เข้าสู่ระบบทางด้านคนตระกูลฉีซึ่งมองเห็นคนน่ารำคาญเช่นกัน จึงหันหน้าไปพูดคุยปรึกษากันด้วยท่าทางเคร่งเครียด
“พี่ใหญ่หรือว่าซูชิงโม่จะออกเดินทางพร้อมพวกเรา”
“คงเป็นเช่นนั้น ข้าจะกลับไปเอาผ้าห่มที่รถม้าแล้วมานั่งเบียดกับพวกเจ้า”
ทั้ง ๆ ที่พยายามเข้มแข็งแล้ว แต่เมื่อพบเห็นภาพบาดตาบาดใจในช่วงเวลาที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่กี่วัน
ความเศร้าซึมที่พยายามเก็บไว้ลึกสุดหัวใจ จึงเผยออกมาให้คนรอบข้างรับรู้
“ไม่เบียดเลยสักนิดเจ้าค่ะ ช่วงกลางวันข้าจะออกไปนั่งข้างผู้คุ้มกันเอง”
เสี่ยวหนิงกอบกุมอุ้งมือนุ่ม ๆ ของคุณหนูใหญ่ ยิ่งเห็นแววตาเศร้าลงยิ่งรู้สึกสงสารจับใจ
“สูด!!!! รอข้าสักครู่เดี๋ยวข้ากลับมา”
จมูกโด่งรั้นสูดหายใจลึก ๆ เข้าเต็มปอด เพื่อเรียกขวัญกำลังใจให้ตนเอง
ฉีเหม่ยหลันดูต้นทางจนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดมองเห็นตน จากนั้นจึงเดินเข้าไปใกล้รถม้าคันใหญ่ ซึ่งจอดหลบสายตาผู้คนตรงบริเวณใกล้กับโขดหิน
ร่างอรชรกระโดดขึ้นไปบนรถม้าด้วยท่วงท่าปราดเปรียวว่องไว แล้วเดินเข้าไปพับเก็บผ้าห่มสีม่วงอ่อนลงห่อผ้าดังเดิม จากนั้นจึงหมุนตัวกลับหลังอย่างรวดเร็ว นางรีบเก็บของแล้วทำท่าจะกลับออกไปทันที
“อ๊ะ!” ใบหน้าเรียวเล็กชนเข้ากับแผงอกของใครบางคน
“จะไปที่ใด”
เสียงทุ้มเอ่ยอยู่เหนือศีรษะหอมกรุ่น เพราะสองร่างยังคงยืนแนบชิดกันอยู่หน้าประตูทางเข้ารถม้า
สักพักคนตัวเล็กก็ถูกดันให้เดินถอยหลังกลับเข้าไปในรถม้า พร้อมกับเสียงลงดานสลักเปิดปิดประตู
“ไปนั่งกับเฟยเฟิ่งเจ้าค่ะ”
“เหตุใดจึงอยากไปนั่งเบียดสองคนนั้น”
“เสี่ยวหนิงจะออกมานั่งกับผู้คุ้มกัน ใต้เท้าจะได้ต้อนรับผู้มาเยือนได้อย่างสะดวก ข้าไม่อยากรบกวน”
“คนเขามาขอความช่วยเหลือข้าย่อมไม่อาจปล่อยผ่าน”
ขณะที่พูดวงแขนแกร่งยังไม่ยอมปล่อยร่างนุ่มนิ่มให้ถอยห่าง เขาดันร่างอวบอิ่มจนแผ่นหลังบอบบางแนบชิดกับผนังรถม้า
“ข้ารู้เจ้าค่ะ เลยจะไปนั่งกับน้อง ไม่ได้เบียดเสียดกันเลยสักนิด ในรถม้าคันนั้นออกจะกว้างขวาง ข้าก็ตัวเล็ก ๆ แค่นี้จะเรียกว่านั่งเบียดกันได้อย่างไร”
“แต่คนที่ขอความช่วยเหลือย่อมรับสภาพผู้ขออาศัยให้ได้ ไม่ใช่ว่าต้องมานั่งเบียดเจ้าของรถม้า”
ช่วงจังหวะที่กล่าวคำว่าเบียด หัวเข่าของเขาได้แยกขาเรียวออกจากกัน เพื่อจะได้แทรกลำตัวเข้ากึ่งกลางร่างบอบบาง
