LOGINระหว่างทางเดินไปถ้ำแห่งสายน้ำ คู่รักชายหญิงก็จูงมือกันเดินไปข้างหน้า พร้อมกับพูดคุยเรื่องราวในชีวิตของกันและกัน
“ข้าจะบอกศิษย์พี่ด้วยตนเองอีกครั้ง ป่านนี้ไม่ตกใจหงายหลังไปแล้วหรือที่เจ้าไปบอกกล่าวตรง ๆ เช่นนั้น”
“ฮ่า ฮ่า ตกใจจนน้ำชาติดคอเลยเจ้าค่ะ คงไม่คิดว่าท่านจะยอมข้าเช่นนี้”
“ข้ายอมฮูหยินตัวน้อยทุกเรื่อง อยากมาน้ำตกข้าก็พามา” คำเรียกขานสนิทสนมเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยบุ๋มข้างแก้มสาก
“น่ารักยิ่งนัก แต่ตอนนี้พวกเราต้องเร่งฝีเท้าแล้ว ข้าอยากทำในถ้ำจะแย่”
“เด็กแสบ”
“หรือท่านไม่อยากเจ้าคะ ตอนนั่งพักยังแอบล้วงหน้าอกข้าอยู่เลย หากไม่อายผู้คุ้มกันข้าคงเปิดให้ชิมไปแล้ว”
คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงเลยสักนิด ระหว่างนั่งพักมือสากระคายยังแอบบีบเคล้นสองเต้าไม่ยอมห่าง เขาไม่ชอบให้นางสวมอาภรณ์เปิดหน้าอก แต่กลับบ่นทุกครั้งที่ล้วงหาของชอบได้ยากยิ่ง วันนี้นางเลยสวมอาภรณ์เบาสบายจะได้ถอดได้ล้วงง่าย ๆ ตามใจคนชอบบีบเคล้น
“อือ ข้าอยากมาก พวกเรารีบไปกันเถิด”
ในถ้ำแห่งสายน้ำซึ่งแต่เดิมเคยมืดสนิท ยามนี้มีตะเกียงไฟส่องสว่างครอบคลุมไปทั่วบริเวณบ่อน้ำ ซึ่งกลายเป็นสถานที่ระลึกถึงของคู่รักชายหญิง
แผลบ! แผลบ!
เสียงริมฝีปากระทบเข้ากับร่องอวบอูมสีหวาน ซึ่งยามนี้สองขาเรียวกางขารอท่าให้บุรุษผู้หิวโหยลิ้มรสได้ตามใจชอบ
นิ้วกร้านคอยจ้วงแทงแหย่ร่องรูเพื่อให้น้ำหวานไหลออกมาให้ดื่มกินไม่มีหมด เสียงหวาน ๆ ร้องครางสอดประสานไปกับสายน้ำ
“ท่านพี่ เอาของท่านมาใส่ปากข้าที ข้าอยากชิมเหมือนกัน”
สิ้นเสียงร้องอ้อนวอนขอ แท่งสีน้ำตาลอ่อนขนาดเท่าแขนเด็ก ก็ประเคนเข้าปากจิ้มลิ้มนั้นทันที หากอยากมากต้องลิ้มรสให้หายอยากเสียก่อน
“อื้อ อื้อ”
ร่างอวบอิ่มนอนหงายอ้าปากรับสิ่งแปลกปลอมเข้าลึกสุดลำคอด้วยความเต็มใจ เอวสอบโยกเข้าหาปากเล็ก ๆ เป็นจังหวะเนิบนาบเพลิดเพลิน
จ้วงแทงเข้าโพรงปากอ่อนนุ่มไปสักพัก น้ำรักสีขาวขุ่นก็ไหลย้อยตามมุมปากสีหวาน ฉีเหม่ยหลันกลืนกินสิ่งแปลกปลอมลงคออย่างเต็มอกเต็มใจ ทำให้ทีไรนางก็กลืนไม่มีเหลือทุกที
