LOGINแคว้นโจว
ทางด้านเมืองหลวงของแคว้นโจว หลังจากสอบปากคำคุณหนูตระกูลฟู่ จนพวกนางเปิดเผยความจริงออกมาทั้งหมด ฮ่องเต้จึงออกพระราชโองการให้ไปจับตัวเสนาบดีฟู่ เสนาบดีกู้และบุตรชายเข้าคุกหลวงทันทีเพื่อรอไต่สวน ฮ่องเต้นั่งหลับตาครุ่นคิดว่าถึงเวลาต้องกวาดล้างให้สะอาดเสียที เขารู้ว่ามันเป็นได้ยากเพราะบัลลังก์ยังคงต้องการคนสนับสนุน เรื่องนี้เขาคงต้องปรึกษาทุกคนอย่างจริงจังว่าจะเอาอย่างไร “ฝ่าบาท องค์รัชทายาทและคุณหนูสี่มาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ รวมทั้งท่านกุนซือเจียวลู่และท่านแม่ทัพก็มาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” “ให้เข้ามา” ทุกคนเมื่อเข้ามาถึงก็รีบทำความเคารพองค์เหนือหัว ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ ฮ่องเต้กวาดตามองคุณหนูสี่อย่างพิจารณา ลู่เฉิงช่างมีวาสนามีบุตรสาวงดงามแทบทุกคน อีกทั้งฉลาดเฉลียวมากเช่นนี้น่าภูมิใจแทนจริง ๆ “ท่านกุนซือหากสอบสวนพวกเขาแล้วพบว่า มีขุนนางหลายคนที่ร่วมกระทำความผิด ท่านคิดว่าเราควรจะทำอย่างไร?” “ทูลฝ่าบาทหากจะกวาดล้างให้สิ้นซาก ก็ต้องยอมหักไม่ยอมงอ บัลลังก์ยามนี้แข็งแกร่งมากพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทอย่าทรงได้กังวลพระทัย ถึงแม้จะไม่มีอำนาจตระกูลใหญ่ ๆ มาสนับสนุน แต่เราสามารถส่งเสริมตระกูลเล็ก ๆ ให้ก้าวขึ้นมามีบทบาทความสำคัญได้ และยามนั้นพวกเขาจะยิ่งจงรักภักดี เพราะเมื่อก่อนตระกูลเล็ก ๆ ต้องยอมตระกูลใหญ่อยู่เสมอ หากเราสามารถจัดการอำนาจที่ผูกขาดมาอย่างช้านานได้ ตระกูลเล็ก ๆ ก็พร้อมจะสนับสนุนบัลลังก์นี้อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ก่อนกระหม่อมจะมาที่นี่รองแม่ทัพฉือได้ให้คนมาส่งข่าวว่า ดูเหมือนโรคระบาดจะควบคุมได้แล้ว แต่ในระหว่างที่อยู่ที่นั่นมีคนร้ายจำนวน100คนบุกเข้ามา แต่ว่าเป็นคุณหนูใหญ่ ที่จัดการเพียงคนเดียวในชั่วเวลาเพียงพริบตาพ่ะย่ะค่ะ หากเป็นเช่นนี้ฝ่าบาทยิ่งไม่ต้องทรงเป็นกังวล เพราะอย่างไรคุณหนูใหญ่ก็จะมาเป็นพระชายาของท่านอ๋อง นางและท่านอ๋องย่อมปกป้องบัลลังก์ให้มั่นคงได้อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ" ฮ่องเต้ถึงกับตกตะลึง คุณหนูใหญ่นางเป็นวรยุทธด้วยหรือนี่! โอ้ลูกสะใภ้คนดีเจ้าช่างครบเครื่องจริง ๆ ส่วนเจียวลู่และองค์รัชทายาทพอได้ฟังก็ไม่แปลกใจเท่าใดนัก เพราะขนาดเลือดของนางยังพิเศษสามารถรักษาคนได้ หากนางจะเป็นวรยุทธก็ไม่แปลกอันใด “ท่านอ๋องยังฝากถึงฝ่าบาทด้วยพ่ะย่ะค่ะว่า เขาจะเดินทางกลับอีกสามวัน แต่จะให้ฝ่าบาทส่งสาสน์ถึงแคว้นเจินว่ายกเลิกสัญญายุติสงคราม เพราะว่าพวกเขาละเมิดสัญญาพ่ะย่ะค่ะ” ท่านแม่ทัพฉือรายงานสิ่งที่เหว่ยอ๋องฝากมา ฮ่องเต้พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหันไปถามคุณหนูสี่ทีเล่นทีจริง “แล้วคุณหนูสี่เป็นวรยุทธหรือไม่?” ที่เขาถามเพราะคุณหนูตระกูลลู่มีเรื่องให้เขาประหลาดใจอยู่เสมอ เขาไม่คิดว่านางจะเป็นวรยุทธ เพียงแค่ถามเล่น ๆ ดูเท่านั้น แต่ว่า… “เป็นเพคะ” “หา..