FAZER LOGIN“พี่ชาย” บุรุษผู้นั้นเหลียวซ้ายมองว่าเพื่อดูว่านางพูดคุยกับผู้ใด ใช่ตนหรือไม่ "พี่ชายรูปงาม"
"แม่นางเรียกข้าเช่นนั้นหรือ" บุรุษเลิกคิ้วถามอย่างนึกแปลกใจพร้อมกับใช้ปลายนิ้วเรียวยาวประกอบท่าทางชี้เข้าหาหน้าอกล่ำสั่นของตนเอง "เจ้าค่ะ ข้าเรียกพี่ชายนั่นแหละเจ้าค่ะ ตรงนี้หาได้มีผู้อื่นนอกจากพี่ชายไม่ แล้วข้าจะคุยกับผีสางนางไม้ตนใดเล่าเจ้าคะ" กุ้ยไป๋หลานส่งยิ้มหวานหยาดย้อยให้บุรุษผู้นี้ ก่อนจะแสดงกิริยาชะม้อยชะม้ายเล่นหูเล่นตา ยกมือขึ้นจับเส้นผมทัดหูแล้วหย่อนสะโพกลงนั่งถัดจากอีกฝ่าย "ขอรับ" “พี่ชายอาศัยอยู่ที่จวนนี้หรือเจ้าคะ?” “ขอรับ” “แล้วเหตุใดพี่ชายถึงได้นั่งอยู่คนเดียวเล่าเจ้าคะ อ้อ! ข้าเสียมารยาทไป ข้ามีนามว่าไป๋หลานเจ้าค่ะ แล้วพี่ชาย…” แม้ทราบว่าผู้คนในจวนคงจะรู้จักชื่อเสียงเรียงนามและฐานะความเป็นอยู่ของนางแล้ว มิเช่นนั้นยามที่นางเข้าไปทักทายด้วยสีหน้าท่าทางหมายผูกมิตรไมตรีด้วยคงไม่โดนพวกเขาปฏิบัติตอบกลับมาอย่างต่อต้านเช่นนั้นก็ตาม “ข้าจินเกอขอรับ” กุ้ยไป๋หลานแทบสำลักน้ำลายออกมา ‘จินเกอ’ ชื่อนี้หูนางฟังมิผิดเพี้ยนแน่ หมายจะใข้ความงดงามมารยาของสตรียวนยั่วหลอกล่อบุรุษให้ติดกับใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันเอาตัวรอดจากเงื้อมมือคนในจวนท่านตัวร้าย ทว่าดันเล็งเป้าหมายผิดมหันต์ มุ่งเข้ามาทักทายสหายคนสนิทที่ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่แม่ทัพเล่อหยางหลงตั้งแต่เยาว์วัยเสียกระนั้น! จินเกอ ผู้นี้จงรักภักดี เป็นทั้งสหายคนสนิทและทหารรับใช้ผู้ซื่อสัตย์อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับบุรุษตัวร้ายมาตั้งแต่เยาว์วัยคงมิยินยอมช่วยเหลือให้ชีวิตนางในจวนหลังนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่นเป็นแน่ ก็เพราะเล่อหยางหลงทั้งป่าวประกาศและแสดงออกอย่างชัดเจนว่าตนชังน้ำหน้า จงเกลียดจงชังทุกคนที่ข้องเกี่ยวกับแม่ทัพเล่อเยี่ยนเฉินจนเข้ากระดูกดำมากมายเพียงใด! นางจะหวังพึ่งพาเขาได้อย่างไรกันเล่า! ไม่แน่บุรุษผู้นี้อาจซึมซับความแค้นมาจากเล่อหยางหลงแล้วพาลชังนำหน้านางอีกคนก็มิมีผู้ใดรู้...เจ้านายเป็นเช่นใด คนรอบกายสหายคนสนิทก็คงเป็นฉันท์นั้นมิใช่หรือ "จะ...เจ้าค่ะ" "แม่นางไป๋หลานต้องการสิ่งใดหรือ?" จินเกอหาใช่คนโง่ แค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าการที่กุ้ยไป๋หลานเข้ามาทักทายตนเช่นนี้ย่อมมีจุดประสงค์บางอย่างแอบแฝงอยู่ แต่ทว่าดูจากดวงตากลมโตดุจไข่ห่านคู่นั้นคงมิใช่เรื่องไม่ดีเป็นแน่ กุ้ยไป๋หลานลอบกลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่ ก่อนจะถู ๆ ไถ ๆ จนข้างขาถลอกปอกเปิดไปหมด "ข้าหาได้ต้องการสิ่งใดไม่เจ้าค่ะ เอ่อ...