ซ่งจือหานรีบใช้มือเช็ดทำความสะอาดปากจิ้มลิ้ม แล้วบดจูบซ้ำลงไปทันทีทันใด
ยิ่งเห็นใบหน้าอ้อนวอนขอความรุนแรง เขายิ่งอยากทำรักหนัก ๆ ให้ร่างอวบอิ่มเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความกระสันซ่านในกายหนุ่ม
เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงใช้หัวเข่าดันต้นขาเรียวแยกออกจากกัน แล้วกดท่อนเนื้อประจำกายเข้าไปในร่องเปียกชื้นทันที
“อูย ท่านพี่”
“ร่องนี้เป็นของข้าผู้เดียว เจ้าห้ามเข้าใกล้องค์ชายรองอีกเด็ดขาด หน้าอกก็ห้ามไปเปิดให้ผู้ใดมอง หากดื้อข้าจะลงโทษเจ้าอย่างหนัก”
“เจ้าค่ะ แค่ถูกท่านกระแทกข้าก็มองไม่เห็นใบหน้าของบุรุษใดอีกแล้ว”
จะมองเห็นบุรุษอื่นได้อย่างไร ตั้งแต่เปิดใจให้กันสายตาของนางก็ได้มองแต่แท่งแข็ง ๆ แท่งนี้แท่งเดียว!
“ต้องโดนบ่อย ๆ รูนี้จะได้จำเจ้าของมันได้ อ่า…หลันเอ๋อร์เจ้าช่างคับแน่นยิ่งนัก”
แต่ละท่วงท่าที่ทั้งสองสรรหามาลองกระทำ ยิ่งเติมรักเติมใจให้กันผูกพันแนบแน่น เพื่อชดเชยเรื่องราวในวันวานที่ปล่อยให้โชคชะตาพรากจากชาติแล้วชาติเล่า
หลังจากปลดปล่อยไปหลายรอบ ทั้งสองจึงนอนกอดกันกลมบนผ้าที่เตรียมมาปูพื้น
“หลันเอ๋อร์มีบุตรให้ข้าได้หรือไม่ ห้ามกินยาห้ามครรภ์แล้วได้หรือไม่”
“รู้หรือเจ้าคะ”
“อือ เห็นทุกครั้ง สงสารลูก ๆ ยิ่งนัก”
“พูดเสียข้าเป็นคนบาป หากอยากมีก็ต้องขยันเจ้าค่ะ ข้าสัญญาว่าจะไม่กินอีกหากไม่ถึงคราจำเป็น”
“ขอบใจเจ้า”
อีกครึ่งเดือนต่อมาขบวนขุนนางจากเมืองหลวงก็เดินทางกลับเมืองหลวงอย่างปลอดภัย จวนเสนาบดีกรมคลังเร่งจัดงานแต่งงานให้บุตรีคนโต กับเสนาบดีฝ่ายขวาซึ่งอยู่จวนข้าง ๆ กัน
วันงานมีผู้มาร่วมแสดงความยินดีอย่างล้นหลาม ไม่เว้นแม้กระทั่งองค์ชายรองซ่งไคหยวน ที่มาในฐานะญาติสนิทของเจ้าบ่าว
“ยินดีด้วยฉีเหม่ยหลัน”
“ขอบพระทัยเพคะ”
เจ้าสาวซึ่งยังคงสวมผ้าปกคลุมใบหน้าเอาไว้ ก้มหัวลงคำนับบุรุษสูงศักดิ์
“อะ...แฮ่ม! ต้องกล่าวยินดีกับกระหม่อมก่อนหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เจ้าบ่าวขี้หวงรีบเอ่ยแทรกกลางทันที เขาจับมือเจ้าสาวไม่ยอมวางอยู่เช่นนี้ แต่ญาติผู้น้องกลับทักทายแค่เจ้าสาวของเขามันน่านัก!