อะไรนะ!! คราวนี้ทุกคนร้องออกมาพร้อมกันอย่างตกใจและประหลาดใจ นางก็เป็นวรยุทธด้วยหรือ? น่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว องค์รัชทายาทรีบจับมือนางมากุมด้วยความตื่นเต้น “เจ้ามีวรยุทธถึงขั้นใด?” “อืมก็เป็นรองพี่หญิงใหญ่นิดหน่อยเพคะ” ลู่หลินเอ่ยตอบด้วยความเขินอายนิด ๆ ที่ทุกสายตาจับจ้องมองมาที่นางอย่างมีความหวัง ทุกคนครุ่นคิดหากว่าเป็นรองคุณหนูใหญ่นิดหน่อย ก็แสดงว่านางมีวรยุทธที่เก่งกาจมากเลยทีเดียว ฮ่องเต้เมื่อได้ยินคำตอบของลู่หลินก็ตบหัวเข่าดังฉาดด้วยความสะใจ “ลูกสะใภ้ต่อไปก็เรียกข้าว่าเสด็จพ่อเถิด” “หา!!” คราวนี้ทุกคนหันไปมองฝ่าบาทอย่างไม่เชื่อหู ประจบประแจงจนออกนอกหน้า ปลื้มใจแหละพวกพวกเขาดูออก “ฝ่าบาทรายงานพ่ะย่ะค่ะ” จู่ ๆ หมอหลวงก็รีบเข้ามารายงานข่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ว่ามา” “ทูลฝ่าบาทยามนี้ผู้คนในเมืองหลวงล้มป่วยและมีอาการแบบเดียวกันกับที่เกิดยังชายแดน คาดว่าโรคระบาดคงแพร่มาถึงที่นี่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้พระพักตร์ซีดเผือดตกใจกับข่าวนี้เป็นอย่างมาก ยามนี้คุณหนูใหญ่อยู่ที่ชายแดนแล้วเขาจะทำอย่างไร แต่แล้วลู่หลินก็ลุกขึ้นมาด้วยท่าทีมั่นใจแล้วเอ่ยออกมา “เสด็จพ่อไม่ต้องกังวลพระทัย ลูกสะใภ้คนนี้จะช่วยแก้ปัญหาเองเพคะ” “จะ...เจ้าทำได้จริงหรือ?” รัชทายาทถามย้ำเพื่อความแน่ใจ ทุกคนจึงหันมามองลู่หลินอีกครั้งด้วยสายตาแห่งความหวัง “จริงแท้แน่นอนเพคะ” ลู่หลินยืนยันออกมาอีกครั้งอย่างมั่นใจ ทุกคนจึงถอนใจอย่างโล่งอก มีเพียงหมอหลวงที่มองลู่หลินอย่างไม่เชื่อถือนัก นางเป็นเพียงสตรีเพิ่งผ่านพ้นวัยปักปิ่นจะมีวิชาแพทย์ได้อย่างไร เขาศึกษาตำราแพทย์มาจนแก่ยังไม่สามารถรักษาให้หายได้ นางจะโอ้อวดเกินตัวไปหรือไม่ “ฝ่าบาทชีวิตของผู้คนไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ตวัดสายพระเนตรมองหมอหลวงอย่างตำหนิ “ท่านหมอหลวงรักษาไม่ได้ ก็จะไม่เชื่อมั่นฝีมือคนอื่นหรือ?” หมอหลวงสีหน้าสลดลงทันที “รัชทายาทพาคุณหนูสี่ไปช่วยเหลือคนป่วยต้องการสิ่งใดหาให้นาง หวังกงกงไปแจ้งกรมวัง ให้ประกาศปิดการเข้าออกวังหลวงชั่วคราว” “พ่ะย่ะค่ะ” แคว้นเจิน องค์หญิงไป๋อวี่นั่งรอฟังข่าวจากนักฆ่าอย่างใจจดใจจ่อ แต่ก็ยังไม่มีใครกลับมารายงานสักคน แผนการทำลายแคว้นโจวได้เริ่มขึ้นเมื่อหลายวันก่อน เมื่อนางได้ปรึกษากับปรมาจารย์แพทย์ เขาได้เสนอนางขึ้นมาว่า ให้นำคนที่เป็นโรคระบาดไปปะปนกับผู้คน จากนั้นโรคระบาดก็จะแพร่ไปเองอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องทำสงครามให้เปลืองแรง นางได้ฟังก็เห็นด้วย จึงเริ่มให้คนไปปล่อยโรคระบาดที่ชายแดนเป็นจุดแรกและเมืองหลวงในจุดต่อไป ที่นางปล่อยโรคระบาดยังเขตชายแดนก็เพราะล่อให้เหว่ยอ๋องเดินทางมาดูด้วยตนเอง แต่ว่าคุณหนูใหญ่กลับตามมาด้วย นางจึงคิดว่าเป็นโอกาสเหมาะที่จะกำจัดพวกเขาพร้อมกัน แต่ว่าป่านนี้ยังไม่มีใครมาส่งข่าวเลยสักคน หรือว่าจะทำไม่สำเร็จไม่น่าจะเป็นไปได้ นางส่งยอดฝีมือไปถึง100คนต้องทำสำเร็จแน่ องค์หญิงไป๋อวี่ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว รู้สึกว่าตนเองเหมือนจะไม่สบายขึ้นมา รู้สึกเจ็บคอและเริ่มปวดตามเนื้อตามตัว ไม่นะอย่าบอกนะว่านางจะติดโรคระบาดนั่นแล้ว แต่ว่าท่านปรมาจารย์ก็ให้นางกินยาแล้ว บอกว่าโรคระบาดไม่สามารถติดนางได้อย่างแน่นอน แต่ว่าอาการเหล่านี้มันคืออะไร ความหวาดกลัวเริ่มถาโถมเข้ามาภานในใจ น้ำตาของนางเริ่มไหลออกมานี่นางทำอะไรลงไป “มีใครอยู่บ้างไปตามท่านหมอให้มาพบข้า” “ทูลองค์หญิงท่านหมอเหมือนจะไม่สบายมากเลยเพคะ ตัวร้อนมากเหมือนจะมีไข้สูง” “เจ้าว่าอย่างไรนะ!”