ANMELDENแคว้นเจิน
ณ ท้องพระโรงยามนี้เหล่าขุนนางต่างเข้าประชุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อทางแคว้นเจินได้รับสาสน์จากแคว้นโจวว่า “ขอยุติสัญญาสงบศึกเพราะทางแคว้นเจินได้ละเมิดข้อตกลง ด้วยการส่งนักฆ่าจำนวน100คนมาสังหารเหว่ยอ๋องที่ชายแดน” “ฝ่าบาทเหตุใดถึงมีนักฆ่าไปสังหารเหว่ยอ๋องที่ชายแดนได้ละพ่ะย่ะค่ะ เรื่องนี้กระหม่อมและเหล่าขุนนางไม่มีใครรู้หรือว่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด” แม่ทัพแคว้นเจินเอ่ยถามด้วยความสงสัย “นั่นสิพ่ะย่ะค่ะอาจเป็นแคว้นโจวที่ต้องการใส่ร้ายแคว้นเจิน เพื่อที่จะยกเลิกสัญญาก็อาจเป็นได้พ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีฝ่ายกลาโหมเอ่ยขึ้นอย่างวิเคราะห์ ฮ่องเต้ถอนใจออกมาเรื่องนี้เขากำลังให้คนไปสืบความจริงแล้ว คงต้องรอคนมารายงานเขาคิดว่าคงกลับมาในไม่ช้า “ขออนุญาตรายงานพ่ะย่ะค่ะ” “เข้ามา” “ทูลฝ่าบาทกระหม่อมเดินทางไปที่ชายแดน ท่านอ๋องและพระชายายังคงเก็บศพเอาไว้เพื่อเป็นหลักฐาน ให้ทางแคว้นเจินไปตรวจสอบ หลังจากตรวจสอบผู้เสียชีวิตห้าในหนึ่งร้อยคน แน่ชัดว่าเป็นคนของแคว้นเจินและหนึ่งในห้าคน เอ่อ….เป็นคนขององค์หญิงไป๋อวี่พ่ะย่ะค่ะ” “เจ้าว่าอะไรนะ!!” ฮ่องเต้ร้องตะโกนออกมาด้วยความตกใจ คราวนี้ทั้งท้องพระโรงถึงกับแตกฮือเหมือนผึ้งแตกรัง เหล่าขุนนางในยามนี้ต่างมีหลากหลายอารมณ์ ตกใจระคนโกรธขึ้งจนไม่รู้ว่าจะพูดออกมาอย่างไรดี หากเป็นเช่นนี้ก็แน่ชัดแล้วว่า องค์หญิงคือคนอยู่เบื้องหลัง สตรีชั่วผู้นี้สร้างหายนะมาให้แคว้นเจินอย่างใหญ่หลวง “รายงานพ่ะย่ะค่ะ”เสียงขององครักษ์สายลับอีกผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น เพื่อรายงานข่าวที่ไปสืบมาต่อองค์เหนือหัว เมื่อเหล่าขุนนางได้ยินองครักษ์เข้ามารายงาน ใจก็เต้นแรงราวกับกลองรบ ลุ้นระทึกว่าจะเป็นเรื่องร้ายแรงอันใดอีกหรือไม่ “ว่ามา” “ฝ่าบาทท่านปรมจารย์แพทย์ได้มาสารภาพว่า เขาร่วมมือกับองค์หญิงปล่อยโรคระบาดที่ชายแดนแคว้นโจว และที่เมืองหลวงของแคว้นโจว แต่ว่าเกิดการผิดพลาดโรคระบาดได้แพร่ไปทั่ว ยามนี้ผู้คนของแคว้นเจินก็เริ่มล้มป่วย รวมทั้งตัวท่านปรมาจารย์ก็ติดโรคนี้ด้วย คาดว่าอีกในไม่ช้าคงจะแพร่ไปทั่วทั้งเมืองพ่ะย่ะค่ะ” “อะไรนะ!!” ฮ่องเต้หน้าซีดเผือดตกใจแทบสิ้นสติ เหล่าขุนนางในท้องพระโรงหน้าซีดเผือดไม่ต่างกัน องค์หญิงท่านมันตัวอัปมงคล ท่านทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร แคว้นโจวคงจะยกกองทัพมาถล่มแคว้นเจินไม่ให้เหลือซากแน่แล้ว “ฝ่าบาท!! แย่แล้วฝ่าบาท” ขันทีหน้าห้ององค์หญิงรีบวิ่งตาลีตาเหลือกเข้ามารายงาน “ฝ่าบาทยามนี้องค์หญิงล้มป่วยไข้ขึ้นสูง ท่านหมอเองก็จนปัญญาจะรักษาพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อได้ยินเช่นนี้ฮ่องเต้ก็ถึงกับทรุดหมดสติไปทันทีเพราะรับรู้เรื่องที่ทำให้ตกใจมากเกินไป เหล่าขุนนางในท้องพระโรงยามนี้ ตื่นตระหนกกันอย่างหนักกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น หมอหลวงรีบตรงเข้าไปตรวจพระอาการของฮ่องเต้อย่างเร่งด่วน แคว้นโจว ยามนี้ได้รับสาส์นจากแคว้นเป่ย ขอยกเลิกสัญญาสงบศึกชั่วคราวเพื่อเปลี่ยนเป็นสัญญาพันธมิตรที่ดีต่อกันและจะไม่คิดทำสงครามอีก สร้างความพอใจให้กับฮ่องเต้เป็นอย่างมาก เป็นเรื่องที่น่ายินดีการทำสงครามไม่มีผลดีกับใครทั้งนั้น มีแต่การสูญเสียราษฎรได้รับความเดือดร้อน เขาคงต้องเขียนสาส์นตอบรับกลับไปว่า ทางแคว้นโจวมีความยินดีกับข่าวนี้เป็นอย่างยิ่ง และยินดีลงนามเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันตลอดไป แคว้นฉิน ยามนี้ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดเช่นเดียวกัน ผู้คนเริ่มล้มป่วยจากหนึ่งเป็นสองจากสองเป็นสามเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน่าตกใจ บรรดาหมอต้องออกมาขอความช่วยเหลือจากหมอหลวง เพราะวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ดูเหมือนจะรุนแรงกว่าครั้งไหน ๆ ฮ่องเต้จึงเรียกประชุมขุนนางอย่างเร่งด่วน “ทูลฝ่าบาทหน่วยข่าวสารส่งมาบอกว่า ยามนี้แต่ละแคว้นเจอปัญหาโรคระบาดกันถ้วนหน้า แต่แคว้นที่จัดการและแก้ปัญหาได้ดีคือแคว้นโจว หน่วยข่าวยังบอกอีกว่าเป็นคุณหนูตระกูลลู่ ที่ได้ออกมาทำการช่วยเหลือผู้คนจากโรคระบาด และดูเหมือนจะควบคุมโรคได้อีกด้วยพ่ะย่ะค่ะ” จะเป็นไปได้อย่างไร พวกนางมีความสามารถเก่งกว่าหมออีกหรือ “แล้วทางแคว้นเราจัดการโรคระบาดได้หรือไม่?” “ทูลฝ่าบาทเอ่อ..เรื่องนี้ทางท่านหมอก็จนปัญญาเพราะโรคระบาดติดต่อกันรวดเร็วมาก และหมอก็เหมือนจะไม่เพียงพอต่อผู้ป่วย ตั้งแต่มีโรคระบาดก็มีคนเสียชีวิตไปแล้ว20รายพ่ะย่ะค่ะ” “อะไรนะ! รีบให้ทางราชสำนักประกาศ ปิดพระราชวังชั่วคราวห้ามคนเข้าออก” “พ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้แคว้นฉินถึงกับกุมขมับ เขาจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไรดี หรือว่าเขาจะส่งสาส์นไปขอความช่วยเหลือจากแคว้นโจว แต่ว่าจู่ ๆ ไปขอความช่วยเหลือมันก็ยังไง ๆ อยู่ เพราะถึงแม้จะลงนามยุติสงครามชั่วคราว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นก็ไม่ได้ดีมากถึงขั้นสามารถไปขอความช่วยเหลือได้ แล้วเขาจะทำอย่างไรดี จะทนเห็นราษฎรล้มตายจากโรคระบาดนี้หรือ “เสด็จพ่อลองส่งสาส์นไปขอความช่วยเหลือจากแคว้นโจวดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”องค์ชายฉินหย่งเล่อเสนอขึ้นมาซึ่งก็ตรงกับใจพอดี เหล่าขุนนางได้ยินก็เริ่มครุ่นคิด หากต้องไปขอความช่วยเหลือจากแคว้นโจว แล้วทางฝ่ายนั้นจะยอมช่วยเหลือหรือ ในเมื่อแคว้นฉินเป็นฝ่ายบุกโจมตีแคว้นโจวมาโดยตลอด จนมาล่าสุดสู้ไม่ไหวจนต้องขอสงบศึกชั่วคราวเป็นเวลาเจ็ดปี พวกเขาถอนใจออกมาอย่างหนักใจ ความสัมพันธ์ของทั้งสองแคว้นไม่ได้ดีงาม หากต้องขอความช่วยเหลือจริง ๆ ก็คงต้องหาสิ่งใดไปแลกเปลี่ยน “รายงานพ่ะย่ะค่ะแหล่งข่าวแจ้งมาว่า แคว้นเป่ยส่งสาส์นไปที่แคว้นโจว เพื่อขอยกเลิกสัญญาสงบศึกเป็นสัญญาพันธมิตรที่ดีต่อกันและจะไม่คิดทำสงครามตลอดไป” เมื่อฮ่องเต้ได้ฟังก็เริ่มครุ่นคิดวิธีนี้ก็ดีเหมือนกัน แต่ว่าจะขอให้ช่วยเฉย ๆ ก็คงไม่ได้ หรือว่าจะให้องค์หญิงไปแต่งกับองค์รัชทายาทเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ วิธีนี้ก็ไม่เลวขอยกเลิกสัญญาสงบศึกชั่วคราวเปลี่ยนเป็นลงนามเป็นพันธมิตร แล้วให้องค์หญิงแต่งออกไปเพื่อยืนยันเจตนารมณ์อย่างจริงใจ “ส่งสาส์นไปขอเปลี่ยนเป็นพันธมิตรแล้วให้องค์หญิงแต่งเชื่อมสัมพันธ์ ทุกคนมีความคิดเห็นเช่นไร?” สายลับที่มารายงานข่าวถึงกับตกใจรีบเอ่ยออกมาทันที “ทูลฝ่าบาท เหว่ยอ๋องหมั้นหมายกับคุณหนูใหญ่ องค์รัชทายาทได้หมั้นหมายกับคุณหนูสี่ตระกูลลู่ หากให้องค์หญิงแต่งเชื่อมความสัมพันธ์ อาจจะสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับตระกูลลู่ไม่น้อยทีเดียว อีกอย่างฮ่องเต้ให้ความสำคัญกับตระกูลลู่มากเป็นพิเศษ ยิ่งมามีสถานการณ์โรคระบาด เป็นคุณหนูตระกูลลู่ออกมาทำการรักษาช่วยเหลือผู้คน ฮ่องเต้ก็ยิ่งเกรงใจตระกูลลู่มากขึ้นอีกหลายเท่าตัว" “อีกอย่างแหล่งข่าวแจ้งมาว่า หลายวันก่อนมีคนร้ายร่วม100คน บุกเข้าไปจะทำร้ายเหว่ยอ๋องแต่เป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลลู่ จัดการคนร้าย100คนเพียงคนเดียวในชั่วพริบตา และข่าวยังมีมาอีกว่าคุณหนูสี่ฝีมือก็ไม่ธรรมดาไม่ต่างจากคุณหนูใหญ่ กระหม่อมคิดว่าอย่าสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับตระกูลลู่จะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ” “พวกนางเป็นวรยุทธ!!” ทุกคนรับฟังด้วยอาการอึ้งจนพูดไม่ออก พวกนางเป็นวรยุทธและมีวิชาแพทย์ แคว้นโจวช่างโชคดีอะไรเช่นนี้ มีสตรีที่เก่งกาจมากความสามารถถึงสองคนช่างน่าอิจฉาเสียจริง “เสด็จพ่อข้าคิดว่าใช้วิธีให้ค่าตอบแทนน่าจะดีที่สุด แล้วก็ขอเปลี่ยนสัญญาเป็นพันธมิตร ทุกคนคิดเห็นเช่นไร?” “พวกกระหม่อมเห็นด้วยกับองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ” “ถ้าเช่นนั้นก็เอาตามนี้” ฮ่องเต้รีบสั่งปิดประชุม จากนั้นเขาก็กลับเข้ามานั่งครุ่นคิดอยู่ในห้องทรงอักษรอีกครั้ง ไม่รู้ว่าแคว้นโจวจะยอมช่วยเหลือหรือไม่ แต่อย่างไรก็ต้องลองดูก่อนเพราะชีวิตของราษฎรสำคัญที่สุด แต่จะว่าไปเลิกทำสงครามก็ดีเหมือนกัน รบรากันมาหลายสิบปี แคว้นฉินก็ยังไม่สามารถเอาชนะแคว้นโจวได้เลยสักครั้ง ต้องขอบคุณโรคระบาดหรือไม่ ที่จะทำให้สองแคว้นหันมาเป็นมิตรและเลิกเป็นศัตรูต่อกัน ได้แต่หวังว่าแคว้นโจวจะรับข้อเสนอที่เขายื่นให้ และไม่คิดโกรธเคืองเรื่องที่ผ่านมายามนี้คนที่มีความสุขที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคหบดีลู่เฉิง ที่เวลานี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มีความสุขจนยากจะบรรยาย เหล่าบรรดาลูกเขยอยู่กันพร้อมหน้าถึงเจ็ดคน