“ใต้เท้าซ่ง ท่านช่างขี้หวงไม่เข้าเรื่อง ข้ากับเหม่ยหลันเป็นเพียงสหายที่ดีต่อกัน”
ถึงแม้ตอนแรกจะไม่ใช่ก็เถอะ แต่เขาถือคติแพ้แล้วต้องยอมรับ จึงไม่ได้รู้สึกเศร้ามากแต่อย่างใด
อีกทั้งสตรีในตำหนักช่วงนี้ทำตัวแปลกไป เขาเลยไม่มีเวลามาตามอาลัยอาวรณ์สตรีของญาติผู้พี่
“หากกระหม่อมไม่ทวงคืน คงถูกใครบางคนฉกไปเป็นแน่”
เสียงแข็ง ๆ ยังคงไม่ยอมความ จนกระทั่งได้ยินเสียงหวาน ๆ ของสตรีข้างกาย เพียงเท่านี้ท่าทีโมโหก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง
“พอแล้วเจ้าค่ะ ข้ารักท่านพี่เพียงคนเดียวเท่านั้น”
“คืนนี้เจ้าต้องบอกให้พี่ได้ยินทั้งคืน”
บ่าวสาวประคองแขนกันเดินไปทำพิธีกันตามธรรมเนียม เสียงพูดคุยด้วยความสุขดังไปทั่วบริเวณ โดยเฉพาะเสียงหัวเราะของเสนาบดีฉีจินผิงบิดาของฝ่ายหญิงที่เสียงดังยิ่งกว่าใคร
“เฮ้อ! เรียกกันพี่เรียกกันน้องไม่ดูอายุเลย คนหนึ่งสามสิบห้าอีกคนเพิ่งจะยี่สิบ”
เสียงถอนหายใจของสตรีร่างเล็กเมื่อจ้องมองพี่สาวกับพี่เขย ที่เรียกขานกันได้สะดุ้งหูคนฟังทุกครั้ง
“อยากแต่งเลยหรือรอดูผลงานข้าไปเรื่อย ๆ ก่อน” บุรุษใบหน้าหล่อเหลาตรงเข้ากระซิบข้างหูคนตัวเล็ก
“อ๊ะ! สือป๋อเหวิน”
“เรียกสามีให้เพราะ ๆ หน่อยจะเป็นไรไปทูนหัว”
สองแขนกอดรัดกายนุ่มนิ่มไม่ให้ถอยห่าง หลายวันแล้วที่แม่ตัวดีหนีหน้าเขา เพราะเขาอยากถามเอาความเรื่องการหมั้นหมาย
“ข้ายังไม่มีสามี”
“ทำกันอยู่เรื่อยหากไม่เรียกสามีจะให้เรียกอันใด หากรอไม่ไหวข้าจะไปฟ้องบิดาของเจ้า ว่าถูกเจ้าย่ำยีมานานแต่ไม่ยอมรับผิดชอบ”
“ท่านมายั่วข้าเองนะเจ้าคะ ข้าไม่ได้ย่ำยีท่าน”
“ทูนหัวข้าให้เวลาแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น หากไม่กล้าบอกข้าจะพาท่านพ่อท่านแม่มาพบใต้เท้าฉีกับฮูหยินด้วยตนเอง”
“บอกแล้ว ๆ อย่าพึ่งเร่งเลย รอให้งานพี่สาวข้าเสร็จสิ้นก่อนได้หรือไม่เล่า”
“มานี่เลย หากอยากให้ข้ายอม เจ้าก็ต้องยอมเช่นเดียวกัน”
“อ๊ะ! จะพาไปที่ใด”
ร่างเล็กถูกอุ้มหายกลับเข้าไปในเรือนนอนส่วนตัว เพราะวันนี้พิธีแต่งงานถูกจัดขึ้นที่จวนของเจ้าสาว
“ไปทำลูก”
สือป๋อเหวินตอบไปตามที่ใจอยากกระทำ คิดถึงจนแทบบ้าแต่สาวเจ้ากลับหลบหน้าหลบตา วันนี้หาตัวเจออย่าคิดว่าเขาจะปล่อยไปง่าย ๆ
