LOGIN"เมื่อความรักที่บริสุทธิ์... ถูกทำลายด้วยเงินและอำนาจ การแก้แค้นที่เจ็บปวดที่สุด จึงไม่ใช่การทำลายล้าง แต่คือการทำให้เขาตาสว่าง... ในวันที่สายเกินไป"‘ลลิน’ หญิงสาวสู้ชีวิตที่เคยมอบหัวใจให้กับ ‘ภีมพล’ ทายาทมหาเศรษฐี แต่ความต่างศักดิ์ทำให้เธอถูกมารดาของเขาวางแผนจัดฉากใส่ร้ายอย่างเลือดเย็น ภีมพลหลงเชื่อภาพลวงตา เขาผลักไสและเหยียบย่ำเธออย่างไม่ไยดี เพื่อแลกกับค่ารักษาพยาบาลของแม่ ลลินจำต้องรับเงินก้อนโตและเดินออกจากชีวิตเขาไปพร้อมกับรอยแผลเป็นในหัวใจ 5 ปีต่อมา โชคชะตาเล่นตลกให้ซาตานร้ายอย่างเขากลับมาทวงคืนพื้นที่ แต่คราวนี้... ลลิน ไม่ใช่เหยื่อที่อ่อนแออีกต่อไป เธอพร้อมจะใช้ความฉลาดและหลักฐานในมือ ตอกกลับทุกคนที่เคยทำร้ายเธอให้หน้าหงาย และสอนให้เขาได้รู้ว่า... เงินร้อยล้านและอำนาจล้นฟ้า ก็ไม่อาจซื้อ ‘เวลา’ และ ‘หัวใจ’ ของเธอกลับคืนมาได้อีกแล้ว!
View Moreกลิ่นเมล็ดกาแฟคั่วบดลอยอบอวลไปทั่วบริเวณร้านคาเฟ่เล็กๆ ใต้ตึกคณะบริหารธุรกิจ เสียงเครื่องชงกาแฟทำงานสลับกับเสียงพูดคุยจอแจของเหล่านักศึกษาที่มานั่งจับกลุ่มติวหนังสือ ในช่วงบ่ายวันศุกร์ ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ร่างบอบบางของ ‘ลลิน’ ในชุดนักศึกษาที่ถูกสวมทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลเข้มกำลังขยันขันแข็งกับการเช็ดโต๊ะและเก็บแก้วที่ลูกค้าทานเสร็จแล้วอย่างคล่องแคล่ว เหงื่อเม็ดเล็กซึมชื้นตามไรผมและกรอบหน้าหวานละมุน ลลินยกหลังมือขึ้นปาดมันออกลวกๆ ก่อนจะยกถาดแก้วเปล่ากลับไปที่หลังเคาน์เตอร์ วันนี้ลูกค้าเยอะกว่าปกติเพราะใกล้ช่วงสอบมิดเทอม แม้จะเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด แต่รอยยิ้มบางๆ ก็ยังคงประดับอยู่บนใบหน้า เพราะจำนวนลูกค้าที่เยอะหมายถึงทิปในกล่องหน้าร้านที่จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สำหรับนักศึกษาทุนที่ต้องหาเงินส่งตัวเองเรียนและดูแลแม่ที่ป่วยออดๆ แอดๆ อย่างเธอ ทุกบาททุกสตางค์มีค่าเสมอ ลลินล้วงเอาโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าที่หน้าจอมีรอยร้าวขึ้นมาดูเวลา อีกสิบห้านาทีจะหมดกะการทำงานของเธอแล้ว หญิงสาวถอนหายใจด้วยความโล่งอก พลางนึกถึงเมนูอาหารเย็นที่จะแวะซื้อเข้าไปกินกับแม่ที่บ้านเช่าในสลัมหลังมหาวิทยาลัย
“ลินจ๊ะ โต๊ะหกสั่งลาเต้เย็นกับเค้กส้มนะ” เสียงของพี่ฟ้า ผู้จัดการร้านร้องบอก
