ログインการจะยกหลานสาวให้เชื้อพระวงศ์จะเสนอตรงไปตรงมาไม่ได้เด็ดขาด
กุลสตรีที่ดีจะต้องไม่ถูกนำไปแนะนำตัวกับคนแปลกหน้า แต่หยางกงก็จำเป็นต้องให้องค์ชายเห็นสินค้าชิ้นนี้ ดังนั้นหยางกงจึงสร้างโอกาสขึ้นมาด้วยการอ้างเรื่องนมัสการพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดเก่าแก่ที่สกุลหยางเป็นผู้อุปถัมภ์ และเชื้อเชิญให้องค์ชายจ้าวลู่มาร่วมเพื่อเป็นเกียรติ
หยางจิวหรงถูกสั่งให้ไปไหว้พระในวันนั้นด้วย เพราะวัดเป็นหนึ่งในสถานที่ไม่กี่แห่งที่คุณหนูผู้ดีจะได้อยู่ตามลำพัง นางจะต้องอาบน้ำหอมและสวดมนต์อยู่ภายในวิหารเท่านั้น วันนั้นทั้งวันต้องตั้งสมาธิอยู่ในความสงบเพื่อรอให้องค์ชายจ้าวลู่ ‘บังเอิญ’ พบหญิงงาม
หยางกงจัดการให้สาวใช้สองคนเฝ้าหลานสาวไว้ให้ดี ห้ามนางก้าวออกจากวิหารก่อนถึงเวลาโดยเด็ดขาด วันนี้นางสวมอาภรณ์สีฟ้าอ่อน ปักเส้นไหมทองดูเรียบง่ายแต่มีรสนิยมตามแบบฉบับคุณหนูตระกูลชั้นสูง กระโปรงปักลวดลายดอกไม้เล็กๆ สดใสสบายตา หยางกงกำกับให้หลานสาวจะต้องนั่งคุกเข่าสวดมนต์ตรงจุดที่แสงตะวันยามบ่ายจะทอประกายบนแก้มอ่อนเยาว์พอดิบพอดี เพื่อให้มั่นใจว่าองค์ชายจ้าวลู่จะต้องประทับใจและทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้สาวน้อยผู้นี้มาครอบครอง
“เชิญทางนี้พ่ะย่ะค่ะ”
“ขอบคุณท่านหยางกง”
ท่วงท่าขององค์ชายจ้าวลู่สบายๆ เหมือนเมฆเคลื่อนน้ำไหล เขาเป็นคนรูปหล่อและมีท่าทางน่าเกรงขาม หมอดูตาบอดหลายคนจับใบหน้าของเขาแล้วมักจะบอกตรงกันว่าเขาจะมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ และคำทำนายของหมอดูก็เป็นจริง เพราะในเวลานี้เมื่อใดที่เขากระทืบเท้า เมืองหลวงก็สั่นสะเทือนไปหมด
“ท่านหยางหาข้ออ้างพาข้ามานมัสการ คงไม่ใช่เพราะใจบุญหรอกกระมัง บอกข้ามาตามตรงเสียดีกว่า ท่านกำลังมองหาอะไรอยู่”
บัลลังก์มังกรอย่างไรเล่า... หยางกงคิด ข้าต้องการบัลลังก์มังกร
“กระหม่อมกำลังมองหาผู้เหมาะสม ในแผ่นดินนี้มีผู้มากความสามารถมากมาย จะเอาเกวียนบรรทุกก็มิสิ้น จะเอาถังตวงก็ไม่หมด แต่พวกเขายังด้อยกว่ากระหม่อม”
“เพราะอะไร”
“เพราะคนพวกนั้นไม่รู้จักเลือกรับใช้เจ้านายให้ถูกต้อง แต่กระหม่อมนั้นรู้จักเลือก”
