่าที่เห็นพระองค์คงถูกตามใจจนเคยตัวและไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านสองคนต้องอยู่ที่นี่เพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่ แลกกับการรักษาโรคระบาดที่เมืองเชียงตง ท่านทั้งสองจะว่าอย่างไรเพคะ?”ฮ่องเต้ได้ฟังลู่เสียนพูดก็นึกชื่นชมขึ้นมาในใจ นางช่างมีความคิดไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบวิธีการของนางมากเลยทีเดียว เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนางอยากแสนภาคภูมิใจและมองนางอย่างรักใคร่ไม่ปิดบัง จื้อตงหยางครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดีสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง หากนางยอมช่วยเหลือจะให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น“ได้พวกข้าตกลง”“ดีเพคะถ้าเช่นนั้น ลู่ฟาง ลู่เซียน พวกเจ้าพาพวกเขาไปทำแผล”“พี่หญิงทำไมต้องเป็นพวกข้า ข้าไม่อยากทำ” ลู่เซียนรีบเอ่ยปฏิเสธขึ้นมา เพราะนางไม่ชอบบุรุษที่ชอบพูดจาด้อยค่าผู้อื่น เพียงเพราะมีฐานะเหนือกว่า ลู่เสียนยกยิ้มมองน้องสาวอย่างเอ็นดู บุรุษที่ไม่ชอบบุตรสาวของอนุ ให้คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่นานพวก
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วลงมาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน ก่อนที่จื้ออี้เฉิงจะตรงมาคว้าข้อมือของลู่เซียน ส่วนจื้อตงหยางตรงเข้ามาคว้าข้อมือของลู่ฟาง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเตรียมตัวใช้วิชาตัวเบาเหาะจากไป แต่ว่า…“เดี๋ยวก่อน!” เป็นเสียงของฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นมา จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางหันขวับมามองอย่างตกใจ เสด็จลุงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร “คิดจะมาเอาคนไปช่วยแต่วิธีการของพวกเจ้าช่างไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าคงต้องตักเตือนบิดาของเจ้าถึงการกระทำอันไรมารยาทของบุตรชายของเขาเสียแล้ว ข้านั่งอยู่ด้านใดไม่คิดจะมาทักทาย แต่ยังดันจะพาสตรีที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยเช่นนี้ เจ้าคงต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองแล้วละหลานชาย”“ถวายบังคมเสด็จลุง”“ตามข้าเข้าไปข้างใน” กล่าวจบฮ่องเต้สะบัดอาภรณ์เดินเข้าไปในจวนอย่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นสองหลานชายทำตัวไร้การอบรมเช่นนี้ จื้ออี้เฉิงยังคงจับแขนของลู่เซียนเอาไว้ไม่ปล่อย ส่วนตงอยางก็กำข้อมือของลู่ฟางเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินตามฮ่องเต้เข้าไปด้านในจากทุกคนจึงเดินตามเข้ามาเพราะอยากรู้ว่าเขาสองคนเป็นใคร และอยากรู้ว่าฮ่องเต้จะตัดสินอย่างไรกับเรื่องนี้ ฮ่อ
บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสุขและสนุกสนาน ลู่เสียนจึงตัดสินใจลุกออกไปช่วยน้องสาวแจกอาหารที่หน้าจวน ปล่อยให้บุรุษนั่งสนทนากันไปเพราะเมื่อมีสุราเข้ามาร่วมวงก็ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนมีความครึกครื้นกันมากขึ้น โซจูที่ลู่หลินเอาออกมาจากมิติ ดูเหมือนทุกคนจะชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะดีกรีแรงถูกคอนักดื่มเป็นอย่างยิ่งบุตรสาวตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนออกมายืนแจกซาลาเปา เกี๊ยวน้ำ และหมูหันอยู่หน้าจวน ผู้คนทั้งเมืองหลวงถือจานและถ้วยออกมารับอาหาร เพราะลู่หลินให้คนเขียนป้ายบอกให้ทุกคนเตรียมมา จะได้สะดวกนำกลับไปกินที่เรือน“พี่ตงหาน พี่ผิงอัน ไปบอกกลุ่มทหารที่ไปกับพวกเรา ให้มาเอาอาหารไปกินด้วยเจ้าคะ”“ขอรับ/เจ้าค่ะ”“ลู่หลินแบ่งอาหารไว้ส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับทหารที่ไปกับข้า”“ได้เจ้าค่ะเดี๋ยว ข้าจะจัดแยกไว้ต่างหาก”ผู้คนที่มายืนต่อแถวรับอาหาร ต่างยืนมองคุณหนูตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนด้วยสายตาชื่นชม พวกนางมีความงดงามอย่างหาใครเทียบไม่ได้ อีกทั้งพวกนางยังเป็นคนจิตใจดีมีน้ำใจและไม่ถือตัวเลยสักนิด แตกต่างจากคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ที่เคยเห็นอย่างลิบลับ“เจ้าดูคุณใหญ่และคุณหนูสี่สิ อีกหน่อยก็ต้องแต่งเป็นพระชายาแล้ว แต่พวกนา
แคว้นโจวยามนี้ผู้คนทั้งเมืองต่างเตรียมตัวต้อนรับการกลับมาของเหว่ยอ๋องและลู่เสียนตั้งแต่ประตูเข้าเมืองจนไปถึงวังหลวง ลู่เฉิงได้จัดเตรียมการต้อนรับเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ ลู่เฉิงยังได้ไปจ้างคณะเชิดสิงโตมาเพิ่มความครึกครื้น ยังไม่พอเขายังไปเหมาประทัดมาแจกจ่ายให้ทุกคนจุด เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย ลู่เฉิงบอกให้ทุกคนจุดเวลาขบวนรถม้ามาถึง ยังไม่พอลู่เฉิงยังไปจ้างคณะระบำดนตรีมาร้องมารำเพื่อความสนุกสนาน ยามนี้เมืองหลวงแคว้นโจวคึกคักเป็นอย่างมาก เมื่อหน่วยข่าวมาแจ้งว่าพวกเขาจะเดินทางมาถึงในอีกไม่ช้า หน่วยที่มาแจ้งข่าวยังรายงานถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ทุกคนรับรู้ ยามนี้ชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่ลู่เสียนโด่งดังไปทั่วหล้า ไม่ว่าจะเป็นความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวหรือแม้แต่ทักษะด้านการแพทย์นางก็ทำได้ดีอย่างน่าทึ่ง ความมีน้ำใจเมตตาไม่เอาความโกรธแค้นมาลงกับผู้บริสุทธิ์ แคว้นเจินแม้จะรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของเชื้อพระวงศ์ แต่ก็รู้สึกโล่งใจที่ทุกคนรอดพ้นจากโรคระบาดและไม่ต้องพบเจอศึกสงคราม แม้จะต้องแลกด้วยการส่งข้าวปีละสองพันกระสอบเป็นเวลาสิบปีเพื่อชดเชยความผิดก็ตาม เพราะทุกคนไม่อยากให้มีสงครามเกิดขึ้น ทางด้านตระกูลลู