“ได้ค่ะพี่ฟ้า ลินจัดการให้ค่ะ”ลลินรับคำอย่างกระตือรือร้น เธอหมุนตัวกลับไปที่เครื่องชงกาแฟ บรรจงสกัดช็อตเอสเปรสโซ่และเตรียมนมสดอย่างพิถีพิถัน แต่ยังไม่ทันที่เธอจะเทกาแฟลงในแก้ว เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงฮือฮาเบาๆ จากกลุ่มนักศึกษาสาวที่นั่งอยู่ใกล้ประตูลลินไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง เพราะมัวแต่จดจ่ออยู่กับการตกแต่งฟองนม จนกระทั่งกลิ่นน้ำหอมแบรนด์เนมคุ้นเคยที่เจือด้วยกลิ่นไม้จันทน์หอมอ่อนๆ ลอยมากระทบจมูก พร้อมกับเงาสูงใหญ่ที่ทาบทับลงมาบดบังแสงสว่างหน้าเคาน์เตอร์
“รับอะไรดีคุณลูกค้า.. อ้าว ภีม” ลลินเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มการค้าที่เตรียมไว้ต้อนรับลูกค้า แต่ก็ต้องชะงักเมื่อพบว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือ ‘ภีมพล’ หรือ ภีม ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลา นัยน์ตาคมกริบสีรัตติกาลที่มักจะฉายแววเย่อหยิ่งกับคนทั้งโลก บัดนี้กลับทอดมองมาที่เธอด้วยความอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความรักภีมพลอยู่ในชุดนักศึกษาที่หลุดลุ่ยเล็กน้อย ชายเสื้อเชิ้ตสีขาวหลุดออกมา นอกกางเกงสแล็คสีดำ เนคไทถูกปลดให้หลวม แขนเสื้อพับขึ้นลวกๆ เผยให้เห็นนาฬิกาเรือนหรูราคาเหยียบหลักล้านที่ข้อมือซ้าย เขาคือทายาทเพียงคนเดียวของพัฒนปรีชากุลกรุ๊ป อาณาจักรอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจส่งออกอัญมณี ระดับต้นๆ ของประเทศ ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบจนดูเหมือนอยู่คนละโลกกับเด็กสลัมอย่างเธอ “มารับแฟนเลิกงานครับ”
ภีมพลพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำติดตลก พลางเท้าคางลงบนเคาน์เตอร์กระจกส่งยิ้มเจ้าเสน่ห์มาให้ “อีกสิบนาทีไม่ใช่เหรอ ทำไมมารอเร็วจัง ลินยังทำงานไม่เสร็จเลยนะ ไปนั่งรอที่โต๊ะมุมนู้นก่อนไป เดี๋ยวลินเอาน้ำไปเสิร์ฟให้” ลลินดุเสียงเบา พลางบุ้ยใบ้ไปทางโต๊ะที่ยังว่างอยู่
“ไม่เอาอะ อยากยืนมองหน้าลินตรงนี้มากกว่า วันนี้เรียนหนักมากเลยรู้ไหม ปวดหัวไปหมดแล้ว ขอชาร์จพลังหน่อยสิ” ชายหนุ่มงอแงเหมือนเด็กๆ ไม่สนสายตาหลายคู่ของสาวๆ ในร้านที่มองมาด้วยความอิจฉาสำหรับคนทั้งมหาวิทยาลัยเรื่องที่ภีมพล หนุ่มฮอตคณะบริหารธุรกิจ ตามจีบและคบหากับลลิน ดาวคณะศิลปกรรมศาสตร์ผู้แสนจะเรียบง่ายและยากจน เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมาตลอดสองปีแรกที่พวกเขาคบกัน บ้างก็ว่าลลินตกถังข้าวสาร บ้างก็ว่าภีมพลแค่คบเล่นๆ แก้เบื่อ แต่เวลาที่ผ่านไปก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ภีมพลคลั่งรักและหวงแหนผู้หญิงคนนี้มากแค่ไหน “อย่ามาทำตัวเป็นเด็กน่าภีม คนมองใหญ่แล้ว ลินอายเขานะ”