จะมีใครโชคดีเท่าเขาไม่มีอีกแล้ว “ลู่เฉิงจัดงานแต่งพร้อมกันทีเดียวไปเลยเจ็ดคู่ดีหรือไม่?” ฮ่องเต้เอ่ยถามเขาที่เอาแต่นั่งยิ้มไม่พูดไม่จา“ฝ่าบาทกระหม่อมกำลังคิดอยู่พอดีเลยพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาทจัดงานพร้อมกันก็ดีนะเพคะ หม่อมฉันอยากเห็นงานแต่งที่ยิ่งใหญ่อลังการที่มีคู่บ่าวสาวถึงเจ็ดคู่” ฮองเฮาเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้นพระพักตร์เริ่มขึ้นสีแดงนิด ๆ เพราะได้ดื่มโซจูไปหลายจอก วันนี้นางรู้สึกผ่อนคลายและรื่นเริงมากจริง ๆ บรรยากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางใฝ่ฝันอยากได้มาตลอด เพราะวังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่จะทำตามใจตนเองได้ พอได้มาสัมผัสบรรยากาศที่นี่จึงรู้สึกชอบเป็นพิเศษ “ฝ่าบาทมีสาสน์ส่งมาจากต่างแคว้นพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รีบเข้ามารายงานพร้อมยื่นสาสน์ให้ฮ่องเต้ เขารับมาเปิดอ่านอย่างไม่รีรอ จากนั้นเขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่า ฮ่า ลู่เฉิงเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจบุตรสาวตระกูลพ่อค้าของเจ้า แต่มายามนี้กลับแตกต่างออกไปแล้วอะนะ ดูเหมือนแคว้นเป่ยจะส่งสาสน์มาขอด
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงคิดว่าพวกเขาควรจะเอ่ยกับลู่เสียนและเหว่ยอ๋อง เรื่องที่พวกเขาได้ตัดสินอยากขอถอนคำพูดสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุและอยากแก้ไขใหม่เป็น อยากขอคบหาดูใจกับพวกนางดูก่อน “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง คือก่อนหน้านี้ที่พวกข้าได้เอ่ยออกไปว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุ ในตอนนั้นพวกข้าพูดไปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี ในตอนนี้จึงอยากขอถอนคำพูดและเปลี่ยนเป็นขอคบหาดูใจกับพวกนางอย่างจริงใจ”“พวกท่านแน่ใจหรือเพคะ การตัดสินใจของพวกท่านในวันนี้จะมีผลในวันข้างหน้า พวกนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ จึงมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจตลอดเวลา ว่าจะมีคนจะมาดูถูกชาติกำเนิดของนาง เพราะฉะนั้นการแสดงความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญมาก”“หม่อมฉันจะให้โอกาสพวกท่านคิดทบทวนอีกครั้ง เพราะพวกนางเป็นน้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องปกป้องพวกนางอย่างสุดความสามารถ อีกอย่างพวกท่านเป็นถึงองค์ชาย แต่งงานกับบุตรสาวของอนุย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของราชวงศ์ หากแต่งออกไปฐานะทางสังคมก็คงเป็นได้เพียงอนุ หากว่าพวกท่านพร้อมจะยืดอกกางแขนปกป้องศักดิ์ศรีของพวกนางได้อย่างสง่าผ่า