ยามนี้คนที่มีความสุขที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคหบดีลู่เฉิง ที่เวลานี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มีความสุขจนยากจะบรรยาย เหล่าบรรดาลูกเขยอยู่กันพร้อมหน้าถึงเจ็ดคน จะมีใครโชคดีเท่าเขาไม่มีอีกแล้ว “ลู่เฉิงจัดงานแต่งพร้อมกันทีเดียวไปเลยเจ็ดคู่ดีหรือไม่?” ฮ่องเต้เอ่ยถามเขาที่เอาแต่นั่งยิ้มไม่พูดไม่จา“ฝ่าบาทกระหม่อมกำลังคิดอยู่พอดีเลยพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาทจัดงานพร้อมกันก็ดีนะเพคะ หม่อมฉันอยากเห็นงานแต่งที่ยิ่งใหญ่อลังการที่มีคู่บ่าวสาวถึงเจ็ดคู่” ฮองเฮาเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้นพระพักตร์เริ่มขึ้นสีแดงนิด ๆ เพราะได้ดื่มโซจูไปหลายจอก วันนี้นางรู้สึกผ่อนคลายและรื่นเริงมากจริง ๆ บรรยากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางใฝ่ฝันอยากได้มาตลอด เพราะวังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่จะทำตามใจตนเองได้ พอได้มาสัมผัสบรรยากาศที่นี่จึงรู้สึกชอบเป็นพิเศษ “ฝ่าบาทมีสาสน์ส่งมาจากต่างแคว้นพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รีบเข้ามารายงานพร้อมยื่นสาสน์ให้ฮ่องเต้ เขารับมาเปิดอ่านอย่างไม่รีรอ จากนั้นเขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่า ฮ่า ลู่เฉิงเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจบุตรสาวตระกูลพ่อค้าของเจ้า แต่มายามนี้กลับแตกต่างออกไปแล้วอะนะ ดูเหมือนแคว้นเป่ยจะส่งสาสน์มาขอด
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงคิดว่าพวกเขาควรจะเอ่ยกับลู่เสียนและเหว่ยอ๋อง เรื่องที่พวกเขาได้ตัดสินอยากขอถอนคำพูดสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุและอยากแก้ไขใหม่เป็น อยากขอคบหาดูใจกับพวกนางดูก่อน “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง คือก่อนหน้านี้ที่พวกข้าได้เอ่ยออกไปว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุ ในตอนนั้นพวกข้าพูดไปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี ในตอนนี้จึงอยากขอถอนคำพูดและเปลี่ยนเป็นขอคบหาดูใจกับพวกนางอย่างจริงใจ”“พวกท่านแน่ใจหรือเพคะ การตัดสินใจของพวกท่านในวันนี้จะมีผลในวันข้างหน้า พวกนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ จึงมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจตลอดเวลา ว่าจะมีคนจะมาดูถูกชาติกำเนิดของนาง เพราะฉะนั้นการแสดงความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญมาก”“หม่อมฉันจะให้โอกาสพวกท่านคิดทบทวนอีกครั้ง เพราะพวกนางเป็นน้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องปกป้องพวกนางอย่างสุดความสามารถ อีกอย่างพวกท่านเป็นถึงองค์ชาย แต่งงานกับบุตรสาวของอนุย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของราชวงศ์ หากแต่งออกไปฐานะทางสังคมก็คงเป็นได้เพียงอนุ หากว่าพวกท่านพร้อมจะยืดอกกางแขนปกป้องศักดิ์ศรีของพวกนางได้อย่างสง่าผ่า