ข้าเพียง เอ่อ ข้าเพียงแค่เหงาน่ะเจ้าค่ะ ยามนี้ข้าต้องจากคนรัก จากสหายมาอยู่ท่ามกลางผู้คนที่ข้าไม่เคยพบพานรู้จักและพวกเขาคงไม่เต็มใจจะสนทนากับข้า ด้วยฐานะข้าในจวนแห่งนี้คงมิต่างอันใดจากเชลยศึกผู้น่าสมเพช ข้าเห็นท่านนั่งอยู่ตามลำพังซ้ำหน้าท่าทางของท่านดูเป็นมิตร มีจิตใจดี ข้าก็เลยตั้งใจว่าจะเข้ามาหาเพื่อนคุยด้วยเจ้าค่ะ" จินเกอเมื่อได้เห็นกิริยาท่าทางคำพูดคำจาของแม่นางกุ้ยไป๋หลานในตอนสนทนาโต้ตอบกลับมาก็รู้สึกแปลกใจไม่ใช่น้อย ไยนางถึงได้ดูเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนเช่นนี้เล่า แม่นางคนที่เขาเคยรู้จักและเคยต้องก้มหัวให้ในฐานะว่าที่ภรรยาเองของแม่ทัพเล่อเยี่ยนเฉิน ท้้งจืดชืด สงบเสงี่ยม ไม่ใคร่สู้หน้าผู้คน หรือแม้กระทั่งสนทนาโต้ตอบกันยังสามารถนับคำที่นางเอื้อนเอ่ยออกมาได้ ทว่าสตรีที่อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้แม้ได้พูดคุยกันเพียงชั่วครู่ก็สัมผัสได้ว่านางนั้นช่างพูดช่างจา คารมคมคายใช่ย่อย "ยามนี้ท่านแม่ทัพออกไปทำธุระด้านนอกจวนมีคำสั่งให้ข้าคอยเฝ้าจับตามองแล้วคอยดูแลแม่นางเอาไว้อย่าให้คลาดสายตา แม่นางต้องการสิ่งใดก็บอกข้าเถิด" จินเกอเองก็นึกสงสารกุ้ยไป๋หลานอยู่ไม่ใช่น้อย สำหรับเขาเรื่องราวบาดหมางความเคียดแค้นระหว่างเล่อหยางหลงและสองแม่ลูกคู่นั้นนางหาได้มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะต้องมารับผิดชอบหรือชดใช้พลอยรับกรรมที่ตนเองมิได้ก่อด้วยไม่ แม้เขาจะถูกเลี้ยงดูและเติบโตมาพร้อม ๆ กับแม่ทัพหยางหลงตั้งแต่เยาว์วัยจนนับว่าเป็นสหายคนสนิทที่คอยเคียงบ่าเคียงไหล่ร่ำสุราด้วยกันยามสุขและยามทุกข์ ทว่าเขาไม่เคยถือดีหรือตีตัวเสมออีกฝ่ายด้วยรู้ดีว่าอย่างไรฐานะของตนเองก็คือบ่าว คือทหารรับใช้ที่ต้องจงรักภักดีซื่อสัตย์ต่อเจ้านาย จึงมิได้ทัดทานยื่นมือเข้าไปสอด และด้วยความที่สนิทสนมกันมาตั้งแต่เยาว์วัยจึงทำให้จินเกอรู้จักนิสัยใจคอของอีกฝ่ายดีว่าเขาเป็นคนอย่างไร...การที่นางยังได้ยืนลอยหน้าลอยตา มีรู้สึกเหงา ด้วยคิดถึงคนรักและที่ที่นางจากมานั่นนับว่าเป็นผลบุญมากโขแล้ว "ข้าหิวเจ้าค่ะ ข้ายังไม่มีอาหารตกถึงท้องเลยตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น หากท่านมิได้ใจไม้ไส้ระกำต่อสตรีตัวน้อย ๆ เช่นข้า ก็ช่วยเมตตาข้าด้วยเถิด ถือเสียว่าทำบุญทำทานกับสัตว์ก็แล้วกันเจ้าค่ะ" กุ้ยไป๋หลานกล้ากล่าวออกไป เพราะจากที่นางสัมผัสได้สหายคนสนิทของแม่ทัพหยางหลงผู้นี้มิได้มีกลิ่นอายของความโหดเหี้ยมแผ่กระจายออกมาถึงเพียงนั้น