“คนบ้าปล่อยเลย”
เสียงกระซิบโต้แย้งก็จริง แต่กายสาวกลับยินยอมให้บุรุษลากไปทั้งอย่างนั้น
ท่าทีของทั้งสองตกอยู่ในสายตาของบ่าวสาว ตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งถึงวันนี้
ทั้งสองไม่ได้เข้าไปก้าวล้ำเรื่องส่วนตัวของน้องสาว แค่อยู่รอคอยให้คำปรึกษาในยามที่ทั้งคู่ต้องการ เพราะการเลือกคู่ครองย่อมเลือกคนที่อยากใช้ชีวิตร่วมกัน ไม่ใช่เลือกเพราะผู้ใหญ่เห็นชอบ
“หึ หึ สงสัยจะมีงานมงคลต่อเนื่อง”
“ท่านพ่อคงตกใจยิ่งกว่าเรื่องของเราสองคนนะเจ้าคะ”
“ผ่านไปสักพักก็คงยิ้มแก้มปริ ที่บุตรสาวมีหลานให้ช่วยเลี้ยงดู”
“น้องก็คิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ น้องมีความสุขมากที่สุดที่ชาตินี้ได้ใช้ชีวิตกับท่านพี่”
“พี่ก็เช่นกัน และขอโทษที่ทำให้ชะตากรรมของน้องมัวหมองมานานแสนนาน หากพี่ไม่แอบเข้าหาน้องคงไม่ถูกสวรรค์ลงทัณฑ์”
“น้องเองก็อยากทำเช่นนั้นกับท่านพี่ จึงไม่เอ่ยห้ามปรามอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
“เช่นนั้นคืนนี้ พวกเรามาบอกรักกันทั้งคืนกันเถิด ฟ้าไม่เหลืองห้ามขอยอมแพ้เด็ดขาด”
วงแขนแข็งแรงโอบรัดร่างเจ้าสาวแล้ว พาทะยานข้ามรั้วกลับไปยังเรือนหอที่เตรียมไว้ในจวนเสนาบดีฝ่ายขวา ปล่อยให้แขกเหรื่อดื่มกินอยู่ที่นี่ พวกเขาทั้งสองไม่ว่างต้อนรับผู้ใดทั้งนั้น
จบบริบูรณ์
ดวงตากลมโตหลับลงพร้อมกับอ้าขาออกกว้างทั้ง ๆ ที่ยังรู้สึกเจ็บอยู่ไม่น้อย นางยินยอมรับตัวตนแข็งขืนให้เข้ามาลึกสุดทาง จนกระทั่งได้ยินเสียงส่วนปลายหัวหยักชนเข้ากับผนังร่องแคบ“เอาให้หนักจะได้ไม่หนีข้าไปที่ใดอีก เอาให้ติดใจจนไม่กล้าอยู่ห่างจากข้าอีก”ซ่งจือหานทั้งพูดทั้งขยับเข้าออกในโพรงคับแคบ ซึ่งบีบรัดแก่นกายของเขาจนอยากปลดปล่อยเสียเดี๋ยวนี้ ทว่าเขาพอรู้อยู่บ้างว่าต้องอดทนก่อนยามนี้สตรีที่กำลังรองรับอารมณ์ดิบเถื่อนของบุรุษถูกโยกเขย่ากายจนหัวสั่นหัวคลอน เต้านมสองข้างโยกไหวไปตามแรงกระเพื่อมของร่างกาย เมื่อเห็นว่าคนใต้ร่างกำลังเพลิดเพลินไปกับรสรักของเขา บุรุษผู้กระหายน้ำจึงถอดถอนแก่นกายออก อีกเหตุผลคือยังไม่อยากสิ้นสุดโดยเร็วกายสูงใหญ่นั่งลงคุกเข่าต่อหน้ากลีบบุปผาสีชมพูอ่อน เพื่อลิ้มรสน้ำหวานซึ่งคราแรกเขาตั้งใจดื่มแก้กระหายน้ำ“อื้อ จือหาน มาทำต่อให้เสร็จ”“ขอดื่มน้ำหวานตรงนี้ก่อน ข้ากระหายน้ำจะแย่ และอยากเห็นกลีบบุปผาที่ข้าลงมือบดขยี้ด้วยตนเอง”“อ่า… ดื่มให้พอใจดื่มลงไปลึก ๆ อ๊ะ อา ตรงนั้น”เสียงหวานเอ่ยสั่งการบุรุษรูปงาม ที่ยามนี้กำลังก้มลิ้มรสกลีบอวบอูมซึ่งบวมเป่งจากการสอดใส่ในครั้งแร
“เหม่ยหลันขอจับได้หรือไม่ ข้าอยากทำเช่นนี้มานานแล้ว สองก้อนของเจ้ายั่วเย้าสายตาข้ามานานเหลือเกิน”“ท่านจับไปแล้วจะขอเพื่อการใดเล่า อ๊ะ! อา”เสียงหวานร้องครางออกมาทันที เผลอเพียงชั่วครู่ใบหน้าหล่อเหลาก็มุดเข้าหาความนุ่มหยุ่นเสียแล้ว อาภรณ์ช่วงบนของนางถูกดึงลงมากองตรงเอวคอดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แบบนี้ยังเรียกว่าแค่จับอยู่หรือ!“ทั้งนุ่มทั้งหวาน เหม่ยหลันให้ข้ามอบความสุขให้เจ้าเถิด ข้าสัญญาว่านอกจากเจ้าข้าจะไม่แตะต้องสตรีใด”“จือหาน ท่านอือ..”“ขอจับ ขอดูดให้หนำใจ อยากนวดให้สองก้อนของเจ้ายืดย้วยติดมือติดปากข้าไปเลย”วาจาดิบเถื่อนเอ่ยออกมาจากปากของบุรุษผู้ขึ้นชื่อเรื่องความสุภาพและเงียบขรึมยิ่งสัมผัสนางสติของเขายิ่งเตลิดหายไปไกล เหลือเพียงอาการคลั่งรักของบุรุษที่มีต่อสตรีในดวงใจท่ามกลางแสงจันทร์ยามค่ำคืน กายอวบอัดถูกอุ้มไปนั่งบนโต๊ะไม้ข้างหน้าต่างเรือนนอน ผู้มาเยือนดึงเก้าอี้มานั่งหันหน้าออกนอกหน้าต่างด้วยท่วงท่าสบายใจ ทางด้านเจ้าของตำหนักนั่งหันหลังให้แสงจันทร์สายตาร้อนแรงจ้องมองยอดถันชูชัน ซึ่งยามนี้ต้องแสงจันทร์มองให้เห็นเป็นเงาวาววับ ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงด้วยความกระหายอยาก ก่อน
ณ ตำหนักบุปผาบนสรวงสวรรค์ชั้นสูง สายตาเรียบเฉยจ้องมองข้าวของเครื่องใช้ในตำหนัก ซึ่งถูกเก็บเข้าที่ดังเดิมเหมือนเมื่อครั้งก่อนจากไป ภาพของคนผู้นั้นเดินไปเดินมาเฉกเช่นตำหนักของตนเอง ยังคงติดตาไม่ได้เลือนหายไปอย่างที่ควรจะเป็น ทั้ง ๆ ที่ผ่านมานานร่วมปีทว่ากลับมาคราวนี้จิตใจซึ่งเคยอ่อนไหวเจ็บปวดรวดร้าว ได้แปรเปลี่ยนเป็นเข้มแข็งขึ้นและไร้ซึ่งการผูกมัดพันธนาการใด ๆช่วงชีวิตก่อนนางทำดีด้วยจิตใจบริสุทธิ์ อีกทั้งยังอุทิศตนเพื่อส่วนรวมจนสิ้นชีพก่อนวัยอันควร ดวงจิตจึงได้ขึ้นมาบนสรรค์เพื่อประทับจิตลงบนกายหยาบซึ่งถูกปลุกพลังแห่งเทพฉีเหม่ยหลันหมั่นฝึกฝนพลัง