“ข้ารู้เจ้าค่ะ ข้าไม่อยากทะเลาะกับใครเลยจะไปนั่งรถม้าอีกคัน”
คนโต้แย้งรีบหันหน้าไปทางอื่น เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาโน้มตัวเข้ามาใกล้มากกว่าปกติ
“ข้าหมายถึง ข้าให้ซูชิงโม่กับสาวใช้ไปนั่งรถม้าขนเสบียง ไม่ได้ให้นั่งรถม้าคันนี้”
“เอ่อ…ใต้เท้าถอยออกไปก่อนดีหรือไม่ ข้าหายใจไม่ถนัด”
ท่าทีคุกคามแปลก ๆ ทำให้ใจดวงน้อยเต้นระรัวทั้งตกใจและตื่นเต้นปะปนกัน
“ฉินเซียวสั่งการให้ออกเดินทางได้ ไปบอกรถม้าคันนู้นด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วง”
“ขอรับ”
ร่างกำยำถอยออกห่างร่างอวบอิ่มทันทีหลังจากสั่งการผู้ช่วยคนสนิท
ที่เดินเข้าไปใกล้ชิดถึงเพียงนั้น เพราะอยากแสดงให้นางรู้ว่าเหตุใด บุรุษกับสตรีที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือด จึงจำเป็นต้องมีช่องว่างระหว่างกัน แต่ที่ผ่านมานางไม่เคยมอบช่องว่างนั้นให้เขาเลย
“อยากนอนต่ออีกหรือไม่”
เมื่อเห็นใบหน้าเรียวงามยังคงบึ้งตึง ซ่งจือหานจึงเอ่ยถามเพื่อลดทอนความตึงเครียด
“ไม่นอนแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะนั่งมองทาง”
“เฝ้ายามให้ข้าด้วยเล่า ข้าจะเอนหลังสักหน่อย อยากงีบจะแย่แต่ต้องอยู่เฝ้ายามให้เด็กนอนกรน”
“นอนกรน!”
น้ำเสียงตกใจเอ่ยแย้งทันที ในทีนี้คนที่ถูกเรียกว่าเด็กย่อมหมายถึงนางอย่างแน่นอน
“อือ ฮึ”
“เด็กคนนั้นไม่ใช่ข้าอย่างแน่นอน ข้านอนไร้เสียงมาแต่ไหนแต่ไร”
“หึ หึ”
จากนั้นบุรุษแขนขายาวก็นอนหลับไปทันที
แขนขาของเขากางออกกว้างเกินความพอดี จังหวะขยับกายต้นขาข้างหนึ่งจึงมาสะกิดโดนตัวคนที่กำลังนั่งเชิดหน้ามองหน้าต่างรถม้า
“นอนกางแขนกางขาขนาดนี้ ไม่เอาขาพาดคอข้าเสียเลยเล่า!”
สิ้นคำกล่าวต้นขาหนัก ๆ ก็พาดตรงลำคอเรียวยาวตามคำกล่าวเชื้อเชิญ
“โอ๊ย! แกล้งกันหรืออย่างไร”
สองมือรีบดันต้นขาบุรุษให้ถอยห่าง ยังดีที่นางมีพลังกายแข็งแรงกว่าแต่ก่อนจึงผลักดันต้นขาหนัก ๆ ออกไปได้ แต่กว่าจะทำสำเร็จก็เล่นเอาเหนื่อยหอบอยู่ไม่น้อย
ดวงตาคู่คมยังคงปิดสนิท มีเพียงมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อย แน่นอนว่าฉีเหม่ยหลันมองไม่เห็นอย่างแน่นอน
ส่วนผู้มาขออาศัยร่วมทางทั้งสองคน ยามนี้กำลังนั่งหน้าบึ้งตึงอยู่ในรถม้าขนเสบียงจากจวนเสนาบดีฝ่ายขวา