เขาค่อนข้างดูมีทีท่าเป็นมิตรต่อนางอยู่บ้างเล็กน้อย "ข้าเข้าใจแล้ว ตามข้ามาเถิดแม่นาง" "ขอบคุณเจ้าค่ะ" กุ้ยไป๋หลานยิ้มแต้ รีบดีดตัวลุกขึ้นแล้วเดินตามหลังจินเกอไปยังโรงครัวสาวรับใช้ของจวนแห่งนี้ "ยังมีอาหารเหลือพอให้แม่นางกุ้ยไป๋หลานกินหรือไม่ท่านป้าผิงผิง" จินเกอเอ่ยถามสตรีวัยกลางคนที่กำลังเก็บกวาดถ้วยชามเพื่อนำไปล้างทำความสะอาดตามหน้าที่ "เห็นที่นี่เป็นโรงทานหรืออย่างไรเล่าที่คิดจะมาขออาหารเวลาใดก็ได้" นางชำเลืองมองกุ้ยไป๋หลานตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยาม ปั้ง!!! หม้อข้าวและถาดใส่อาหารถูกจับโยนกระแทกลงบนแคร่ด้านหน้ากุ้ยไป๋หลานอย่างแรง "แม่นางกินได้หรือไม่เล่า เศษอาหารก้นหม้อจากที่อีพวกสาวใช้ ขี้ข้าคนอื่นมันกินเหลือ ๆ เอาไว้" "มีเพียงเท่านี้หรือเจ้าคะ?" กุ้ยไป๋หลานยกฝ่ามือขึ้นมาลูบท้องที่กำลังร้องโกรกกรากพร้อมทั้งชำเลืองตามองเศษอาหารด้านหน้าอย่างนึกเวทนาตนเองว่ามันจะย่อยสลายหมดก่อนระหว่างทางไปถึงกระเพาะของนางหรือไม่ ข้าวไหม้ ๆ ที่อยู่ก้นหม้อนั้นหากใช้ช้อนขูดแล้วแทบจะนับเม็ดได้ ซ้ำกับข้าวในถาดเหลือเพียงผักบุ้งสองสามใบกับน้ำโหรงเหรง และหัวปลาทูทอดสองหัว "ก็มีเท่าที่เจ้าเห็น จะถามข้าด้วยเหตุอันใดตาบอดหรืออย่างไรเล่า!" นางตะคอกเสียงด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะเดินหายเข้าไปด้านในปล่อยให้กุ้ยไป๋หลานยืนหน้าสลดท้องร้องประท้วงอยู่ด้านหน้าเศษข้าวที่มดกินก็ไม่อิ่ม "แม่นางอย่าได้ถือสาเลย ท่านป้าผิงผิงนางก็เป็นคนปากจัด อารมณ์ร้าย ขี้เหวี่ยงขี้วีนมาตั้งแต่สมัยสาว ๆ แล้ว ขนาดข้าที่เป็นสหายคนสนิทของท่านแม่ทัพนางก็ยังมิเว้น" "เจ้าค่ะ" "ข้าไปตลาดมาเมื่อเช้า ช่วยท่านยายซื้อข้าวหมกเหนียวมาห่อหนึ่ง ข้าให้เจ้า" พูดจบจินเอกก็ล้วงห่อข้าวที่เก็บใส่เอาไว้ในอาภรณ์ออกมายื่นให้แม่นางกุ้ยไป๋หลาน "รีบกินเอาแรงเสียก่อนเถิด หากท่านแม่ทัพกลับมาแล้วข้าหารับรองได้ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้นกับเจ้า" "ขอบคุณเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ" อย่างน้อย ๆ คนในจวนนี้ก็ไม่ได้ใจยักษ์ใจมารเหมือนเจ้าของจวนไปเสียทั้งหมดเขาต้องงอนง้อนางเป็นแน่! มิได้! นางต้องห้ามแสดงกิริยาอาการออกนอกหน้าเป็นอันขาด ควรสงวนที่ท่าสงบเสงี่ยมเอาไว้ให้สมบทบาทนางเอกนวนิยายเสียหน่อย เล่นตัวเล็กน้อยให้พอเป็นพิธี มิต้องมากความ เสียเวล่ำเวลา! "เอาบัวลอยน้ำขิงของเจ้ากลับไปด้วย ข้ามิอยากเห็นมันดูรกหูรกตา" เพล๊ง!!!! ใบหน้านางแตกกระจายแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี ริมฝีปากอวบอิ่มเน้นเข้าหากันเบา ๆ ก่อนจะส่งเสียงชิชะในลำคออย่างนึกขัดใจแล้วคว้าถ้วยขนมหวานแล้วเดินสะบัดส่ายสะโพกโยกย้ายออกไปจากเรือนแม่ทัพเล่อหยางหลง "เดี๋ยว!""