ว่าแล้วหยางกงก็คุกเข่าลงคำนับ เป็นการประกาศว่าสกุลหยางยินดีหนุนหลังองค์ชายจ้าวลู่ “แผ่นดินเดียวกันให้กำเนิดทั้งต้นข้าวและวัชพืช แม่น้ำสายเดียวกันมีทั้งเรือมังกรและแพสวะ กระหม่อมมั่นใจแล้วว่าผู้ใดคือเรือมังกร พระองค์คือเลือดเนื้อเชื้อไขโดยแท้ของฝ่าบาท ย่อมมีสิทธิขึ้นครองราชย์โดยชอบธรรม หาใช่คนผู้นั้น”
“ตอบได้ดี... ท่านรักษาท่าทีมาตลอด เหตุใดจึงตัดสินใจเลือกข้า”
“ฟ้าไม่อาจมีสองตะวัน กระหม่อมเพียงเลือกดวงตะวันที่สว่างโชติช่วงที่สุด ลำพังตัวกระหม่อมเองก็เป็นเพียงเปลวเทียนใกล้ดับ เป็นห่วงก็เพียงลูกหลาน จึงหวังว่าในภายภาคหน้าองค์ชายจะสนับสนุนค้ำชูสกุลหยางต่อไป”
“หึ! นับว่าท่านฉลาด ใครอยู่ข้างไท่จื่อก็เหมือนโยนซาลาเปาให้สุนัข”
จ้าวลู่ขยับพัดอย่างมีมาด รูปร่างของเขาองอาจผ่าเผย สวมชุดตัดเย็บอย่างประณีต เครื่องประดับไม่ว่าจะเป็นแหวนหยกที่นิ้วโป้งไปจนถึงจี้หยกล้วนเป็นของราคาแพงและหายาก กลิ่นกายหอมจรุงใจอันเป็นเอกลักษณ์เป็นกลิ่นของกำยานผสมกับกลิ่นสุรา หากนับตามสายเลือดแล้ว องค์ชายจ้าวลู่คือพระโอรสองค์โตของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน บวกกับแรงสนับสนุนจากสกุลซือหม่าซึ่งเป็นสกุลเดิมของฉีกุ้ยเฟย เขาจึงเป็นตัวเลือกตำแหน่งรัชทายาทอันดับต้นๆ แต่น่าเสียดายที่เขาไม่มีวาสนาจะได้ครองตำแหน่งนี้
“เสด็จพ่อทรงละเลือน ตั้งหลานเป็นใหญ่แทนที่จะตั้งลูก ข้าจะต้องหาทางจัดการเรื่องนี้ให้ได้”
“กระหม่อมยินดีช่วยเหลือองค์ชายเต็มความสามารถ”
“ดี หากท่านรักษาคำพูด ข้าก็ย่อมตอบแทนผลงานของท่านอย่างสมน้ำสมเนื้อเช่นกัน”
หยางกงรักษาท่าทีต่อองค์ชายผู้นี้ในฐานะขุนนาง และประเมินในใจแล้วว่าองค์ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ผู้นี้มีดีให้สนับสนุน เขาจึงให้เกียรติเชื้อเชิญพาองค์ชายจ้าวลู่ขึ้นเขามาด้วยตนเอง เหลืออีกไม่กี่สิบก้าวก็จะขึ้นไปถึงวิหารแล้ว แต่ทว่ามีบุคคลผู้หนึ่ง ‘บังเอิญ’ พบทั้งคู่เสียก่อน
“ท่านลุงจิ้ง”
“คำนับองค์ชาย ช่างบังเอิญยิ่งนัก กระหม่อมเองก็มาสวดมนต์ไหว้พระเช่นกัน พระสนมฉีสบายดีกระมัง”
“เสด็จแม่สบายดี ท่านลุงเองก็มานมัสการที่นี่ด้วยหรือ”
จ้าวลู่ประสานมือคำนับพอเป็นพิธี ฉีกุ้ยเฟยเป็นน้องสาวของซือหม่าจิ้ง เขาจึงมีศักดิ์เป็นลุงแท้ๆ ขององค์ชายและคอยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ด้วย บุคคลผู้นี้เป็นขุนนางชั้นสูง ดูภายนอกมีรอยยิ้มแสนจะสุภาพอ่อนโยนและดูน่าเชื่อถือ หน้าที่การงานกินตำแหน่งถึงไท่ผู่[1] แต่ภายในเป็นคนใจแคบและขี้ระแวงอย่างยิ่ง