“ในเมื่อท่านทั้งสองคนเดินทางมาเพื่ออยากให้หม่อมฉันช่วยเหลือ หม่อมฉันยินดีช่วยแต่ว่าในเมื่อท่านเริ่มต้นไม่ดี หม่อมฉันก็จะให้บทลงโทษกับองค์ชายเช่นพวกท่านได้เรียนรู้เสียบ้าง เพราะเท่าที่เห็นพระองค์คงถูกตามใจจนเคยตัวและไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านสองคนต้องอยู่ที่นี่เพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่ แลกกับการรักษาโรคระบาดที่เมืองเชียงตง ท่านทั้งสองจะว่าอย่างไรเพคะ?”ฮ่องเต้ได้ฟังลู่เสียนพูดก็นึกชื่นชมขึ้นมาในใจ นางช่างมีความคิดไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบวิธีการของนางมากเลยทีเดียว เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนางอยากแสนภาคภูมิใจและมองนางอย่างรักใคร่ไม่ปิดบัง จื้อตงหยางครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดีสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง หากนางยอมช่วยเหลือจะให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น“ได้พวกข้าตกลง”“ดีเพคะถ้าเช่นนั้น ลู่ฟาง ลู่เซียน พวกเจ้าพาพวกเขาไปทำแผล”“พี่หญิงทำไมต้องเป็นพวกข้า ข้าไม่อยากทำ” ลู่เซียนรีบเอ่ยปฏิเสธขึ้นมา เพราะนางไม่ชอบบุรุษที่ชอบพูดจาด้อยค่าผู้อื่น เพียงเพราะมีฐานะเหนือกว่า ลู่เสียนยกยิ้มมองน้องสาวอย่างเอ็นดู บุรุษที่ไม่ชอบบุตรสาวของอนุ ให้คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่นานพวก
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วลงมาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน ก่อนที่จื้ออี้เฉิงจะตรงมาคว้าข้อมือของลู่เซียน ส่วนจื้อตงหยางตรงเข้ามาคว้าข้อมือของลู่ฟาง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเตรียมตัวใช้วิชาตัวเบาเหาะจากไป แต่ว่า…“เดี๋ยวก่อน!” เป็นเสียงของฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นมา จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางหันขวับมามองอย่างตกใจ เสด็จลุงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร “คิดจะมาเอาคนไปช่วยแต่วิธีการของพวกเจ้าช่างไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าคงต้องตักเตือนบิดาของเจ้าถึงการกระทำอันไรมารยาทของบุตรชายของเขาเสียแล้ว ข้านั่งอยู่ด้านใดไม่คิดจะมาทักทาย แต่ยังดันจะพาสตรีที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยเช่นนี้ เจ้าคงต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองแล้วละหลานชาย”“ถวายบังคมเสด็จลุง”“ตามข้าเข้าไปข้างใน” กล่าวจบฮ่องเต้สะบัดอาภรณ์เดินเข้าไปในจวนอย่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นสองหลานชายทำตัวไร้การอบรมเช่นนี้ จื้ออี้เฉิงยังคงจับแขนของลู่เซียนเอาไว้ไม่ปล่อย ส่วนตงอยางก็กำข้อมือของลู่ฟางเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินตามฮ่องเต้เข้าไปด้านในจากทุกคนจึงเดินตามเข้ามาเพราะอยากรู้ว่าเขาสองคนเป็นใคร และอยากรู้ว่าฮ่องเต้จะตัดสินอย่างไรกับเรื่องนี้ ฮ่อ
บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสุขและสนุกสนาน ลู่เสียนจึงตัดสินใจลุกออกไปช่วยน้องสาวแจกอาหารที่หน้าจวน ปล่อยให้บุรุษนั่งสนทนากันไปเพราะเมื่อมีสุราเข้ามาร่วมวงก็ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนมีความครึกครื้นกันมากขึ้น โซจูที่ลู่หลินเอาออกมาจากมิติ ดูเหมือนทุกคนจะชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะดีกรีแรงถูกคอนักดื่มเป็นอย่างยิ่งบุตรสาวตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนออกมายืนแจกซาลาเปา เกี๊ยวน้ำ และหมูหันอยู่หน้าจวน ผู้คนทั้งเมืองหลวงถือจานและถ้วยออกมารับอาหาร เพราะลู่หลินให้คนเขียนป้ายบอกให้ทุกคนเตรียมมา จะได้สะดวกนำกลับไปกินที่เรือน“พี่ตงหาน พี่ผิงอัน ไปบอกกลุ่มทหารที่ไปกับพวกเรา ให้มาเอาอาหารไปกินด้วยเจ้าคะ”“ขอรับ/เจ้าค่ะ”“ลู่หลินแบ่งอาหารไว้ส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับทหารที่ไปกับข้า”“ได้เจ้าค่ะเดี๋ยว ข้าจะจัดแยกไว้ต่างหาก”ผู้คนที่มายืนต่อแถวรับอาหาร ต่างยืนมองคุณหนูตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนด้วยสายตาชื่นชม พวกนางมีความงดงามอย่างหาใครเทียบไม่ได้ อีกทั้งพวกนางยังเป็นคนจิตใจดีมีน้ำใจและไม่ถือตัวเลยสักนิด แตกต่างจากคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ที่เคยเห็นอย่างลิบลับ“เจ้าดูคุณใหญ่และคุณหนูสี่สิ อีกหน่อยก็ต้องแต่งเป็นพระชายาแล้ว แต่พวกนา
แคว้นโจวยามนี้ผู้คนทั้งเมืองต่างเตรียมตัวต้อนรับการกลับมาของเหว่ยอ๋องและลู่เสียนตั้งแต่ประตูเข้าเมืองจนไปถึงวังหลวง ลู่เฉิงได้จัดเตรียมการต้อนรับเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ ลู่เฉิงยังได้ไปจ้างคณะเชิดสิงโตมาเพิ่มความครึกครื้น ยังไม่พอเขายังไปเหมาประทัดมาแจกจ่ายให้ทุกคนจุด เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย ลู่เฉิงบอกให้ทุกคนจุดเวลาขบวนรถม้ามาถึง ยังไม่พอลู่เฉิงยังไปจ้างคณะระบำดนตรีมาร้องมารำเพื่อความสนุกสนาน ยามนี้เมืองหลวงแคว้นโจวคึกคักเป็นอย่างมาก เมื่อหน่วยข่าวมาแจ้งว่าพวกเขาจะเดินทางมาถึงในอีกไม่ช้า หน่วยที่มาแจ้งข่าวยังรายงานถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ทุกคนรับรู้ ยามนี้ชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่ลู่เสียนโด่งดังไปทั่วหล้า ไม่ว่าจะเป็นความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวหรือแม้แต่ทักษะด้านการแพทย์นางก็ทำได้ดีอย่างน่าทึ่ง ความมีน้ำใจเมตตาไม่เอาความโกรธแค้นมาลงกับผู้บริสุทธิ์ แคว้นเจินแม้จะรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของเชื้อพระวงศ์ แต่ก็รู้สึกโล่งใจที่ทุกคนรอดพ้นจากโรคระบาดและไม่ต้องพบเจอศึกสงคราม แม้จะต้องแลกด้วยการส่งข้าวปีละสองพันกระสอบเป็นเวลาสิบปีเพื่อชดเชยความผิดก็ตาม เพราะทุกคนไม่อยากให้มีสงครามเกิดขึ้น ทางด้านตระกูลลู