มีอันใดอีก" กุ้ยไป๋หลานตะคอกตอบนางด้วยน้ำเสียงเหวี่ยงวีน "ข้าหาได้มีอารมณ์มาทะเลาะกับเด็กเอาแต่ใจเช่นเจ้าหรอกนะซือเหย่" นางเหนื่อยหน่ายกับความดื้อรั้นเอาแต่ใจตนของแม่นางซือเหย่ผู้นี้เต็มทีแล้ว เหตุใดพี่น้องที่คลานตามกันออกมาจากท้องแม่เดียวกัน ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากคนคนเดียวกันจึงได้มีนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงเพียงนี้เล่า แม่นางซืออิ๋ง ผู้พี่ ยามเจอหน้านางก็ยิ้มทักทายแล้วเข้ามาชวนพูดคุยอย่างเป็นมิตรในฐานะสหายคนหนึ่ง นางขาดเหลือสิ่งใดอีกฝ่ายก็คอยช่วยมิเคยปริปากบ่นเลยสักครา แต่ไยแม่นางซือเหย่ผู้เป็นน้องสา
เพี๊ยะ!!!! ฝ่ามือเล็ก ๆ ของแม่นางซือเหย่ฟาดลงบนใบหน้านุ่มนิ่มกุ้ยไป๋หลานอย่างแรงด้วยความโมโหที่จู่ ๆ ก็ดันเข้ามาเห็นภาพบาดตาบาดใจที่ชายในดวงใจกำลังกอดจูบลูบคลำอยู่กับสตรีนางที่ตนเกลียดชังน้ำหน้ายิ่งกว่ากระไรดี จึงหาได้มีความสามารถมากเพียงพอพอในการควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้ไหวไม่“ซือเหย่!” แม่ทัพเล่อหยางหลงเบิกตาโพลงด้วยความรู้สึกตกใจ แต่ยังมิทันที่เขาจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดก็ดันเจอเรื่องที่ทำให้ประหลาดใจมากกว่าเมื่อครู่เท่าตัว เมื่อกุ้ยไป๋หลาน หญิงสาวผู้ที่มิเคยโต้ตอบยืนแน่นิ่งปล่อยให้ผู้อื่นกระทำตนอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอดกำลังกระชากเส้นผมยาวสลวยของซือเหย่ แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าอีกฝ่ายอย่างสุดกำลังแรงจนเรือนร่างบอบบางล้มหัวคะมำลงไปบนพื้น “เจ้า!!! เจ้าถือดีอย่างไรกล้าตบหน้าข้า” ฝ่ามือเล็กประคองพวงแก้มนุ่มนิ่มที่โดนกระทำเมื่อครู่แล้วทำท่าจะพุ่งหลาวเข้าใส่สตรีอีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง “มา!! มึงเข้ามา แน่จริงก็เข้ามาสิเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้าจะช่วยสงเคราะห์ประเคนฝ่ามือให้งาม ๆ เลยเชียวเอาหรือไม่!!!!” นางท้าวสะเอวและยกฝ่ามืออีกข้างหนึ่งง้างเอาไว้สุดแขนเพื่อตั้งท่าหมายจะตบแม่นางซือเหย่อีกรอบ“จะ…เจ้า!!! น