และบำเพ็ญเพียรด้วยจิตใจแน่วแน่มาโดยตลอด เมื่อถึงกาลเหมาะสมจึงได้เป็นเทพสงครามหญิงดังใจปรารถนา นางมีเทพพี่เลี้ยงใบหน้าหล่อเหลาผู้หนึ่ง คอยดูแลทุกเรื่องไม่ให้ขาดตกบกพร่องเมื่อครั้งยังเป็นเพียงเทพฝึกหัด นางเข้าใจว่าเทพทุกตนไร้ซึ่งความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง ทว่าทุกอย่างกลับตาลปัตรไปทั้งหมดเทพกับมนุษย์ไม่ต่างกันในแง่ความรู้สึกเลยสักนิด เพียงแค่ต่างในเรื่องการแยกแยะถูกผิดเท่านั้นหลังออกจากการเข้าตบะบำเพ็ญเพียรนานร่วมปี เทพสงครามหญิงจึงเดินทางกลั
หนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีเดินหลงเข้าไปในป่าลึก เพียงเพราะอยากจับกระต่ายป่ามาเลี้ยงดูในฐานก่อสร้าง อีกเหตุผลคืออยากให้พี่สาวมีสัตว์เลี้ยงแสนน่ารักจะได้หายเศร้าซึมเสียที ทั้งสองจึงวิ่งไล่สหายตัวจ้อยจนหลงป่าคนหวาดกลัวมองหาผู้คุ้มกันของตนทว่าไม่เจอแม้แต่เงา เพราะนางมาตรงที่สตรีมักจะมาเพียงลำพัง นับว่ายังดีที่ผู้คุ้มกันของผู้ร่วมชะตากรรมยังคงติดตามมาด้วยสองคนบุรุษข้างกายมาตรงจุดเฉพาะของสตรีได้ เพราะความหน้าหนาของเขาล้วน ๆ แต่ครั้งนี้กลับกลายเป็นเรื่องดีเสียอย่างนั้น“สือป๋อเหวินพวกเราเดินมาไกลมากแล้วนะ เหตุใดจึงไม่เจอทางกลับฐานเสียทีเล่า”“ข้าไม่รู้ เพิ่งเคยมาครั้งแรกเช่นกัน”แต่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าคนพูดแอบส่งสัญญาณมือให้ผู้คุ้มกันอย่างแนบเนียน“ข้าเจ็บเท้าอยากนั่งพักสักหน่อย”น้ำเสียงเหนื่อยล้าโดยแท้จริง หันไปบอกกล่าวบุรุษข้างกายฝ่าเท้าของนางเริ่มระบมจนรู้สึกแสบ เพราะเดินบนพื้นหินตามลำธารมาร่วมชั่วยาม อีกทั้งยังรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งขา หากได้นั่งพักเพื่อถอดรองเท้าออกผึ่งแดดสักหน่อย อาการเมื่อยล้าคงทุเลาเบาบางลงบ้าง“คุณชายขอรับ ตรงจุดนั้นมีถ้ำขนาดเล็ก ด้านในมีเสียงน้ำไหล น่าจะเหมาะสำหรั
