LOGINแคว้นโจว จวนตระกูลลู่
ลู่เสียนและลู่หลินกำลังนั่งกินอาหารที่สามารถบำรุงเลือดและร่างกายให้แข็งแรง เพราะเวลานี้เลือดของพวกนางทั้งสองคนเป็นเหมือนวัคซีนชั้นยอด และพวกนางก็ต้องใช้มันเป็นจำนวนมาก ลู่เสียนและลู่หลินใช้วิธีการเจาะเลือด แบบใช้เข็มทิ่มลงไปบนแขนแล้วปล่อยให้เลือดไหลลงไปใส่ถุงสำหรับใส่เลือด ในส่วนบริเวณที่นางต้มยา นางบอกให้ทหารองครักษ์ยืนคุ้มกันห้ามให้ผู้ใดเข้ามา เมื่อต้มเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว นางถึงเรียกให้องครักษ์มาช่วยหิ้วหม้อน้ำกระเจี๊ยบออกไป ยามนี้เตาถ่านได้ก่อขึ้นถึง20เตา เพื่อต้มน้ำกระเจี๊ยบแล้วนำไปแจกจ่ายให้กับทุกคน ลู่เสียนนำยาพาราเซตามอล เจลฆ่าเชื้อ ผ้าปิดจมูกและของใช้ที่จำเป็นอื่น ๆ ออกมามากมาย น่าแปลกที่ร้านยาของนาง ยิ่งหยิบของออกมาใช้ ก็ยิ่งเหมือนจะมีของมาเพิ่มให้เรื่อย ๆ นางจึงไม่ต้องกังวลว่าจะไม่พอ ลู่เสียนทำด้านหน้าจวนเป็นเหมือนโรงพยาบาลเคลื่อนที่อย่างในยุคปัจจุบัน นางให้น้องสาวอีกสี่คนมาช่วยกันแจกผ้าปิดจมูก และตักน้ำกระเจี๊ยบแจกคนที่มายืนรอรับำ้กกระเจี๊ยบให้ทุกคนได้ดื่ม ส่วนหมอนางให้คอยวัดไข้และจ่ายยา ส่วนพื้นที่นอกเมืองหลวงนางให้ท่านรองแม่ทัพฉือ ท่านกุนซือเจียวลู่ ท่านแม่ทัพฉือ นำสิ่งของพร้อมหมอออกไปทำการช่วยเหลือ ลู่เสียนและลู่หลินสอนและอธิบายเกี่ยวกับโรคระบาดไข้หวัดใหญ่ให้กับหมอทุกคนได้เข้าใจ เพื่อที่พวกเขาจะได้นำไปบอกกับผู้ป่วยทุกคนว่าควรจะต้องทำอย่างไร นางบอกหมอทุกคนว่าให้เน้นเรื่องการล้างมือให้สะอาดและทาเจลฆ่าเชื้อ แรก ๆ บรรดาหมอก็ไม่เข้าใจ ลู่เสียนจึงอธิบายให้ฟังอย่างละเอียดพวกเข้าจึงได้เข้าใจ ส่วนคนที่ไม่ได้ติดโรคก็สามารถมารับผ้าปิดจมูกและรับน้ำกระเจี๊ยบไปดื่มได้ ลู่เสียนบอกทุกคนว่าน้ำกระเจี๊ยบที่นางต้มผสมยาต้านโรงระบาด ทุกคนจึงต้องดื่มป้องกันเอาไว้ เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้น ก็ต่างพากันมาต่อแถวเพื่อรับน้ำกระเจี๊ยบกันยาวเหยียด และได้บอกต่อ ๆ กันไปว่าให้มาดื่มยาต้านโรคระบาด “ทูลพระชายาทั้งสอง ฮ่องเต้ได้ให้รถม้ามารับเข้าวังพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รีบเข้ามารายงานกับลู่เสียนและลู่หลิน ยามนี้เหว่ยอ๋องและรัชทายาท ให้ทุกคนเรียกพวกนางว่าพระชายา เพราะพวกเขาคิดว่าอย่างไรก็ต้องได้แต่งงานกันอยู่ดี จึงไม่จำเป็นต้องรอเข้าพิธีแล้วถึงเรียก อีกอย่างพวกเขาพอใจที่ให้ทุกคนเรียกพวกนางแบบนี้ ลู่เสียนและลู่หลินหยุดกินอาหารตรงหน้าก่อนยกน้ำส้มคั้นขึ้นมาดื่ม จากนั้นก็ลุกแล้วเดินตามองครักษ์ไปขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่หน้าจวน ลู่เสียนแวะบอกลู่อันและลู่เจินให้มาดูน้ำกระเจี๊ยบที่ต้มเอาไว้ นางบอกว่าหากเดือดแล้วก็ให้ยกลงจากเตา เดี๋ยวนางกลับมาถึงจะมาต้มใหม่ ห้องทรงอักษร เมื่อลู่เสียนและลู่หลินมาถึงก็เห็นทุกคนมารอกันอยู่ก่อนแล้ว เหว่ยอ๋องและองค์รัชทายาทนั่งโดยมีเก้าอี้ว่างข้างกายไว้ให้พวกนางได้นั่ง ลู่เสียนและลู่หลินยอบกายทำความเคารพฮ่องเต้ ก่อนจะไปนั่งลงข้างพวกเขา