“องค์ชายอยู่ที่ไหน ข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์อย่างกระหม่อมย่อมต้องอยู่ที่นั่นเพื่อดูแลความปลอดภัยพ่ะย่ะค่ะ ท่านหยางกง ดูท่าว่าข้าจะต้องปรับเหล้าท่านสามจอก โทษฐานพาองค์ชายมาเที่ยวแล้วไม่ชวนข้า”
“ข้าเห็นว่าท่านกำลังยุ่งจึงมิได้ชวน คราวหน้าจะต้องชวนท่านมาด้วยแน่นอน”
หยางกงยิ้มมีไมตรีแต่ในใจตรงกันข้าม น้องสาวของซือหม่าจิ้งเป็นลูกสะใภ้ของหยางกง แรกเริ่มซือหม่าจิ้งจึงเคารพหยางกงในฐานะญาติอาวุโส ฝ่ายหยางกงเองก็นับถืออีกฝ่ายในฐานะลูกหลานตระกูลขุนนางเก่าแก่ จนเมื่อฮ่องเต้แต่งตั้งคนของตระกูลซือหม่าเป็นขุนนางใหญ่ ลดทอนอำนาจของฝ่ายหยางกง หนำซ้ำซือหม่าจิ้งยังคอยทูลแนะนำให้ฮ่องเต้เตะโด่งหยางกงไปเป็นราชครูซึ่งไร้อำนาจ ทั้งสองฝ่ายจึงขัดแย้งกันรุนแรงขึ้นทุกที แย่งชิงอำนาจให้ฝ่ายตนเองอย่างดุเดือด
ตระกูลซือหม่ากับตระกูลหยางขับเคี่ยวแย่งอำนาจกันมานาน การปรากฏตัวในวันนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการบอกหยางกงอ้อมๆ ว่าตระกูลซือหม่ารู้ทันความคิดของหยางกง อย่าได้คิดยืมดอกบัวถวายพระ[2] ขณะเดียวกันตระกูลซือหม่าเองก็ยังต้องการฐานอำนาจของหยางกงเพื่อสนับสนุนองค์ชายจ้าวลู่ขึ้นครองบัลลังก์ หากหมดความจำเป็นต้องใช้งูเห่าอย่างหยางกงเมื่อไร ตระกูลหยางก็จะต้องถูกเก็บทั้งตระกูลเช่นกัน
ทั้งสองฝ่ายมองตากัน ต่างฝ่ายต่างเก็บซ่อนดาบไว้ใต้รอยยิ้ม ก่อนจะหัวเราะราวกับเป็นเพื่อนกันมานาน
[1] ผู้ดูแลรถทรง ม้าทรง บังคับบัญชาการสร้างอาวุธ รถทรงและม้าพระที่นั่ง
[2] ยืมดาบฆ่าคน
พระสนมที่ต้องโทษมีทางเลือกไม่มากนัก ทางแรกคือถูกส่งไปใช้ชีวิตในตำหนักเย็น ทางที่สองคือความตาย เจียวเจียวขอเลือกความตาย หยางจิวหรงจึงประทานให้ด้วยเมตตา และการลงโทษนี้จะต้องกระทำต่อหน้าพระสนมทั้งมวลเพื่อส่งคำเตือน “เหตุใดจึงไม่ใช่สุราพิษ” “ฮองเฮารับสั่งว่าสุราพิษจะสบายเกินไป” ต้วนชิงตอบพลางจัดแจงนำผ้าขาวผืนเล็กหลายผืนมาพร้อมอ่างน้ำ “ทรงมอบทัณฑ์ผ้าขาวแด่พระสนมพ่ะย่ะค่ะ วิธีการนี้จะถนอมพระศพให้งดงามกว่าวิธีอื่น” เจียวเจียวเริ่มหวาดกลัวเมื่อถูกจับมัดกับเก้าอี้ยาว