ระหว่างทางเดินไปถ้ำแห่งสายน้ำ คู่รักชายหญิงก็จูงมือกันเดินไปข้างหน้า พร้อมกับพูดคุยเรื่องราวในชีวิตของกันและกัน“ข้าจะบอกศิษย์พี่ด้วยตนเองอีกครั้ง ป่านนี้ไม่ตกใจหงายหลังไปแล้วหรือที่เจ้าไปบอกกล่าวตรง ๆ เช่นนั้น”“ฮ่า ฮ่า ตกใจจนน้ำชาติดคอเลยเจ้าค่ะ คงไม่คิดว่าท่านจะยอมข้าเช่นนี้”“ข้ายอมฮูหยินตัวน้อยทุกเรื่อง อยากมาน้ำตกข้าก็พามา” คำเรียกขานสนิทสนมเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยบุ๋มข้างแก้มสาก“น่ารักยิ่งนัก แต่ตอนนี้พวกเราต้องเร่งฝีเท้าแล้ว ข้าอยากทำในถ้ำจะแย่”“เด็กแสบ”“หรือท่านไม่อยากเจ้าคะ ตอนนั่งพักยังแอบล้วงหน้าอกข้าอยู่เลย หากไม่อายผู้คุ้มกันข้าคงเปิดให้ชิมไปแล้ว”คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงเลยสักนิด ระหว่างนั่งพักมือสากระคายยังแอบบีบเคล้นสองเต้าไม่ยอมห่าง เขาไม่ชอบให้นางสวมอาภรณ์เปิดหน้าอก แต่กลับบ่นทุกครั้งที่ล้วงหาของชอบได้ยากยิ่ง วันนี้นางเลยสวมอาภรณ์เบาสบายจะได้ถอดได้ล้วงง่าย ๆ ตามใจคนชอบบีบเคล้น“อือ ข้าอยากมาก พวกเรารีบไปกันเถิด”ในถ้ำแห่งสายน้ำซึ่งแต่เดิมเคยมืดสนิท ยามนี้มีตะเกียงไฟส่องสว่างครอบคลุมไปทั่วบริเวณบ่อน้ำ ซึ่งกลายเป็นสถานที่ระลึกถึงของคู่รักชายหญิงแผลบ! แผลบ!เสียงริมฝีปากระ
“เจ้านอนละเมอมาลูบคลำจนข้าทนไม่ไหว ปล่อยน้ำรักออกมาเต็มอาภรณ์ไปหมด เจ้าบีบขยำจนข้าใจแตก หลังจากนั้นข้าก็คอยแต่จ้องหน้าอกอวบ ๆ อยู่ทุกวัน”“ถึงว่ากลิ่นแปลก ๆ แต่เย้ายวนอารมณ์พิลึก หากข้ารู้อาจจะขึ้นขย่มท่านไปนานแล้วก็ได้”“ซี๊ด! หลันเอ๋อร์ อ่าเด็กดื้อส่วนหัวเบา ๆ หน่อยเดี๋ยวข้าไม่ไหว”อ้อก! อ้อก!เสียงดันท่อนเนื้อใหญ่ยาวลงลำคอจนสุดทาง ดวงตากลมโตจ้องมองสีหน้าคนถูกกลืนกินไม่ยอมหลบตานางอยากรู้ว่าในช่วงเวลาสุขสมเช่นนี้ บุรุษตรงหน้าจะรูปงามมากเพียงไร และไม่ผิดหวังเลยสักนิดบุรุษของนางนั้น ทั้งรูปงามทั้งมีรูปกายที่ยั่วเย้าอารมณ์สาว เมื่อรู้สึกอดอยากไม่ต่างกัน เจ้าตัวจึงไม่รีรอสิ่งใดอีกต่อไปอยากก็ต้องลงแรงเอง ผู้ชายไม่ไหวผู้หญิงเลยต้องแข็งแกร่ง!ทันใดนั้นชายกระโปรงสวมใส่นอนตัวยาว จึงถูกตลบขึ้นไปกองบนเอวคอด จากนั้นเรียวขาก็ก้าวขึ้นคร่อมร่างสูงใหญ่ ไม่ต่างจากครั้งแรกที่หาญกล้ากระทำในถ้ำสายน้ำสวบ“อ๊า/อา”“แน่นยิ่งนักเจ้าค่ะ วันนี้ไม่เจ็บแล้ว อูย…ข้าชอบแท่งใหญ่ ๆ ของท่านพี่มากเลย”“เด็กดื้อข้ายังไม่ได้เลียตรงนั้นเลย”เสียงแหบพร่าทำทีโต้แย้งทั้ง ๆ ที่ชอบใจยิ่งนักที่แท่งร้อนประจำกายถูกเติมเติมเช