รถม้าคันที่สามมีที่ว่างเหลือไว้พอให้คนนั่งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่พวกนางจำเป็นต้องตอบรับคำเชิญ เพราะไม่อยากพักค้างในป่าอย่างไร้ประโยชน์
“คุณหนูหายใจสะดวกหรือไม่เจ้าคะ”
สาวใช้หันไปถามคุณหนูผู้มีสีหน้าโกรธแค้นอย่างเห็นได้ชัด
“หุบปากไปเถิด ข้าอยากอยู่เงียบ ๆ”
“คุณหนูตลอดการเดินทางยังมีหวังเจ้าค่ะ สตรีแซ่ฉีนิสัยดุร้ายอย่างไรเสียใต้เท้าซ่งย่อมพึงใจคุณหนูมากกว่า ที่ให้นั่งรถม้าขนเสบียงคงเพราะไม่อยากให้คุณหนูเสื่อมเสียชื่อเสียงกระมัง”
ถึงแม้ในใจจะไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่สาวใช้จำเป็นต้องพูดเท็จเพื่อให้คุณหนูของตนมีแรงสู้ต่อ
“เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ”
“ใช่เจ้าค่ะ เมื่อไหร่ที่บุรุษเห็นค่าสตรีย่อมได้รับการเชิดชู การที่ใต้เท้าซ่งถอยห่างออกไป เพราะไม่อยากให้คุณหนูตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน”
“ดีข้าจะได้คิดแผนการขั้นต่อไป เสนาบดีซ่งมาให้ความหวังข้าแล้ว อย่าคิดว่าจะถอยห่างได้ง่าย ๆ”
รอให้นางแสดงความสามารถล้ำเลิศให้เขาประจักษ์ก่อนเถิด เมื่อนั้นเสนาบดีซ่งจือหานจะได้รู้ว่ามีสมบัติล้ำค่าอยู่ในมือ หากไม่รีบไขว่คว้าเอาไว้ย่อมกลายเป็นบุรุษโง่เขลาเบาปัญญา
ยามพลบค่ำมาเยือนรถม้าทั้งสี่คันจากจวนเสนาบดี ได้ตรงเข้ามาจอดตรงจุดพักแรมก่อนที่ดวงตะวันจะลาลับขอบฟ้า
หลังจากกินอาหารมื้อค่ำจนอิ่มหนำ สตรีต้องกลับเข้าไปนอนพักในรถม้าดังเดิม ส่วนบุรุษออกมานั่งเฝ้ายามรอบ ๆ กองไฟขนาดเล็ก ซึ่งก่อไว้พอให้มีแสงสว่างเท่านั้น
“ใต้เท้าคิดอย่างไรขอรับ จึงให้คุณหนูแซ่ซูไปนั่งในรถม้าขนเสบียง”
ผู้คุ้มกันคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัยเป็นอย่างยิ่ง จนไม่สามารถเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจแต่เพียงผู้เดียว
เพราะรถม้าคันที่สองยังเหลือที่ว่างเพียงพอให้สตรีสองคนเข้าไปนั่งรวมกันได้อย่างสบาย ๆ ซึ่งแต่ละคนมีรูปร่างผอมบางกันทั้งนั้น หากจะให้ดีที่สุดคือให้คุณหนูรองตระกูลฉีมานั่งกับคุณหนูใหญ่
“มาขออาศัยต้องทนลำบากให้ได้ ข้าไม่ได้มีหน้าที่ดูแลสตรีเดือดร้อนสักหน่อย”
น้ำเสียงห้วนอธิบายอย่างขอไปที เพราะยามนี้อยากกลับเข้าไปนอนพักในรถม้าส่วนตัวเต็มที
ติดที่ความไม่เหมาะสมระหว่างชายหญิง จึงนอนหลับใกล้ชิดกับหลานสาวข้างจวนในยามค่ำคืนไม่ได้ แล้วเหตุใดในยามกลางวันจึงนอนใกล้กันได้เล่า!