ต้วนชิงก็นำผ้าขาวจุ่มลงน้ำจนเปียกชุ่มแล้วนำมาวางบนใบหน้าทีละผืน ขั้นตอนคล้ายทำหน้ากาก ต้วนชิงจะค่อยๆ นำผ้าเปียกว่าคลุมหน้าทีละชั้นๆ จนกระทั่งเจียวเจียวขาดใจตายเพราะหายใจไม่ออก สิ้นใจขณะอายุเพียงยี่สิบปี------------------ หลายปีผ่านไป “ลูกหลับแล้วเพคะ” หยางจิวหรงกระซิบขณะย่องขึ้นมาบนเตียง หลังจากได้ยินเสียงลูกชายคนโตร้องไห้ตามด้วยเสียงร้องจ้าของลูกชายคนเล็ก นางจึงลุกขึ้นไปดูความเรียบร้อยและกล่อมเด็กๆ แทนแม่นม แม้ว่าทั้งสองจะเป็นถึงผู้ปกครองใต้หล้า แต่การเป็นพ่อแม่ก็สำคัญไม่แพ้สิ่งอื่นใด
“บอกเหตุผลที่ข้าควรไว้ชีวิตนางสักข้อสิ” จ้าวเฉินฟงตัดเข้าประเด็น “ใกล้เวลานอนกลางวันของฮองเฮาของข้าแล้ว มีอะไรก็รีบๆ พูดมา”“พะ...เพคะ” เสิ่นเหนียงจื่อเคยเข้าออกวังหลายครั้งแต่ก็ยังรู้สึกประหม่า กริ่งเกรงหยางจิวหรงจนหน้าซีดขาว “ได้โปรดเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง ทรงเมตตาเจียวเจียวด้วยเถิด นางถูกใส่ร้าย ไม่มีทางที่นางจะกล้าทำเรื่องอุกอาจเช่นนั้นแน่เพคะ”เมื่อได้ยินคำว่า ‘พี่น้อง’ มุมปากของจ้าวเฉินฟงและหยางจิวหรงก็ยกยิ้มขึ้นพร้อมกัน “หากฮองเฮายินดีละเว้นโทษตาย ข้าก็ไม่ขัดข้อง” ความนัยของจ้าวเฉินฟงคือเขาจะไม่ยุ่ง หยางจิวหรงเองก็ต้องการเช่นนั้น นางจึงรับลูกต่อจากเขาอย่างไหลลื่น “เอาเถอะ เพื่อเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง ข้าจะยอมช่วยนางก็ได้” เสิ่นเหนียงจื่อดีใจจนน้ำตาไหลพราก รีบโขกศีรษะคำนับ “ขอบพระทัย... ขอบพระทัยเพคะ” “แต่ข้ามีเงื่อนไขนะ” “ฮองเฮารับสั่งมาเถิด หม่อมฉันยินดีทำทุกอย่างเพคะ” “ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าสิ้นก่อนวัยอันควร นึกดูแล้วก็น่าเศร้ายิ่งนัก ตั้งแต่ข้าจำความได้พวกท่านรักกันมาก ขนาดท่านแม่อายุล่วงสี่สิบแล้วยังตั้งครรภ์น้องฉูฉู่ หากชาต
และแล้วหญิงสาวผู้มีชะตาต่ำต้อย ก็ก้าวสู่บัลลังก์พญาหงส์ผู้ครอบครองพระทัยมังกร วันอภิเษกกำหนดขึ้นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ จ้าวเฉินฟงไม่ใช่คนที่จะยอมสวมมงกุฎให้นางอย่างเงียบๆ หรือหลบๆ ซ่อนๆ ดังนั้นจึงสั่งให้จัดงานอย่างใหญ่โต เฉลิมฉลองรื่นเริงกว่างานขึ้นครองราชย์ของเขาเสียอีกโลกจะต้องรู้ว่าเจ้าคือคู่ครองที่ถูกต้องเหมาะสมของข้า