ฮ่องเต้ยกยิ้มอย่างพอใจก่อนจะเอ่ยอย่างอ่อนโยน “ต้องขอโทษที่ให้คนไปรับพวกเจ้ามา พอดีข้าอยากฟังความคิดเห็นของพวกเจ้า ว่ามีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ท่านรองแม่ทัพฉือเชิญ” ฉือลี่เฉี่ยวจึงหยิบสาส์นขึ้นมาอ่านต่อหน้าทุกคน “ทางแคว้นเป่ยก่อนหน้านี้ ส่งสาส์นมาขอยกเลิกสัญญายุติสงครามชั่วคราวเปลี่ยนเป็นสัญญาพันธมิตรที่ดีต่อกัน ซึ่งทางแคว้นเรายังไม่ได้ตอบกลับไป ผ่านไปสองวันแคว้นเป่ยส่งสาส์นมาขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับโรคระบาด โดยเสนอค่าตอบแทนเป็นทองคำ100หีบ” “ทางแคว้นฉินส่งสาส์นมาขอเป็นพันธมิตรเช่นเดียวกันและขอยกเลิกสัญญาเดิม และต้องการขอความช่วยเหลือเรื่องโรคระบาด ด้วยข้อเเลกเปลี่ยนว่า ให้ทางแคว้นโจวเป็นคนเสนอได้เลย” “ส่วนแคว้นเจิน หยวนอ๋องได้มาขอสารภาพผิดด้วยตนเอง ว่าเขาคือคนที่อยู่เบื้องหลังลอบฆ่าเหว่ยอ๋องและพระชายา เขายอมรับผิดทั้งหมดด้วยการเอาชีวิตมาแลก และหากว่าแคว้นโจวให้ความช่วยเหลือเรื่องโรคระบาด แคว้นเจินยินดีมอบทองคำ100หีบ และจะลงสัญญาเป็นพันธมิตรที่ดีตลอดไป” “แต่ว่าเรื่องโรคระบาดข่าวหลุดออกมาว่า เป็นองค์หญิงไป๋อวี่ร่วมมือกับปรมาจารย์แพทย์พิษ ปล่อยโรคระบาดที่เขตแถบชายแดน จากนั้นโรคระบาดก็แพร่ระบาดไปทั่วรวมทั้งแคว้นเจินด้วย คนส่งข่าวบอกว่ายามนี้ทั้งองค์หญิงและปรมาจารย์แพทย์พิษ ป่วยหนักเพราะติดโรคระบาดด้วยเช่นกัน” ลู่เสียนและลู่หลินหันไปมองหน้ากันเมื่อฟังจบ ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัวสินะ จากที่ฟังมาทั้งหมดลู่เสียนคิดว่า แคว้นเป่ย แคว้นฉิน ควรให้ความช่วยเหลือแต่ก่อนจะลงนามในสัญญา ต้องร่างข้อตกลงให้ชัดเจน จะได้ไม่มีใครกล้าที่จะทำสงครามอีก “ทูลฝ่าบาทแคว้นเป่ยและแคว้นฉินตอบรับการช่วยเหลือได้เพคะ แต่ว่าก่อนลงนามสัญญาเป็นพันธมิตร หม่อมฉันจะให้พวกเขาดูตัวอย่างก่อนตัดสินใจเพคะ” ฮ่องเต้และทุกคนได้ฟังก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย ลู่เสียนจึงเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงแฝงความโกรธแค้นว่า “หยวนอ๋องร่วมมือกับตระกู้และตระกูลฟู่ กระทำความผิดมากมาย ด้วยการให้คนใส่ร้ายหม่อมฉัน วางเพลิงโรงเตี๊ยม ให้คนยักยอกเงินในแต่ร้านค้า ส่งนักฆ่ามาสังหารท่านอ๋องและหม่อมฉัน ครั้งแล้วครั้งเล่า ล่าสุดที่ไม่น่าให้อภัยก็คือการปล่อยโรคระบาด” “คนบริสุทธิ์มากมายต้องมารับกรรมโดยที่ไม่รู้เรื่องอันใด การกระทำเช่นนี้เป็นการกระทำที่เลือดเย็นที่สุด เพราะฉะนั้นแคว้นเจิน หม่อมฉันจะต้องไปเชือดไก่ให้ลิงดู อีกสองแคว้นจะได้ตัดสินใจก่อนจะลงนาม หากว่าในวันข้างหน้าหลงลืม ทำผิดขึ้นมาจะได้รู้ว่าผลของมันเป็นเช่นไร” “แน่นอนว่าผู้คนบริสุทธิ์หม่อมฉันต้องช่วยเหลืออย่างแน่นอน แต่ว่าคนที่ทำความผิด อย่างไรหม่อมฉันก็ต้องให้ได้รับบทเรียนอย่างสาสม ฝ่าบาทมีความคิดเห็นเช่นไรเพคะ?” ฮ่องเต้ฟังนางพูดก็ขนลุกแผ่นหลังเย็นวาบ นางงดงามมากจนดูไม่ออกว่า ยามที่โกรธแค้นจะดุดันได้มากขนาดนี้ แต่ว่าก็เหมาะกับเหว่ยอ๋องดีโหดเหี้ยมทั้งคู่ “เรื่องนี้ข้าให้เจ้าและเหว่ยอ๋องตัดสินใจเลย ข้าเชื่อว่าเจ้าคงทำอย่างมีเหตุผล ขอเพียงอย่างเดียวอย่าทำร้ายคนบริสุทธิ์” “เสด็จพ่อสบายพระทัยได้ลูกและนางจะคิดและไตร่ตรองให้รอบคอบพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ยกยิ้มอย่างพอใจ “ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันและท่านอ๋องคงต้องรีบเดินทาง เหตุการณ์ทางนี้มีลู่หลินอยู่ช่วยเพคะ นางเก่งและมีความสามารถไม่แพ้หม่อมฉัน ไว้ใจนางได้เพคะ” “ได้พวกเจ้าไปเถิดระวังตัวด้วย”จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงคิดว่าพวกเขาควรจะเอ่ยกับลู่เสียนและเหว่ยอ๋อง เรื่องที่พวกเขาได้ตัดสินอยากขอถอนคำพูดสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุและอยากแก้ไขใหม่เป็น อยากขอคบหาดูใจกับพวกนางดูก่อน “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง คือก่อนหน้านี้ที่พวกข้าได้เอ่ยออกไปว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุ ในตอนนั้นพวกข้าพูดไปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี ในตอนนี้จึงอยากขอถอนคำพูดและเปลี่ยนเป็นขอคบหาดูใจกับพวกนางอย่างจริงใจ”“พวกท่านแน่ใจหรือเพคะ การตัดสินใจของพวกท่านในวันนี้จะมีผลในวันข้างหน้า พวกนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ จึงมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจตลอดเวลา ว่าจะมีคนจะมาดูถูกชาติกำเนิดของนาง เพราะฉะนั้นการแสดงความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญมาก”“หม่อมฉันจะให้โอกาสพวกท่านคิดทบทวนอีกครั้ง เพราะพวกนางเป็นน้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องปกป้องพวกนางอย่างสุดความสามารถ อีกอย่างพวกท่านเป็นถึงองค์ชาย แต่งงานกับบุตรสาวของอนุย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของราชวงศ์ หากแต่งออกไปฐานะทางสังคมก็คงเป็นได้เพียงอนุ หากว่าพวกท่านพร้อมจะยืดอกกางแขนปกป้องศักดิ์ศรีของพวกนางได้อย่างสง่าผ่า
“ในเมื่อท่านทั้งสองคนเดินทางมาเพื่ออยากให้หม่อมฉันช่วยเหลือ หม่อมฉันยินดีช่วยแต่ว่าในเมื่อท่านเริ่มต้นไม่ดี หม่อมฉันก็จะให้บทลงโทษกับองค์ชายเช่นพวกท่านได้เรียนรู้เสียบ้าง เพราะเท่าที่เห็นพระองค์คงถูกตามใจจนเคยตัวและไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านสองคนต้องอยู่ที่นี่เพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่ แลกกับการรักษาโรคระบาดที่เมืองเชียงตง ท่านทั้งสองจะว่าอย่างไรเพคะ?”ฮ่องเต้ได้ฟังลู่เสียนพูดก็นึกชื่นชมขึ้นมาในใจ นางช่างมีความคิดไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบวิธีการของนางมากเลยทีเดียว เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนางอยากแสนภาคภูมิใจและมองนางอย่างรักใคร่ไม่ปิดบัง จื้อตงหยางครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดีสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง หากนางยอมช่วยเหลือจะให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น“ได้พวกข้าตกลง”“ดีเพคะถ้าเช่นนั้น ลู่ฟาง ลู่เซียน พวกเจ้าพาพวกเขาไปทำแผล”“พี่หญิงทำไมต้องเป็นพวกข้า ข้าไม่อยากทำ” ลู่เซียนรีบเอ่ยปฏิเสธขึ้นมา เพราะนางไม่ชอบบุรุษที่ชอบพูดจาด้อยค่าผู้อื่น เพียงเพราะมีฐานะเหนือกว่า ลู่เสียนยกยิ้มมองน้องสาวอย่างเอ็นดู บุรุษที่ไม่ชอบบุตรสาวของอนุ ให้คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่นานพวก
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วลงมาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน ก่อนที่จื้ออี้เฉิงจะตรงมาคว้าข้อมือของลู่เซียน ส่วนจื้อตงหยางตรงเข้ามาคว้าข้อมือของลู่ฟาง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเตรียมตัวใช้วิชาตัวเบาเหาะจากไป แต่ว่า…“เดี๋ยวก่อน!” เป็นเสียงของฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นมา จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางหันขวับมามองอย่างตกใจ เสด็จลุงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร “คิดจะมาเอาคนไปช่วยแต่วิธีการของพวกเจ้าช่างไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าคงต้องตักเตือนบิดาของเจ้าถึงการกระทำอันไรมารยาทของบุตรชายของเขาเสียแล้ว ข้านั่งอยู่ด้านใดไม่คิดจะมาทักทาย แต่ยังดันจะพาสตรีที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยเช่นนี้ เจ้าคงต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองแล้วละหลานชาย”“ถวายบังคมเสด็จลุง”“ตามข้าเข้าไปข้างใน” กล่าวจบฮ่องเต้สะบัดอาภรณ์เดินเข้าไปในจวนอย่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นสองหลานชายทำตัวไร้การอบรมเช่นนี้ จื้ออี้เฉิงยังคงจับแขนของลู่เซียนเอาไว้ไม่ปล่อย ส่วนตงอยางก็กำข้อมือของลู่ฟางเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินตามฮ่องเต้เข้าไปด้านในจากทุกคนจึงเดินตามเข้ามาเพราะอยากรู้ว่าเขาสองคนเป็นใคร และอยากรู้ว่าฮ่องเต้จะตัดสินอย่างไรกับเรื่องนี้ ฮ่อ
บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสุขและสนุกสนาน ลู่เสียนจึงตัดสินใจลุกออกไปช่วยน้องสาวแจกอาหารที่หน้าจวน ปล่อยให้บุรุษนั่งสนทนากันไปเพราะเมื่อมีสุราเข้ามาร่วมวงก็ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนมีความครึกครื้นกันมากขึ้น โซจูที่ลู่หลินเอาออกมาจากมิติ ดูเหมือนทุกคนจะชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะดีกรีแรงถูกคอนักดื่มเป็นอย่างยิ่งบุตรสาวตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนออกมายืนแจกซาลาเปา เกี๊ยวน้ำ และหมูหันอยู่หน้าจวน ผู้คนทั้งเมืองหลวงถือจานและถ้วยออกมารับอาหาร เพราะลู่หลินให้คนเขียนป้ายบอกให้ทุกคนเตรียมมา จะได้สะดวกนำกลับไปกินที่เรือน“พี่ตงหาน พี่ผิงอัน ไปบอกกลุ่มทหารที่ไปกับพวกเรา ให้มาเอาอาหารไปกินด้วยเจ้าคะ”“ขอรับ/เจ้าค่ะ”“ลู่หลินแบ่งอาหารไว้ส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับทหารที่ไปกับข้า”“ได้เจ้าค่ะเดี๋ยว ข้าจะจัดแยกไว้ต่างหาก”ผู้คนที่มายืนต่อแถวรับอาหาร ต่างยืนมองคุณหนูตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนด้วยสายตาชื่นชม พวกนางมีความงดงามอย่างหาใครเทียบไม่ได้ อีกทั้งพวกนางยังเป็นคนจิตใจดีมีน้ำใจและไม่ถือตัวเลยสักนิด แตกต่างจากคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ที่เคยเห็นอย่างลิบลับ“เจ้าดูคุณใหญ่และคุณหนูสี่สิ อีกหน่อยก็ต้องแต่งเป็นพระชายาแล้ว แต่พวกนา