“ในเมื่อท่านทั้งสองคนเดินทางมาเพื่ออยากให้หม่อมฉันช่วยเหลือ หม่อมฉันยินดีช่วยแต่ว่าในเมื่อท่านเริ่มต้นไม่ดี หม่อมฉันก็จะให้บทลงโทษกับองค์ชายเช่นพวกท่านได้เรียนรู้เสียบ้าง เพราะเท่าที่เห็นพระองค์คงถูกตามใจจนเคยตัวและไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านสองคนต้องอยู่ที่นี่เพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่ แลกกับการรักษาโรคระบาดที่เมืองเชียงตง ท่านทั้งสองจะว่าอย่างไรเพคะ?”ฮ่องเต้ได้ฟังลู่เสียนพูดก็นึกชื่นชมขึ้นมาในใจ นางช่างมีความคิดไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบวิธีการของนางมากเลยทีเดียว เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนางอยากแสนภาคภูมิใจและมองนางอย่างรักใคร่ไม่ปิดบัง จื้อตงหยางครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดีสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง หากนางยอมช่วยเหลือจะให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น“ได้พวกข้าตกลง”“ดีเพคะถ้าเช่นนั้น ลู่ฟาง ลู่เซียน พวกเจ้าพาพวกเขาไปทำแผล”“พี่หญิงทำไมต้องเป็นพวกข้า ข้าไม่อยากทำ” ลู่เซียนรีบเอ่ยปฏิเสธขึ้นมา เพราะนางไม่ชอบบุรุษที่ชอบพูดจาด้อยค่าผู้อื่น เพียงเพราะมีฐานะเหนือกว่า ลู่เสียนยกยิ้มมองน้องสาวอย่างเอ็นดู บุรุษที่ไม่ชอบบุตรสาวของอนุ ให้คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่นานพวก
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วลงมาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน ก่อนที่จื้ออี้เฉิงจะตรงมาคว้าข้อมือของลู่เซียน ส่วนจื้อตงหยางตรงเข้ามาคว้าข้อมือของลู่ฟาง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเตรียมตัวใช้วิชาตัวเบาเหาะจากไป แต่ว่า…“เดี๋ยวก่อน!” เป็นเสียงของฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นมา จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางหันขวับมามองอย่างตกใจ เสด็จลุงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร “คิดจะมาเอาคนไปช่วยแต่วิธีการของพวกเจ้าช่างไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าคงต้องตักเตือนบิดาของเจ้าถึงการกระทำอันไรมารยาทของบุตรชายของเขาเสียแล้ว ข้านั่งอยู่ด้านใดไม่คิดจะมาทักทาย แต่ยังดันจะพาสตรีที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยเช่นนี้ เจ้าคงต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองแล้วละหลานชาย”“ถวายบังคมเสด็จลุง”“ตามข้าเข้าไปข้างใน” กล่าวจบฮ่องเต้สะบัดอาภรณ์เดินเข้าไปในจวนอย่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นสองหลานชายทำตัวไร้การอบรมเช่นนี้ จื้ออี้เฉิงยังคงจับแขนของลู่เซียนเอาไว้ไม่ปล่อย ส่วนตงอยางก็กำข้อมือของลู่ฟางเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินตามฮ่องเต้เข้าไปด้านในจากทุกคนจึงเดินตามเข้ามาเพราะอยากรู้ว่าเขาสองคนเป็นใคร และอยากรู้ว่าฮ่องเต้จะตัดสินอย่างไรกับเรื่องนี้ ฮ่อ
บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสุขและสนุกสนาน ลู่เสียนจึงตัดสินใจลุกออกไปช่วยน้องสาวแจกอาหารที่หน้าจวน ปล่อยให้บุรุษนั่งสนทนากันไปเพราะเมื่อมีสุราเข้ามาร่วมวงก็ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนมีความครึกครื้นกันมากขึ้น โซจูที่ลู่หลินเอาออกมาจากมิติ ดูเหมือนทุกคนจะชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะดีกรีแรงถูกคอนักดื่มเป็นอย่างยิ่งบุตรสาวตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนออกมายืนแจกซาลาเปา เกี๊ยวน้ำ และหมูหันอยู่หน้าจวน ผู้คนทั้งเมืองหลวงถือจานและถ้วยออกมารับอาหาร เพราะลู่หลินให้คนเขียนป้ายบอกให้ทุกคนเตรียมมา จะได้สะดวกนำกลับไปกินที่เรือน“พี่ตงหาน พี่ผิงอัน ไปบอกกลุ่มทหารที่ไปกับพวกเรา ให้มาเอาอาหารไปกินด้วยเจ้าคะ”“ขอรับ/เจ้าค่ะ”“ลู่หลินแบ่งอาหารไว้ส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับทหารที่ไปกับข้า”“ได้เจ้าค่ะเดี๋ยว ข้าจะจัดแยกไว้ต่างหาก”ผู้คนที่มายืนต่อแถวรับอาหาร ต่างยืนมองคุณหนูตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนด้วยสายตาชื่นชม พวกนางมีความงดงามอย่างหาใครเทียบไม่ได้ อีกทั้งพวกนางยังเป็นคนจิตใจดีมีน้ำใจและไม่ถือตัวเลยสักนิด แตกต่างจากคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ที่เคยเห็นอย่างลิบลับ“เจ้าดูคุณใหญ่และคุณหนูสี่สิ อีกหน่อยก็ต้องแต่งเป็นพระชายาแล้ว แต่พวกนา
แคว้นโจวยามนี้ผู้คนทั้งเมืองต่างเตรียมตัวต้อนรับการกลับมาของเหว่ยอ๋องและลู่เสียนตั้งแต่ประตูเข้าเมืองจนไปถึงวังหลวง ลู่เฉิงได้จัดเตรียมการต้อนรับเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ ลู่เฉิงยังได้ไปจ้างคณะเชิดสิงโตมาเพิ่มความครึกครื้น ยังไม่พอเขายังไปเหมาประทัดมาแจกจ่ายให้ทุกคนจุด เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย ลู่เฉิงบอกให้ทุกคนจุดเวลาขบวนรถม้ามาถึง ยังไม่พอลู่เฉิงยังไปจ้างคณะระบำดนตรีมาร้องมารำเพื่อความสนุกสนาน ยามนี้เมืองหลวงแคว้นโจวคึกคักเป็นอย่างมาก เมื่อหน่วยข่าวมาแจ้งว่าพวกเขาจะเดินทางมาถึงในอีกไม่ช้า หน่วยที่มาแจ้งข่าวยังรายงานถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ทุกคนรับรู้ ยามนี้ชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่ลู่เสียนโด่งดังไปทั่วหล้า ไม่ว่าจะเป็นความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวหรือแม้แต่ทักษะด้านการแพทย์นางก็ทำได้ดีอย่างน่าทึ่ง ความมีน้ำใจเมตตาไม่เอาความโกรธแค้นมาลงกับผู้บริสุทธิ์ แคว้นเจินแม้จะรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของเชื้อพระวงศ์ แต่ก็รู้สึกโล่งใจที่ทุกคนรอดพ้นจากโรคระบาดและไม่ต้องพบเจอศึกสงคราม แม้จะต้องแลกด้วยการส่งข้าวปีละสองพันกระสอบเป็นเวลาสิบปีเพื่อชดเชยความผิดก็ตาม เพราะทุกคนไม่อยากให้มีสงครามเกิดขึ้น ทางด้านตระกูลลู