ดวงตากลมโตหลับลงพร้อมกับอ้าขาออกกว้างทั้ง ๆ ที่ยังรู้สึกเจ็บอยู่ไม่น้อย นางยินยอมรับตัวตนแข็งขืนให้เข้ามาลึกสุดทาง จนกระทั่งได้ยินเสียงส่วนปลายหัวหยักชนเข้ากับผนังร่องแคบ“เอาให้หนักจะได้ไม่หนีข้าไปที่ใดอีก เอาให้ติดใจจนไม่กล้าอยู่ห่างจากข้าอีก”ซ่งจือหานทั้งพูดทั้งขยับเข้าออกในโพรงคับแคบ ซึ่งบีบรัดแก่นกายของเขาจนอยากปลดปล่อยเสียเดี๋ยวนี้ ทว่าเขาพอรู้อยู่บ้างว่าต้องอดทนก่อนยามนี้สตรีที่กำลังรองรับอารมณ์ดิบเถื่อนของบุรุษถูกโยกเขย่ากายจนหัวสั่นหัวคลอน เต้านมสองข้างโยกไหวไปตามแรงกระเพื่อมของร่างกาย เมื่อเห็นว่าคนใต้ร่างกำลังเพลิดเพลินไปกับรสรักของเขา บุรุษผู้กระหายน้ำจึงถอดถอนแก่นกายออก อีกเหตุผลคือยังไม่อยากสิ้นสุดโดยเร็วกายสูงใหญ่นั่งลงคุกเข่าต่อหน้ากลีบบุปผาสีชมพูอ่อน เพื่อลิ้มรสน้ำหวานซึ่งคราแรกเขาตั้งใจดื่มแก้กระหายน้ำ“อื้อ จือหาน มาทำต่อให้เสร็จ”“ขอดื่มน้ำหวานตรงนี้ก่อน ข้ากระหายน้ำจะแย่ และอยากเห็นกลีบบุปผาที่ข้าลงมือบดขยี้ด้วยตนเอง”“อ่า… ดื่มให้พอใจดื่มลงไปลึก ๆ อ๊ะ อา ตรงนั้น”เสียงหวานเอ่ยสั่งการบุรุษรูปงาม ที่ยามนี้กำลังก้มลิ้มรสกลีบอวบอูมซึ่งบวมเป่งจากการสอดใส่ในครั้งแร
“เหม่ยหลันขอจับได้หรือไม่ ข้าอยากทำเช่นนี้มานานแล้ว สองก้อนของเจ้ายั่วเย้าสายตาข้ามานานเหลือเกิน”“ท่านจับไปแล้วจะขอเพื่อการใดเล่า อ๊ะ! อา”เสียงหวานร้องครางออกมาทันที เผลอเพียงชั่วครู่ใบหน้าหล่อเหลาก็มุดเข้าหาความนุ่มหยุ่นเสียแล้ว อาภรณ์ช่วงบนของนางถูกดึงลงมากองตรงเอวคอดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แบบนี้ยังเรียกว่าแค่จับอยู่หรือ!“ทั้งนุ่มทั้งหวาน เหม่ยหลันให้ข้ามอบความสุขให้เจ้าเถิด ข้าสัญญาว่านอกจากเจ้าข้าจะไม่แตะต้องสตรีใด”“จือหาน ท่านอือ..”“ขอจับ ขอดูดให้หนำใจ อยากนวดให้สองก้อนของเจ้ายืดย้วยติดมือติดปากข้าไปเลย”วาจาดิบเถื่อนเอ่ยออกมาจากปากของบุรุษผู้ขึ้นชื่อเรื่องความสุภาพและเงียบขรึมยิ่งสัมผัสนางสติของเขายิ่งเตลิดหายไปไกล เหลือเพียงอาการคลั่งรักของบุรุษที่มีต่อสตรีในดวงใจท่ามกลางแสงจันทร์ยามค่ำคืน กายอวบอัดถูกอุ้มไปนั่งบนโต๊ะไม้ข้างหน้าต่างเรือนนอน ผู้มาเยือนดึงเก้าอี้มานั่งหันหน้าออกนอกหน้าต่างด้วยท่วงท่าสบายใจ ทางด้านเจ้าของตำหนักนั่งหันหลังให้แสงจันทร์สายตาร้อนแรงจ้องมองยอดถันชูชัน ซึ่งยามนี้ต้องแสงจันทร์มองให้เห็นเป็นเงาวาววับ ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงด้วยความกระหายอยาก ก่อน