“แล้วท่านแม่จะเก็บใบชาพวกนี้ไว้ด้วยเหตุใดกันเจ้าคะ หากมีผู้อื่นที่มิรู้ความพลั้งเผลอดื่มกินเข้าไปเล่า ลูกเกรงว่ามันจักกลายเป็นเรื่องใหญ่” ซืออิ๋งอดสงสัยไม่ได้ว่ามารดานางจะมีใบชาที่เป็นพิษแก่ร่างกายไว้ใกล้ตนเองด้วยเพราะสิ่งใด แม้นางที่คอยช่วยมารดาคัดแยกใบชามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย มองด้วยตาเปล่า สัมผัส และสูดดมเข้าไปจนเต็มปอดแล้วก็แทบจะมิรู้หรือผิดสังเกตเลยว่าใบชาใบนี้มีสรรพคุณทางยาที่ก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย ฉะนั้นหากเป็นผู้อื่นที่มิเคยคุ้นชินกับใบชา นางมั่นใจว่าไม่มีทางทราบเป็นแน่“ใบชาเหล่านี้ถึงแม้จะก่อให้เกิดโทษเป็นพิษแก่ร่างกายก็จริงแต่นั่นหากใช้ในกรณีที่มากเกินความจำเป็นต่างหากเล่า…ดื่มกินเพียงน้อยนิดก็จะมีสรรพคุณช่วยให้ผ่อนคลายและรู้สึกสดชื่น” นางอธิบายไขข้อข้องใจให้แก่บุตรสาวได้ฟัง “แล้วโทษของมันรุนแรงหรือไม่เจ้าคะ” “มันหาได้ก่อให้เกิดโทษในชั่วพริบตาที่ดื่มกินเข้าไปไม่ แต่ใบชาชนิดนี้หากดื่มกินบ่อยครั้งและสะสมกันภายในร่างกายเป็นระยะเวลายาวนานมันก็จะค่อย ๆ กัดกินทำลายส่วนของระบบประสาทและก่อให้เกิดภาพหลอน” “น่ากลัวเสียจริงเจ้าค่ะท่านแม่” ซืออิ๋งหวาดผวาไม่น้อย "รีบคัดแยกเถิด" นางเ
เรือนใหญ่ตระกูลเล่อ"ข้า่ล่ะขัดใจยิ่งนัก เมื่อใดพ่อคนนั้นจะเลิกโง่เสียที" เล่อฮูหยินกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะหย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ไม้สักแล้วหยิบชาดอกท้อขึ้นมายกซดจนหมดจอกรวดเดียวเพราะทุกคราที่ได้ลิ้มลองรสสัมผัส ก็มักจะทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายทุกครา แต่หากวันใดที่มิได้ดื่ม วันนั้นนางก็คล้ายจะมีอาการเหวี่ยงวีน ไฟออกหู มองสิ่งใดก็ดูขัดหูขัดตาไปเสียหมดมิเว้นแม้กระทั่งบุตรชายหรือสามี "ใจเย็น ๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะท่านป้า หลานเกรงว่าเดี๋ยวอาการจะกำเริบขึ้นมาอีกนะเจ้าคะ" หลินฟางเหมยพยายามเกลี้ยกล่อมว่าที่แม่สามีเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะชิงตายไปเสียก่อนช่วยส่งเสริมจนนางได้ตบแต่งเป็นภรรยาเพียงหนึ่งเดียวของบุรุษที่นางหมายตาต้องใจเยี่ยงเล่อเยี่ยนเฉินสำเร็จ เพราะหากสิ้นเล่อฮูหยิน นางก็มิเหลือผู้ใดคอยถือหางแล้วเช่นเดียวกัน ให้หวังพึ่งใบบุญว่าที่พ่อสามีก็หามีแววไม่ รายนั้นหูตามืดบอดหลงแม่นางกุ้ยไป๋หลานกระไรนั่นเหมือนบุตรชายตนมิมีผิด "นางเฟย ไปเอาชาดอกท้อมาให้ข้าอีก" "ชาหมดแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน..." นางเฟยบ่าวรับใช้จากโรงครัวอีกคนหนึ่งที่คอยรองมือรองตีนและรองรับอารมณ์เล่อฮูหยินขานตอบ"อีเฟย!!!!" เพล๊ง!!! จอกชาถ