ลลินหน้าแดงระเรื่อ รีบยกถาดเครื่องดื่มไปเสิร์ฟลูกค้าที่โต๊ะหกเพื่อหลบสายตาคมคายของเขา เมื่อลลินเสร็จสิ้นหน้าที่และเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับมาสวมชุดนักศึกษาปกติ ภีมพลก็รีบเข้ามารับกระเป๋าเป้ใบเก่าของเธอไปถือไว้ในมือตัวเองอย่างรู้หน้าที่ แม้กระเป๋าใบนั้นจะดูขัดกับลุคคุณชายของเขาสุดๆ แต่ภีมพลก็ไม่เคยใส่ใจ เขาถือมันด้วยความเต็มใจเสมอ “วันนี้เหนื่อยไหม หืม?” ภีมพลถามขณะใช้มือข้างที่ว่างโอบไหล่บางของลลินให้เดินเคียงข้างกันออกจากร้าน “เหนื่อยสิคะ วันนี้ลูกค้าเยอะมาก แต่ก็ดีใจนะ ได้ทิปมาตั้งร้อยกว่าบาทแน่ะ พรุ่งนี้ลินว่าจะเอาไปซื้อของสดมาทำกับข้าวให้แม่กิน”
ลลินตอบพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายเมื่อพูดถึงมารดาภีมพลมองรอยยิ้มนั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งหลงรัก ทั้งเอ็นดู และลึกๆ ก็แอบสงสาร เขาไม่ชอบเลยที่เห็นเธอต้องทำงานหนักสารพัดอย่าง ทั้งล้างจาน เสิร์ฟอาหาร รับจ้างพิมพ์งาน เพื่อแลกกับเศษเงินที่เขาใช้จ่ายหมดไปในมื้อเดียวด้วยซ้ำ เขาเคยเสนอเงินให้เธอใช้
เสนอตัวจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แม่ของเธอทั้งหมด แต่ลลินปฏิเสธเสียงแข็งและโกรธเขาไปหลายวัน เธอหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเองเกินกว่าจะยอมรับความช่วยเหลือ จากแฟนหนุ่มซึ่งนั่นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขารักและเคารพเธอหมดหัวใจ “ลิน... ผมบอกแล้วไงว่าเรื่องค่าใช้จ่ายของแม่ลิน ปล่อยให้ผมจัดการเถอะนะ ลินจะได้ไม่ต้องมาเหนื่อยทำงานพิเศษทุกเย็นแบบนี้ เอาเวลาไปพักผ่อนอ่านหนังสือดีกว่า”
“ภีม...” .....ลลินหยุดเดินและหันมามองหน้าเขาอย่างจริงจัง
“เราเคยคุยเรื่องนี้กันแล้วนะ ลินรู้ว่าภีมหวังดี แต่ลินรับเงินของภีมไม่ได้จริงๆ ลินยังมีแรง ลินอยากดูแลแม่ด้วยตัวเองภีมอย่าพูดเรื่องนี้อีกเลยนะไม่งั้นลินจะโกรธจริงด้วย”
เห็นแววตาดื้อรั้นของแฟนสาว ภีมพลก็จำต้องถอนหายใจและยกมือขึ้นยอมแพ้ “โอเคๆ ไม่พูดแล้วครับ ยอมแล้วๆ งั้นวันนี้ให้ผมเลี้ยงข้าวเย็นนะ ไม่ต้องปฏิเสธเลย ผมจองร้านอาหารไว้แล้ว”
“แต่ลินต้องรีบกลับไปดูแม่นะ ภีมลืมไปแล้วเหรอว่าช่วงนี้แม่อาการไม่ค่อยดี”