แคว้นโจวยามนี้ผู้คนทั้งเมืองต่างเตรียมตัวต้อนรับการกลับมาของเหว่ยอ๋องและลู่เสียนตั้งแต่ประตูเข้าเมืองจนไปถึงวังหลวง ลู่เฉิงได้จัดเตรียมการต้อนรับเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ ลู่เฉิงยังได้ไปจ้างคณะเชิดสิงโตมาเพิ่มความครึกครื้น ยังไม่พอเขายังไปเหมาประทัดมาแจกจ่ายให้ทุกคนจุด เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย ลู่เฉิงบอกให้ทุกคนจุดเวลาขบวนรถม้ามาถึง ยังไม่พอลู่เฉิงยังไปจ้างคณะระบำดนตรีมาร้องมารำเพื่อความสนุกสนาน ยามนี้เมืองหลวงแคว้นโจวคึกคักเป็นอย่างมาก เมื่อหน่วยข่าวมาแจ้งว่าพวกเขาจะเดินทางมาถึงในอีกไม่ช้า หน่วยที่มาแจ้งข่าวยังรายงานถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ทุกคนรับรู้ ยามนี้ชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่ลู่เสียนโด่งดังไปทั่วหล้า ไม่ว่าจะเป็นความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวหรือแม้แต่ทักษะด้านการแพทย์นางก็ทำได้ดีอย่างน่าทึ่ง ความมีน้ำใจเมตตาไม่เอาความโกรธแค้นมาลงกับผู้บริสุทธิ์ แคว้นเจินแม้จะรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของเชื้อพระวงศ์ แต่ก็รู้สึกโล่งใจที่ทุกคนรอดพ้นจากโรคระบาดและไม่ต้องพบเจอศึกสงคราม แม้จะต้องแลกด้วยการส่งข้าวปีละสองพันกระสอบเป็นเวลาสิบปีเพื่อชดเชยความผิดก็ตาม เพราะทุกคนไม่อยากให้มีสงครามเกิดขึ้น ทางด้านตระกูลลู
ลู่เสียนได้ขอพื้นที่ส่วนตัวเพื่อที่จะต้มยา ฮ่องเต้จึงยกตำหนักรับรองให้เพื่อเหว่ยอ๋องและทุกคนจะได้พักด้วย ลู่เสียนนำสิ่งของออกมามากมาย จากนั้นก็ให้ทหารไปเรียกหมอหลวงมา เพื่อฟังนางอธิบายถึงโรคระบาดว่าต้องทำอย่างไร หมอหลวงทุกคนตั้งใจฟังนางเป็นอย่างดีและทำตามอย่างเคร่งครัดลู่เสียนให้ทุกคนใส่ผ้าปิดจมูก สอนวิธีล้างมืออย่างถูกวิธี จากนั้นทาเจลฆ่าเชื้อ ส่วนยาพาราเซตามอล นางอธิบายว่าใช้กินเพื่อลดไข้บรรเทาอาการปวด และนางยังสอนการวัดไข้ให้กับหมอหลวงอีกด้วย และแนะนำให้พวกเขาแบ่งผู้ป่วยตามระดับไข้ ซึ่งพอนางอธิบายหมอหลวงก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว สร้างความพอใจให้กับลู่เสียนเป็นอย่างมาก ส่วนน้ำที่นางต้มเป็นยารักษาโรคระบาด นางให้นำไปตั้งหน้าวังแจกจ่ายให้ทุกคนดื่ม พร้อมทั้งแจกผ้าปิดจมูก สบู่ล้างมือ เจลฆ่าเชื้อ และด้านหน้าวังยังทำเป็นจุดตรวจโรคและจ่ายยาลู่เสียนเสนอให้ทางการทำโรงทานแจกโจ๊กให้กับทุกคนด้วย เพื่อที่ทุกคนจะได้กินอาหารและกินยา บางครอบครัวป่วยกันทั้งครอบครัว อีกทั้งยากจนการมีอาหารแจกจึงจำเป็นมาก ลู่เสียนยังคงต้มน้ำกระเจี๊ยบไปเรื่อย ๆ เมื่อต้มเสร็จก็เทใส่ถังแล้วต้มใหม่ ตอนที่มีเตาทั้งหมด10เตา น