“ข้าจำได้ขอรับท่านแม่” น้ำเสียงเขาถูกกดต่ำลงเพราะดูคล้ายกับว่าคำพูดของแม่นมซือเหยาเมื่อครู่มันดันไปกระทบกระเทือนจิตใจของเขาเสียจนได้ "ข้ามิมีวันลืมหรอกขอรับ ก่อนที่ท่านแม่จะสิ้นใจตายท่านแม่ทำขนมยุเหวียนเซียวหม้อใหญ่ให้ข้ากินฉลองที่ข้าสอบได้อันดับที่หนึ่ง...และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ข้ามีโอกาสได้กินอาหารฝีมือท่านแม่" ... "แค่ก ๆ อร่อยหรือไม่หยางเอ๋อร์" ในครั้งนั้นฮูหยินใหญ่หนิงลี่เองก็เจ็บออด ๆ แอด ๆ อาการมิใคร่สู้ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว น่าแปลกใจนักทั้ง ๆ ที่นางกินยาและดื่มชาที่ท่านหมอประจำตระกูลสามีจัดเตรียมเอาไว้ให้อย่างสม่ำเสมอมิเคยขาดตกบกพร่องแต่หารู้เลยไม่ว่าเหตุใดจึงมิดีขึ้นในทางกลับกันมีแต่ย่ำแย่ทรุดลงกว่าเดิม นับวันร่างกายของฮูหยินใหญ่หนิงลี่ก็ยิ่งทรุดโทรมห่อเหี่ยว ไม่มีเรี่ยว ไม่มีแรง เดิมทีเรือนร่างของนางแบบบางอยู่แล้วตามประสาสตรี ยามทรุดตัวป่วยไข้ลงก็ยิ่งผอมแห้งจนปรากฏเห็นโครงกระดูกชัดเจน แต่ด้วยเพราะรู้ข่าวว่าบุตรชายเพียงคนเดียวของนางสอบได้คะแนนอันดับที่หนึ่งจึงแบกร่างตัวเองลงครัวทำขนมของโปรดให้เขาเป็นรางวัล "อร่อยขอรับท่านแม่ ข้าชอบอาหารที่ท่านแม่ทำทุกอย่างเลยขอร
หยามเกียรติบุรุษร่างกายบึกบึนล่ำสั่นเช่นท่านแม่ทัพเยี่ยงเขายิ่งนัก! มิมีสิ่งใดน่าอัปยศอดสูกระทั่งอยากซุกแผ่นดินนี้เทียบเท่าคำพูดดูถูกของสตรีที่เอื้อนเอ่ยออกมาหลังจากที่ได้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าของตน ‘มองไม่ชัดว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด’ เล็กจนมองมิออกเช่นนั้นหรือ นางกล้าพูดเยี่ยงนี้ได้อย่างไร! เขาค่อนข้างมั่นใจในแท่งหยกอันเบ้อเร้อ สมบัติอันล้ำค่าที่เขาภาคภูมิใจว่าทั้งใหญ่ ทั้งยาวและผงาดสู้มือราวกับมังกรคำรามหาได้มีผู้ใดเทียบเท่าได้ไม่ แต่นาง! นางสตรีหน้าตายผู้นี้ตาถั่วหรืออย่างไร!! “ข้าเปล่า เปล่านะเจ้าคะ” กุ้ยไป๋หลานอยากจะเอาศีรษะโขกฝาผนังจนสลบให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียโดยเร็ว แต่หาได้สามารถทำเช่นดั่งใจคิดได้ไม่เพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้ทันนางไปเสียทุกอย่างว่านางกำลังพยายามหาหนทางชิ่งหนีเอาตัวรอด จึงเลื่อนฝ่ามือขึ้นมาล็อคคอนางให้เชิดรั้นอยู่เยี่ยงนี้ “เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ! เจ้านี่มันหน้าด้านหน้าทนเหลือเกิน เมื่อครู่เจ้าเป็นคนพูดว่ามันเลือนลางจนมองไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใดนั่นมิใช่ว่าเจ้าดูถูกว่าของของข้าเล็กนิดเดียวหรอกหรือ!!!” พูดสิ่งใดก็พูดได้แต่หากเรื่องนี้เขาย่อมมิได้เป็นอันขา