“ผมซื้อกับข้าวเผื่อคุณแม่ไว้แล้วด้วย อยู่หลังรถไง เดี๋ยวเราไปกินข้าวกันแป๊บเดียว แล้วผมจะรีบซิ่งรถไปส่งลินที่บ้านเลย ตกลงไหมครับ?” ภีมพลส่งสายตาออดอ้อน
ลลินเม้มปากอย่างชั่งใจ ก่อนจะพยักหน้าตกลงในที่สุด เพราะรู้ดีว่าถ้าขัดใจ เขาคงหาวิธีตื๊อจนเธอต้องใจอ่อนอยู่ดี
รถสปอร์ตเปิดประทุนคันหรูแล่นไปตามท้องถนนยามเย็นของกรุงเทพมหานคร ก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่ซอยแคบๆ ที่คุ้นเคย สองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านเรือนที่ปลูกสร้างอย่างแออัด สภาพแวดล้อมที่ดูทรุดโทรมและกลิ่นน้ำคลำที่ลอยมาเป็นระยะ ไม่ได้ทำให้ภีมพลแสดงอาการรังเกียจออกมาเลยแม้แต่น้อย เขาชินกับมันแล้ว เพราะตลอดสองปีที่ผ่านมา เขามาส่งลลินที่นี่แทบทุกวันเขาจอดรถไว้ที่ลานจอดรถเช่าหน้าปากซอย ก่อนจะเดินถือถุงอาหารและยาบำรุงราคาแพงหลายถุงตามหลังลลินเข้าไปในตรอกแคบๆ พื้นคอนกรีตที่มีน้ำขังเป็นหย่อมๆ ทำให้ภีมพลต้องคอยดึงแขนลลินให้เดินหลบเพื่อไม่ให้น้ำกระเด็นเปื้อนรองเท้าผ้าใบสีขาวของเธอ “ระวังลื่นนะลิน ตรงนี้ตะไคร่เยอะ” เขาเตือนเสียงนุ่ม
“ภีมนั่นแหละระวัง รองเท้าคู่ละตั้งหลายหมื่น เปื้อนโคลนไปลินไม่มีปัญญาซักคืนให้นะ” ลลินแซวกลับยิ้มๆ “เปื้อนก็ทิ้ง ซื้อใหม่ได้ แต่แฟนผมหกล้มเจ็บตัวขึ้นมา ซื้อใหม่ไม่ได้นะครับ มีคนเดียวในโลก” คำหยอดหวานๆ นั้นทำเอาลลินแก้มร้อนฉ่า เธอตีแขนเขาเบาๆ ไปหนึ่งทีแก้เขิน ก่อนจะไขกุญแจเปิดประตูบ้านเช่าชั้นเดียวหลังเล็กเข้าไป
“แม่คะ ลินกลับมาแล้วค่ะ”
ลลินส่งเสียงเรียกมารดาที่นอนพักอยู่บนฟูกเก่าๆ กลางบ้าน
“กลับมาแล้วเหรอลูก... อ้าว คุณภีมก็มาด้วย สวัสดีค่ะคุณภีม”
นางประนอมพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง ใบหน้าที่ซีดเซียวดูมีสีสันขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเห็นชายหนุ่ม
“สวัสดีครับคุณแม่ อย่าเพิ่งลุกเลยครับ นอนพักให้สบายเถอะครับ”
ภีมพลรีบวางถุงของลงบนโต๊ะและเข้าไปประคองนางประนอมด้วยท่าทีนอบน้อม
“วันนี้ผมซื้อซุปหูฉลามกับรังนกมาฝากคุณแม่ด้วยนะครับทานตอนร้อนๆจะได้มีแรง”
“โธ่ คุณภีม ลำบากซื้อของแพงๆ มาให้แม่อีกแล้ว คราวหลังไม่ต้องซื้อมาหรอกนะคะ