จ้าวเฉินฟงกระซิบบอกเช่นนั้นวันงาน เสียงกลองและระฆังกังสดาลดังขึ้น โถงตำหนักเฉียนชิงแออัดเต็มไปด้วยสมาชิกราชวงศ์ ขุนนางตำแหน่งสูงและบรรดาภริยาของพวกเขา หยางจิวหรงสวมฉลองพระองค์สีทองปักลายหงส์สีสันดุจสายรุ้ง รองเท้าที่นางสวมปักด้วยเส้นทองประดับไข่มุกและอัญมณีนานาชนิด นางก้าวเดินช้าๆ ไปตามทางเดินปูพรมลาด...ก้าวขึ้นบันไดมังกรทีละขั้น... ก้าวขึ้นไปเคียงคู่เขาในฐานะคู่ชีวิต“ชินอ้ายเตอ” จ้าวเฉินฟงกระซิบขณะสวมมงกุฎศิราภรณ์ทรงหงส์แด่นาง ไข่มุกราตรีเม็ดโตเท่าไข่ไก่ที่ประดับเด่นเป็นสง่านั้นเป็นมรดกตกทอดเก่าแก่ ทรงสวมสร้อยคอมุกเฟื่องซ้อนหกชั้น ของขวัญเนื่องในงานอภิเษกและมอบหรูอี้ตราตั้งอย่างเป็นทางการ ดนตรีโบราณดังก้องกังวาลจ้าวเฉินฟงประทับบนบัลลังก์เดียวกับนาง กุมมือข้างหนึ่งข
“ข้าหึง”“พี่ฟงอี้เขาแค่มาลา หม่อมฉันก็เลยคุยด้วยเท่านั้นเอง” “ไม่ได้ บอกแล้วใช่ไหมว่าข้าหึง” “โธ่ อย่าเพิ่งหงุดหงิดสิเพคะ”“ต่อให้มันบอกรักเจ้าก่อน ข้าก็ไม่ยอมให้เจ้ารักมันหรอกนะ” จ้าวเฉินฟงรวบนางมากอดแน่นแล้วอุ้มพากลับตำหนัก สีหน้าหึงหวงจนหยางจิวหรงเหวอ ยิ่งนางหัวเราะเขาก็ยิ่งหน้าบึ้ง“ที่รัก” นางเรียกเขา ใช้ปลายจมูกเกลี่ยกันไปมา “หม่อมฉันก็แน่ใจว่าต่อให้ย้อนเวลากลับไปกี่ครั้ง หม่อมฉันก็รักท่านอยู่ดี”“รักแค่ไหน”“รักมากที่สุด หม่อมฉันรักจ้าวเฉินฟงจนบางทีก็รำคาญตัวเองว่ารักไปได้อย่างไร นิสัยก็เสีย ปากก็ร้าย ชอบทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดแล้วไม่อธิบาย เฮ้อ... แน่ะ คนที่หม่อมฉันรักชอบทำตาขวางแบบนี้เปี๊ยบเลย แล้วเขาคนนั้นรักหม่อมฉันไหมหนอ”“รักสิ... รักจากก้นบึ้งหัวใจของเขาเลย” กระซิบแล้วอุ้มนาง ใช้เท้าถีบประตูตำหนักเข้าไปด้านใน ต่างฝ่ายต่างแลกจุมพิตอย่างร้อนแรง สัมผัสกันและกัน พริบตาเดียวเสื้อผ้าก็กระจัดกระจายไปรอบๆ ห้อง จ้าวเฉินฟงบรรจงโลมไล้ด้วยปลายลิ้นอุ่นจัดไปตามหน้าอกและเนินหน้าท้อง ดูดกลืนยอดถันสีกุหลาบจนกระทั่งมันชูชันตอบสนอง“หน้าอกเจ้าใหญ่ขึ้นนะ”“นิดหน่อยเพคะ... มันตึงๆ”“แล้วก็อ