ณ ตำหนักบุปผาบนสรวงสวรรค์ชั้นสูง สายตาเรียบเฉยจ้องมองข้าวของเครื่องใช้ในตำหนัก ซึ่งถูกเก็บเข้าที่ดังเดิมเหมือนเมื่อครั้งก่อนจากไป ภาพของคนผู้นั้นเดินไปเดินมาเฉกเช่นตำหนักของตนเอง ยังคงติดตาไม่ได้เลือนหายไปอย่างที่ควรจะเป็น ทั้ง ๆ ที่ผ่านมานานร่วมปีทว่ากลับมาคราวนี้จิตใจซึ่งเคยอ่อนไหวเจ็บปวดรวดร้าว ได้แปรเปลี่ยนเป็นเข้มแข็งขึ้นและไร้ซึ่งการผูกมัดพันธนาการใด ๆช่วงชีวิตก่อนนางทำดีด้วยจิตใจบริสุทธิ์ อีกทั้งยังอุทิศตนเพื่อส่วนรวมจนสิ้นชีพก่อนวัยอันควร ดวงจิตจึงได้ขึ้นมาบนสรรค์เพื่อประทับจิตลงบนกายหยาบซึ่งถูกปลุกพลังแห่งเทพฉีเหม่ยหลันหมั่นฝึกฝนพลัง และบำเพ็ญเพียรด้วยจิตใจแน่วแน่มาโดยตลอด เมื่อถึงกาลเหมาะสมจึงได้เป็นเทพสงครามหญิงดังใจปรารถนา นางมีเทพพี่เลี้ยงใบหน้าหล่อเหลาผู้หนึ่ง คอยดูแลทุกเรื่องไม่ให้ขาดตกบกพร่องเมื่อครั้งยังเป็นเพียงเทพฝึกหัด นางเข้าใจว่าเทพทุกตนไร้ซึ่งความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง ทว่าทุกอย่างกลับตาลปัตรไปทั้งหมดเทพกับมนุษย์ไม่ต่างกันในแง่ความรู้สึกเลยสักนิด เพียงแค่ต่างในเรื่องการแยกแยะถูกผิดเท่านั้นหลังออกจากการเข้าตบะบำเพ็ญเพียรนานร่วมปี เทพสงครามหญิงจึงเดินทางกลั
หนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีเดินหลงเข้าไปในป่าลึก เพียงเพราะอยากจับกระต่ายป่ามาเลี้ยงดูในฐานก่อสร้าง อีกเหตุผลคืออยากให้พี่สาวมีสัตว์เลี้ยงแสนน่ารักจะได้หายเศร้าซึมเสียที ทั้งสองจึงวิ่งไล่สหายตัวจ้อยจนหลงป่าคนหวาดกลัวมองหาผู้คุ้มกันของตนทว่าไม่เจอแม้แต่เงา เพราะนางมาตรงที่สตรีมักจะมาเพียงลำพัง นับว่ายังดีที่ผู้คุ้มกันของผู้ร่วมชะตากรรมยังคงติดตามมาด้วยสองคนบุรุษข้างกายมาตรงจุดเฉพาะของสตรีได้ เพราะความหน้าหนาของเขาล้วน ๆ แต่ครั้งนี้กลับกลายเป็นเรื่องดีเสียอย่างนั้น“สือป๋อเหวินพวกเราเดินมาไกลมากแล้วนะ เหตุใดจึงไม่เจอทางกลับฐานเสียทีเล่า”“ข้าไม่รู้ เพิ่งเคยมาครั้งแรกเช่นกัน”แต่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าคนพูดแอบส่งสัญญาณมือให้ผู้คุ้มกันอย่างแนบเนียน“ข้าเจ็บเท้าอยากนั่งพักสักหน่อย”น้ำเสียงเหนื่อยล้าโดยแท้จริง หันไปบอกกล่าวบุรุษข้างกายฝ่าเท้าของนางเริ่มระบมจนรู้สึกแสบ เพราะเดินบนพื้นหินตามลำธารมาร่วมชั่วยาม อีกทั้งยังรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งขา หากได้นั่งพักเพื่อถอดรองเท้าออกผึ่งแดดสักหน่อย อาการเมื่อยล้าคงทุเลาเบาบางลงบ้าง“คุณชายขอรับ ตรงจุดนั้นมีถ้ำขนาดเล็ก ด้านในมีเสียงน้ำไหล น่าจะเหมาะสำหรั