ลลินยกฝ่ามือบางขึ้นดันแผงอกกว้างของภีมพลเอาไว้เบาๆ เพื่อหยุดยั้งการเข้าประชิดตัว สัมผัสนั้นไม่ได้รุนแรงเหมือนตอนที่เธอตบหน้าเขาที่ปากช่อง แต่มันกลับผลักไสเขาให้กระเด็นออกไปไกลแสนไกลได้อย่างชะงัด หญิงสาวสบตากับซาตานร้ายที่บัดนี้กลายสภาพเป็นเพียงผู้ชายที่น่าเวทนา เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ฉีกทึ้งวิญญาณของเขาออกเป็นชิ้นๆ“ค่ะ... ฉันก็รักคุณ”คำพูดนั้นทำให้ดวงตาของภีมพลเบิกกว้างด้วยความหวัง รอยยิ้มดีใจผุดขึ้นบนใบหน้าที่เปื้อนน้ำตา เขาขยับตัวจะโผเข้ากอดเธออีกครั้ง แต่เสียงหวานใสก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน “ที่ฉันบอกว่ารักคุณน่ะ... มันผ่านมานานแล้วค่ะ ภีมพล”ภีมพลชะงักงัน รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้าง ลลินลดมือลงและมองเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่าที่สุด “ความรักของฉันที่มีให้คุณ มันตายไปตั้งแต่วันที่คุณผลักฉันล้มลงกลางสายฝน และมันถูกฝังกลบไปจนมิดตั้งแต่วันที่คุณพยายามจะใช้กำลังข่มเหงฉันที่ปากช่องแล้ว... ตอนนี้ ฉันแทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยรู้จักคุณ”“ไม่นะลิน... อย่าพูดแบบนี้ ผมรู้ว่าคุณยังโกรธ ด่าผมสิ ตบผมก็ได้ แต่ขอร้องล่ะ... อย่าทำเหมือนผมไม่มีตัวตนแบบนี้” ภีมพลสะอื้นฮักความเจ็บปวดท
ในขณะที่ชีวิตของลลินกำลังเติบโตและเบ่งบานอย่างงดงาม แต่คนที่ กรุงเทพมหานคร.ต้องซ่อนความแหลกสลายไว้ในหน้าที่ความรับผิดชอบ ภายในเพนต์เฮาส์หรูบนชั้นสูงสุดของคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง สภาพห้องที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงกลับดูมืดทึบและเย็นเยียบราวกับสุสาน ร่างสูงใหญ่ของ หลังจากวันที่แตกหักกับมารดา เขาก็มาซื้อเพนต์เฮาส์อยู่เองและไม่กลับเข้าบ้านอีกเลย ‘ภีมพล’ นั่งจมอยู่บนโซฟาหนังสีดำในสภาพที่ดูแทบไม่ได้ ใบหน้าหล่อเหลาซูบตอบและมีหนวดเคราขึ้นครึ้ม นัยน์ตาคมกริบที่เคยทรงอำนาจ บัดนี้แดงก่ำและว่างเปล่า รอบตัวมีขวดเหล้าวิสกี้ราคาแพงล้มระเนระนาดอยู่บนพื้น “.ฉันไม่ได้ต้องการให้เธอทำอะไรผิด ฉันแค่ต้องการให้ลูกชายของฉันตาสว่าง! ภีมกำลังจะมีอนาคตที่ก้าวไกล ฉันไม่มีวันยอมให้เด็กสลัมอย่างเธอมาเป็นตัวถ่วง..”เสียงจากคลิปเสียงในโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูยังคงถูกเปิดวนซ้ำไปซ้ำมาเป็นรอบที่ร้อยของวัน ภีมพลหลับตาลง ปล่อยให้น้ำตาแห่งความสำนึกผิดไหลรินลงมาอาบแก้ม สามปีแล้ว... สามปีที่เขาต้องทนทรมานอยู่กับขุมนรกในใจที่ตัวเองเป็นคนสร้างขึ้น หลังจากวันนั้น ภีมพลทะเลาะกับมารดาอย่างรุนแรงจนถึงขั้นแตกหัก เขาประก