ไม่นานนักเหล่าขุนนางก็ช่วยกันเสนอชื่อเจียวเจียวเป็นฮองเฮา และไม่กี่วันหลังจากนั้นนางก็ล้มป่วยด้วยพิษสารหนู“โอย... เสิ่นกุ้ยเฟยวางยาข้า... ฝ่าบาท... ฝ่าบาท... ทรงมอบความเป็นธรรมด้วยเพคะ”เจียวเจียวยอมดื่มชาผสมพิษสารหนูเข้าไปแล้วประกาศว่านางกำลังถูกปองร้าย เพราะใบชานั้นได้รับมาจากขันทีห้องเครื่องซึ่งเป็นคนของหยางจิวหรง ข่าวเรื่องนี้ถูกโหมกระพือไปอย่างรวดเร็ว จ้าวเฉินฟงจึงปล่อยให้พวกขุนนางเต้นกันให้พอ ผู้ที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์นี้กลับเป็นเสิ่นฟงอี้ ผู้ซึ่งหายหน้าไปนาน หน้าตาเขาดูซูบผอมลงแต่แววตาเป็นประกายดังเดิมเขากราบทูลเบื้องหน้าโถงว่าราชการว่า “เรื่องในครอบครัวจะทรงสนพระทัยผู้อื่นไปไย ชาวนายังมีสิทธิ์เลือกเมียเอก โอรสสวรรค์ทรงเลือกฮองเฮาก็หาใช่กงการของผู้อื่น เหตุไฉนจึงเฝ้าตอแยกันอย่างไร้สติปัญญา ระคายเคืองเบื้องสูง”ฝีปากของเขายังคมกริบดุจใบมีดโกน ในท้องพระโรงมีเสียงอาวุธต่างๆ ที่บรรดาทหารองครักษ์และแม่ทัพคนสนิทห้อยติดตัวดังกระทบกันเป็นครั้งคราว เตือนให้พวกขุนนางเลือดเก่าได้สะดุ้งรู้สึกตัวบ้างว่าฟ้าเปลี่ยนสีแล้ว คลื่นลูกหลังย่อมกระแทกคลื่นลูกหน้า เบื้องบนจึงตัดสินพระทัยเด็ดขาดตามค
เมื่อเสิ่นเหนียงจื่อมีโอกาสเข้าวัง นางจึงแอบยัดห่อสารหนูห่อเล็กๆ ใส่มาในขนมเปี๊ยะซึ่งทำสัญลักษณ์ไว้ ก่อนจะกลับออกไปจากวัง นางก็กำชับให้บุตรสาวหาโอกาสให้ได้“ท่านแม่ ลูกเป็นแค่ซงหยวน ส่วนนังนั่นเป็นถึงกุ้ยเฟย ตอนนี้ไม่มีใครสู้นางได้ หูตาของนางมากมายเต็มไปหมด ลูกจะเข้าไปในตำหนักของนางแล้วลอบใส่ยาโดยไม่ให้ใครรู้เห็นได้อย่างไร”“ท่านแม่ ดื่มน้ำชาเจ้าค่ะ” อู๋ซวงยกถาดน้ำชาเข้ามา เสิ่นเหนียงจื่อก็ยกชาขึ้นจิบโดยไม่สนใจไต่ถามสารทุกข์สุกดิบของลูกสาวคนเล็ก นางจึงพยายามทักทาย“ท่านแม่...”“เงียบเถอะนะ เป็นแค่ขี้ข้าก็ยืนสงบเสงี่ยมไปมุมห้องโน่นไป”“อู๋ซวงเจ้าอย่าเพิ่งขัดใจเจียวเจียว ไปทางโน้นก่อนเถอะไป”“ข้าอยากจะทัดทานพวกท่าน ตอนนี้จิวหรงเปรียบเหมือนกระแสน้ำรุนแรง ยิ่งเราเข้าไปขวาง กระแสน้ำก็จะยิ่งพังทลายทุกสิ่ง เราควรจะ...”“เจ้าจะไปรู้เรื่องอะไร ไปๆ” เสิ่นเหนียงจื่อโบกมือไล่ อู๋ซวงจึงเก็บความน้อยใจแล้วเดินออกไป“ฟังนะลูกแม่ ถ้าเจ้าใส่ยาให้นางกินไม่ได้ เจ้าก็กินเองเสียสิ ใส่ความว่ามันซะเลยว่านางเห็นแก่ตัว คิดฆ่าสนมทุกคนเพื่อเป็นหนึ่ง ตอนนี้พวกขุนนางก็กำลังไม่พอใจที่ฝ่าบาทโปรดปรานหญิงคณิกาอย่างมัน