ระหว่างทางเดินไปถ้ำแห่งสายน้ำ คู่รักชายหญิงก็จูงมือกันเดินไปข้างหน้า พร้อมกับพูดคุยเรื่องราวในชีวิตของกันและกัน“ข้าจะบอกศิษย์พี่ด้วยตนเองอีกครั้ง ป่านนี้ไม่ตกใจหงายหลังไปแล้วหรือที่เจ้าไปบอกกล่าวตรง ๆ เช่นนั้น”“ฮ่า ฮ่า ตกใจจนน้ำชาติดคอเลยเจ้าค่ะ คงไม่คิดว่าท่านจะยอมข้าเช่นนี้”“ข้ายอมฮูหยินตัวน้อยทุกเรื่อง อยากมาน้ำตกข้าก็พามา” คำเรียกขานสนิทสนมเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยบุ๋มข้างแก้มสาก“น่ารักยิ่งนัก แต่ตอนนี้พวกเราต้องเร่งฝีเท้าแล้ว ข้าอยากทำในถ้ำจะแย่”“เด็กแสบ”“หรือท่านไม่อยากเจ้าคะ ตอนนั่งพักยังแอบล้วงหน้าอกข้าอยู่เลย หากไม่อายผู้คุ้มกันข้าคงเปิดให้ชิมไปแล้ว”คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงเลยสักนิด ระหว่างนั่งพักมือสากระคายยังแอบบีบเคล้นสองเต้าไม่ยอมห่าง เขาไม่ชอบให้นางสวมอาภรณ์เปิดหน้าอก แต่กลับบ่นทุกครั้งที่ล้วงหาของชอบได้ยากยิ่ง วันนี้นางเลยสวมอาภรณ์เบาสบายจะได้ถอดได้ล้วงง่าย ๆ ตามใจคนชอบบีบเคล้น“อือ ข้าอยากมาก พวกเรารีบไปกันเถิด”ในถ้ำแห่งสายน้ำซึ่งแต่เดิมเคยมืดสนิท ยามนี้มีตะเกียงไฟส่องสว่างครอบคลุมไปทั่วบริเวณบ่อน้ำ ซึ่งกลายเป็นสถานที่ระลึกถึงของคู่รักชายหญิงแผลบ! แผลบ!เสียงริมฝีปากระ
“เจ้านอนละเมอมาลูบคลำจนข้าทนไม่ไหว ปล่อยน้ำรักออกมาเต็มอาภรณ์ไปหมด เจ้าบีบขยำจนข้าใจแตก หลังจากนั้นข้าก็คอยแต่จ้องหน้าอกอวบ ๆ อยู่ทุกวัน”“ถึงว่ากลิ่นแปลก ๆ แต่เย้ายวนอารมณ์พิลึก หากข้ารู้อาจจะขึ้นขย่มท่านไปนานแล้วก็ได้”“ซี๊ด! หลันเอ๋อร์ อ่าเด็กดื้อส่วนหัวเบา ๆ หน่อยเดี๋ยวข้าไม่ไหว”อ้อก! อ้อก!เสียงดันท่อนเนื้อใหญ่ยาวลงลำคอจนสุดทาง ดวงตากลมโตจ้องมองสีหน้าคนถูกกลืนกินไม่ยอมหลบตานางอยากรู้ว่าในช่วงเวลาสุขสมเช่นนี้ บุรุษตรงหน้าจะรูปงามมากเพียงไร และไม่ผิดหวังเลยสักนิดบุรุษของนางนั้น ทั้งรูปงามทั้งมีรูปกายที่ยั่วเย้าอารมณ์สาว เมื่อรู้สึกอดอยากไม่ต่างกัน เจ้าตัวจึงไม่รีรอสิ่งใดอีกต่อไปอยากก็ต้องลงแรงเอง ผู้ชายไม่ไหวผู้หญิงเลยต้องแข็งแกร่ง!ทันใดนั้นชายกระโปรงสวมใส่นอนตัวยาว จึงถูกตลบขึ้นไปกองบนเอวคอด จากนั้นเรียวขาก็ก้าวขึ้นคร่อมร่างสูงใหญ่ ไม่ต่างจากครั้งแรกที่หาญกล้ากระทำในถ้ำสายน้ำสวบ“อ๊า/อา”“แน่นยิ่งนักเจ้าค่ะ วันนี้ไม่เจ็บแล้ว อูย…ข้าชอบแท่งใหญ่ ๆ ของท่านพี่มากเลย”“เด็กดื้อข้ายังไม่ได้เลียตรงนั้นเลย”เสียงแหบพร่าทำทีโต้แย้งทั้ง ๆ ที่ชอบใจยิ่งนักที่แท่งร้อนประจำกายถูกเติมเติมเช