“ว่าไงนะ!!”ภีมพลเบิกตากว้าง ความรู้สึกเหมือนถูกค้อนปอนด์ทุบเข้าที่กลางศีรษะ แม่ของเขาลงมาที่นี่? ซื้อที่ดินผืนนี้ไปแล้ว? และลลิน... หนีไปแล้วงั้นเหรอ!“ไม่จริง... เป็นไปไม่ได้...” ชายหนุ่มสบถอย่างบ้าคลั่ง เขารีบล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาหมายจะกดโทรหาทนายความ แต่จังหวะนั้นเอง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นการแจ้งเตือนอีเมลฉบับใหม่ที่เพิ่งถูกส่งเข้ามาเมื่อคืน อีเมลที่ไม่มีชื่อผู้ส่ง... มีเพียงไฟล์เสียงหนึ่งไฟล์แนบมาด้วยความสงสัย ภีมพลกดดาวน์โหลดและเปิดไฟล์เสียงนั้นขึ้นมาฟัง ท่ามกลางความเงียบสงบของปากช่อง เสียงแรกที่ดังทะลุออกมาจากลำโพงโทรศัพท์ คือเสียงที่สั่นเครือและเจ็บปวดของผู้หญิงที่เขารัก...(“คุณท่านต้องการอะไรแลกเปลี่ยนคะ?”)(“ฉลาดขึ้นนี่... ข้อเสนอมันง่ายนิดเดียว รับเงินจำนวนนี้ไป แล้วไสหัวไปให้พ้นจากกรุงเทพฯ ซะ ย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ได้ที่ลูกชายฉันจะตามหาเธอไม่เจอ...) เสียงของคุณหญิงสิริภัค มารดาของเขาดังก้องชัดเจน ภีมพลตัวชาวาบ โทรศัพท์ในมือสั่นระริก (“...คุณท่านอาจจะคิดว่าเงินห้าล้านสามารถซื้อชีวิตและปิดปากเด็กสลัมโง่ๆ คนหนึ่งได้... แต่คุณท่านทำแบบนี้ทำไมคะ ทำไมต้องใส่ยาในน้ำส้มลิน ท
“ฉันย้ายออกจากกรุงเทพฯ มาตั้งรกรากอยู่ปากช่องเงียบๆ ไม่เคยติดต่อหรือส่งข่าวหาลูกชายคุณหญิงเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณหญิงต่างหาก... ที่สืบทราบจนเจอว่าฉันอยู่ที่นี่ แสร้งทำเป็นมาซื้อที่ดินทำไร่องุ่นข้างบ้าน ฉันเพื่อหาเรื่องมาตามตื๊อ ขอคืนดี ยื้อยุดฉุดกระชากคุกคามฉันสารพัด จนบางครั้งฉันต้องพลั้งมือทำร้ายเขาเพื่อป้องกันตัว!”“ไม่จริง! ตาภีมไม่มีวันลดตัวลงไปหาผู้หญิงอย่างเธอ!” คุณหญิงสิริภัคตวาดเสียงเขียว“ถ้าไม่จริง คุณหญิงเช็คอีเมลของเลขาคุณดูสิคะ ฉันเพิ่งส่ง ‘หลักฐาน’ บันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดไปให้ ดูให้เต็มตานะคะว่าลูกชายคุณหญิงกำลังทำตัวเป็นปลิงตามคลั่งรักเด็กสลัมที่คุณหญิงรังเกียจขนาดไหน... อ้อ แล้วถ้าคุณหญิงยังไม่รีบมาลากคอลูกชายคุณหญิงกลับไป ฉันจะส่งคลิปพวกนี้ให้สำนักพิมพ์และเพจข่าวดังดูสิว่าหุ้นของพัฒนปรีชากุลเอสเตทจะร่วงระนาวแค่ไหน ที่รองประธานหนุ่ม มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศและใช้กำลังรังแกผู้หญิง!”“นี่เธอขู่ฉันเหรอ!” คุณหญิงสิริภัคเสียงสั่นด้วยความโกรธจัดและตื่นตระหนกเมื่อได้ยินคำว่าหุ้นร่วงและเพจข่าว“ฉันไม่ได้ขู่ค่ะ ฉันแค่เสนอทางออก” ลลินพิงพนักเก้าอี





